Events

Published on May 3rd, 2018 | by anaras

0

หากเราคิดเหมือนกัน ฉัน (ก็) คือเธอ

การเมืองไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่ด้วยความซับซ้อนวุ่นวายของมัน ทำให้บางทีเราอาจจะอยากปล่อยให้มันอยู่ไกลๆ ตัวเราออกไป แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การเมืองก็แทรกซึมเป็นส่วนหนึ่งและมีอำนาจเหนือชีวิตของเราเสมอ มันครอบงำเราโดยไม่รู้ตัว ยกตัวอย่างเช่นการทำหน้าที่ผิดพลาดของรัฐบาลในการแก้ปัญหาบางอย่างหรือการทุจริตในโครงการมูลค่ามหาศาล เหล่านี้ต่างนำมาซึ่งความไม่พอใจที่บางทีเราอาจเลือกเก็บเอาไว้กับตัว หรือแสดงออกทางความคิดในสื่อและการพูดคุย หรือในขั้นสุดก็อาจเป็นการไปร่วมประท้วงกับกลุ่มคนที่มีความคิดเห็นเหมือนกัน

แต่สำหรับศิลปิน การแสดงออกก็คงไม่พ้นการทำงานศิลปะ ซึ่งขึ้นอยู่กับรูปแบบและเทคนิควิธีที่เขาถนัด ดังที่เรารู้จักกันในนาม “ศิลปะเพื่อการเคลื่อนไหวทางการเมือง” ซึ่งก่อกำเนิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวในภาคประชาสังคมด้านสิทธิมนุษยชนที่มีต่อเหตุการณ์ทางการเมืองต่างๆ ในโลกตะวันตก ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1960 – ต้นทศวรรษ 1970 โดยศิลปินเหล่านี้มักรวมกลุ่มกันเพื่อประท้วงให้เกิดความเท่าเทียมกันในสังคม ใช้สื่อศิลปะเป็นเสมือนการประชาสัมพันธ์ยุทธศาสตร์หลักของกลุ่มในประเด็นต่างๆ เช่น ปัญหาสิ่งแวดล้อม การเหยียดเพศ การแบ่งแยกสีผิว ปัญหาคนไร้บ้าน เป็นต้น การแสดงออกเหล่านี้จะปรากฏตามสถานที่สาธารณะหรือชุมชนอย่างต่อเนื่อง ส่วนในประเทศไทย ศิลปะเพื่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองปรากฏขึ้นไม่นานหลังจากนั้น โดยมีแรงกระตุ้นจากเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 และ 6 ตุลา 19 ที่คนรุ่นใหม่เริ่มให้ความสนใจในประเด็นทางการเมืองการปกครองของประเทศมากขึ้น

วสันต์ สิทธิเขตต์ เป็นหนึ่งในศิลปินร่วมสมัยที่เติบโตขึ้นท่ามกลางปรากฏการณ์ทางการเมืองอันวุ่นวายของประเทศไทยช่วงนั้น เหตุการณ์รุนแรงหลายๆ อย่างเป็นแรงผลักดันให้เขาเริ่มสนใจการเมือง วสันต์เป็นศิลปินไทยคนแรกๆ ที่ใช้แนวทางการทำงานศิลปะเพื่อชีวิตเป็นแนวทางหลัก ก่อนจะผสมความคิดเห็นที่เขามีต่อเหตุการณ์ทางการเมืองต่างๆ เข้าไป ผลงานสื่อหลากหลายชนิดของเขาจึงมักแสดงออกด้วยภาพลักษณ์ที่รุนแรง ตรงไปตรงมา จนกระทั่งหลายคนอาจจะเรียกว่าหยาบคาย แต่นั่นก็คือการแสดงออกที่เป็นส่วนตัวอย่างแท้จริงของศิลปิน ซึ่งสามารถสร้างเอกลักษณ์ให้กับตัวเขาจนมีชื่อเสียงในระดับนานาชาติมาจนถึงปัจจุบัน

