Events

Published on September 12th, 2019 | by Nina NTK

0

เทศกาลศิลปะ Setouchi Triennale 2019 (3)

(บทความนี้ได้รับการสนับสนุนโดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม)

เกาะโชโดะชิมะ (Shodoshima) 

หลังจากเมื่อวานได้เดินทางไปดูงานศิลปะบนเกาะเมกิชิมะ และเกาะโอกิชิมะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เช้าวันต่อมาเราก็ได้ออกเดินทางจากโรงแรม Shodoshima Kokusai Hotel เพื่อมุ่งหน้าไปยังท่าเรือโทโนะโชเป็นที่แรก การเดินทางครั้งนี้เราได้เดินดูงานศิลปะหลากหลายจากพื้นที่บนเกาะ ‘เกาะโชโดะชิมะ’ ได้แก่ บริเวณท่าเรือโทโนะโช (Tonosho Port) ฮิโตยาม่า/นากายาม่า (Hitoyama/Nakayama) มิโตะ เพนนินซูล่า (Mito Peninsula) ฮิชิโอโนะซาโตะ/ท่าเรือคุซากาเบะ (Hishionosato/Kusakabe) ท่าเรือซากาเตะ (Sakate Port) ฟุกุดะ (Fukuda) และโอเบะ (Obe) รวมทั้งหมด 7 แห่ง กับผลงานจำนวน 11 ชิ้น ที่สร้างในปี 2013 – 2019 

บริเวณท่าเรือโทโนะโช ผลงานประติมากรรมของ Choi Jeong Hwa ศิลปินชาวเกาหลีใต้ ยืนรับกับแสงอาทิตย์อย่างเด่นชัด ใกล้กับราวกั้นของท่าเรือ ในชื่อ ‘Gifts of the Sun’ (2013) หรือ ‘ของขวัญจากพระอาทิตย์’ เป็นมงกุฎใบมะกอกสีทองขนาดใหญ่ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ‘ต้นมะกอก’ พืชเศรษฐกิจที่มีชื่อเสียงบนเกาะโชโดะชิมะ นอกจากขนาดและความอลังการของมันที่ชวนให้นักท่องเที่ยวหยุดถ่ายรูปแล้ว ระหว่างการร่างแบบผลงานชิ้นนี้ ศิลปินยังพาเด็กๆ ชั้นประถมศึกษาบนเกาะโชโดะชิมะมาร่วมทำกิจกรรม workshop ผ่านการเขียนบันทึกความรู้สึกของพวกเขาที่มีต่อทะเล และธรรมชาติโดยรอบ เมื่อกิจกรรมจบลงข้อความเหล่านี้จะถูกบันทึกนำมาสลักอยู่บนใบโอลีฟที่ศิลปินสร้างขึ้น เพื่อเป็นทั้งคำมั่นสัญญา ความหวัง ความฝัน และกำลังใจ ที่เด็กๆ มีให้ต่อท้องทะเล และธรรมชาติ เป็นต้นว่า “ขอให้ขยะจากท้องทะเลหมดไป” โดยเด็กหญิงอินะโมโตะ ชูยะ “จากนี้ไปก็อยากจะให้ช่วยปกปักษ์รักษาทรัพยากรของทะเลได้” เด็กชายอาราคาว่า มิกิ (3) ในตอนกลางคืนจะมีการฉายไฟให้กับผลงานชิ้นนี้ และเมื่อแสงต้องกระทบกับตัวชิ้นงานก็ยิ่งสร้างบรรยากาศอันอบอุ่นชวนฝัน ระหว่างสีสันของท้องทะเลสีฟ้าอมม่วงที่ตัดผ่านกรอบวงแหวนสีทองสุกอร่ามให้กลายเป็นของขวัญจากพระอาทิตย์ที่ยังปรากฏอยู่ในยามค่ำคืน

