Events

Published on April 30th, 2020 | by Panupong Jitthos

0

บทสัมภาษณ์พิเศษ ชวลิต เสริมปรุงสุข ในวัย 80 +

“เราอาจไม่มีเวลาเหลือแล้ว เหมือนที่อาจารย์ศิลป์บอกว่า พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว และวันนี้อาจจะเป็นวันสุดท้ายของผมแล้วก็ได้ ผมจึงใช้เวลากลับการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ และหาโอกาสซึมซับเรื่องราวที่ดี ใช้เวลาทั้งหมดให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่าต่อการมีชีวิตอยู่ให้มากที่สุด” ชวลิต เสริมปรุงสุข

   อะไรที่ทำให้คนเราคิดว่าชีวิตได้เดินทางมาไกลพอสมควรแล้วคำตอบของแต่ละคนก็อาจแตกต่างกันไปหรืออาจยังไม่ถึงช่วงเวลาสำหรับใครอีกหลายคน กฎเกณฑ์และเงื่อนไขในทางสังคมอาจหมายถึง การเกษียรอายุในวัยหกสิบและเจ็ดสิบปี ทางอาชีพการงานในบริษัทหรือองค์กรแห่งหนึ่ง แต่ยังมีเงื่อนไขที่เกี่ยวเนื่องกับจิตใจ อันมีผลกระทบเพียงพอสำหรับให้ใครคนหนึ่งยืนยันตัวตนได้ว่า ชีวิตหลังจากนี้ไม่มีอะไรมากไปกว่าการทำในสิ่งที่รัก ศรัทธา และคุณประโยชน์ต่อสังคม ต้องละทิ้งเรื่องราวหลากหลายที่ผ่านเข้ามหากไม่จำเป็น ปล่อยวางทั้งสัมภาระและวัตถุทางโลก ที่เคยสั่งสมตลอดเส้นทางชีวิตที่ผ่านมา เช่นเดียวกับศิลปินแห่งชาติและมนุษย์คนหนึ่งอย่างชวลิต เสริมปรุงสุขซึ่งเขามุ่งมั่นเดินบนเส้นทางที่เตรียมพร้อมสำหรับความตายมาตั้งแต่อายุ 40 พอเข้าสู่ช่วงวัย 70 กว่า ๆ เขาคิดว่าจะไม่สร้างสรรค์ผลงาน ศิลปะแล้ว เพราะกำลังและเรี่ยวแรงที่เสื่อมถอยลงทุกวัน โดยสัมภาระภายในชวลิตฝากไว้ในผลงานศิลปะ ตั้งแต่ที่เขาเริ่มใกล้ชิดกับการพลัดพรากในเหตุการณ์สูญเสียคนที่รักในครอบครัว เมื่อสี่สิบปีที่ผ่านมา ส่วนสัมภาระภายนอกเขาได้ฝากไว้ให้กับรัฐบาลไทย ภายหลังจัดนิทรรศการเดี่ยวล่าสุดของชวลิต ‘In Amsterdam with Chavalit Soemprungsuk’ (2556) จัดแสดง ณ หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน เพื่อให้สาธารณชนได้เข้าถึงและใช้ประโยชน์ต่อไปในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นบ้าน สตูดิโอสำหรับสร้างงานศิลปะ  หนังสือ เฟอร์นิเจอร์ ของใช้ส่วนตัว และผลงานศิลปะกว่า 4,000 ชิ้น  