นิทรรศการ ‘I AM YOU’ หรือ ‘ฉัน คือ เธอ’ ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ถือได้ว่าเป็นนิทรรศการเดี่ยวที่รวบรวมผลงานวิจารณ์การเมืองครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของวสันต์ โดยภัณฑารักษ์ชื่อดังอย่าง ศ. ดร. อภินันท์ โปษยานนท์ ได้นำแนวคิดของชุดผลงานเมื่อปี 2536 ซึ่งมีชื่อเดียวกันกับชื่อนิทรรศการครั้งนี้ มาตีความและจัดจำแนกผลงานอันมากมายของวสันต์ตลอดระยะเวลากว่าสี่ทศวรรษชีวิตศิลปิน (ตั้งแต่ปี 2518 – ปัจจุบัน) เป็นจำนวน 5 หัวข้อหลัก แต่ละหัวข้อคือการนำเสนอบริบทที่แตกต่างกัน หากแต่มีจุดร่วมหนึ่งเดียวกันคือการวิพากษ์วิจารณ์สังคมการเมืองร่วมสมัย

ผลงานในช่วงแรกของวสันต์ถูกจัดวางเอาไว้ในหัวข้อ “อุดมคติและอุดมการณ์” (Ideals and Ideology) ที่ย้อนเวลากลับไปถึงช่วงที่วสันต์ได้เข้าศึกษาต่อด้านศิลปะที่วิทยาลัยช่างศิลป เมื่อปี 2518 ศิลปินหนุ่มเรียนรู้การสร้างสรรค์ศิลปะที่เต็มไปด้วยอุดมการณ์อันแข็งแกร่ง ด้วยความเชื่อมั่นในพลังของศิลปะที่สามารถนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เขาจึงมักสนใจกลุ่มคนชายขอบหรือชนชั้นล่างที่ไม่สามารถเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดีได้ อย่างชนชั้นแรงงานหรือชาวนา องค์ประกอบในภาพเหล่านี้จึงเป็นเรือนร่างมนุษย์ที่มีความสมจริงและเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกหดหู่ สะท้อนให้เห็นความยากลำบากที่คนกลุ่มนี้ต้องเผชิญ

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญมาถึงเมื่อเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 และ 6 ตุลา 2519 ความรุนแรงในระดับที่สามารถฆ่าคนได้มากมายทำให้วสันต์เริ่มตระหนักถึงความสำคัญที่งานศิลปะจำเป็นต้องบอกเล่าความจริงให้กับประชาชน เขาได้ตั้งคำถามกับ “อำนาจและไร้อำนาจ” (Powerful and Powerless) ที่ชนชั้นปกครองใช้มันกับคนธรรมดาสามัญ วสันต์เริ่มวิพากษ์วิจารณ์ความไม่เป็นธรรมในสังคมไปพร้อมๆ กับการสื่อสารถึงสิ่งที่จะตามมาจากเหตุการณ์ทางการเมือง ผลงานในช่วงนี้ของเขาจึงอาจเรียกได้ว่าเป็นงานศิลปะเพื่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างแท้จริง เพราะมันได้ก้าวข้ามความเป็นศิลปะเพื่อชีวิต ไปสู่ศิลปะร่วมสมัยที่พร้อมจะท้าทายกรอบคิดแบบดั้งเดิมของอำนาจอย่างจริงจัง

การนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ณ ขณะนั้นมาเป็นประเด็นหลักในการสร้างสรรค์ จึงทำให้ผลงานของวสันต์สะท้อนภาพสังคมได้อย่างชัดเจน ซึ่งส่วนใหญ่เมื่อประกอบเข้ากับความคิดเห็นของศิลปินที่เป็นไปในทางที่ไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง จึงทำให้ผลงานเหล่านั้นเต็มไปด้วย “ความดิบเถื่อนคืออาวุธ” (Raw Aesthetics As a Weapon) ซึ่งแสดงออกมาทั้งในส่วนตัวบท อย่างองค์ประกอบภาพล่อแหลมทางเพศ ฝีแปรงฉับไวในงานจิตรกรรม และตัววัสดุอย่างการใช้สื่อชนิดอื่นๆ นอกจากเหนือจากงานจิตรกรรม มาประกอบเข้าด้วยกันเป็นผลงานสื่อผสมขนาดใหญ่ อย่างเช่นกองฟางจำนวนมากที่วางเรียงเอาไว้ร่วมกับกระถางธูปในห้องจัดแสดง หรือชุดท่อนไม้ที่ประกอบเครื่องมือทำการเกษตรเข้าด้วยกันที่ชวนให้นึกถึงงานแนวท้องถิ่นนิยมของมณเฑียร บุญมา ผลงานของวสันต์จึงกล่าวได้ว่าเป็นการใช้สุนทรียภาพอันเรียบง่าย ทว่าแฝงไปด้วยนัยของการนำเสนออันเฉียบคม