‘Gifts of the Sun’ (2013) โดย Choi Jeong Hwa

ถัดจากผลงานของ ชเว จอง ฮวา ในบริเวณใกล้ๆ กัน ยังมีผลงานของ Junko Koshino ภายในอาคาร ART no SHOW TERMINAL กับชุดสีดำที่มีหนามแหลมคม ในชื่อ ‘Spike Dress’ และผลงาน ‘again…’ (2019) ของ Kim Kyoung – Min ผลงาน ‘again…’คือผลงานประติมากรรมสแตนเลสที่ คิม คยอง มิน สร้างขึ้นใหม่ ภายหลังจากที่เธอได้รับรางวัล Grand Prize จากเทศกาลการประกวดประติมากรรมระดับนานาชาติ ‘อุเบะ เบียนนาเล่’ (UBE Biennale) ครั้งที่ 27 ที่จังหวัดยามางูจิ ในปี 2017 ที่ผ่านมา และคล้ายกับเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่เมื่อการประกวดฯ เสร็จสิ้นลง ศิลปินที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจะได้รับเชิญให้มาสร้างผลงานชิ้นใหม่และจัดแสดงในเทศกาลศิลปะเซโตะอุจิครั้งต่อไป เช่นเดียวกับผลงานของคิม คยอง มิน ในครั้งนี้ 

Junko Koshino
ผลงานของ Junko Koshino ภายในอาคาร ART no SHOW TERMINAL

ผลงานของ Kim Kyoung – Min ถูกจัดแสดงไว้ในพื้นที่กลางแจ้งใกล้กับท่าเรือโทโนะโช ชายฝั่งของเกาะโชโดะชิมะ เป็นประติมากรรมสแตนเลสขนาดกลาง สร้างขึ้นเป็นรูปครึ่งวงกลมเป็นตัวแทนของการขึ้นและตกของพระอาทิตย์ ทั้งยังหมายถึงตัวแทนของอารมณ์ที่ผุดขึ้นมาจากสายน้ำที่รายล้อม ในขณะเดียวกันเมื่อแผ่นครึ่งวงกมโลหะประกอบเข้ากับแผ่นอะลูมิเนียมรูปคลื่นน้ำที่อยู่ด้านล่างในอีกมุมหนึ่งก็เป็นไปได้ว่าคลื่นน้ำเหล่านี้กำลังหลั่งไหลออกมา จากตัวประติมากรรมครึ่งวงกลมได้เช่นเดียวกัน ความวนลูปที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็นวัฎจักรที่ไม่สิ้นสุด สร้างมโนทัศน์เหนือจินตนการ และเหนืออื่นใดเมื่อมองจากระยะไกลก็ยังให้บรรยากาศคล้ายกับช่วงเวลาที่พระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า กลายเป็นทัศนียภาพที่สวยงามบนเกาะได้ หรือหากมองจากมุมสูง รูปร่างแผนที่ของเกาะโชโดะชิมะก็จะปรากฏตัวขึ้น การหมุนวนของกระแสธารจากตัวประติมากรรม ยังสื่อสารถึงความเคลื่อนไหว ความไม่แน่นอน ซึ่งก่อให้เกิดพื้นที่ที่ไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดในช่วงเวลาเดียวกัน คล้ายกับชื่อผลงาน ‘again…’

ผลงาน ‘again…’ (2019) ของ Kim Kyoung – Min

หลังจากดูงานศิลปะทั้งสามชิ้น เราก็ออกจากท่าเรือโทโนะโช ไปยัง ฮิโตยาม่า/นากายาม่า ซึ่งอยู่ในพื้นที่ตอนในของเกาะ ขณะนั่งรถบัสแล่นผ่าน ท่ามกลางธรรมชาติ ที่มีป่าไม้ และหุบเขาห้อมล้อม รถก็มาจอด ณ จุดพักแห่งหนึ่ง ใกล้กับพื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้าน ผลงานของ Wang Wen Chih ยืนเด่นอยู่ท่ามกลางพื้นที่นาขั้นบันได ในพื้นที่ราบสลับกับภูเขา ในชื่อ ‘Love in Shodoshima’ (2019) ผลงานชิ้นนี้ เป็นอาคารที่ทำจากไม้ไผ่ทั้งหลัง สร้างขึ้นจากความร่วมมือร่วมใจระหว่างชาวบ้านบนเกาะ และการออกแบบจากศิลปิน ด้วยการนำเอาพืชที่ขึ้นหนาแน่นอย่างไม้ไผ่มาตัด และดัดสาน ให้เกิดเป็นอาคารขนาดใหญ่ที่สวยงาม ทั้งชื่อผลงานยังมาจากความรักที่ศิลปินมีต่อผู้คน สถานที่ และธรรมชาติบนเกาะโชโดชิมะที่ศิลปินเคยทำงานร่วมกันในเทศกาลเซโตะอุจิ ตั้งแต่ปี 2010 ในผลงานชุดก่อนหน้า ได้แก่ ‘House of Shodoshima’ (2010) ‘The Light of Shodoshima’ (2013) และ ‘Dream of Olive’ (2016) ซึ่งสร้างเป็นรูปอาคารทรงโดมขนาดใหญ่ที่มีหน้าตาแตกต่างกันออกไปไม่ซ้ำกัน เพื่อทำหน้าที่เป็นอาคารอเนกประสงค์สำหรับการทำกิจกรรมของผู้คนในชุมชน  

