Events

Published on December 24th, 2019 | by anaras

0

จรัส Light Fest

เพื่อเผยแพร่ความรู้ในเรื่องของพลังงานทางเลือกให้คนทั่วไปได้รับรู้มากขึ้น สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จึงได้ร่วมมือกับหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ในการจัดโครงการ จรัส แสงสร้างสรรค์ เริ่มตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายน 2562 ต่อเนื่องไปจนถึงมิถุนายน 2563ในบทความนี้ผู้เขียนจะพาไปชมหนึ่งในกิจกรรมที่น่าสนใจในโครงการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับศิลปะร่วมสมัยโดยตรง นั่นคือ จรัส Light Fest เทศกาลศิลปะกลางแจ้ง

จุดเด่นของนิทรรศการนี้คงไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามและหวือหวาของงานศิลปะ แต่เป็นการจั่วหัวว่าเป็น “นิทรรศการศิลปะแสงครั้งแรกของไทยที่นำเสนอด้านพลังงานโซล่าร์อย่างเต็มรูปแบบ” เพราะผลงานทุกชิ้นในนิทรรศการนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าที่ได้จากแผงโซล่าเซลล์ทั้งหมด ในแบบที่เรียกว่า Lighting Installation หรือ งานจัดวางแสง ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องถูกรับชมในยามค่ำคืนเป็นหลัก 

ศิลปินทั้งสิบสองกลุ่ม/คน ถ่ายภาพร่วมกับคณะผู้บริหารโครงการ

ผลงานศิลปะในนิทรรศการนี้ เกิดขึ้นจากฝีมือของศิลปินรับเชิญสี่คน และศิลปินที่ผ่านการคัดเลือกจากการสมัครเข้าร่วมอีกหกคน สองกลุ่ม รวมเป็นศิลปินทั้งหมด 12 คน/กลุ่ม ก่อให้เกิดการตีความเรื่องพลังงานทางเลือกที่หลากหลายแตกต่างกันออกไป

เริ่มจากผลงานของศิลปินผู้เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในการสร้างสรรค์ผลงานด้วยแสงไฟและกลไก กฤช งามสม นำไฟท้ายรถยนต์มือสองหลากหลายรุ่นมาประกอบเข้าด้วยกันเป็นหัวใจดวงโต สองข้างของหัวใจมีปีกขนาดใหญ่แผ่ออกข้างละหนึ่งปีก ราวกับกำลังจะโผบินขึ้นไปในอากาศได้ ปีกเหล่านี้ยังติดตั้งแผงโซลาเซลล์เอาไว้ เพื่อให้พลังงานกับไฟท้ายที่อยู่ในโครงเหล็กรูปหัวใจ ทำให้มันส่องแสงสีแดงสว่างไสวในเวลากลางคืน

กฤช งามสม และหัวใจติดปีก

ผลงานของกฤชมีชื่อที่ตรงตัวว่า ใจกลางเมือง ซึ่งนอกจากจะสื่อถึงรูปทรงหัวใจแล้ว ยังเป็นการสื่อสารบริบทของพื้นที่ไปในตัว เนื่องจากหอศิลปกรุงเทพฯ นั้นตั้งอยู่บริเวณสี่แยกปทุมวัน ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางการคมนาคมแห่งย่านเศรษฐกิจการค้าที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร และในเวลากลางคืน เราก็จะพบเห็นแสงไฟจากรถยนต์มากมายที่มาออกันอยู่ตรงสี่แยกไฟแดงนั่นเอง

นอกจากความเชื่อมโยงระหว่างตัวผลงานกับบริบทของพื้นที่อย่างลึกซึ้งแล้ว ศิลปินยังสอดแทรกความคิดเห็นส่วนตัวเข้าไปด้วย ปีกสองข้างที่แผ่กางออกนั้นประดับไปด้วยแผงโซลาร์เซลล์ ทำหน้าที่ส่งพลังงานให้กับหัวใจที่ส่องแสงอยู่ ณ ใจกลางเมืองซึ่งใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาล ก็เปรียบเสมือนความคาดหวังถึงวันที่กรุงเทพมหานครจะสามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาดที่แท้จริงได้ในอนาคต

