Events

Published on March 16th, 2018 | by anaras

0

ทุนสร้างสรรค์ศิลปกรรมศิลป์ พีระศรี ครั้งที่ 17

กลับมาอีกครั้งกับนิทรรศการล่าสุดของโครงการทุนสร้างสรรค์ศิลป์ พีระศรี ครั้งที่ 17 ประจำปี 2560 โครงการที่คัดเลือกศิลปินผู้มีความสามารถ เพื่อมอบทุนให้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะ โดยหอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร สำหรับปีนี้ ยังคงมีศิลปินที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 7 คน เช่นเดิม ซึ่งแต่ละคนก็ได้สร้างสรรค์ผลงานที่เป็นเอกลักษณ์ในแบบฉบับของตนเองเพื่อบอกเล่าเรื่องราวเฉพาะตัวที่น่าสนใจ

เริ่มที่งานของศิลปินผู้ให้ความสนใจในประเด็นสิ่งแวดล้อม สุวิทย์ มาประจวบ นำเสนอนิทรรศการเล็กๆ ในชื่อ ‘ทะเล – เปลี่ยน’ ถังบรรุสารเคมีจำนวนมากหลากรูปแบบถูกนำมามาตัดแยกเป็นส่วนๆ ก่อนจะประกอบเข้ากันเป็นรูปสัตว์ทะเลนานาชานิ แขวนห้อยเอาไว้ในห้องจัดแสดง กุ้ง หอย ปู ปลา เหล่านี้ถูกขยายขนาดจนใหญ่โตกว่าเดิม ท่ามกลางสีสันหลากหลาย ร่องรอยตัดปะเต็มไปด้วยสนิม กระทั่งบางชิ้นส่วนยังปรากฏสัญลักษณ์สื่อความอันตรายของสารเคมี แสดงถึงสภาวะที่โดนกระทำย่ำยีจากฝีมือมนุษย์ที่รุกทำลายธรรมชาติแต่เดิม สัตว์ทะเลเหล่านี้จึงต้องปรับตัวให้แข็งแรงมากขึ้น และมีรูปร่างหน้าตาที่แปลกประหลาด พิกลพิการ อย่างที่เราเห็นได้ในผลงานของเขา

ตรงข้ามกับการพูดถึงสัตว์ที่ถูกกระทำ สุรเดช วัฒนาประดิษฐชัย มองไปที่คนที่เป็นผู้ถูกกระทำ ในความหมายที่ลึกซึ้งมากขึ้น เขานำเสนอภาพของเด็กเร่ร่อนและเด็กที่ถูกทารุณกรรมผ่านงานสื่อผสมในแนวทางที่เขาถนัด อย่างตรงไปตรงมาในงานชุด ‘ภาพสะท้อนการทารุณในเด็ก’ การใช้จิตรกรรมซ้อนทับด้วยสำลีสีขาวสะอาดบางส่วน มิติอันพร่ามัวที่เกิดจากการผสมผสานสื่อสองชนิดนี้ราวกับจะสะท้อนสภาวะของปัญหาดังกล่าว ซึ่งเป็นปัญหาสังคมที่ดำรงอยู่เนิ่นนานและแทบไม่มีทีท่าจะหายไปแต่อย่างใด แม้ว่าเด็กเหล่านี้ล้วนมีใบหน้านิ่งเฉยปราศจากอารมณ์ แต่ด้วยกรอบแนวคิดของศิลปินทำให้เราสามารถสัมผัสได้ถึงอารมณ์ความรู้สึกของเด็กเหล่านั้นได้ บางทีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อาจเริ่มต้นด้วยการกำจัดม่านหมอกสำลีที่ปิดกั้นเสียงของเด็กๆ เหล่านี้ – เสียงของผู้ถูกกระทำ

