Events

Published on August 22nd, 2018 | by anaras

0

เฉลิมฟิล์มกระจก – นักโทษ 2445

ภาพสถาปัตยกรรมวัดและวังอันยิ่งใหญ่ ภาพวิถีชีวิตเรียบง่ายริมคลอง ภาพพระราชพิธีอลังการ หรือภาพนางละครแต่งกายงดงาม ในนิทรรศการภาพถ่ายโบราณหลายต่อหลายครั้ง เรามักจะเห็นภาพอันสวยงามของประเทศไทยในอดีตเหล่านี้ถูกนำมาจัดแสดงกันเป็นเรื่องปกติ แสดงให้เห็นสถานะของสื่อภาพถ่ายในฐานะเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในการบันทึกความเป็นจริงที่เกิดขึ้น มันเป็นหลักฐานชั้นต้นที่สำคัญที่สุดประเภทหนึ่งในการศึกษาประวัติศาสตร์ไม่แพ้เอกสารงานเขียน เพราะทำให้เราเห็น “ภาพ” ที่เกิดขึ้นจริง ณ ชั่วขณะที่มีช่างภาพกดชัตเตอร์ การชมภาพเหล่านี้จึงเปรียบเสมือนเราได้มองย้อนไปยังอดีตด้วยตาของเราเอง

มีคำกล่าวที่ว่า “ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องของผู้ชนะ” เพราะผู้แพ้ไม่มีสิทธิในการเขียนประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะถูกบันทึกและส่งไปยังคนรุ่นต่อไปผ่านมุมมองของผู้ชนะเท่านั้น ในบทความนี้ผู้เขียนจะพาไปชมนิทรรศการภาพถ่ายโบราณสองชุดที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ได้แก่ ‘เฉลิมฟิล์มกระจก ฉลองมรดกความทรงจำแห่งโลก’ จัดโดย สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ระหว่างวันที่ 25 พฤษภาคม – 28 กรกฎาคม 2561 ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลปะ และ ‘นักโทษ 2445’ โดย มานิต ศรีวานิชภูมิ ระหว่างวันที่ 6 กรกฎาคม – 25 สิงหาคม 2561 ณ คัดมันดู โฟโต้ แกลเลอรี ซึ่งสารที่ทั้งสองนิทรรศการนำเสนอนั้นแตกต่างกันสุดขั้ว และชวนให้เราย้อนกลับไปพิจารณาสัจธรรมของคำกล่าวข้างต้นกันอีกครั้ง

เฉลิมฟิล์มกระจก

นิทรรศการชุดนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการที่ที่ประชุมคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศให้ฟิล์มกระจกและต้นฉบับฟิล์มกระจกในสะสมของหอพระสมุดวชิรญาณเป็น ‘มรดกความทรงจำแห่งโลก’ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2560 นับได้ว่าเป็นเอกสารลำดับที่ 5 ของไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในลักษณะนี้ต่อจากจารึกวัดโพธิ์ และเพื่อเป็นการเผยแพร่เอกสารทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ให้สาธารณชนได้รับรู้และร่วมเฉลิมฉลองคุณค่าของฟิล์มกระจกเหล่านี้ ทางกรมศิลปากรจึงได้คัดเลือกภาพถ่ายจำนวน 150 ภาพ มาจัดแสดงเป็นครั้งแรกที่ห้องนิทรรศการหมุนเวียน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป

‘ฟิล์มกระจกชุดหอพระสมุดวชิรญาณ’ เกิดขึ้นจากพระดำริของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพที่ทรงต้องการจัดตั้งหอเก็บรูปต่างๆ ขึ้นในหอพระสมุดวชิรญาณเฉกเช่นที่มีในต่างประเทศ พระองค์ได้ทรงรวบรวมฟิล์มกระจกมาจากหลายต่อหลายที่ เช่น ฟิล์มกระจกส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ฟิล์มกระจกจากร้านถ่ายรูป ‘ฉายานรสิงห์’ ซึ่งปิดตัวลงไปในสมัยรัชกาลที่ 7 ตลอดจนฟิล์มกระจกในสะสมของพระองค์เอง เป็นต้น มาเก็บรักษาเอาไว้ ภายหลังจากมีการแบ่งส่วนราชการใหม่อีกหลายครั้ง ฟิลมกระจกนี้ก็ถูกส่งต่อให้กับกองพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร แต่ด้วยลักษณะที่เป็นหลักฐานประเภทจดหมายเหตุ จึงถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นสำนักจดหมายเหตุแห่งชาติมาจนกระทั่งปัจจุบัน

