News

Published on November 4th, 2018 | by Nina NTK

0

บทสัมภาษณ์พิเศษ Marina Abramović กับ Bangkok Art Biennale 2018

Marina Abramović ภายหลังจากการให้สัมภาษณ์ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2561

ในวันที่ 20 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา Fine Art Magazine ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษกับมารีนา อบราโมวิช ศิลปิน performance ระดับตำนานแถวหน้าของโลกซึ่งผลงานของเธอได้สั่นสะเทือนไปทั่ววงการศิลปะกับการแสดงที่มีทั้งความดุดัน การวิพากษ์วิจารณ์ และการยื่นข้อเสนอต่อขีดจำกัดทางร่างกาย ผลงานของเธอยังสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของผู้คนต่อสังคมในโลกยุคปัจจุบัน  การได้รับเชิญเป็นศิลปินคนแรกของปีปฐมฤกษ์ในเทศกาล Bangkok Art Biennale จึงสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้คนจากทั่วทุกทิศ

การสัมภาษณ์เริ่มต้นในเช้าวันที่ 20 ที่โรงแรมแมนดาริน โอเรลเต็ล ในห้องรับรอง โดยมีดร. อภินันท์ โปษยานนท์ ผู้อำนวยการ Bangkok Art Biennale พร้อมด้วยสื่อมวลชนท่านอื่นๆ และเจ้าหน้าที่จากหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครเป็นเจ้าบ้าน โดยการสัมภาษณ์ใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเศษๆ เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนถึงความคิดเห็นของเธอในแง่มุมต่างๆ แบบเจาะลึกและเป็นกันเอง และนี่คือบทสัมภาษณ์ที่ทุกๆ ท่านได้ร่วมพูดคุยกัน!

1) คุณเป็นศิลปินคนแรกที่ได้เข้าร่วมงาน Bangkok Art Biennale ครั้งนี้ อะไรทำให้คุณตัดสินใจเข้าร่วม?

Ans. สิ่งแรกเลยคือความผูกพันของฉันกับกรุงเทพมหานครและประเทศไทย ฉันมาที่นี่ครั้งแรกในปี 1983 นานมาแล้วซึ่งในช่วงเวลานั้นแตกต่างกับตอนนี้มาก สิ่งที่ทำให้ฉันเปิดใจ คือความใจดีของผู้คน การเป็นเมืองพุทธซึ่งแตกต่างอย่างมากจากโลกตะวันตก เมื่ออาจารย์อภินันท์ (ซึ่งเรารู้จักกันมานานมาก) บอกฉันเกี่ยวกับไอเดีย Beyond Bliss ฉันคิดว่ามันเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากในหน้าประวัติศาสตร์ที่จะทำโปรเจคนี้ และงานเบียนนาเล่ในครั้งนี้ยังแตกต่างไปจากเบียนนาเล่อื่นๆ ด้วยเพราะ งานมหกรรมศิลปะนานาชาติส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวข้องเรื่องการเมืองหรือการต่อรองกับอำนาจจากรัฐ หรือการเป็นตลาดศิลปะ แต่ Bangkok Art Biennale นั้นไม่เป็นเช่นนั้น

2) พื้นที่และวัฒนธรรมของประเทศไทยมีผลอย่างไรต่อการแสดง Performance ในคร้ังนี้?

Ans. การแสดงในครั้งนี้จะมีการแสดงของสถาบันและการแสดงของฉันเอง สำหรับงานของฉันคนไทยส่วนใหญ่มีทัศนคติเกี่ยวกับการทำ meditation เป็นพื้นฐานอยู่แล้วซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของพวกคุณ แต่ปัญหาสำคัญคือ Abramović Method เพราะว่าเราต้องฝึกอาสาสมัคร ซึ่งบางครั้งต้องมีการจับมือผู้ชม แต่พวกคุณมีความสุภาพและขี้เกรงใจมากๆ  ฉันก็ไม่รู้จะทำยังไงดี (หัวเราะ) 

