Artist Talk

Published on May 13th, 2019 | by Nina NTK

0

คุยกับ ‘อ๊อด วีรยุทธ ศรีเกษร’ จากช่างเขียนโบสถ์สู่ศิลปินผู้สร้างสรรค์ลายไทย

“ความทันสมัยมันไม่ได้อยู่ที่ตัวงาน ความทันสมัยมันอยู่ที่ตัวเรา”

นายวีรยุทธ ศรีเกษร หรือ พี่อ๊อด เจ้าของเพจ วีรยุทธ ศรีเกษร Weerayut Srikesorn  จากยอดไลค์กว่าแสนคน คือหนึ่งในศิลปินผู้หลงใหลงานลายไทยร่วมสมัย และกำลังจะมีนิทรรศการของตัวเองในเดือนมิถุนายนนี้ ระหว่างวันที่ 5-18 มิถุนายน 2562 ในชื่อนิทรรศการ กนกวิวัฒน์ ณ หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน ในครั้งนี้ทาง Fine Art ได้มีโอกาสพูดคุย และทำความรู้จัก เกี่ยวกับชีวิตการทำงาน มุมมองในการดำเนินชีวิต ตลอดจนแรงบันดาลใจที่ทำให้ช่างเขียนโบสถ์มาเป็นศิลปินผู้สร้างสรรค์ลายไทย

การเรียนศิลปะของพี่อ๊อดเริ่มต้นจากอะไร

คือคนที่ได้เรียนศิลปากร หรือเพาะช่าง หรือสถาบันที่มีชื่อเสียง ในบ้านเราเนี่ย มันก็มีจำนวนไม่มากหรอก แต่คนที่เขามีความรักในศิลปะเนี่ย มันก็เยอะนะ แต่อาจจะด้วยเหตุผลหลายอย่าง ทำให้ไม่ได้เรียนสถาบันที่มีชื่อเสียง เขาอาจจะติดเรื่องการเงิน การสอบ ความสะดวกในการเดินทาง อะไรก็แล้วแต่ มันมีเหตุผลทุกคน บางคนเขาก็ได้เรียนศิลปะ ในที่ต่างๆ ที่มันไม่ได้มีอะไรมารองรับความสำเร็จของเขาเยอะมาก ผมก็คนนึง ผมจบมัธยมใกล้บ้าน ก็มีความชอบศิลปะตั้งแต่เด็กเนี่ยแหละ พอจบ ม. 3 เราก็อยากเรียนศิลปะ แต่ก็ได้ยินคำพูดอยู่บ่อยๆ ที่ว่า เรียนศิลปะแล้วจะทำไรกิน? ด้วยความห่วงใยของพ่อแม่เขาก็ไม่ให้เราเรียน เขาให้เราไปสอบอย่างอื่น เช่น ชอบช่างยนต์ ช่างกล แต่เพราะความชอบเนี่ยแหละ มันเป็นสิ่งที่บอกเราตลอดมาว่าเราอยากทำอะไร

แล้วตอนนั้นกลัวมั้ยกับคำที่คนอื่นๆ พูดว่า “ทำงานศิลปะแล้วไส้แห้ง” 

ตอนนั้นไม่รู้ รู้แค่ว่าชอบอย่างเดียว แต่ผมเชื่อว่าคนเรียนศิลปะ ทุกคนเหมือนกัน เอาความชอบนำหน้าก่อน เหมือนไปตายเอาดาบหน้า คือไม่รู้ว่าข้างหน้ามันจะเป็นยังไง แต่ที่รู้คือเรียนเพราะชอบ อีกประเด็นหนึ่งก็คือ ถ้าให้เรียนด้านอื่นๆ ก็ไม่ถนัดอยู่ดี อย่างไปเรียนวิทย์-คณิตเนี่ย คือเราไม่มีความชอบ เราประเมินตัวเราเองส่วนหนึ่งด้วยว่าเราไม่ถนัด เวลาเรียน สอบ ด้วยความไม่ตั้งใจเรียน ไม่เคยฟังอาจารย์สอน ครูสอนก็วาดรูปครู วาดรูปเพื่อน เวลาเรียนจบปั๊บ พอพื้นฐานเราไม่ดี ก็ไปต่ออย่างอื่นลำบาก แต่แปลกอย่างนึงนะคือพ่อผมเป็นครูคนแรก สอนผมวาดรูปตั้งแต่เด็ก แต่ไม่สนับสนุนให้เราเรียนศิลปะ สอนวาดรูป สอนเทคนิคนู่นนี้ แกสอนเรานะ แต่ไม่สนับสนุนให้แกเรียน พอเราเรียนจบแล้ว ก็บอกว่า เอาเถอะอยากเรียนไรก็เรียนไป ดีกว่าอยู่บ้านเฉยๆ พอผมไปสอบ สอบราชภัฏยังไม่ติดเลย แต่โชคดีที่ว่าเขารับหมด เราเลยได้เรียนในสิ่งที่เราชอบ ตอนเรียนก็เป็นคนฝีมือกลางๆ แต่ผมเป็นคนใฝ่รู้ แล้วฝีมือก็พัฒนาไปเรื่อยๆ จนจบปริญญาตรี 