ภาพถ่ายขาวดำจำนวนมากนี้ถูกนำมาพิมพ์ลงบนวัสดุสมัยใหม่ ใส่กรอบจัดแสดงอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยบนผนังห้องนิทรรศการ 8 ห้อง เรียงลำดับตามหมวดหมู่ที่ได้คัดสรรเอาไว้ 8 หัวเรื่อง เริ่มตั้งแต่ (1) ชุดภาพถ่ายฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (2) ภาพเกี่ยวกับสัญลักษณ์ของความเป็นชาติไทยอย่างช้างและศาลาไทย (3) ภาพเหตุการณ์พระราชพิธีเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ต่างๆ เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ เป็นต้น (4) ภาพสะท้อนความเจริญของบ้านเมืองสยามในอดีตทั้งการคมนาคมและการสื่อสาร (5) ภาพแสดงวัฒนธรรมอันดีงามและเก่าแก่ เช่น เกี่ยวกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน การแต่งกาย การจัดดอกไม้ ทรงผม การแสดงนาฏศิลป์ เป็นต้น (6) ภาพสถาปัตยกรรมอันวิจิตร ทั้งวัด วัง บ้านเรือน และโบราณสถาน (7) ภาพบุคคลสำคัญที่มีบทบาทในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของไทย ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 – 6 และ (8) ภาพการเสด็จประพาสต่างประเทศของพระมหากษัตริย์ไทย แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับนานาอารยประเทศอื่นๆ

‘ฟิล์มกระจกชุดหอพระสมุดวชิรญาณ’ นี้นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงความแพร่หลายของเทคโนโลยีการถ่ายภาพยุคแรกเริ่มในประเทศไทยแล้ว ยังเป็นหลักฐานชั้นดีในการอ้างอิงภาพของสถานที่ บุคคล หรือเหตุการณ์ต่างๆ ตลอดจนการจัดแสดงเป็นหมวดหมู่ก็ทำให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจสารที่ภาพแต่ละกลุ่มสื่อสารได้เป็นอย่างดี

นักโทษ 2445

นิทรรศการภาพถ่ายเก่าอีกชุดหนึ่งจัดแสดงอยู่ในห้องชั้นบนของแกลเลอรีเล็กๆ แทรกตัวอยู่ท่ามกลางหมู่ตึกแถวภายในซอยคับแคบข้างวัดแขกสีลม ‘คัดมันดู โฟโต้ แกลเลอรี’ เป็นแกลเลอรีสำหรับแสดงผลงานภาพถ่ายร่วมสมัยที่เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีสำหรับคนในวงการ ก่อตั้งโดยมานิต ศรีวานิชภูมิ ศิลปินภาพถ่ายชื่อดังของประเทศไทย

ภายในตู้ไม้สลักกรุกระจกทรงโบราณ มีภาพถ่ายที่ผลิตด้วยฟิล์มกระจกชนิดเปียก (wet-plate collodion) ขนาด 8 x 10 นิ้ว จำนวน 16 แผ่น จัดวางเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ มันเป็นภาพบุคคลของกลุ่มชายร่างผอมสิบหกคนที่ดูมอซอด้วยเสื้อผ้าแบบพื้นเมืองและสภาพร่างกายผอมเกร็ง แม้ทุกคนจะถูกผูกล่ามไว้ด้วยโซ่ตรวน ทว่าสายตาที่มองตรงมายังกล้องถ่ายภาพเบื้องหน้ากลับไม่ยี่หระต่อพันธนาการบนเรือนร่างแต่อย่างใด

นั่นก็เป็นที่มาของนิทรรศการชุดนี้ มานิต ศรีวานิชภูมิ ได้พบชุดภาพนักโทษชายเหล่านี้ในคอลเลคชั่นภาพถ่ายเก่าจำนวนมหาศาลของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ สายตาอันคงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีของพวกเขาทำให้มานิตสนใจ และจากการสืบค้นข้อมูลต่อไปจึงได้ทราบว่าคนกลุ่มนี้คือ ‘กบฏเงี้ยว’ ที่ก่อเหตุอุกอาจขึ้นที่เมืองแพร่ในปี 2445 มานิตได้นำภาพสแกนเหล่านนั้นมาพิมพ์ลงบนกระจกเลียนแบบกรรมวิธีการถ่ายภาพแบบโบราณ และจัดแสดงเป็นนิทรรศการภาพถ่ายจัดวาง