ผลงาน ‘Love in Shodoshima’ (2019) โดย Wang Wen Chih
พื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้านกับนาขั้นบันไดที่ทอดตัวยาว

การจะเข้าไปชมผลงานชิ้นนี้อาจไม่ใช่เรื่องง่ายนักเพราะนอกจากเส้นทางก่อนที่จะมาถึงจะเดินทางลำบากแล้ว เรายังต้องค่อยๆ เดินลัดเลาะผ่านนาขั้นบันได พร้อมกับแดดที่ร้อนแรง เพื่อลงไปชมงานด้านล่าง ถึงบริเวณหน้าทางเข้า เราก็ได้พบกับซุ้มไม้ไผ่ที่ถักสานกันอย่างประณีตเพื่อให้ร่มเงาแก่หินก้อนหนึ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในผลงานของศิลปิน ขณะเดินต่อไปตามสะพานไม้ไผ่ เราก็มาถึงอาคารหลัก ซึ่งเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ใจกลางอาคาร พื้นที่นี้ปรากฏก้อนหินสองก้อนกลางห้อง การจัดวางของมันยังคล้ายกับก้อนหินบริเวณซุ้มด้านหน้าทางเข้า ที่ถูกจัดวางไว้อย่างโดดเดี่ยว ปริศนาการปรากฏตัวของก้อนหินยังคงดำเนินต่อไป ชวนให้ผู้มาเยือนครุ่นคิด

ซุ้มบริเวณทางเข้ากับหินก้อนแรก

นอกจากก้อนหินแล้ว สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง คือ ไม้ไผ่ที่ขัดสานกันอย่างเป็นระเบียบ จากพื้นและผนัง ทั้งยังมีการเจาะช่องหน้าต่างรูปหยดน้ำ และช่องลมรูปข้าวหลามตัด เพื่อหยอกเย้ากับแสงเงาที่ตกกระทบลงมา ความสวยงามที่เกิดขึ้นปรากฏตัว ขณะแสงแดดลอดผ่านมาภายในอาคารที่ตกกระทบลงพื้น เกิดเป็นเงาไร้รูปร่าง สร้างบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความอบอุ่น ในขณะที่กลิ่นของไม้ไผ่ก็ช่วยเปิดประสาทการรับรู้ และทำให้เราสามารถซึบซับกับสุนทรียะแห่งความงามเชิงผัสสะ ประสานไปพร้อมๆ กับสายตาเมื่อมองลอดออกไปยังทัศนียภาพที่รายล้อมอยู่ด้านนอก 

ทางเดินยาวก่อนถึงโถงหลัก

เราจะเห็นถึงความงดงามของภูมิทัศน์ดั้งเดิม ภาพของภูเขาที่โอบล้อม ไม้ยืนต้นที่เรียงแถวเป็นแนวยาว และเรือกสวนไร่นาของชาวบ้านในท้องถิ่นควบคู่ไปกับแสงเงาภายในอาคารได้อย่างน่าอัศจรรย์ ในห้องโถงยังมีทางเดินลาดลงไป เพื่อนำเราไปสู่พื้นที่ด้านล่าง ก่อนจะถึงทางออกด้านนอก มีหินสามก้อนจับกลุ่มกันอยู่ใกล้ๆ กับทางออก การจัดวางของมันเป็นไปอย่างเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติเช่นเดียวกับพื้นที่จัดวางอีกสองแห่งก่อนหน้า ปริศนาของก้อนหินทั้งสามจุดยังถูกเปรียบเปรยเข้ากับกับคำกล่าวของจีนโบราณที่ว่า “จากหนึ่งจะกลายเป็นสอง สองจะกลายเป็นสาม และสามจะหมายถึงไม่สิ้นสุดต่อไปเรื่อยๆ เป็นอนันต์” ซึ่งสื่อถึงความต้องการของศิลปิน ที่อยากให้มีการจัดงานเทศกาลศิลปะเซโตะอุจิต่อไปเรื่อยๆ ดังที่เคยเป็นมา