นิทรรศการในส่วนต่อไปกล่าวถึงปรากฏการณ์ที่วสันต์มักถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเอาแต่สร้างผลงานด่าทอผู้อื่น เขาจึงตอบโต้ด้วยการสร้างผลงานที่มีแต่ใบหน้าของเขาเป็นพระเอก “ใบหน้า เรือนร่าง และเสรีภาพ” (Face, Figure and Liberty) เป็นการสะท้อนตัวตนของศิลปินในฐานะประชาชนในคราบของบุคคลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบประติมากรรม จิตรกรรม หรือแม้แต่ภาพถ่ายของตัวศิลปินเอง เหล่าคนที่มีใบหน้าวสันต์นี้นอกจากจะแสดงถึงสิทธิเสรีภาพในการสร้างความหมายของงานศิลปะโดยศิลปินแล้ว ยังเป็นการสื่อความหมายถึงความเป็นปัจเจกบุคคลที่มีความรับผิดชอบต่อทุกสิ่งในสังคมอีกด้วย

ศิลปะเพื่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองเหล่านี้เกิดขึ้นได้ ก็ด้วยความสนใจทางการเมืองของศิลปิน บทบาทของวสันต์จึงอาจเรียกได้ว่าเป็นนักกิจกรรมหรือนักเคลื่อนไหวด้วยเช่นกัน ซึ่งเขาก็ยังคงยึดถืองานด้านนี้เป็นเหมือนหน้าที่อีกด้านหนึ่งนอกเหนือจากการทำงานศิลปะแต่เพียงอย่างเดียว ในส่วน “โลกสวยด้วยประท้วง ผลงานประท้วงเพื่อสิ่งแวดล้อมและสันติภาพ” (Protest and Making The World A Better Place) ผลงานต่างๆ ฉายให้เห็นภาพของวสันต์ที่ในบริบทการประท้วงแบบต่างๆ อย่างการก่อตั้งพรรคการเมืองถูกต้องตามกฎหมายในชื่อ “พรรคศิลปิน” และได้มีการเดินสายหาเสียงอย่างจริงจังเมื่อปี 2548 ก็แสดงให้เห็นถึงขอบเขตของงานศิลปะที่วสันต์ได้ก้าวข้ามไปแล้ว

ผลงานสะท้อนการเมืองของวสันต์นั้น มีส่วนที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งคือ เชื่อได้เลยว่าผู้ชมที่ได้มาชมย่อมไม่อาจปฏิเสธถึงความจริงที่อยู่เบื้องหลังสีสันและลายเส้นเหล่านี้ได้ ว่ามันคือสิ่งที่เคยเกิดและยังคงเกิดขึ้นอยู่เสมอในแวดวงของการช่วงชิงอำนาจ ตั้งแต่อดีตจนกระทั่งในปัจจุบัน การเมืองระดับชาติของเราก็ยังดูมืดมนไม่ต่างไปจากเมื่อยี่สิบหรือสามสิบปีก่อน จึงเป็นเรื่องที่น่าคิดว่าแท้จริงแล้ว อะไรคือต้นเหตุของปัญหาที่แท้จริงของสังคมเรากันแน่?

 

 

*นิทรรศการจัดแสดงที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันนี้่ – 27 พฤษภาคม

 


About the Author

anaras



Back to Top ↑