‘กบฏเงี้ยว 2455’ เป็นหนึ่งในเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ยังคงประทับลึกอยู่ในความทรงจำของชาวล้านนา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเมืองแพร่ ตลอดจนผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คือกลุ่มผู้สืบเชื้อสายเจ้านายของเมืองแพร่ เพราะเมื่อเจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์ เจ้าผู้ครองนครแพร่องค์สุดท้ายกลายเป็น ‘กบฏ’ จึงทำให้เจ้านายสายตระกูลแพร่ไม่มีทายาทที่ยังคงดำรงยศศักดิ์เหลืออยู่ในปัจจุบันเหมือนหัวเมืองล้านนาอื่นๆ การก่อกบฎครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยามที่เริ่มใช้การรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางในปี พ.ศ. 2442 ทำให้เมืองประเทศราชต่างๆ ถูกลดอำนาจของผู้ปกครองดั้งเดิมลง ทางการสยามส่งข้าหลวงและข้าราชการไปประจำยังแต่ละเมือง สร้างระบบการปกครองใหม่ มีการควบคุมไพร่และระบบการจัดเก็บภาษีรูปแบบใหม่ อาณาจักรล้านนาที่เมืองต่างๆ มีเจ้าผู้ครองนครสืบเชื้อสายอำนาจแข็งแกร่งมายาวนาน ย่อมสูญเสียผลประโยชน์ของตนเองไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การถูกเบียดขับออกจากระบอบการปกครองสมัยใหม่นี้ส่งผลให้เกิดความไม่พอใจในวงกว้างทั้งในหมู่เจ้านายและราษฎรดั้งเดิมในพื้นที่

จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2445 ได้เกิดเหตุจลาจลจากกลุ่มกองโจรเงี้ยว (กลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมืองของทางภาคเหนือ เช่น ไทใหญ่ ไทเขิน ไทลื้อ ไทเหนือ ไทยวน เป็นต้น) โดยเริ่มรวมกลุ่มกันที่เมืองลอง ก่อนยกพลไปบุกยึดเมืองแพร่ที่มีฐานะเป็นนครประเทศราชขนาดเล็กที่สุด เพราะสามารถโจมตีได้ง่ายและสามารถเปิดทางไปสู่การโจมตีนครอื่นๆ ต่อไป ระหว่างที่กลุ่มโจรเข้ายึดสถานที่ราชการต่างๆ ในเมืองแพร่ พวกเขาก็ได้สังหารข้าราชการและชาวสยามภาคกลางไปเป็นจำนวนมาก ก่อนจะบุกยึดนครลำปางเป็นลำดับต่อไป ทว่าไม่สำเร็จเพราะทางลำปางได้เตรียมการรับมือเอาไว้แล้ว กองโจรจึงแตกกระเจิงไป จนกระทั่งพ่ายแพ้ให้กับทัพจากหัวเมืองที่อยู่ใต้ลงไปอย่างสวรรคโลก พิชัย และสุโขทัย แม้จะถอยกลับไปตั้งหลักที่เมืองแพร่แล้ว แต่ในที่สุดพวกโจรเงี้ยวก็หนีกระจัดกระจายกันไปเพราะทนสู้ต่อไปไม่ไหว

หลังจากเหตุการณ์สงบลง เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสงชูโต) ได้นำทัพหลวงจากกรุงเทพฯ มาทำการสอบสวนผู้กระทำความผิด มีการจับกุมเงี้ยวที่ก่อการและได้ทำการสืบสวนพยานหลักฐานและพยานบุคคลต่างๆ จนมีเหตุให้เชื่อได้ว่าเจ้าเมืองแพร่และพระราชวงศ์ให้การสนับสนุนการก่อเหตุในครั้งนี้ ทำให้เจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์ (เจ้าน้อยเทพวงศ์) เจ้าผู้ครองนครแพร่ ณ ขณะนั้น ต้องตัดสินพระทัยเสด็จลี้ภัยการเมืองไปประทับอยู่ที่นครหลวงพระบาง ทางสยามจึงได้ปลดพระองค์ออกจากการเป็นเจ้าผู้ครองนครแพร่ ถอดราชศักดิ์ลงเป็นไพร่ พร้อมกับยึดคุ้มหลวงและราชสมบัติ ชะตากรรมของเจ้านายองค์อื่นๆ ก็ย่ำแย่ไม่ต่างกัน ส่วนใหญ่ถูกถอดยศ ริบทรัพย์ ส่งไปจำคุกที่กรุงเทพฯ ยาวนานมากน้อยแตกต่างกัน ในขณะที่เงี้ยวและคนพื้นเมืองที่ก่อการ ตัวหัวหน้าถูกประหาร ส่วนอีกสิบหกคนถูกส่งลงไปจำคุกมหันตโทษอย่างไม่มีกำหนดที่กรุงเทพฯ ซึ่งก็คือกลุ่มที่ถูกถ่ายภาพเก็บไว้นี้เอง

