Events

Published on April 19th, 2019 | by Nina NTK

0

‘ศิรา-พัสตราภรณ์’ จากเส้นทองแดงสู่งานประณีตศิลป์

ภาพหน้าปก: ภณสุทธิ์ สุทธิประการ และภัณฑิรา ไทรแก้ว

เป็นที่ทราบกันดีว่าในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตั้งแต่วันที่ 4-6 พฤษภาคม 2562 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป คนไทยต่างรวมใจกันเฉลิมฉลองวาระอันเป็นมงคลนี้ด้วยการถวายพระพร และแซ่ซ้องสรรเสริญพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ของประเทศกันทั่วทุกหัวระแหง ด้วยเหตุมงคลของพระราชพิธีอันสำคัญและยังหาดูได้ยากยิ่งในครั้งนี้ จึงทำให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าต่างให้ความสนใจเกี่ยวกับรายละเอียดของตัวพิธีการ การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราสถลมารค รวมไปถึงเครื่องทรงศิราภรณ์ และพัสตราภรณ์ที่ใช้สำหรับพระราชพิธีอย่างท่วมท้น กิจกรรมต่างๆ ของหลายหน่วยงาน เช่น การบรรยายพิเศษ กิจกรรม workshop รวมทั้งรูปแบบของนิทรรศการต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนจึงจัดขึ้นให้สอดคล้องไปกับวาระความเป็นมงคลแห่งการเริ่มต้นศักราชใหม่ อันแสดงถึงบรรยากาศของความสุข และความหวังของประชาชนชาวไทย เช่นเดียวกับหอศิลปกรุงเทพฯ ที่มีการจัดแสดงผลงานการประกวดศิลปกรรมช้างเผือกครั้งที่ 8 ในหัวข้อ ‘รื่นเริง เถลิงศก’ รวมถึงนิทรรศการศิรา-พัสตราภรณ์ ที่ได้รับการคัดเลือกมาจัดแสดงไว้ ณ ห้อง People’s Gallery ด้วย

ธีรพล สีสังข์ (เจมส์) และเกรียงไกร แก้วสุวรรณ (โรส)

นิทรรศการศิรา – พัสตราภรณ์ จัดแสดงโดย ธีรพล สีสังข์ และเกรียงไกร แก้วสุวรรณ สองศิลปินผู้สนใจการทำงานศิลปะไทยประยุกต์ ด้วยการนำเอางานช่างไทยและเครื่องทองโบราณมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานผ่านเทคนิคและการใช้วัสดุอย่างสร้างสรรค์ โดยมักหยิบจับตัววัสดุที่สามารถหาซื้อได้ง่ายในปัจจุบัน เช่น การใช้ทองแดงของธีรพล และการเย็บปักของเกรียงไกร แม้ทั้งคู่จะมีจุดเริ่มต้นการทำงานที่ใกล้เคียงกัน แต่ด้วยรายละเอียดของตัวงานนั้นกลับมีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร โดยการทำงานของธีรพล มักหยิบจับวัสดุใกล้ตัวที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว อย่างทองแดงเข้ามาถักทอด้วยเทคนิคเฉพาะตน เป็นรูปทรงของศิราภรณ์ รวมถึงสิ่งของต่างๆ ที่ใช้ในพระราชสำนักและพิธีการสำคัญ อาทิ พระมหาพิชัยมงกุฏ ชฎาพระกลีบ ฉัตร บุษบก เสื้อทรง ตาลปัตร พาหุรัด ฯลฯ โดยธีรพลมักนำรูปแบบเครื่องทรงในสมัยรัชกาลที่ 5 มาเป็นต้นแบบในการสร้างชิ้นงานของตนเอง งานของธีรพลแรกเริ่มเกิดจากความหลงใหลในงานช่างไทยโบราณ และการเห็นคุณค่าของวัสดุ ‘ทองแดง’ ที่ผ่านการใช้งานแล้วระหว่างการศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย

ภาพบรรยากาศภายในนิทรรศการ
ผลงานที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากพระมหาพิชัยมงกุฏ หนึ่งในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์