3) ทำไมคุณถึงสร้างผลงานนี้ให้คนไทยได้ชม

Ans. ผลงานนี้ไม่ใช่แค่เพื่อให้คนไทย แต่เพื่อทุกๆ ประเทศ ผู้ชมที่นี่ก็ไม่ได้มีแค่คนไทยเท่านั้น แต่มีคนจากหลากหลายเชื้อชาติด้วย ที่ประเทศไทยมีชาวตะวันตกอยู่เยอะมาก ชาวตะวันตกเหล่านี้ก็ต่างจากคนไทย และเหล่าชาวต่างชาตินี้ก็ต้องเผชิญกับปัญหาจากความแตกต่างเหล่านั้นซึ่งสำหรับคุณคนไทยไม่เคยต้องพบเจอ และจุดประสงค์อีกอย่างของฉันคือต้องการสร้างความปรองดอง (togetherness) และความเป็นหนึ่งเดียวกัน (collective feeling) ฉะนั้นสถาบันสำคัญต่อสังคมมากสำหรับฉัน เพราะเมื่อคุณไปที่ MAI ได้เดินชมสถานที่หลากหลาย และไปดูการแสดง คุณจะดูอย่างมีสมาธิมากขึ้น เพราะคุณไม่ได้ปล่อยให้จิตใจของคุณถูกรบกวน ถ้าคุณดูงานของ ฉันจำชื่อเขาไม่ได้… My problems with names I’m sorry บาบาย่า ชาวพม่า ผลงานของเขาหนักแน่นมาก (Strong) เขาใส่รายละเอียดในงาน ให้บรรยากาศเหมือนอยู่ในคุก และวันแรกเขาก็ยืนอยู่ในนั้นหลายชั่วโมง และมองลอดออกมาที่คุณ ทำให้คุณรู้สึกถึงความเจ็บปวดและความตึงเครียด และถ้าจะทำแบบนั้นได้ คุณต้องพร้อม ที่จะต้องยืนอยู่ในที่ว่าง ไม่มีสิ่งกั้น กับเขาแค่สองคน นอกจากนั้น คุณยังต้องหายใจให้ช้าลง จิตใจมุ่งมั่น คุณทำอย่างช้าๆ จิตใจนิ่งขึ้น แล้วจึงดูการแสดง (performer) การแสดงทั้งหมดเล่นกับเรื่องเวลา คุณยิ่งใช้เวลากับมันมากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งดีขึ้น มันเหมือนกับการลงทุน ถ้าคุณให้ตัวคุณเอง (if you give yourself 100%) 100% คุณก็จะได้กลับมา 100% ถ้าคุณให้ 10% คุณก็จะได้คืนมา10% และเมื่อคุณได้สัมผัส ได้รู้สึกถึงพลังนั้น คุณจะพูดว่าโอ้พระเจ้า มันน่าทึ่งมาก คุณก็จะอยากกลับมาอีก จะอยากไปบอกให้เพื่อนมาทำแบบคุณบ้าง เพื่อนของคุณก็จะไปชวนเพื่อนของเพื่อนอีกทีมาอีกด้วย นี่คือวิธีที่เราสร้างสังคม (community) ด้วยการแสดง ซึ่งต่างจากการที่คุณมีรูปภาพบนผนัง ภาพนั้นก็จะอยู่ตรงนั้นไปเรื่อยๆ ชีวิตเราต่างจากนั้น

4) การแสดงที่เห็นเป็นของจริงหรือว่าเป็นแค่การแสดง?

Ans. คำถามนี้ดีมากๆ และเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงต้องใช้เวลาถึง 8 ชั่วโมงในการแสดง performance ซึ่งเมื่อคุณเข้าชมงานศิลปะ 8 ชม. คุณจะไม่สามารถเห็นช่วงเวลาที่มันเริ่มต้นหรือเวลาที่จบได้ คุณจะเห็นได้แต่เฉพาะตอนที่มันกำลังดำเนินอยู่ตรงนั้น ซึ่งคุณอาจจะกลับไปที่บ้านและคิดต่อไปว่าการแสดง performance มันยังคงดำเนินอยู่ เช่นเดียวกับ วันรุ่งขึ้นหรือวันต่อๆไป (คือทำแบบเดิมซ้ำๆ) มันจึงเป็นการแสดงที่เรียกว่า long duration ซึ่งถ้าหากคุณทำในช่วงเวลาสั้นๆ คุณก็อาจจะแกล้งทำมันอยู่ก็ได้ แต่หลังจากที่ผ่านไปหลายชั่วโมงคุณจะค้นพบว่า นี่คือของจริง มันไม่ใช่สิ่งที่แกล้งทำ เพราะคุณไม่สามารถแกล้งทำได้เป็นชั่วโมงๆ ได้ทุกวัน หรือเป็นเดือนๆ สิ่งที่คุณเห็นมันจึงจริง ไม่ใช่สิ่งที่แกล้งทำ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการแสดง performance ระยะยาวดีกว่าระยะสั้น