ด้วยความตายที่ยังมาไม่ถึงเสียที ชวลิตหวนกลับคืนสู่การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะอีกครั้งในวัยแปดสิบปี เขาเปลี่ยนจากการทำงานที่ใช้เรี่ยวแรงเยอะ และผลกระทบจากการใช้สื่อวัสดุที่อาจเกิดอันตรายต่อร่างกายมาสู่การทำงานศิลปะในคอมพิวเตอร์รูปแบบดิจิทัล และทดลองสร้างงานพิมพ์อิงค์เจ็ทดิจิทัลแบบมีเพียงชิ้นเดียว เขาเริ่มต้นซื้ออุปกรณ์การทำงานทั้งคอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ และอื่น ๆ สำหรับสร้างสรรค์เทคนิคดังกล่าว เขากลับมาทำงานศิลปะ อีกครั้งตั้งแต่ปี 2556 มาจนถึง 2562 สร้างสรรค์ผลงานกว่า 500 ชิ้น โดยผลงานทั้งหมดนั้นจะนำมาจัดแสดงครั้งแรกที่ประเทศไทยในนิทรรศการชื่อ ‘80+’ ด้วยปริมาณของผลงานทำให้นิทรรศการครั้งนี้ใช้พื้นที่จัดแสดงผลงานกว่า6 สถานที่ แบ่งระยะเวลาจัดแสดงตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562ไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2563 เริ่มต้นจัดแสดงไล่ไปตั้งแต่ บ้านอาจารย์ศิลป์ พีระศรี หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน ล้ง1919หอศิลปะธรรมะพระบารมี หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) และสุดท้ายคือนำทองแกลเลอรี โดยผลงานที่จัดแสดงในแต่ละพื้นที่นั้นมีความแตกต่างกันเพียงในเชิงรูปแบบ รูปทรง สีสันและเนื้อหา แต่ยังคงเทคนิคเดียวกันทั้งหมดคือภาพพิมพ์อิงค์เจ็ทดิจิทัล  

        นอกจากชุดผลงานภาพพิมพ์อิงค์เจ็ทดิจิทัลแล้ว ยังมีภาพยนตร์สารคดีที่ถ่ายทอดชีวิตและความนึกคิดของชวลิตชื่อ ‘Whether Art is Life or Not’ (ไม่ว่าศิลปะคือทั้งชีวิตหรือไม่) โดยมีความยาวกว่า80 นาที พัฒนามาจากภาพยนตร์  สารคดีขนาดสั้นเรื่องเดียวกันเมื่อปี 2559 ในความยาว 30นาที เป็นเรื่องราวของชวลิตที่ทำงานอยู่ในประเทศไทยและเนเธอแลนด์มากว่า 60 ปี ซึ่งครุกรุ่นไปด้วยสภาวะเข้านอกออกในระหว่างสองวัฒนธรรม ความอยู่รอดกับการทำงานศิลปะ ความมีชื่อเสียงกับความสันโดษ และจิตวิญญาณกับร่างกายที่เสื่อมถอยลงทุกวัน ถ่ายทอดผ่านบทบันทึกการสนทนาในชีวิตประจำวันของชวลิต ตั้งแต่ปี 2557 – 2562รวมถึงผู้คนที่รู้จักและใกล้ชิดกับชวลิตไม่ว่าจะเป็นศิลปิน ภัณฑารักษ์ นักสะสมศิลปะ รวมถึงผู้คนที่รู้จักตัวตนของชวลิต ที่เล่าถึงความศรัทธาต่อการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะมาจนถึงปัจจุบัน กำกับโดย นวลขนิษฐ์ พรหมจรรยา และจักริน เทพวงศ์ ลำดับภาพโดย ทธิวัชร์ ทิพย์ธนโอฬาร ด้วยทุนสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรม  