หลอดนีออนเหลือทิ้งถูกนำมาทำเป็นงานชุดใหม่โดยนพไชย

ผลงานที่น่าสนใจอีกชุดหนึ่งเป็นของศิลปินรับเชิญผู้มักนำวัสดุเก็บตก-วัสดุเหลือใช้ มาสร้างเป็นผลงานศิลปะสื่อผสมจัดวางร่วมกับหลอดไฟนีออน นพไชย อังควัฒนะพงษ์ แขวนประติมากรรมของเขาเอาไว้เหนือหัวผู้มาเยือนหอศิลป์กรุงเทพฯ บริเวณทางเข้าหอศิลป์ที่เชื่อมกับสกายวอร์ค วัตถุดิบหลักในผลงานชิ้นนี้คือหลอดนีออนเหลือทิ้งที่ศิลปินนำมาตัดและดัดเป็นรูปทรงต่างๆ กัน อีกทั้งยังมีสีสันหลากหลายอันเกิดจากกากำหนดแรงดันไฟฟ้าที่แตกต่างกันเพื่อให้ก๊าซนีออนภายในหลอดเปล่งแสงสีไม่เหมือนกัน ซึ่งกระแสไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนหลอดนีออนนี้ก็ถูกส่งตรงลงมาจากแฝงโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งเอาไว้ด้านบนหนังคาของหอศิลป์ ผ่านห้องจรัส Lab ที่ชั้นสาม มาจนถึงตัวผลงาน

การจัดวางผลงาน ดั่งแสงรุ้ง ยังมีความหมายที่ซ่อนอยู่อีกอย่างหนึ่ง นพไชยกล่าวว่าเขาอิงจุดตัดของโครงสร้างที่ล้อไปกับอัตราส่วนทองคำ (Golden ratio) ของห้องจัดแสดง การนำอัตราส่วนทองคำที่เป็นพื้นฐานขององค์ประกอบสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติมาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์ มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ชมได้ตระหนักถึงสัมพันธภาพระหว่างคนกับธรรมชาติ ซึ่งชวรให้คิดถึงประเด็นเรื่องพลังงานมากมายที่หมุนเวียนอยู่ในโลกของเรา อุปมาดั่งแสงสีของหลอดนีออนรูปทรงต่างๆ

ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อมถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ศิลปินร่วมสมัยในโครงการให้ความสนใจ รูปทรงเลียนแบบธรรมชาติถูกสื่อสารออกมาผ่านผลงาน หนอนสายรุ้ง โดย คมกฤษ เทพเทียน มันมีลักษณะคล้ายหนอนตัวใหญ่ ที่มีขนยาวเรืองแสงจากหลอดไอแอลอีดีหลากสี ในเวลากลางวันมันจขะเดินไปมาบนลานหน้าหอศิลป์ เพื่อเก็บสะสมพลังงานจากแสงอาทิตย์เข้าไปในตัวผ่านแผงโซลาร์เซลบนหลัง และในเวลากลางคืนก็จะเปลงประกายสดใส

เวลากลางคืน หนอนสายรุ้งจะเปล่งประกายสดใส

ผลงานของคมกฤษ สะท้อนแง่มุมอันสวยงามผ่านการเลียนแบบสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ เราต่างรับรู้กันเป็นอย่างดีว่าไม่จะเป็นพืชหรือสัตว์ ก็ล้วนจำเป็นต้องพึ่งพาแสงอาทิตย์ในการดำรงชีวิตทั้งนั้น แต่สำหรับมนุษย์ แม้ว่าจะสามารถสร้างแหล่งกำเนิดแสงได้เอง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยทรัพยากรหลายๆ อย่าง นำมาสู่คำถามที่ว่า จะดีกว่าหรือไม่หากเราสามารถใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่านี้