หน้าต่างบานเล็กขณะมองลอดจากอาคารออกไปยังทิวทัศน์ด้านนอก
หินสองก้อนอยู่กึ่งกลางของโถงหลัก

ผลงานของหวาง เหวน ชิง จึงเป็นผลงานอีกชิ้นที่ช่วยเปิดประสบการณ์การรับรู้แบบใหม่ของงานศิลปะ ที่คำนึงถึงความกลมกลืนระหว่างคนและธรรมชาติ โดยมีงานศิลปะเป็นสื่อกลาง เพื่อเปิดโอกาสให้คนในท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมกับการทำงานศิลปะ เช่น การสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนจากภายในกับศิลปินที่มาจากภายนอก การใช้วัสดุที่หาได้ตามธรรมชาติ รวมถึงการจัดวางชิ้นงานไว้ในสภาพแวดล้อมธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้ได้สร้างความพิเศษในรูปแบบเฉพาะที่ไม่สามารถเยี่ยมชมที่ไหนก็ได้ หรือเข้าชมเมื่อไหร่ก็ได้ แต่พื้นที่และเวลาคือส่วนสำคัญที่ช่วยขับเน้นให้องค์ประกอบต่างๆ ของชิ้นงานมีความโดดเด่น ชัดเจน และแน่นอนว่ามันทำให้ผู้ชมตั้งตารอคอย เมื่อเทศกาลศิลปะแห่งนี้วนกลับมาอีกครั้ง

หิสามก้อนบริเวณด้านท้ายของอาคาร

‘The Secret of Hanasuwajima’ หรือ ‘ความลับของเกาะฮานาซือวะ’ คือหนึ่งในผลงานจากเทศกาล Setouchi Triennale ชิ้นถัดมาที่เราได้เดินทางมาถึง ผลงานชิ้นนี้ จัดแสดงอยู่ในพื้นที่ Mito Peninsula สร้างขึ้นในปี 2013 โดย คานะ โค่ (Kana Kou) ศิลปินชาวญี่ปุ่น ซึ่งเธอได้รับแรงบันดาลใจจากความงดงามใต้ท้องทะเล ขณะที่เธอดำน้ำสำรวจเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่ง ชื่อเกาะฮานาซือวะ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากชายฝั่งของคาบสมุทรมิโตะแห่งนี้ ผลงานของคานะ โค่ จึงเป็นการจำลองภาพความประทับใจของเธอขณะดำน้ำอยู่ใต้ท้องทะเล ด้วยผลงานจิตรกรรมที่วาดขึ้นด้วยดินสอสี บนแผ่นกระดาษ 16 ชิ้น แล้วจึงนำมาติดตั้งภายในพื้นที่ปิดล้อมทรงกรวยที่เธอออกแบบ โดยมีแสงธรรมชาติจากภายนอกลอดผ่านเข้ามายังด้านบนของอาคาร 

‘The Secret of Hanasuwajima’ (2013) โดย Kana Kou

เมื่อผู้ชมลอดเข้ามายังพื้นที่กรวยด้านในและมองไปรอบๆ ก็จะเข้าถึงบรรยากาศใต้ท้องทะเลจากความทรงจำของศิลปินได้อย่างแจ่มชัด ไม่ว่าจะเป็นการจำลองแสงแดดจากที่มาจากท้องฟ้าด้านบน หรือภูมิทัศน์ของโขดหิน สาหร่าย ปะการัง และน้ำทะเลสีเขียวครามที่อยู่ลึกลงไปด้านล่าง ผลงานของคานะ โค่ จึงเป็นการถ่ายทอดความงดงามจากความทรงจำของศิลปินและประสบการณ์ตรง ด้วยผลงานศิลปะในรูปแบบใหม่ที่ปล่อยให้ผู้ชมสามารถได้เข้ามามีส่วนร่วม เพราะถึงแม้ว่าความสมจริงที่ปรากฏอาจจะไม่ได้สวยงามเท่ากับความกว้างใหญ่ใต้ท้องทะเลที่เกิดขึ้นจริง แต่ผลงานของคานะ โค่ ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่เชิญชวนให้ผู้คนหันมาให้ความสนใจต่อการอนุรักษ์ระบบนิเวศที่สวยงามใต้ท้องทะเล เพื่อช่วยกันดูแลพื้นที่แห่งนี้ให้ยังคงอุดมสมบูรณ์ต่อไป