รูปแบบของชิ้นงานที่ธีรพลนิยม คือการทำงานชิ้นเล็กๆ กับข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่ดูเหมือนว่าจะคล้ายกับการเป็นของสะสมมากกว่าการใช้งานได้จริง โดยศิลปินให้เหตุผลว่าขนาดของชิ้นงาน ยังมีความหมายแฝงในผลงานขนาดเล็กจิ๋วอยู่ด้วย “ผมมักจะทำงานเป็นรูปทรงต่างๆ บางทีเป็นชฎา เป็นของที่มีคุณค่า เป็นของที่ทุกคนใฝ่ฝันอยากได้ครอบครอง แต่ของพวกนั้นเป็นเพียงแค่สิ่งสมมติ เป็นสิ่งที่จับต้องได้ยาก แต่พอเราได้มันมาแล้วมันก็ไม่สามารถอยู่กับเราได้ตลอดไป ลักษณะงานมันก็เลยบางๆ โปร่งเบาๆ ละเอียด มันทำให้เกิดการตั้งคำถามกับของสิ่งๆ นั้นที่ผมทำขึ้น” นอกจากนี้รูปแบบมงกุฎที่ธีรพลใช้ ยังอิงไปกับความสนใจส่วนตัวในคติความเชื่อเรื่องไตรภูมิ สวรรค์ ซึ่งทำให้เกิดการตั้งคำถามไปยัง ‘สถานะที่แท้จริงของวัสดุ’ เช่น สถานะความโปร่งใส ที่คล้ายกับสภาวะของการมีหรือไม่มีอยู่ทั้งยังสื่อถึงความเป็นอนิจจัง และความไม่จีรังยั่งยืนของชีวิต ตลอดระยะเวลาที่เขาพัฒนาชิ้นงาน ธีรพลยังใช้เวลาไปกับการปรับขนาดของตัวเส้นทองแดง รวมถึงการทดลองเทคนิคใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา เช่น การเปลี่ยนขนาดเส้นทองแดงให้เล็กลง การนำเอามอเตอร์เข้ามาใช้ในตัวงานให้เกิดความเคลื่อนไหว หรือการนำเสนอชิ้นงานในรูปแบบของศิลปะจัดวาง เพื่อสื่อถึงแนวคิดของสวรรค์ชั้นพรหม จากความโปร่งเบาของตัววัสดุเอง ทั้งยังอุปมาไปถึงความเป็นทิพย์ ความไร้ตัวตน จนทำให้ผลงานกลายมาเป็นชิ้นงานที่มีรูปแบบเฉพาะตัว

พัดวาลวิชนี พระแส้จามรี ธารพระกรชัยพฤกษ์ พระแสงขรรค์ชัยศรี ฉลองพระบาทเชิงงอน

ในขณะที่เกรียงไกรกลับสนใจในการทำงานกับผืนผ้าและการเย็บปักถักร้อยมากกว่า โดยมีความสนใจเกี่ยวกับตัวลวดลายประดับบนอาคารสถาปัตยกรรมไทย งานชิ้นแรกๆ ของเกรียงไกรเริ่มต้นจากคอนเซปต์ที่นำสัญลักษณ์ของคู่ตรงข้ามระหว่างความแข็งแรงในตัวโครงสร้างสถาปัตยกรรมไทย มาผนวกเข้ากับความอ่อนช้อยของลวดลายประดับ เช่น ลายกรวยเชิง-เฟื่องอุบะ ลายบนหน้าบัน รววมถึงองค์ประกอบต่างๆ ของสถาปัตยกรรม แล้วจึงร้อยเรียงลงบนผืนผ้าเพื่อทำให้เกิดมิติ โดยเกรียงไกรเล่าว่าระหว่างที่กำลังเยี่ยมชมวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ได้เกิดความประทับใจในบรรยากาศขณะที่แสงส่องกระทบไปยังตัวสถาปัตยกรรมจนเกิดเป็นประกายระยิบระยับ “เรารู้สึกกว่า material ที่เรานำมามันมีความเลื่อมพราย มันมีความทอง เหมือนกับมันไปสะดุดตากับที่เวลาเรามองไปที่สถาปัตยกรรม แล้วมีแสงที่ไปกระทบทำให้มุมที่เรามองเห็นเกิดเป็นแสง ที่เป็นออร่าขึ้นมา” จากแนวคิดนี้เกรียงไกรจึงหยิบจับประเด็นของแสงนำมาปรับใช้ในงานชิ้นแรกๆ ของเธอ ซึ่งเธอเล่าขั้นตอนการทำงานว่าเริ่มต้นจากการถ่ายภาพวัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวัดที่ยังคงมีการใช้งานหรือวัดโบราณร้างก็ตาม จากนั้นจึงพิมพ์ภาพที่ถ่ายนั้นลงบนผืนผ้า และเลือกส่วนที่ต้องการปักด้วยด้ายสีทองให้เกิดเป็นมิติขึ้น คล้ายกับการตกกระทบของแสงไปยังตัวอาคารที่เธอเคยเห็นหรือจินตนาการไว้