ผลงานการผูกลายของนายวีรยุทธ

ชอบการวาดลายไทยมาตั้งแต่แรกเลยรึป่าว

จุดที่พลิกพลัน คือตอนเรียนผมชอบเรียนงานสากล ผมรู้สึกว่ามันทันสมัย แต่มีอยู่วิชานึงคือผมคะแนนไม่ดีเลย คือวิชาศิลปะไทย ผมได้เกรด ค. (เกรด C) จุดพลิกคือสิ่งที่เราไม่ชอบกลายมาเป็นสิ่งที่เราชอบได้ เรารู้สึกว่าศิลปะไทยเนี่ยเป็นของโบราณ มันไม่ทันสมัย มันเป็นงานที่เราต้องลอกแบบของเก่า อะไรแบบเนี้ย เรารู้สึกว่ามันเชย เราไม่ชอบ แต่พอมาถึงตอนปี 4 มันมีโครงการที่เราต้องออกไปฝึกวิชาชีพ ผมก็ออกไปฝึกประสบการณ์ที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร จ. อยุธยา ตอนนั้นมีความคิดแค่ว่า เข้าไปฝึกอะไรก็ได้ที่มัน ขีดๆ เขียนๆ ได้วาดรูป ฝึกทักษะเอาไว้ต่อยอดความรู้ ซึ่งมันก็ไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับการเขียนหรือการวาดรูปเลย มีแต่พวกแกะสลักบ้าง ปั้นบ้าง ทำหัวโขนบ้าง แต่มีแผนกนึงที่เกี่ยวกับการเขียน ผมก็ไปเดินดูแผนกนั้น คือแผนกเขียนลาย คือการเขียนลายไทย แต่เราก็ไม่ได้ชอบนะ ตอนนั้นแค่รู้สึกว่ามันได้เขียน แล้วพอดีว่าวันนั้นที่ผมไปดูเห็นนักเรียนคนนึงเขาก็เขียนลายไทย แต่มันมีความทันสมัย มีลักษณะร่วมสมัยอยู่ในนั้น เรารู้สึกว่าสวยดี เกิดเป็นไอเดียที่เราน่าจะไปพัฒนาได้ เราก็เลยไปขอฝึกประสบการณ์ในแผนกเขียนลาย 2 เดือน ชอบเลย 