5) คุณมีเป้าหมายว่าจะแสดงในระยะยาวรึเปล่า?

Ans. ฉันอยากจะสอนเฉพาะ long duration เพราะการทำ long duration ไม่ใช่แค่กับ performer แต่ผู้ชมต้องใช้เวลาไปกับมันด้วย เพราะนักแสดงจะเข้าไปถึงแก่นลึก (incredible depth) เป็นอะไรที่ยากมาก เช่นตอนเราทำ war ship เราทำให้เหมือนกับการฝึกฝน (exercise) คุณไม่ได้ออกไปไหน พูดคุยกับใคร ฉะนั้นคุณจะเหมือนฝึกฝน มองที่ประตู คุณกำลังจะเปิดและปิดประตู ให้ช้าที่สุดเท่าที่คุณทำได้ ฉันให้นักเรียนฝึกแบบนี้3ชั่วโมง แค่เปิดกับปิดประตู ไม่ได้เข้าไม่ได้ออกไปไหน จากนั้นประตูจะไม่เป็นประตูอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นจักรวาลสำหรับคุณ (universe) เพราะการทำซ้ำ (repetation) จะทำให้สิ่งหนึ่งเปลี่ยนไป ง่ายมากๆ ในวัฒนธรรมโบราณทุกวัฒนธรรม ทุกลัทธิความเชื่อก็เกิดมาจาก repetation แบบนี้

6) ในความเห็นของคุณ “สิ่งที่คุณทำ” กับ “สิ่งที่คุณรู้สึก” สัมพันธ์กันอย่างไร

Ans. มี Dracozi ที่มาจากอารยธรรมกรีกโรมันที่เก่าแก่ บอกว่า ไม่สำคัญว่าคุณจะทำอะไร สิ่งที่สำคัญคือสภาพจิตใจ (state of mind) ของคุณตอนทำเป็นอย่างไร ไม่สำคัญเลย สมมุติว่าคุณทำอาหารอยู่ หรือคุณคุย หรือขยับตัว เดิน แต่กับสภาพจิตใจแบบไหน ไม่เกี่ยวกับจะทำอย่างไร แต่จะเป็นอย่างไร (it’s not what you do but it’s how to be) โดยเฉพาะ สภาพจิตใจของเรามุ่งหมายเพื่อให้เราสามารถอยู่กับปัจจุบันได้ตลอด เพราะคุณอยู่ติดกับอดีตหรืออนาคตเสมอ ปัจจุบันหนีห่างจากเราไป แต่ปัจจุบันเป็นความจริงเดียวที่เรามี ไม่มีอะไรอย่างอื่นเลยที่จริง วินาทีถัดไปดาวหางอาจจะพุ่งมาชนโลกก็เป็นได้ และพวกเราก็จะตายกันหมด

7) การแสดงของคุณมักท้าทายร่างกายเพื่อหาขีดจำกัดของร่างกาย การแสดงไหนที่ท้าทายคุณมากที่สุด

Ans. จิตใจยากกว่าสำหรับฉัน ตอนแรกยากที่ร่างกาย เพราะจะต้องคุมให้ร่างกายเกินขีดกำจัดไปเรื่อยๆ แต่ที่จริงแล้วร่างกายเปลี่ยนแปลงง่ายกว่า เราจะคุมร่างกายได้มากถ้าเราใส่ใจลงไป ฉะนั้นการแสดงทางร่างกายจึงยากกว่ามาก เราเชื่อกันว่าเราใช้สมอง 30% แต่จากที่ฉันไปคุยกับนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล เขายืนยันว่าไม่จริง เราใช้สมองมากที่สุดก็เพียงแค่ 12% เท่านั้น เราแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นที่นี่ เราไม่รู้ว่าชีวิตเรามาจากไหน เราไม่รู้อะไรเลย เหลือเชื่อมากๆ ยังมีอีกมากที่ต้องวิจัยหาคำตอบ สำหรับฉันนี่เป็นเหมือนทรัพย์สมบัติเลยทีเดียว คุณเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น คุณคิดว่าคุณรู้ แต่จริงๆแล้วคุณไม่รู้อะไรเลย