ผ้าพัสตราภรณ์ ผลงานโดยเกรียงไกร แก้วสุวรรณ

ในขณะที่งานที่จัดแสดงในนิทรรศการศิรา-พัสตราภรณ์ คือผลงานศิลปนิพนธ์ของเธอซึ่งใช้เนื้อหาของการตีความตัวละครในวรรณคดีอย่างทศกัณฐ์และนางมณโฑมาไว้บนผืนผ้าทั้งสองผืน เกรียงไกรกล่าวว่าผลงานทั้งสองชิ้นที่จัดแสดเริ่มต้นจากการตีความบทบาทของตัวละครทั้งสอง ระหว่างความเป็นสตรีเพศของนางมณโฑ และทศกัณฐ์จากวรรณคดีที่เธอได้อ่าน และใช้สัญลักษณ์ของสีเข้ามาสร้างอารมณ์และสื่อความหมาย เช่น การใช้สีฟ้าแสดงถึงความอ่อนโยนในฐานะสตรี ซึ่งแสดงออกเป็นภาพเขียนผ่านฝาผนังในงานจิตรกรรมไทย ขณะที่การใช้สีแดงแสดงถึงอำนาจ ความดุดัน นอกจากนี้ลวดลายบนผืนผ้าที่เธอประดิษฐ์ยังมีการปักทบซ้อนกันหลายชั้นซึ่งอุปมาไปถึงเล่ห์เหลี่ยม ความร้ายกาจที่แอบแฝงอยู่ระหว่างบุคลิกของตัวละครทั้งสอง สื่อถึงสภาวะซ่อนเร้น การปิดทับที่เกิดขึ้นกับผู้ชายหรือผู้หญิงในโลกแห่งความเป็นจริง โดยผลงานพัสตราภรณ์ของเกรียงไกรยังสัมพันธ์ไปกับผลงานการปักลวดลายประดับจากปริ้นสกรีนภาพสถาปัตยกรรมไทยชุดก่อนในเชิงความหมายและแนวคิดการเป็นสภาวะคู่ตรงข้ามระหว่าง ‘ความแข็งแกร่ง’ ที่มาพร้อมกับ ‘ความอ่อนโยน’

การตีความบุคลิกของนางมณโฑลงบนผืนผ้า

ในฐานะของผู้ชม หลายๆ ครั้งเราอาจเกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับ ‘ความเป็นไทย’ ไปในทิศทางต่างๆ โดยเฉพาะ ‘ความเหมาะสม’ ของการสร้างสรรค์ในงานศิลปะที่ผู้คนมักให้คุณค่ากับความสวยงาม ความสมจริง หรือความหรูหราอลังการของตัววัสดุ แม้แต่ในนิทรรศการครั้งนี้การนำเอาวัสดุทั่วๆ ไปอย่างทองแดงมาถักร้อยเป็นชฎาหรือการปักเย็บผ้าที่ศิลปินสร้างโดยไม่ได้ทำตามรูปแบบเดิม หรือการใช้วัสดุที่มีมูลค่าสูงก็อาจทำให้ผู้ชมเกิดการตั้งคำถามได้ว่าเหมาะสมหรือ? เพราะเครื่องทรง ศิราภรณ์ เหล่านี้มักบอกถึงยศ ชั้น วรรณะของผู้สวมใส่ ซึ่งโดยปกติมักหยิบเอาวัสดุที่มีมูลค่าสูงอย่างทองคำ หรือเพชรพลอยมาใช้มากกว่า ในที่นี้ผู้เขียนจึงอยากจะยืมคำพูดของธีรพลซึ่งให้ข้อคิดเห็นที่น่าสนใจเอาไว้ว่า“มูลค่าของตัววัสดุ ไม่ว่าจะเป็นทอง เงิน ทองแดง หรืออะไรก็ดี สิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่มนุษย์เราสร้างมันขึ้นมา แน่นอนว่า ด้วยขั้นตอน กระบวนการที่ได้มาอาจส่งผลต่อมูลค่าของวัสดุ แต่คุณค่าที่แท้จริงอยู่ที่ตัวเรา สิ่งที่เรากำหนด สิ่งที่เราสร้างมันขึ้นมาด้วยความพยายามคือคุณค่าที่แท้จริง” และถึงแม้ว่า ‘ทองแดง’ จะไม่ได้มีมูลค่าเท่ากับ ‘ทองคำ’ แต่ทองแดงก็เป็นวัสดุที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเรา ในเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ตลอดจนอุปกรณ์อิเล็กโทรนิค สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการประเมินคุณค่าแบบใหม่ ที่ไม่ได้ให้ความสนใจไปที่ ‘มูลค่า’ เพียงอย่างเดียวแต่ยังคงไว้ซึ่งคุณค่าของความพยายาม ความอุตสาหะ การเข้าถึงแหล่งวัสดุได้ง่าย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าในโลกปัจจุบัน

ศิรา – พัสตราภรณ์

โดย ธีรพล สีสังข์ และเกรียงไกร แก้วสุวรรณ

4 เมษายน – 28 เมษายน 2562

ที่ BACC ห้อง People’s Gallery ชั้น 2


About the Author

Nina NTK

นัก(อยาก)เขียนที่ชอบเป็นนักอ่านมากกว่า ชอบเรื่องราวลี้ลับ นวนิยายสืบสวน และรักการตระเวนดูงานศิลปะทุกแขนง



Back to Top ↑