              ชวลิตเป็นศิษย์รุ่นท้ายๆ ที่มีโอกาสได้ศึกษาศาสตร์แห่งศิลปะกับศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต จากนั้นเขาก็ศึกษากับผู้รู้ทางด้านศิลปะ หรือลูกศิษย์รุ่นแรกๆ ของศ.ศิลป์ อาทิ เฟื้อ หริพิทักษ์  สนั่น ศิลากร และทวี นันทขว้าง เมื่อจบการศึกษาจากคณะจิตรกรรมและประติมากรรมมหาวิทยาลัยศิลปากร เขาได้รับทุนจากกระทรวงวัฒนธรรม ประเทศเนอเธอแลนด์ โดยได้ศึกษาอยู่ที่ Rijksacademie Van Beeldende Kunstenกรุงอัมสเตอร์ดัม และใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นกว่า 50 ปี เขาเริ่มต้นสร้างสรรค์จากผลงานแนวสมจริงและคลี่คลายไปสู่รูปทรงนามธรรม เรขาคณิต และรูปทรงอิสระในเวลาต่อมา สร้างสรรค์ผลงานหลากหลายเทคนิคทั้ง จิตรกรรม (รวมถึงงานวาดเส้น) ประติมากรรม ภาพพิมพ์และสื่อผสม ทัศนธาตุหลักในผลงานคือ เส้น สี และรูปทรง การใช้เส้นในบางผลงานยังเป็นการสร้างรูปทรงและสีไปในตัวอีกด้วย รวมถึงยังทำให้เกิดรูปทรงที่เลื่อมพร่ายจากการซ้อนทับกันของเส้น เส้นจำนวนมากถูกขีดและลากอย่างบรรจงด้วยสมาธิที่แน่วแน่ แสดงให้เห็นความลึกซึ้งและประณีตในแบบปรัชญาตะวันออก ด้านการใช้สีก็เช่นกันเขาไล่เฉดสีและน้ำหนักไปทีละนิด อย่างไรก็ดี ที่ผู้เขียนกล่าวมานั้นเป็นเพียงเทคนิคและสไตล์การสร้างสรรค์รูปแบบหนึ่งเท่านั้น 

สำหรับประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาของชวลิต ก็ไม่ต่างจากคนทั่ว ๆ ไป คือ มีทั้งความเหน็ดเหนื่อย ความลำบากย่อท้อ ความทุกข์และความสุข ซึ่งตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาศิลปะคือที่พึ่งทางใจให้กับชวลิต เขาใช้ศิลปะเยียวยาทั้งความทุกข์จากเหตุการณ์ไฟไหม้บ้านจนสูญเสียลูกชายเมื่อสี่สิบปีก่อน และภรรยาหลังจากนั้น หรือเรื่องราวหลากหลายระหว่างทาง ที่ปะปนด้วยความสนุกสนาน ความสงสัย ความท้อแท้และเหนื่อยล้า ผู้เขียนจึงตั้งคำถามเสมอว่า คุณค่าใดแฝงอยู่ในศิลปะอาจเป็นสมาธิ ความสงบ และการได้ใกล้ชิดกับจิตวิญญาณ คำตอบเหล่านี้เป็นเพียงมุมมองของผู้เขียน หากจะสืบสวนในเชิงวิชาการอาจต้องค้นหาตำราที่พออธิบายกลไกการทำงานของสมองและจิตใจต่อการปฏิบัติงานศิลปะ อย่างไรก็ดี พื้นฐานของสมาธิและความสงบที่เกิดจากการปฏิบัติงานศิลปะ ช่วยยับยั้งความฟุ้งซ่านที่เกิดจากผลกระทบ ต่อเหตุการณ์และเรื่องราวต่าง ๆ บนโลกแห่งความจริง 

           และเหตุการณ์การสูญเสียครั้งนั้นเองที่สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับชวลิตทั้งในด้านการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ และจิตวิญาณภายในให้เข้มแข็งขึ้น ชีวิตบนเส้นทางศิลปะและการรำลึกถึงความตายเป็นสิ่งที่ชวลิตใช้ดำเนินชีวิตคู่ขนานกันไปตลอดสี่สิบปีที่ผ่านมา เหตุการณ์จึงเป็นปัจจัยหลัก หรือทางพุทธศาสนาเรียกว่า ‘เหตุแห่งทุกข์’ เป็นทางที่นำไปสู่ความทุกข์ ขณะเดียวกันถ้าเราดับเหตุได้ก็ดับทุกข์ได้เช่นกัน พุทธศาสนาจึงบอกว่า ‘ทุกข์คือความจริงอันประเสริฐ’ซึ่งศิลปะก็เป็นหนึ่งในวิธีเบื้องต้นของการมีสมาธิ สติ และปัจจุบันนั่นเอง  