การจำลองบรรยากาศใต้ท้องทะเล ของคานะ โค่

จากผลงานของคานะ โค่ เราได้เดินทางต่อไปยังบริเวณท่าเรือคุซากาเบะ ซึ่งเป็นบริเวณติดกับอ่าวด้านในของเกาะโชโดะชิมะ พื้นที่บริเวณนี้คือพื้นที่จัดแสดงผลงานของ Xiang Yang ศิลปินชาวจีน จำนวนหลายชิ้น โดยใช้ชื่อว่า ‘The Shore Where We Can Reach – Xiang Yang Art Sailing Proposal’ (2019) หรือ ‘ฝั่งฟากคะโน้นที่เราไปถึง’ (4) โดยผลงานที่จัดแสดงในปีนี้คือ ส่วนหนึ่งในการพัฒนาโครงการระยะยาวของศิลปิน ซึ่งต้องการสร้างผลงานศิลปะ เป็นเรือไม้ขนาดใหญ่ราว 50 เมตร ที่สามารถแล่นในท้องทะเลเซโตะอุจิได้จริงในอนาคต ผลงานที่จัดแสดงจึงมีทั้งส่วนประกอบของเรือ ซึ่งเป็นผลงานไม้ขนาดใหญ่ติดตั้งในพื้นที่กลางแจ้ง และผลงานขนาดเล็กจิ๋วที่ติดตั้งภายในอาคารโบราณหลังเล็กๆ 

‘The Shore Where We Can Reach – Xiang Yang Art Sailing Proposal’ (2019)

ในพื้นที่กลางแจ้ง ผลงานของเซียง หยาง สองชิ้นถูกติดตั้งไว้ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน หนึ่งในนั้นคือ แบบจำลองเรือไม้รูปร่างแปลกตา มีเค้าโครงคล้ายจั่วบ้าน และหลังคาปีกนกแผ่ลงมาปกคลุม ในขณะที่ตัวบ้านสร้างเป็นห้องไม้ขนาดเล็ก ด้วยวัสดุเฟอร์นิเจอร์ไม้โบราณของจีนที่ถูกทิ้งร้าง จากส่วนประกอบต่างๆ ของเครื่องเรือนในอดีต เช่นเดียวกับ ผลงานหอคอยทรงสูง ที่ถูกวางซ้อนต่อกันจากกล่องไม้สี่เหลี่ยมจัตุรัส ซึ่งเซียง หยาง ตั้งใจให้เป็นส่วนประกอบของหอคอยภายในเรือ ความน่าสนใจของเครื่องเรือนไม้เหล่านี้ คือความประณีตของการแกะสลักลวดลายที่สวยงามลงไปบนเนื้อไม้ ทั้งลายพรรณพฤกษา ลายใบไม้ ดอกไม้ รวมถึงลายธรรมชาติที่เกิดบนเนื้อไม้ นอกจากผลงานกลางแจ้งสองชิ้นนี้ ในช่วงฤดูร้อนศิลปินจะนำผลงานเรือต้นแบบ ขนาด 27 เมตร เข้ามาติดตั้งไว้ในพื้นที่กลางแจ้งต่อไป

‘หอคอย’ ส่วนประกอบหนึ่งของเรือจากโครงการฯ ของเซียง หยาง
ภาพแกะสลักไม้ฝีมือช่างจีน บนเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่ถูกนำมาดัดแปลงเป็นหอคอย