ขยับช่วงวัยขึ้นมาอีกสักหน่อย จักรยานยนต์คือสัญลักษณ์ของกลุ่มเด็กวัยรุ่นที่เรียกตนเองว่า “เด็กแว้น” ผู้เสพติดความเร็วและการแข่งขัน เป็นตัวละครหลักที่มีความสัมพันธ์กับชีวิตในวัยหนุ่มของ ธีรพล หอสง่า ด้วยตัวศิลปินเองก็เคยมีมอเตอร์ไซค์เป็นเหมือนเครื่องแสดงสถานะของการเติบใหญ่ และความสามารถในการตกแต่ง ดัดแปลงให้รถของตนนั้นดีกว่าเพื่อน ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้เขาเลือกสร้างงานศิลปะที่แปลกตาด้วยการถอดรื้อชิ้นส่วนของมอเตอร์ไซค์สองคัน มาประกอบกันใหม่เป็น ‘อัศวินสองล้อ’ ผลงานชิ้นแรกคือมอเตอร์ไซค์สองคันหันหลังชนกัน จนดูเหมือนมอเตอร์ไซค์สองหัว ส่วนผลงานอีกชิ้นคือม้ากระดกที่ปลายสองข้างเป็นอานและล้อหลัง นอกจากนี้ ตัวถังและอุปกรณ์ต่างๆ ยังถูกทำสีรุ้ง ซึ่งเป็นลักษณะรถที่ได้รับความนิยมสูงสุดในวงการเด็กแว้นอีกด้วย

ประติมากรรมผิดที่ผิดทางนี้อาศัยกระบวนการแยกส่วนเพื่อสร้างความหมายใหม่ จากยานพาหนะที่เคยรวดเร็วว่องไว กลับกลายเป็นวัตถุหยุดนิ่งสนิท หมดสิทธิ์โลดแล่นบนท้องถนนสร้าวความรำคาญให้ชาวบ้านอีกต่อไป สะท้อนถึงนัยแห่งการปฏิเสธสภาวะที่ตัวมอเตอร์ไซค์ทำหน้าที่รองรับ อย่างไรก็ตาม เราต่างรู้ว่าปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากมอเตอร์ไซค์เอง แต่เกิดจากตัวของผู้ขับขี่ ในที้ก็คือเด็กวันรุ่นแว้นๆ เหล่านั้น ‘อัศวินสองล้อ’ จึงยังคงตั้งคำถามข้อใหญ่ถึงสังคมว่าปัญหานี้จะสามารถแก้ไขให้หมดไปได้อย่างไร

หากผลงานทั้งสามชุดข้างต้นนี้แสดงให้เห็นถึงปัจจัยภายนอก อย่างประเด็นทางสังคม วัฒนธรรม และธรรมชาติ ที่ก่อให้เกิดความคิดที่นำไปสู่การตั้งคำถามเพื่อวิพากษ์ปรากฏการณ์อันบกพร่องของโลกร่วมสมัย ผลงานอีกสามชุดต่อไปนี้ดูจะใช้วิธีการสื่อสารตรงข้ามกัน ศิลปินอีกสามคนได้ใช้ความรู้สึกถ่ายทอดตัวตนผ่านผลงานศิลปะ เพื่อสร้างนิยามใหม่ในการมองสิ่งต่างๆ รอบตัวให้กับผู้ชม

อย่างการมองธรรมชาติรอบตัว เป็นแรงบันดาลใจของศิลปิน สันติ ทองสุข เขาได้นำความงามของทิวทัศน์ที่มองเห็นด้วยตามาผสานเข้ากับความตระหนักรู้ในจิตใจของตน เกิดเป็นผลงานภาพวาดทิวทัศน์ที่ดูแปลกตาหากแต่เต็มไปด้วย ‘พลังชีวิต’ ต้นไม้ ภูเขา ลำธาร ยังคงรูปลักษณ์โครงสร้างภายนอกของมันอยู่ หากแต่รายละเอียดที่ประกอบสร้างขึ้นมานั้นถูกตัดทอนลงเหลือเพียงเส้นสายเลื่อนไหลที่เขียนด้วยดินสอดำ โทนสีขาว เทา ดำ ทำให้มันดูราวกับภาพถ่ายขาวดำ และเมื่อเราเพ่งลงลึกลงไป ก็จะพบรายละเอียดของเส้นสายเหล่านั้นที่ไม่ได้เรียบเนียนเสมอกันไปหมด ก่อให้เกิดมิติอันเรียบง่ายขึ้นในผลงาน เหล่านี้คือสิ่งที่ศิลปินนิยามว่าเป็น “วิญญาณทางธรรมชาติ” นั่นเอง

‘ยุบ – พอง’ เป็นงานอีกชุดหนึ่งที่อาศัยกระบวนการพิจารณาในจิตใจมาเป็นแรงขับเช่นกัน อุทัย นพศิริ เชื่อว่าการทำสมาธิตามหลักพุทธศาสนาเป็นหนทางหลักในการเข้าสภาวะสงบแห่งสติปัญญา รวมไปถึงการคำนึงถึงสถานะของไม้ วัสดุหลักที่ศิลปินเลือกใช้ ซึ่งเต็มไปด้วยความแข็งแกร่งและอ่อนโยนในเวลาเดียวกัน ความไม่ถาวร ความสามารถในการผุกร่อน เหล่านี้ล้วนอุปมาได้ดั่งปรัชญาพุทธศาสนาในเรื่องความไม่เที่ยงแท้ของชีวิต ที่ย่อมมีการเสื่อมสลายของสังขารไปตามกาลเวลา