เข้าไปเรียนครั้งแรกๆ ก็รู้สึกชอบเลยรึป่าว แล้วได้อะไรจากการฝึกงานครั้งนั้นบ้าง

ตอนแรกก็ไม่ได้ชอบเลย เพราะต้องฝึกเขียนลายหางไหล ลายไทยต่างๆ ซ้ำๆ รู้สึกเบื่อมาก แต่ด้วยความใฝ่รู้ของเรา เราก็เลยเดินไปถามคนนู้นคนนี้ เทคนิคต่างๆ เราไม่คัดลอกอยู่กับโต๊ะแล้ว เรารู้สึกว่าเวลามันน้อยเกินไปสำหรับเรา และน่าจะไม่เกิดประโยชน์อะไรกับเรา การไปนั่งถาม นั่งคุยกับอาจารย์ แล้วอาจารย์เขาสอนเทคนิคต่างๆ มา ทำให้ผมสามารถเขียนลายได้เลย โดยที่ไม่ต้องดูแบบ ค่อนข้างเร็ว การที่เราเรียนศิลปะมาด้วยทำให้เข้าใจได้เร็วกว่าคนอื่น ที่เพิ่งเริ่มต้นในแผนกซึ่งไม่มีพื้นฐาน พอฝึก 2 เดือนเสร็จ เราก็ชอบเลย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอาจารย์ที่สอนด้วย คือเขาสอนทำให้เราเข้าใจง่าย เมื่อก่อนเราคิดว่าลายไทยมันต้องลอกต้องคัด ทำแบบเก่า แต่เวลาอาจารย์เขาสอนมันกลายเป็นเรื่องง่าย แล้วลายไทยมันสามารถประยุกต์เปลี่ยนแปลง ทำให้มันทันสมัย ร่วมสมัยได้ เราเลยรู้สึกว่า ลายไทยไม่โบราณละ มันไม่เชย พอเราเข้าใจแล้วเรารู้สึกว่ามันทันสมัยอยู่ตลอดเวลาเลย ไอ้ความทันสมัยมันไม่ได้อยู่ที่ตัวงาน ความทันสมัยมันอยู่ที่ตัวเรา ถ้าเราอยากให้มันทันสมัยเราก็ทำได้ โดยอาศัยตัวของเขา แบบเดิมของเขา สร้างมันขึ้นมา เพราะมันเคยทันสมัยมาตั้งแต่โบราณแล้ว สมัยก่อนมันคือความทันสมัยในสมัยนั้น แต่เราไปคิดว่ามันเป็นสิ่งโบราณ เราเลยหยุดที่จะไปพัฒนามัน มันเลยไม่ทันสมัย มันเลยกลายเป็นของโบราณ 

การลงสีพื้นดำคือเทคนิคของนายวีรยุทธที่ทำให้ตัวลายไทยมีความโดดเด่น

แสดงว่าพี่ก็เลยจับจุดตรงนี้แล้วผูกลายใหม่ๆ

ผมเลยคิดใหม่ไง พอจบมาปั๊บทำธีสิส ส่งอาจารย์ ผมทำงานศิลปะไทยเลย ทำลายไทยเลย ตอนแรกผมคิดอย่างอื่นมาก่อนว่าจะทำเรื่องอื่น แต่พอเราไปฝึกงาน 2 เดือน เราเปลี่ยนความคิด ทิ้งทั้งหมดนั้นหมดเลย แล้วทำงานส่งอาจารย์ แล้วมันก็เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานไทย ที่ไม่ได้หวนกลับไปทำงานแบบเก่าเลย พอจบปั๊บผมก็ไม่ได้ทำอาชีพอื่น วาดรูปเป็น full time เลย แล้วก็ไม่มีอาชีพอะไรที่จะมารองรับเรา จบมาทีแรกก็ไม่รู้จะทำอะไร เราตั้งปณิธานเอาไว้เลยว่าจะไม่ทำงานอย่างอื่นเลย จะทำอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับศิลปะ 

แล้วเริ่มต้นทำงานครั้งแรกทำอะไร

เราไปวัดใกล้บ้าน ไปขอเขาเขียนโบสถ์ ในราคาถูก ก็ไม่เป็นไร เพราะอย่างน้อยก็ได้เขียนรูป อยู่ใกล้บ้านด้วย เหมือนตอนแรกจะเป็นการสื่อสารอะไรผิดรึป่าวก็ไม่รู้ เพราะเราไม่มีประสบการณ์ด้วย ก็เขียนจิตรกรรมให้เค้าถูกๆ ปรากฏว่าเจ้าอาวาสเค้าก็เข้าใจผิดนึกว่าเขียนให้ฟรี สุดท้ายแล้วงานนั้นก็ไม่ได้ตัง แต่บังเอิญว่าเราได้งานต่อ มีช่างเขามาบอกว่าวัดนั้นต้องการช่างเขียนรูป เขียนโบสถ์ สนใจมั้ย ที่สระบุรี เราก็ไป เราทำด้วยความอยากอย่างเดียว เราต้องกล้าที่จะทำไง อย่างเขียนโบสถ์เนี่ยเราก็ไม่เคยทำ เราก็รับเองทำเองคนเดียว ไม่มีลูกน้องด้วย คือเขียนทั้งผนัง หลังๆ ก็พาพี่เขยไปด้วยไปช่วยทาสีในพื้นเรียบๆ ส่วนใหญ่ทำคนเดียว ช่วงระยะหลังได้รุ่นน้องมาช่วยเบาแรงหนึ่งคน 