นั่นคือประวัติศาสตร์อันรุนแรงที่ไม่ปรากฏที่ใดมาก่อน ผู้เขียนเชื่อว่าผู้อ่านที่ไม่ใช่คนเมืองแพร่หรือคนเหนือย่อมไม่เคยรู้ว่ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ความเป็นชาติของเรา เพราะมันไม่ปรากฏอยู่ในหนังสือแบบเรียนเล่มไหนเลยตั้งแต่ประถมจนจบมัธยม เช่นเดียวกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของอีกหลายพื้นที่ ที่มีให้ศึกษากันก็แต่เพียงในพื้นที่นั้นๆ แต่ส่วนใหญ่ก็ถูกละเลย ไม่ต่างอะไรกับโซ่ตรวนขนาดใหญ่ที่วางแน่นิ่งเอาไว้ที่ชั้นล่างสุดของตู้กระจกโบราณนี้

เมื่อเราหันกลับไปมองนิทรรศการ ‘เฉลิมฟิล์มกระจก’ ก็คงไม่ยากนักที่จะเห็นถึงความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ด้วยว่าเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่เราเข้าใจได้ไม่ยาก การชมภาพถ่ายที่นั่นย่อมนำมาซึ่งอรรถรสเพราะเราตระหนักรู้เสมอว่าเรากำลังชมภาพของเหตุการณ์อะไร หรือภาพของบุคคลสำคัญที่การเรียนประวัติศาสตร์พร่ำสอนให้เราทำความรู้จักเหล่านั้นเป็นใคร เหล่านี้กระตุ้นให้ความเป็นไทยที่แฝงฝังอยู่ในจิตใจส่วนลึกของเราตื่นตัว เกิดเป็นการจินตนาการถึงความยิ่งใหญ่อลังการที่บรรพบุรุษได้สั่งสมเอาไว้ และการที่ได้รับรู้ว่าภาพเหล่านี้ได้กลายมาเป็นมรดกความทรงจำระดับโลก ก็ยิ่งสร้างความภาคภูมิใจมากขึ้นไปอีก

ในขณะที่ภาพถ่ายฟิล์มกระจกของนักโทษทั้งสิบหกคนเหล่านี้ เต็มไปด้วยความเป็นอื่น เราไม่อาจรู้ได้เลยว่าพวกเขาชื่ออะไร และหากไม่อ่านเอกสารแนะนำนิทรรศการที่เขียนเอาไว้เพียงสั้นๆ วางอยู่บนโต๊ะไกลออกไป ก็คงไม่รู้ว่าพวกเขามีบทบาทอย่างไรทำไมจึงถูกจับมาใส่ตรวนถ่ายรูปเช่นนี้ ความเป็นอื่นนี้ส่งผลกระทบรุนแรง หนักหนา และสาดซัดเข้ามาสู่ผู้ชม ก่อให้เกิดสภาวการณ์อันลักลั่น เพราะเราไม่รู้ว่าจะต้องรู้สึกอย่างไรต่อชะตากรรมของพวกเขา เราควรเสียใจต่อชะตากรรมที่พวกเขาต้องประสบ หรือควรรู้สึกโกรธแค้นที่พวกเขาสร้างความสูญเสียให้กับประเทศชาติของเราในอดีต

คงจะจริงดังข้อความบนแผ่นป้ายเล็กๆ ที่กำกับเอาไว้ข้างตู้กระจก ภาพถ่ายเหล่านี้คือสิ่งที่เป็น “โครงกระดูกในตู้” (Skeleton in the cupboard) แปลอย่างตรงไปตรงมาก็คือเรื่องราวต่างๆ ที่บรรพบุรุษเก็บซ่อนเอาไว้ไม่ให้ที่รู้กัน มิฉะนั้นจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียแก่วงศ์ตระกูล มันเป็นเรื่องที่ควรปกปิดให้เหี่ยวแห้งตายซากไปเหมือนโครงกระดูกเก่าเก็บในตู้นั่นเอง มานิตใช้การอุปมานี้แสดงสถานะของประวัติศาสตร์กบฏเงี้ยวซึ่งไร้ที่ยืนในหน้าประวัติศาสตร์กระแสหลักของชาติไทย เราไม่มีทางได้เห็นภาพนักโทษเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ ‘เฉลิมฟิล์มกระจก’ เพราะมันไม่ได้แสดงถึงความเป็นไทยอันวิจิตรตระการตา หากแต่แสดงให้เห็นการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จของสยามในการปกครองหัวเมืองประเทศราชทางเหนือ โดยเฉพาะเรื่องกบฏเงี้ยวที่มีระดับความรุนแรงของการปราบปรามมากเป็นพิเศษนี้เอง ยิ่งเป็นสิ่งที่ไม่สมควรถูกนำกลับมาพูดถึงอีกแต่อย่างใด เพราะนอกจากจะไม่ก่อให้เกิดภาพพจน์ที่ดีในการสนับสนุนความเป็นชาติแล้ว ยังอาจนำมาซึ่งความขัดแย้งทางความคิดกับกลุ่มคนในพื้นที่ในปัจจุบันอีกด้วย