เมื่อเดินตัดผ่านเข้ามายังอาคารเล็กๆ หลังแรก อาคารหลังนี้มีการจัดแสดงแบบจำลองของเรือขนาดเล็กที่ศิลปินต้องการสร้าง พร้อมกับแบบร่าง และภาพถ่ายจากผลงาน ‘เรือ’ ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าที่ศิลปินเคยสร้าง แบบจำลองเรือนี้ทำให้ผู้ชมได้เข้าใจภาพรวมของเรือและส่วนต่างๆ ที่จะถูกประกอบขึ้นในอนาคต เช่นเดียวกับชั้นสองที่มีการจัดฉายวิดีโอที่เกี่ยวข้องกับโครงการศิลปะของศิลปิน อาคารหลังนี้จึงคล้ายกับเป็นห้องจัดแสดงงานขนาดย่อมๆ 

(ซ้าย) อาคารที่สร้างใหม่ (ขวา) อาคารอนุรักษณ์โบราณติดกับพื้นที่จัดแสดงผลงานกลางแจ้ง

ถัดจากอาคารหลังนี้ คือ อาคารอนุรักษ์ที่มีอายุเก่าแก่ เซียง หยาง สร้างผนังปูนจำลองขึ้นมาหลายชั้น เพื่อรองพื้นอาคารเก่า พร้อมกับสร้างผลงานจิตรกรรมขนาดเล็กจิ๋ว ด้วยเทคนิคการแกะสลัก โดยอ้างอิงตามภาพจิตรกรรมโบราณของผู้คนบนเกาะที่เขาศึกษา ภาพขนาดเล็กๆ เหล่านี้ คือภาพของประชาชนบนเกาะโชโดะชิมะที่กำลังงุ่นง่านกับการทำกิจกรรมต่างๆ ในอดีตกาล เช่น การตัดฟืน การก่อสร้าง รวมถึงอาชีพประมง และกิจกรรมอื่นๆ ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ซึ่งนอกจากเรื่องราวที่อ้างอิงจากจิตรกรรมโบราณแล้ว เซียง หยาง ยังนำเหตุการณ์ใกล้ตัวในปัจจุบัน มาแกะสลัก เพื่อสอดแทรกลงไปบนผนังจำลองนี้ร่วมกันด้วย ผนังดังกล่าวจึงเป็นเสมือนกับการรวบรวมเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นบนเกาะฉบับย่อ เพื่อเป็นบันทึกเล่าเรื่องระหว่างเหตุการณ์ในอดีตและปัจจุบันที่เกิดซ้อนทับกัน และเมื่อแกะสลักเสร็จแล้ว ศิลปินจะนำเอาเศษผงจากผิวผนังมาบรรจุไว้ในถุงพลาสติกใส คล้ายกับการบอกกล่าวผู้ชม ว่ามันคือหลักฐานของกาลเวลา ยุคสมัย และการเริ่มต้น จากช่วงเวลาหนึ่งไปยังอีกช่วงเวลาหนึ่ง ผลงานชิ้นนี้นอกจะทำให้เราประทับใจต่อความประณีตของศิลปินแล้ว มันยังนำไปสู่ความสนใจต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของผู้คนตัวเล็กๆ บนเกาะอันแสนห่างไกลแห่งนี้

ผลงานเล็กจิ๋วในอาคารอนุรักษ์โบราณของเซียง หยาง

จากพื้นที่ลานกว้างของท่าเรือคุซากาเบะ เราได้เดินทางไปยังหมู่บ้านถ่ายทำภาพยนตร์ชื่อดังในปี 1954 เรื่อง 24 ดวงตา ใกล้กับบริเวณท่าเรือซากาเตะ ภายในหมู่บ้านนอกจากจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งบนเกาะโชโดะชิมะแล้ว ยังมีผลงานอีกสองชิ้น ที่จัดแสดงอยู่ในพื้นที่ใกล้ๆ กัน คือผลงาน Bollard of Love (2016) โดย Hisakazu Shimizu ที่เพิ่งย้ายมาติดตั้งบริเวณท่าเรือแห่งนี้ ในปี 2019 อยู่บริเวณด้านหน้าทางเข้าหมู่บ้านถ่ายทำภาพยนตร์ และผลงาน Fisherman’s Dream (2019) โดย Saya Irie ซึ่งจัดแสดงภายในหมู่บ้านถ่ายทำภาพยนตร์