โดยในบทความนี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสสัมภาษณ์อาจารย์ชวลิต เสริมปรุงสุข ที่มุ่งเน้นคำถามถึงมุมมองชีวิตบนเส้นทางศิลปะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อันเป็นเบื้องหลังการสร้างสรรค์และจิตวิญญาณของศิลปินที่น่าสนใจ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับนิทรรศการ ‘80+’ ที่จัดแสดงในช่วงปลายปี 2562 และต้นปี 25

FAM:  ความหมายของชีวิตชีวิตบนเส้นทางศิลปะ   

ชวลิต: บนเส้นทางศิลปะก็ไม่มีอะไรซับซ้อน ศิลปินก็ต้องทำศิลปะเป็นชีวิตและอาชีพ มันก็ล้มลุกคลุกคลานบ้างเหนื่อยบ้างเป็นธรรมดา ไม่ได้แตกต่างจากคนอื่นเขาสักเท่าไหร่ บางทีก็มีมากบางทีก็มีน้อยแล้วแต่ มีทั้งความสุขและความทุกข์ อยู่เมืองนอกก็ต่างจากอยู่เมืองไทยเยอะ เราก็ต่อสู้กับชีวิตในอีกรูปแบบหนึ่ง ชีวิตก็รอดมาได้ล้มลุกคลุกคลานบ้าง เดี๋ยวก็เหนื่อย เดี๋ยวก็สนุกและมีความสุข

FAM: แล้วช่วงที่เป็นนักเรียนทุนที่ประเทศเนเธอแลนด์ เป็นอย่างไรบ้างครับ

ชวลิต: พอจบการศึกษาคณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากรเราก็ไปต่างประเทศเลย เพราะตอนนั้นอาจารย์ศิลป์เสียก็ไม่มีอาจารย์สอนแล้ว ก็หาทางออกไปต่างประเทศไม่ว่าจะได้ทุนที่ไหนเราก็รับไว้ บังเอิญมาได้ทุนที่ฮอลแลนด์กรุงอัมสเตอร์ดรัมเป็นศูนย์กลางยุโรป ไม่ว่าจะลงเหนือหรือลงใต้ก็สามารถไปได้รอบหมด ตอนนั้นเราได้ทุนมาสองปี เมื่อไปอยู่ที่นั่นก็พบว่ายังไม่มีความรู้และประสบการณ์เพียงพอหากจะกลับมาอยู่เมืองไทย ถ้ากลับมาก็คงเป็นศิลปินไม่ได้ อาจจะต้องมาสอนหนังสือมาหางานทำก่อน ตอนนั้นเรายังอยากทำศิลปะอย่างเดียว ขณะนั้นก็มีโครงการของรัฐบาล   เนเธอแลนด์ที่เขาสนับสนุนและอุปถัมภ์ศิลปินให้สามารถสร้างสรรค์ผลงานศิลปะได้ โดยไม่ต้องทำงานอย่างอื่น ผมก็เลยลองสมัครเข้าไปในโครงการสนับสนุนศิลปิน จึงได้รับทุนและลำบากอยู่แค่ปีเดียว หลังจากนั้นก็มีเวลาเขียนรูปตลอด ทางโครงการมีเงินเดือนสนับสนุนสำหรับค่าใช้จ่ายจิปาถะและใช้ชีวิต มีห้องทำงานให้ มีบ้านให้ และคนขนรูปสำหรับ จัดแสดงให้เสร็จเรียบร้อย ผลงานเราก็เข้าไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ มหาวิทยาลัย ในโรงพยาบาล ไม่นานชีวิตหลังจากนั้นก็ดีขึ้น และได้ทำงานศิลปะตลอด

FAM: รูปทรงนามธรรมกับการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ

ชวลิต:ผลงานนามธรรมและรูปธรรม ศิลปินจะต้องรู้เอง เมื่อคุณเริ่มทำงานคุณจะรู้ว่าอะไรที่เหมาะกับตัวเอง เวลาเราเรียนอะคาเดมี (academy) ก็ต้องเรียนทุกอย่าง ศิลปากรเขาจะเข้มข้นมากไม่ว่าจะเป็นทั้งในด้านเทคนิค แนวความคิด องค์ประกอบศิลป์ และความเป็นจิตวิญญาณของตัวเอง อาจารย์ฝรั่ง (ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี) เขาสอนหมด เราเลยเริ่มต้นจากการเขียนรูปเหมือนและเขียนรูปทิวทัศน์มาตั้งแต่สมัยเรียน พอเริ่มต้นเป็นอาชีพศิลปินเราต้อง หาความเป็นตัวตนให้พบ ว่าคุณเป็นศิลปินประเภทไหน การค้นหาก็ต้องออกไปเห็นให้เยอะ สั่งสมอะไรมามากพอสมควร และเราก็โชคดีที่มีโอกาสได้ไปพิพิธภัณฑ์เมืองนอกเห็นผลงานศิลปะมากมาย จนเรารู้สึกว่าเราเป็นศิลปินประเภทไหน เพราะเราเขียนเป็นทุกอย่างสมัยนั้น ทั้งที่เป็นแนวสมจริงจะดรออิ้งภาพคนต้นไม้และทิวทัศน์ก็ทำได้ แต่ทีนี้อะไรที่เหมาะกับเรา ผมก็มีความรู้สึกว่าตัวเราชอบงานนามธรรมและเรขาคณิตที่มันมีความน้อย จากนั้นก็เริ่มเปลี่ยนจากฟิกเกอร์เรทีฟ แล้วก็มาทำงานนามธรรมจนประสบความสำเร็จ เพราะว่ามันตรงกับความรู้สึกเรา 

FAM: ทำไมถึงกลับมาสร้างสรรค์ผลงานศิลปะอีกครั้ง

ชวลิต:เมื่อก่อนเราสร้างสรรค์ผลงานมาหลากหลายเทคนิค พอเราอายุมากขึ้นก็ไม่สามารถมาปีนป่ายหรือทำงานใหญ่ๆ  ได้และเราก็เตรียมตัวตายได้แล้ว เราไม่อยากมีสมบัติเยอะแยะเพราะเราตัวคนเดียว ของเต็มบ้านหมด และเมื่อห้าปีที่แล้ว (2556) เราก็มอบทรัพย์สินกว่า4000 ชิ้น (หนังสือ เฟอร์นิเจอร์ ผลงานศิลปะ และอื่น ๆ) ให้กับกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นหลัง ก็มอบให้หมดทั้งบ้านและหนังสือ เราจะได้ไม่ต้องมีอะไร ไม่มีสมบัติติดตัวพอเราตายก็ให้หลวงทันที เราก็เลยสบายใจจะได้ไม่สร้างภาระให้คนอื่นเขาตอนเราตาย แต่ก็ไม่คิดว่าเราจะอยู่จนมาถึงอายุ 80 พอเราอายุเท่านี้ เรายังมีชีวิตอยู่ เลยตัดสินใจกลับมาสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ และบอกเพื่อนที่เป็นชาวต่างชาติว่า เราจะกลับไปสร้างสรรค์ผลงานศิลปะแล้วนะ เขาก็บอกว่าทำเลยเดี๋ยวจะคอยดูแลจัดการให้ จากนั้นเราก็ตัดสินใจไปซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องพิมพ์ใหญ่ ซื้ออุปกรณ์ทำงานสำหรับทำในคอมพิวเตอร์มาสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ และเอาความคิดตลอดเวลา ที่สั่งสมไว้มาสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ พอทำใหม่ก็ได้งานเยอะแยะไปหมด เพราะเราเก็บไว้เยอะเก็บไว้ในความคิด พอเรามีงานเยอะขึ้นมาก็ต้องแสดงให้คนอื่นเขาดู และงานก็มีกว่า 500 รูปเลยต้องใช้พื้นที่จัดแสดงผลงานเยอะ 