8) คุณจัดการอย่างไรกับผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงจากโชว์ของคุณ เมื่อการแสดงไม่สามารถควบคุมได้

Ans. เริ่มแรกเลย ฉันไม่เคยฝึกซ้อม ถ้าฉันฝึกซ้อม ฉันจะไม่ได้ทำอะไรเลย มันยากมากเลย ฉันไม่มีแรงพอจะทำ (don’t have energy to do) งานของฉันยาก ฉันเชื่อในมวลชน (public) พวกเขาจะช่วยฉัน ฉันแค่ตั้งกฎ แล้วก็เริ่ม มหาชนก็จะอยู่ที่นั่น พลังของมวลชนจะสามารถทำสิ่งที่ปกติฉันทำไม่ได้ และเวลาที่เราแสดง ยาว 8 หรือ 10 ชั่วโมง ใน 3 เดือน ในเวลาเหล่านี้ ทุกอย่างเป็นส่วนหนึ่งของงาน มวลชนรบกวนสันติภาพ (public interupts the peace) ถ้ามีแผ่นดินไหว หรือบางอย่างที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้น คุณจะกลัว มันเป็นส่วนหนึ่งของงาน โดยเฉพาะในช่วงเวลาเหล่านั้น ฉันไม่เคยตั้งความหวัง ฉันแค่จะให้ทุกอย่างที่ฉันมีให้มวลชน แต่พวกเขาจะรับมันได้ไหม ฉันควบคุมไม่ได้ เวลาทำงาน คุณจะต้องให้ทุกอย่างที่มี แต่ผู้รับก็ต้องพยายามรับด้วย หลังการแสดง มีหนึ่งอย่างที่ฉันไม่อยากจะพูดถึงคือเรื่องงาน เพราะฉันอยากจะกินไอศกรีม ฉันทำอะไรกับงานไม่ได้แล้ว กินไอศกรีมดีกว่า รสช็อคโกแลตก็ดีนะ

9) คุณคิดยังถ้ามีคนบอกคุณว่าการแสดง performance ของคุณเนี่ยมีผลต่อจิตใจของพวกเขา? 

Ans. คุณรู้ไหม ฉันโชคดีมากที่มีผู้ชมอายุน้อยๆ คนเหล่านี้เข้ามาหาฉัน มีตั้งแต่เด็กๆอายุ 12 ปี!! ไปจนถึงคนอายุ 40-70 พวกเขาเข้ามาบอกกับฉันว่างานของฉันพูดคุยกับพวกเขา งานของฉันมีชีวิต สิ่งนี้สำคัญมากๆ แล้วฉันก็รู้สึกประหลาดใจมากที่คนแปลกหน้าเข้ามากอดแล้วบอกว่า คุณเปลี่ยนชีวิตของฉัน แล้วพวกเขาก็ร้องไห้ ฉันไม่รู้จะทำตัวยังไง Don’t cry for me don’t cry for me (หัวเราะ) มันน่าสนใจมากว่างานของฉันส่งผลกระทบต่อพวกเขาอย่างมาก แต่พวกเขามักจะเข้าใจผิดและทำให้ฉันเป็นไอดอล ฉันเป็นแค่คนธรรมดา

10) คำถามสุดท้ายฉันขอกอดคุณได้ไหม

แน่นอน คุณกอดฉันได้ ฉันน่ากอดมากนะ แต่คุณรู้มั้ยเราควรจะกอดยังไง คุณต้องเดินเข้าหากัน แล้วก็กอดกันไว้นานหน่อย นั่นแหละวิธีกอด

 


About the Author

Nina NTK

ความสวยงามของชีวิตคือการได้ทำในสิ่งที่หัวใจโหยหา



Back to Top ↑