“โครงกระดูกในตู้” จึงเป็นสิ่งที่ไม่สมควรกล่าวถึงไม่ว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ตาม ทว่ามุมมองที่คับแคบต่อประวัติศาสตร์ความเป็นอื่นนี้ย่อมนำมาซึ่งความขัดแย้งที่ฝึงลึกและยาวนาน มานิตได้จัดวางโซ่ตรวนเส้นยาวเอาไว้หน้าฉากหลังสีแดงสด ให้ผู้ชมสามารถหยิบมันขึ้นสวมตามร่างกายได้ การคอสเพลย์เป็นนักโทษเปรียบเสมือนการแบกรับสิ่งที่เขานิยามเอาไว้ว่าเป็น “ภาระทางประวัติศาสตร์” (The burden of history) กล่าวคือ ตลอดเวลาที่เราโอบรัดประวัติศาสตร์ความเป็นชาติเข้ามาสถาปนาความเป็นตัวตนคนไทยของเราเอาไว้ เราก็มีภาระทางประวัติศาสตร์ที่ถูกปกปิดเหล่านี้ติดตามไปด้วยเงียบๆ ปัญหาจะเกิดขึ้นก็เมื่อเรารับรู้ถึงสิ่งที่ขัดแย้งกัน โครงกระดูกที่ถูกหยิบออกมาจากตู้ย่อมนำมาซึ่งความรู้สึกลักลั่นที่แปรสภาพต่อไปเป็นชุดคำถามที่ไร้คำตอบดังที่กล่าวเอาไว้ข้างต้น

นิทรรศการทั้งสองชุดนี้จึงแสดงให้เห็นเป็นอย่างดีถึงการบันทึกประวัติศาสตร์โดยผู้ชนะ ‘เฉลิมฟิล์มกระจก’ คือนิทรรศการภาพถ่ายโบราณที่ถูกยกย่องให้เป็นถึงมรดกความทรงจำของโลก เนื่องจากมันแสดงถึงความเป็นไทยกระแสหลักได้อย่างชัดเจน แจ่มแจ้ง และน่าภาคภูมิใจ สถานะดังกล่าวจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลยกับภาพถ่ายนักโทษผู้ก่อการกบฏจนเกือบทำลายเสถียรภาพของความเป็นชาติที่เพิ่งเริ่มจัดสร้างขึ้นในตอนนั้น (และไม่มีทางถูกคัดเลือกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของชุดสะสมของหอพระสมุดวชิรญาณตั้งแต่แรกเช่นกัน) ‘นักโทษ 2445’ เป็นเรื่องของผู้แพ้ภายใต้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่มีสิทธิได้รับการเขียนเป็นประวัติศาสตร์แต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์ก็เป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว แม้เราจะค้นพบว่ามันมีความแปลกประหลาด ทั้งยังละเลยบางอย่าง หรือลักลั่นต่อบางสิ่ง ในการให้คุณค่าเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากกว่ากัน แต่สิ่งที่เราควรให้ความสนใจมากที่สุดก็คือการพยายามทำความเข้าใจบริบทที่ก่อให้เกิดสภาวะเหล่านั้นขึ้นมา เพราะแน่นอนว่าประวัติศาสตร์ไม่ใช่ความจริง ประวัติศาสตร์คือผลผลิตทางสังคมประเภทหนึ่ง การเชื่อว่าประวัติศาสตร์คือความจริงเป็นสิ่งที่เลวร้ายกว่าการจำรายละเอียดเหตุการณ์แบบผิดๆ เสียอีก เพราะการเข้าใจสถานะของงานด้านประวัติศาสตร์อย่างถูกต้องนั้น จะนำมาซึ่งการยอมรับความเป็นไปของสัจธรรมในโลกทั้งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วและจะยังต้องเกิดต่อไปในอนาคต.


About the Author

anaras



Back to Top ↑