แล้วอะไรคือจุดเปลี่ยนให้กลับมาทำงานบนผ้าใบอีกครั้ง

เชื่อมั้ยว่าคนๆ นึงเนี่ย ในระยะเวลา 15 ปี ผมทำงานเขียนโบสถ์ 20 กว่าวัด ในจังหวัดอื่นๆ ด้วย ผมรับเองทำเอง ทั้งวัดเก่า วัดใหม่ แต่เงินดีนะ เราก็เลยลืม คำว่า ศิลปะจะไปทำไรกิน ‘ศิลปินไส้แห้ง’ เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่ มันอยู่ได้ เราทำได้ เราเลี้ยงชีพนี้ได้ จนผ่านมาถึงจุดหนึ่ง มันอิ่มแล้ว ถ้ากลืนไปอีกคำอ้วกแน่เลย ทั้งๆ ที่สิ่งที่เราทำมันคือสิ่งที่เราชอบนะ การเขียนรูปเนี่ย แต่มันเป็นการทำซ้ำๆ แล้วเรารู้สึกว่าเป็นการทำงานที่ไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง เพราะเรายังต้องมีกรอบ วัดอยากได้แบบนี้ ชาวบ้านอยากได้แบบนี้ มันมีสี มันมีกรอบกำหนด แต่มันก็ไม่ได้เป็นตัวของตัวเองไง แต่ทักษะต่างๆ มันได้มาตลอดระยะเวลา 15 ปี ได้มาเต็มๆ อยู่แล้วล่ะ แต่มันไม่ได้ในเชิงพัฒนาการ เรารู้ศักยภาพของเรา เรารู้ว่าเราทำอะไรได้ แต่เรายังทำอยู่ได้แค่ตรงนี้ เรารู้ว่าศักยภาพเรามันไปไกลได้ไกลกว่านี้ เพราะระหว่างทางผมก็ทำงานจิตกรรมของผมตลอดเหมือนกัน ในการสเก็ตช์ภาพในการเขียนภาพ ลายเส้นบ้าง เรารู้ว่าเราทำมาตลอดอยู่แล้ว เรามีศักยภาพ หลังจากนั้นผมก็เลยเลิก แล้วมาทำในสิ่งที่เราอยากทำ ซึ่ง ณ ตอนนั้นผมก็ยังไม่เห็นในเรื่องเงินนะ แต่รู้ว่าต้องเลิก

หนึ่งในภาพสิบสองนักษัตร

ตอนนั้นคิดอะไรอยู่

มันเป็นความรู้สึกที่เราไม่มีความจริงรองรับ เหมือนตอนนั้นรู้สึกว่าการเป็นศิลปินเนี่ยมัน เท่นะ ใครก็อยากเป็นศิลปิน แต่ไม่รู้หรอกว่าศิลปินมันจะสะดวกสบายมั้ย มันจะประสบความสำเร็จทุกคนมั้ย ไม่มีใครรู้ คำว่าศิลปินมันก็สะกิดเราอยู่ในหูตลอดมา อยากเท่ เหมือนเค้าบ้างแต่ไม่มีอะไรรองรับหรอกว่ามันจะดีรึป่าว ความรู้สึกอย่างเดียว ผมเลิกโดยที่ไม่รู้ว่าจะขายรูปได้รึป่าวแต่มาเขียนงานที่ตัวเองอยากจะทำ โดยเขียนงานลายเส้นแบบที่เราพัฒนาด้วยตัวเอง 