จากแง่มุมที่สอดคล้องกันของเนื้อหา (สมาธิ) และรูปแบบ (วัสดุไม้) อุทัยได้สร้างสรรค์ขึ้นเป็นประติมากรรมไม้ทรงหลายเหลี่ยมแปลกประหลาด บ้างพื้นผิวเรียบเนียน บ้างตะปุ่มตะป่ำ ภายในของทุกชิ้นกลวงมีช่องเปิดอออกสู่ด้านนอก ทั้งหมดเชื่อมต่อกันด้วยเทคนิคการเข้าไม้ ยึดด้วยลิ่ม สิ่งเหล่านี้คือสัญลักษณ์ของการกำหนดลมหายใจเข้าและออกระหว่างการทำสมาธิ จึงนำมาสู่ชื่อผลงานอันตรงตัวดังกล่าว

ในทำนองเดียวกัน หลักความเชื่อทางพุทธศาสนาปรากฏกายออกมาในจำนวนมหาศาล ผ่าน ‘มหากาพย์แห่งมิติเลื่อมพราย’ ผลงานศิลปะจัดวางของ ธงชัย ยุคันตพรพงษ์ ชุดนี้กินเนื้อที่มากถึงสองห้องจัดแสดง เขาได้สร้างโคมกระดาษที่เลียนแบบรูปทรงของ “โคมผัด” แบบล้านนา เอาไว้เป็นจำนวนเกือบร้อยชิ้น จัดวางเอาไว้เป็นกลุ่มก้อน แสงที่ส่องออกมาท่ามกลางความมืดเมื่อรวมกับเสียงประกอบเบื้องหลังแผ่วเบาก็สามารถสร้างมิติเลื่อมพรายดูมีมนต์ขลังขึ้นทั่วทั้งพื้นที่จัดแสดง

โคมผัด คือ โคมไฟประเภทหนึ่งที่เกิดจากภูมิปัญญาของชาวล้านนาโบราณ ทำจากกระดาษมีลักษณะเป็นทรงกระบอกกลม ด้านบนเจาะช่องเป็นเหมือนใบพัด ด้านในมีแกนกลางและแท่นสำหรับตั้งเทียนหรือหลอดไฟขนาดเล็ก ความร้อนที่เกิดขึ้นเมื่อจุดไฟนี้จะลอยขึ้นด้านบน เมื่อผ่านใบพัดที่ออกแบบไว้อย่างเหมาะสมจึงทำให้ตัวโคมกระดาษด้านในสามารถหมุนอยู่รอบแกนกลางได้โดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้าหรือกลไกพิเศษอื่นใด นับเป็นงานฝีมือที่น่าทึ่งอย่างมาก ตัวโคมผัดมักตกแต่งเป็นลวดลายและรูปร่างต่างๆ ตามหน้าที่การใช้งาน ซึ่งส่วนใหญ่โคมเหล่านี้จะถูกใช้ในการบูชาพระพุทธศาสนาเป็นปกติของชาวล้านนาอยู่แล้ว ภาพที่ปรากฏจึงมักเกี่ยวข้องกับศาสนา เช่น พุทธประวัติ เวสสันดรชาดก ปีนักษัตร เป็นต้น หรือภาพวิถีชีวิตก็มี เมื่อโคมหมุน ภาพเหล่านี้ก็จะเคลื่อนไหวไปรอบๆ เหมือนการฉายภาพนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม โคมผัดสมัยใหม่ของธงชัยไม่ได้ประดับด้วยลวดลายแบบล้านนาดั้งเดิม กระดาษที่นำมาใช้นั้นคืองานภาพพิมพ์ไม้ที่พิมพ์ลวดลายขาวดำแบบนามธรรมที่แตกต่างหลากหลาย โคมไฟจำนวน 84 ใบนี้ ไม่มีโคมไหนที่มีลวดลายซ้ำกัน ตลอดจนรูปแบบการหมุนก็แตกต่างกัน บางโคมหมุนช้า บางโคมหมุนเร็ว หรือบางโคมก็หยุดนิ่ง ก่อให้เกิดพลวัตของงานที่ลักลั่นระหว่างความเคลื่อนไหวและความสงบ สิ่งนี้คือการสื่อความหมายถึงความศรัทธาในหลักการเกิดดับของชีวิตในทางพุทธศาสนา