Bollard of Love (2016) โดย Hisakazu Shimizu
‘โคะบุจัง’ ปลาทะเลไอดอลของหมู่บ้านภาพยนตร์ฯ

สำหรับผลงาน Fisherman’s Dream อิริเอะ เลือกใช้ห้องสะสมภาพปลาของชาวประมงจากภาพยนตร์เรื่อง 24 ดวงตา มาเป็นพื้นที่ในการจัดแสดงผลงานของเธอ อิริเอะจะวาดภาพพันธุ์ปลา และสัตว์น้ำต่างๆ จากนั้นจึงลบออกด้วยอย่างลบ และนำขี้ยางลบที่ได้นั้นมาปั้นเป็นสัตว์น้ำต่างๆ ตามที่เธอวาด เพื่อทำให้ภาพวาดจากสองมิติกลายมาเป็นประติมากรรมที่จับต้องได้ ราวกับว่าเธอกำลังใช้เวทมนต์เสกให้สิ่งที่ไม่มีชีวิตกลายเป็นสิ่งมีชีวิตได้อย่างเหลือเชื่อ นอกจากนี้เธอยังวาดภาพของปลาทะเลที่เป็นไอดอลของหมู่บ้านภาพยนตร์ ที่ชื่อ ‘โคะบุจัง’ มาเนรมิตโฉมเป็นประติมากรรมของเทพธิดาสาวแสนสวยในตู้กระจก สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ชม ผลงานของอิริเอะ จึงเป็นการนำเอาเรื่องราวจากท้องถิ่นเข้ามาผสมผสานกับเทคนิคการสร้างสรรค์งานศิลปะแบบพิเศษของเธอ เพื่อสร้างจินตนาการใหม่ๆ ให้กับผู้มาเยือน

ห้องสะสมภาพปลาของชาวประมง
ประติมากรรมที่ทำจากขี้ยางลบ
ผลงาน ‘Fisherman’s Dream’ (2019)โคะบุจัง กลายมาเป็นเทพธิดาแสนสวย

ผลงานชิ้นต่อไปคือผลงานภาคต่อในชุด ‘Beyond the Border’  โดย Lin Shuen Long (ลี ชุน หลง) ศิลปินชาวไต้หวัน ซึ่งเคยสร้างผลงานศิลปะชุดนี้ ไว้ตั้งแต่ปี 2013 – 2016 ผลงานชิ้นแรกของ ลี ชุน หลง คือการสร้างประติมากรรมเมล็ดพันธุ์ไว้บนเกาะเทชิมะในปี 2013 ในชื่อ ‘Beyond the Borders – Ocean’  ซึ่งต่อมาผลงานชิ้นนี้ถูกแยกส่วนมาจัดแสดงที่ไต้หวัน และนำกลับมาติดตั้งใหม่ไว้ที่บริเวณท่าเรือทาคามัตสึ ในปี 2016 และในปีเดียวกันนี้ ลี ชุน หลง ยังสร้างประติมากรรมรูปปั้นเด็กทำจากทราย จัดแสดงไว้บนชายหาดของเกาะโชโดะชิมะ ในชื่อ ‘Beyond the Border – Tide’ (2016) ผลงานของลี ชุน หลง ใช้การอุปมาอุปมัย เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เข้ากับประติมากรรมรูปปั้นเด็ก โดยเปรียบเปรยว่าเด็กเหล่านี้คือตัวแทนจากประเทศต่างๆ 196 ประเทศ ที่สามารถล่องออกไปตามทะเลได้ แต่มีเพียงเด็กคนหนึ่งเท่านั้นที่ยังคงถูกทอดทิ้งอยู่บนเกาะคือเด็กจากไต้หวัน ประติมากรรมเด็กทั้ง 195 คน ที่จัดแสดงอยู่บนเกาะโชโดะชิมะ จึงเป็นตัวแทนที่ประเทศญี่ปุ่นให้การยอมรับ ในขณะที่ไต้หวัน (ที่ยังมีปัญหากับจีน) ส่งผลให้ประเทศอีกหลายประเทศรวมถึงญี่ปุ่น ยังไม่ยอมรับว่าไต้หวันคือประเทศ ผลกระทบดังกล่าวนำมาสู่การถูกกีดกันทางการค้าและเศรษฐกิจ ซึ่งยังคงเป็นปัญหาทางการเมืองของไต้หวันมาจนถึงปัจจุบัน 