เริ่มต้นการเป็นศิลปินยังไง

หลังจากที่ผ่านปี 56 มาถึงปี 58 ผมก็เลยเลิกจากรายได้หลัก แล้วหันกลับมาทำงานที่ผมอยากทำ โดยที่ไม่ต้องมีแบรนด์มารองรับเรา เราจะประสบความสำเร็จของเราด้วยความเป็นราชภัฏของเราเนี่ยแหละ ความเป็นช่างจิตรกรรมฝาผนังของเรานี่แหละ ก็เลยทำงานที่เราอยากจะทำ แล้วก็คิดต่อไปว่า เวลาเราทำงานศิลปะ เราทำงานในแนวตัวเองแล้ว เราจะเอาไปขายที่ไหน ใครจะมาซื้อเรา ผมก็คิดวิธีการตอนนั้นซึ่งเป็นวิธีการเดียวที่เรารู้จักตอนนั้น คือ Facebook ในตอนแรกคิดว่าจะโชว์ผลงานให้คนรู้จักก่อน ยังไม่ได้กะจะขาย เอามาโชว์ที่ละภาพสองภาพ คนก็ติดตามเยอะขึ้นเรื่อยๆ แค่ปีเดียวคนติดตามเป็นแสนเลย ผมก็เอางานเก่าๆ มาโพสต์ พอเรารู้สึกว่าคนเริ่มเยอะแล้ว เราก็วาดรูปในแนวของเราโชว์ขึ้นมาเป็นงานใหม่ พอวาดโชว์ขึ้นมาครั้งแรกว่าเป็นงานใหม่ แล้วมีคนทักเข้ามาขอซื้อ ภาพขนาด 60 x 80 cm ภาพ 12 นักษัตร เขาไม่ต่อราคามาเลย เราเลยรู้สึกดีใจว่ามันขายได้ ปีนั้นผมขายงานได้ทั้งปีเลย แล้วผมก็สร้างสรรค์ลายไทยขึ้นมาเรื่อยๆ 