ผลงานที่ดูจะแปลกตาน่าสนใจมากที่สุดเป็นงานของศิลปินที่ไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับกลไกไฟฟ้าเป็นหลัก อย่าง วศินบุรี สุพาณิชย์วรภาชน์ ผู้มักจะคลุกคลีอยู่กับเรื่องปั้นดินเผาเป็นหลัก ซึ่งแน่นอนว่าเขาได้นำความถนัดนี้มาเป็นส่วนหนึ่งของผลงานด้วย ผู้ชมจะพบกับไหเซรามิกรูปทรงแปลกๆ หลายใบ ที่ศิลปินได้รับแรงบันดาลใจมาจากเครื่องปั้นดินเผาสมัยโบราณ คือ วัฒนธรรมบ้านเชียง และสุโขทัย นำมาผสมผสานเข้ากับงานร่วมสมัยในปัจจุบัน บนพื้นผิวของไหเหล่านี้จะเจาะรูกลมๆ เล็กๆ เอาไว้ให้เราสามารถส่องเข้าไปดูภายในได้ ไหแต่ละใบจะบรรจุวัตถุสิ่งของแตกต่างกัน บ้างก็เป็นโมเดลสีทองเล็ก บ้างก็เป็นหน้าจอฉายภาพแอ็บสแตร็กส์

ไหยักษ์หลากรูปทรงเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมมนุษย์นับแต่อดีตกาล

ศิลปินใช้ไหเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ของการใช้พลังงานในยุคแรกเริ่มอารยธรรมของมนุษยชาติ เครื่องปั้นดินเผาถือเป็นประดิษฐกรรมอันน่าทึ่งที่เป็นผลมาจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปของเรา นั่นคือการที่มนุษย์รู้จักใช้ไฟและปรุงอาหาร ก่อนจะพัฒนารูปแบบเพื่อตอบสนองต่อวัฒนธรรมในด้านอื่นๆ ในเวลาต่อมา บริบทของเครื่องปั้นดินเผาที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิต ความตาย คุณค่าและคำถามของความจริงในวัฒนธรรมของมนุษย์ ถูกนำเสนอผ่านสิ่งของต่างๆ ในไหแต่ละใบ และการใช้ไฟจากพลังงานแสงอาทิตย์ก็เป็นเสมือนการเน้นย้ำความสำคัญของไฟที่มีบทบาทต่อวิวัฒนาการทางสังคมของมนุษย์

ศาลพระภูมิในผลงานของวศินบุรี

นอกจากนี้ วศินบุรียังได้แทรกอารมณ์ขันเล็กๆ เข้าไปในผลงานชุดนี้ ข้างๆ กลุ่มไหขนาดใหญ่มีศาลพระภูมิที่ผู้ชมสามารถมีส่วนร่วมกับผลงาน โดยการเปิดประตูศาลออกมา กดสวิตช์ที่อยู่ด้านหน้า และก็จะปรากฏ “เลขเด็ด” เรืองแสงสามตัวออกมาให้ได้เอาไปเสี่ยงโชคกัน ทว่า ตัวเลขนี้จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่หยุดนิ่งสักที ซึ่งจากคำแนะนำที่ระบุเอาไว้ด้านข้าง ศิลปินบอกกับเราว่าหากตัวเลขยังเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เราก็ควรจะหันกลับไปใช้ชีวิตทำงานหาเงินเหมือนเดิมจะดีกว่า

นอกจากตัวอย่างที่หยิบมาไว้ ณ ที่นี้ ยังมีผลงานที่น่าตื่นตาตื่นใจของศิลปินคนอื่นๆ อีกหลายชิ้น ซึ่งจะติดตั้งอยู่บริเวณลานด้านหน้าหอศิลป์กรุงเทพฯ BACC ไปจนถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2563 แนะนำว่าหากจะมาชมควรมาเวลากลางคืนนะครับ

*เอื้อเฟื้อภาพประกอบโดย BACC


About the Author

anaras



Back to Top ↑
  • Fine Art Magazine No.135

  • 10th UOB Painting of The Year

    10th UOB Painting of The Year

    นิทรรศการออนไลน์
    การประกวดจิตรกรรมยูโอบี ครั้งที่ 10

  • International Biennial Print 2020 R.O.C

    International Biennial Print 2020 R.O.C

    Call for Submissions 2019.12.3 – 2020.2.5
    www.ntmofa.gov.tw

  • Sylvie Blum – Naked Beauty

  • Archives