สำหรับผลงานชุดสุดท้ายในโครงการทุนสร้างสรรค์ฯ เป็นงานที่ดูแปลกและแตกต่างออกไปจากทั้งหกชุดที่ผ่านมา ออกจะเรียกว่าเป็นกิจกรรมทางศิลปะเสียมากกว่า ผลงานชุดนี้ไม่ได้สร้างขึ้นด้วยกลวิธีแบบใดแบบหนึ่งเพียงแบบเดียว อีกทั้งไม่ได้มุ่งนำเสนอสุนทรียภาพจากการมองเห็นหรือได้ยินหรือได้สัมผัสแต่เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ‘ความสุข (บนภาพ) เล็กๆ ประเทศไทย’ เป็นงานที่เรียกร้องการเข้าถึงอันลึกซึ้ง เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้ร่วมตีความภาพที่ตาเห็นนั้นอย่างอิสระ

เริ่มต้นด้วยคำถามธรรมดาๆ อย่าง “ความสุขคืออะไร” เรามีหนทางที่จะบันทึกความรู้สึกพึงใจนี้เก็บเอาไว้หรือไม่ นพไชย อังควัฒนะพงษ์ มองว่าภาพถ่ายคือสิ่งที่สามารถตอบโจทย์ข้อนี้ได้ดีที่สุด แต่เขาไม่ได้สร้างภาพถ่ายธรรมดาๆ ขึ้นมา สิ่งที่เขาเลือกใช้คือการทดลองหลากรูปแบบเกี่ยวกับการถ่ายภาพ และบางอย่างก็ออกจะแปลกประหลาดดี อย่างเช่นการประดิษฐ์กล้องรูเข็มขึ้นจากหม้อหุงข้าว หรือเครื่องปิ้งขนมปัง หรือกล่องโลหะใส่ขนมเก่าๆ นพไชยมองว่าสิ่งของที่เคยมีบทบาทในชีวิตประจำวันเหล่านี้ ครั้งหนึ่งมันก็เคยทำหน้าที่มอบความสุขให้กับผู้ใช้งานมัน เครื่องใช้เก่าๆ ที่เสียหายและถูกทิ้งขว้างเหล่านี้จึงได้ถูกทำให้กลับมามีชีวิตใหม่ และทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวความสุขต่างๆ อีกครั้งด้วยการกลายเป็นกล้องรูเข็ม

กิจกรรมนี้เป็นไปเพื่อลดทอนการพึ่งพาเทคโนโลยี ศิลปินปฏิเสธการมใช้กล้องดิจิทัลอันรวดเร็วฉับไว แต่ใช้กล้องรูเข็มที่ต้องวางทิ้งเอาไว้ให้แสงส่องกระทบฟิล์มนานหลายวัน จึงจะสามารถเกิดภาพขึ้นได้ ส่วนการจัดวางภายในห้องนิทรรศการก็ใช้วิธีการเก่าแก่ของการสร้างภาพสามมิติ โดยมีภาพทีเหมือนกันสองภาพวางคู่กันให้มองผ่านเลนส์ ศิลปินได้ทดลองออกแบบเครื่องชมภาพเอาไว้หลายแบบให้ผู้ชมได้ใช้เป็นเครื่องพิจารณาและขบคิดว่า เรื่องราวสามัญที่เกิดขึ้นในสถานที่ทั่วไปในประเทศไทยนั้น มี “ความสุข” แบบไหนปรากฏอยู่กันแน่

โครงการทุนสร้างสรรค์ศิลปกรรมศิลป์ พีระศรี ในปีนี้ แสดงให้เห็นถึงปัจจัยหลากหลายที่มีผลต่อการสร้างสรรค์ผลงานที่แสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งปัจจัยภายนอก ที่ส่งผลให้งานสามชุดแรกมีแนวโน้มวิพากษ์สังคม งานสามชุดต่อมาที่แสวงหาความสงบจากหลักการของพุทธศาสนา และงานชุดสุดท้ายที่เลือกหยิบประเด็นง่ายๆ แต่มีพลังมากมายในการถ่ายทอดสุนทรียภาพอันแปลกใหม่ให้กับผู้ชม.

 

 

 


About the Author

anaras



Back to Top ↑