FAM: การทำงานศิลปะกับการรำลึกถึงความตาย

ชวลิต: สมัยก่อนชีวิตผมไม่ได้นึกถึงความตายเท่าไหร่ เพราะคิดว่าชีวิตต้องแก่ตาย แต่พออายุเกือบจะสี่สิบ ลูกผมตายตั้งแต่อายุสองขวบ เหตุการณ์นั้นเปลี่ยนความคิดผมมากว่า ทำไมเรื่องนี้ถึงมาเกิดกับผม ทั้งที่มีคนอีกเป็นล้านคน ตอนนั้นพ่อผมอายุแปดสิบก็ยังไม่ตาย แต่ลูกผมเกิดมายังไม่ทันสองขวบก็เสียชีวิตแล้ว มันเป็นเรื่องช็อคมาก เราเลยทำงานไม่ได้อยู่พักหนึ่ง แต่เป็นคนทำงานศิลปะเราจะทิ้งไม่ได้อยู่แล้ว ก็ต้องกลับมาทำงานศิลปะให้ได้ ช่วงที่มีความเศร้าก็เริ่มทำงานในจุดที่มันยากที่สุดในชีวิต การใช้สีจะเป็นโทนสีเทา ดำ ขาว เพราะไม่มีความสุข แต่จะให้เราพ้นทุกข์ก่อนแล้วค่อยมาทำมันเป็นไปไม่ได้ เพราะสภาพความสุขและความทุกข์มีสิทธิ์เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เราจึงต้องอยู่กับมันให้ได้ และยอมรับความจริงว่ามันจะเกิดขึ้นกับเรา ถ้าเรายอมแพ้เราก็เลิกทำงานศิลปะไม่ได้อีก เพราะฉะนั้นต้องทำงานศิลปะได้ในช่วงที่เรามีความทุกข์ เราเป็นศิลปินทำอะไรก็เป็นศิลปะมีความสุขสีสันก็สดใส เวลามีความทุกข์สีสันก็ไม่สดใส แต่มันก็เป็นงานศิลปะเหมือนกัน ไม่นานผมก็ผ่านมาได้ ยุคนั้นก็พอประสบความสำเร็จ (ผลงานศิลปะ) หลังจากนั้นปีสองปีเราก็เริ่มดีขึ้น จนผ่านพ้นช่วงที่เป็นความทุกข์ เรายอมรับความจริง แต่คนที่เป็นแม่และภรรยา เขาไม่ฟื้นเลย คือเขาถูกทำลายมาก เพราะความเป็นแม่นั้นผูกพันกับลูกมาก พอหลังจากลูกตายภรรยาผมเขาก็ไม่อยากอยู่แล้วเพราะคิดถึงลูกมากจนเป็นอัลไซเมอร์ และสุขภาพแย่จนเสียชีวิต หลังจากนั้นเราก็ต้องอยู่ให้ได้ ทุกวันเรายังมองเห็นภาพเหตุการณ์นั้นอยู่ แต่เราก็ต้องทำงานออกมาให้ได้ สุดท้ายมันก็ผ่านไป ประสบการณ์ชีวิตในแง่ลบ ทำให้เรามีภูมิต้านทานโดยที่เราไม่ได้คาดหวังว่าสิ่งเหล่านี้จะมาหาเรา เพราะมันฝังรากลึกอยู่ในจิตวิญญาณของเรา และทำให้เราขยันมากขึ้น เพราะเราอาจจะไม่มีเวลาเหลือแล้ว เหมือนที่อาจารย์ศิลป์บอกว่า พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว และวันนี้ก็อาจเป็นวันสุดท้ายในชีวิตของเราก็ได้  ผมจึงให้เวลากับการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ และหาโอกาสซึมซับเรื่องราวที่ดี ใช้เวลาทั้งหมดให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่าต่อการมีชีวิตอยู่ให้มากที่สุด


About the Author

Panupong Jitthos



Back to Top ↑
  • Fine Art Magazine No.135

  • 10th UOB Painting of The Year

    10th UOB Painting of The Year

    นิทรรศการออนไลน์
    การประกวดจิตรกรรมยูโอบี ครั้งที่ 10

  • International Biennial Print 2020 R.O.C

    International Biennial Print 2020 R.O.C

    Call for Submissions 2019.12.3 – 2020.2.5
    www.ntmofa.gov.tw

  • Sylvie Blum – Naked Beauty

  • Archives