ภาพลายไทยพุทธประวัติ ตอนเสวยวิมุตติสุขที่สระมุจลินท์ ในสัปดาห์ที่ 6

ไอเดียการผูกลาย การสร้างสรรค์งานแต่ละชิ้นเริ่มต้นยังไง

ตั้งแต่ปี 56 ผมเอาลายกับภาพประกอบมาเป็นส่วนเดียวกัน ทำยังไงก็ได้ให้มันกลืนกัน ปกติ งานไทยจะมีภาพประกอบกับลายแยกออกจากกัน แล้วในงานศิลปะไทย ลายไทยมักจะเป็นส่วนประกอบ เป็นพระรองไม่ใช่พระเอก พระเอกคือตัวละคร แต่งานผม ผมเอาลายไทยของผมเป็นพระเอกไม่ว่าเรื่องอะไรต่างๆ ที่ผมเขียนผมจะเอาลายไทยเข้ามาประกอบ มาผสมหมดเลย เพื่อให้ลายผมออกมาเด่นที่สุด เรื่องราวผมจะให้มันรองลงมา แต่สามารถสื่อสารเรื่องราวได้ อีกอย่างเราอาศัยความเข้าใจ เราเองมากกว่า การที่ผมพัฒนาลายขึ้นมาตัวนี้ ผมคิดจากสิ่งใกล้ตัวก่อน ผมเริ่มจากสิ่งที่เราจะพัฒนาได้ดีที่สุดคือลายไทย เพราะเราชอบ แต่เราก็ต้องย่อขอบเขตมันลงมา ว่าจะพัฒนายังไง ย่อมันลงมา เราเอาหัวใจออกมาก่อน หัวใจของมันคือความพลิ้วไหว พอเราเอาอารมณ์ตัวนี้มาจับ เราก็พัฒนาเรื่องความอ่อนช้อยและความพลิ้วไหวก่อน เรายังไม่ได้ไปนึกถึงอย่างอื่น แล้วเราก็หาความหมาย ว่ามันเคลื่อนไหวจากอะไร ลายไทย มันเคลื่อนไหวด้วยเส้น และเส้นตรงไหนที่มันสร้างความเคลื่อนไหวได้ คือส่วนที่เป็นส่วนปลายหรือส่วนยอดของลาย ที่โบราณเค้าเรียกว่าหางไหลเนี่ย ตัวหางลาย เมื่อสมัยก่อนหางไหลมันจะขึ้น 1 2 3 เป็นจังหวะของเขา มันก็มีความเคลื่อนไหวในบุคลิกของเขา แต่ผมรู้สึกว่า ถ้าเราจะเพิ่มความเคลื่อนไหวให้เขาแล้วเนี่ย แค่นี้มันคงไม่พอหรอก เราก็เลยเพิ่มให้มันเคลื่อนไหวมากขึ้น คือเพิ่มให้มันยาวก่อน พอจากความยาวเสร็จปั๊บ ก็เกิดความคิดไปอีก ว่ามันควรจะต้องโค้งอย่างนี้ เป็นลักษณะนี้ มันถึงจะพลิ้วไหวมากขึ้น คือเส้นของผมปัจจุบันมันก็เลยเปลี่ยนเป็นลักษณะการโยกไปทางซ้ายบ้างขวาบ้าง คือไม่มีทิศทางตายตัว เหมือนของโบราณ เพราะมันสามารถทำได้ เพราะเส้นที่เราดีไซน์ออกมามันยาวพอเส้นมันยาวมันก็สามารถที่จะขมวดไปทางไหนก็ได้ พอมันมีความอิสระเนี่ย มันเกิดความสนุก เราจะรู้สึกว่ามันเหมือนลมพัด เหมือนการโบกไปโบกมา เมื่อสมัยก่อนลายเนี่ย เขาเรียกว่าหางไหล ตัวปลายลายเนี่ยนะ แต่ไอ้ส่วนปลายลายที่ผมพัฒนาขึ้นเนี่ย ผมไม่เรียกว่าการไหล ผมเรียกว่าการสะบัด มันเหมือนการโบกสะบัดเวลาโดนลมพัด ผมก็เลยนิยามไอ้เส้นตัวเนี่ยที่ออกแบบมาเนี่ย ผมจะไม่เรียกว่าหางไหลละ ผมจะเรียกว่าหางสะบัด หรือ ปลายสะบัดแทน แล้วก็รูปทรงตัวลายก็เหมือนกันคือค่อนข้างอิสระด้วย คือลายในสมัยก่อนเนี่ย รูปทรงจะค่อนข้างเป็นแบบแผน แล้วก็ค่อนข้างที่จะดูมีความเรียบร้อย มีทิศทาง แต่รูปทรงผมเนี่ยคือเราไม่เน้นทิศทางและไม่ค่อยเป็นแบบแผนสักเท่าไหร่ แต่ยังคงใช้ฟอร์มเดิม และเพิ่มความเป็นอิสระเข้าไปในเรื่องรูปทรง มันยากที่ว่าเราจะผูกยังไงให้มันเกิดเป็นเอกภาพของงานให้ได้ ให้มันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยไม่เกิดความขัดแย้งเนี่ยยาก

ณ ราตรี ภาพวาดที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับวีรยุทธ

พี่อ๊อด คิดว่ามีแรงบันดาลใจอะไรที่ทำให้พี่มาถึงจุดนี้

มีภาพอยู่ 2 ภาพ ที่ผมเขียน ภาพหนึ่งเป็นภาพที่สร้างความหวังให้กับผม อีกภาพเป็นภาพที่สร้างพลังให้กับผม ทั้งสองภาพทำให้ผมพัฒนาถึง ณ ตอนนี้ ภาพแรกคือภาพตอนที่ผมไปเขียนโบสถ์ วัดวังไผ่ อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี ตอนช่วงที่ผมทำงานเขียนโบสถ์ ผมก็จะทำงานเขียนศิลปะไปด้วย ตอนกลางคืน หรือเวลาว่าง มันมีอยู่คืนหนึ่ง ตอนนั้นลูกยังเล็กๆ มีความรู้สึกว่าทำงานเขียนโบสถ์เนี่ย มันจะทำไปได้นานสักแค่ไหน แล้วอีกอย่างคือถ้าเรามีครอบครัว แล้วลูกเราต้องโต ก็เลยคิดไปว่าถ้าเราทำแค่นี้ ต่อไปมันจะแน่นอนมั้ย เราก็คิดไปเยอะเหมือนกันนะ แล้วก็วาดความหวังต่อไปว่าอนาคตเราก็อยากจะให้มันดีกว่านี้ อยากประสบความสำเร็จ เรารู้สึกว่าอารมณ์นั้นเนี่ย มันเป็นอารมณ์ที่เราคิดแต่นึกไม่ออกว่าจะทำอะไรนอกจากการเป็นช่าง เพราะคำว่าศิลปินในตอนนั้นเราก็ยังนึกไม่ออกว่าเราจะไปตรงนั้นได้ยังไง เราก็เลยเขียนรูปออกมารูปนึงมันเหมือนเป็นรูปแทนตัวเอง เรานั่งเขียนช่วงกลางคืนทุกวันๆ ชื่อภาพ ณ ราตรี คือมันเป็นสภาวะอารมณ์ของคนทำงานตอนกลางคืน อยู่ช่วงเวลากลางคืน เรารู้สึกว่าสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ ที่อยู่ในรูป มันกำลังบินอยู่ท่ามกลางความมืด ที่ไม่มีอะไรเลย มีแค่ดวงจันทร์ มีแค่ลายไทยที่เขียนเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว แล้วบริเวณรอบก็มีแต่สีดำอย่างเดียว แล้วที่เท้าเนี่ยก็ถือช่อลายไทยที่เราเขียนแค่นั้นเอง ภาพนั้นคือมันไม่มีอะไร มันเป็นภาพที่ค่อนข้างเรียบง่าย แต่มันเป็นภาพที่ผมรู้สึกว่า พอมองภาพนี้ แล้วเล่าให้ใครฟังผมจะรู้สึกสะเทือนใจทุกครั้ง คือเรารู้สึกว่าเราฝากความหวังอะไรสักอย่างนึงไว้กับภาพนี้ เพราะว่าในระหว่างเขียนรูปก่อนสีที่มันจะทับลงไป ผมจะเขียนข้อความบรรยายความรู้สึกอะไรของเราที่อยากทำให้ครอบครัว เราก็บรรยายความรู้สึกเราลงไป แล้วตั้ง คำปณิธาน คำสัญญาต่างๆ เราเขียนตัวหนังสืออยู่ในเฟรมนั้น ตอนที่เราร่างภาพไว้ เราก็ระบายสีทับลงไป แต่เมื่อเวลาเรามองภาพนั้น ผมไม่ได้เห็นรูปที่เราเขียน ผมกลับไปเห็นข้อความที่เราเขียนอยู่ในนั้น ที่มันอยู่หลังสีที่เราทับไว้ พอเรามองภาพนั้น มันเหมือนมันเป็นความหวังที่บอกเราตลอดมาว่าเราต้องไปถึงจุดที่เราฝันนั้นให้ได้ เมื่อไหร่ไม่รู้ เหมือนสิ่งมีชีวิตที่บินอยู่ท่ามกลางความมืด โดยไม่รู้ว่าเป้าหมายมันอยู่ตรงไหน บริเวณโดยรอบมีแต่ความมืดอย่างเดียว บินไปเรื่อยๆ เมื่อถึงโอกาสมันก็จะไปถึงฝั่งฝันของมันเอง ถึงเป้าหมายของมันเอง แล้วที่ถือลายไทยอยู่ก็คือสิ่งที่ทำให้เราอยากประสบความสำเร็จ ด้วยการเขียนลายไทยเราเนี่ยแหละ


About the Author

Nina NTK

นัก(อยาก)เขียนที่ชอบเป็นนักอ่านมากกว่า ชอบเรื่องราวลี้ลับ นวนิยายสืบสวน และรักการตระเวนดูงานศิลปะทุกแขนง



Back to Top ↑
  • Fine Art Magazine No.134

  • 10th UOB Painting of The Year

    10th UOB Painting of The Year

    นิทรรศการออนไลน์
    การประกวดจิตรกรรมยูโอบี ครั้งที่ 10

  • International Biennial Print 2020 R.O.C

    International Biennial Print 2020 R.O.C

    Call for Submissions 2019.12.3 – 2020.2.5
    www.ntmofa.gov.tw

  • “RIFTS” Group Exhibition Interview

  • Archives