ทางเข้าชมผลงาน ‘Beyond the Border’  (2019)
‘Beyond the Border’ (2019) โดย Lin Shuen Long
ประติมากรรมเด็กของลี ชุน หลง

ในขณะที่ผลงานในปี 2019 ชื่อ ‘Beyond the Border – Wave’ คือผลงานภาคต่อที่สร้างขึ้นในธีมเดียวกัน จากผลงานชุดก่อนหน้าในปี 2013 และ2016 โดยศิลปินใช้พื้นที่บริเวณชายหาดบนเกาะโชโดะชิมะ บริเวณเดียวกับผลงาน ‘Beyond the Border – Tide’ (2016) เข้ามาสร้างสรรค์เป็นผลงานจัดวางขนาดใหญ่ คล้ายกับรูปทรงของเมล็ดพันธุ์ ล้อไปกับเรื่องราวจากผลงาน ‘Beyond the Borders – Ocean’ ที่เคยสร้างไว้ก่อนหน้า เมื่อเมล็ดพันธุ์ได้เกยตื้นขึ้นมาจากชายฝั่ง จนแตกหน่อ จึงอาจกลายเป็นความหวัง และจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ครั้งใหม่ระหว่างประเทศที่กำลังก่อตัวขึ้น การสร้างสรรค์งานชิ้นนี้ ศิลปินใช้ไม้ไผ่จำนวนกว่า 5,000 ต้น มาสร้างเป็นอาคารขนาดใหญ่ มีช่องหน้าต่าง ระเบียง และบันได เราสามารถเดินลงไปเพื่อชมผลงานประติมากรรมรูปเด็กบริเวณชายหาดได้ พร้อมกับรับบรรยากาศสายลมเย็นๆ จากชายหาด ผลงานชุด ‘Beyond the Border’ จึงเป็นผลงานสร้างสรรค์ที่ศิลปินให้ความสนใจต่อประวัติศาสตร์การเมืองที่เกิดขึ้นภายในไต้หวัน ซึ่งผลงานชิ้นนี้ยังสร้างให้เกิดแรงกระตุ้นและทำลายเส้นแบ่งทางความคิดที่กำหนดขอบเขตของสิ่งสมมติโดยมนุษย์ ที่นอกเหนือไปจากกรอบของเชื้อชาติ ศาสนา หรือวัฒนธรรม แต่มันได้ถูกเปลี่ยนสถานะกลายเป็นขอบเขตของความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น

บรรยากาศภายในอาคารไม้ไผ่
ระเบียงภายนอกติดกับชายทะเลของเกาะโชโดะชิมะ

บนเกาะโชโดะชิมะ เราได้เดินทางมาถึงผลงานชิ้นสุดท้ายในบริเวณโอเบะ ใกล้เคียงกับผลงาน ‘Beyond the Border – Wave’ ของลี ชุน หลง เป็นผลงานที่สร้างขึ้นในปี 2016 ในชื่อ ‘Shodoshima Tree’ (2016) โดย Kohei Takekoshi ผลงานชิ้นนี้ศิลปินได้สร้างผลงานจัดวางขนาดใหญ่ของรากต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านสาขาออกไปเป็นทางยาว บ่งบอกการเจริญเติบโตของมันในอดีตก่อนที่จะถูกตัดโค่นโดยน้ำมือมนุษย์ และยืนต้นตาย ต่อมาศิลปินจึงร่วมกับชาวบ้านบนเกาะช่วยกันขุดซากต้นไม้ต้นนี้ มาจัดวางไว้ภายในพื้นที่โกดังร้าง กลายเป็นประติมากรรมที่สร้างขึ้นจากธรรมชาติ พร้อมกับควบคุมแสงสว่างที่เข้ามาภายในอาคาร เพื่อจำลองบรรยากาศให้คล้ายกับว่าผู้ชมกำลังเฝ้าดูการเจริญเติบโตของต้นไม้ใต้พื้นดิน 

บรรยากาศภายในหมู่บ้าน บนเกาะโชโดะชิมะ

หลังจากการดูงานศิลปะบนเกาะโชโดะชิมะจบลง ก็ทำให้เรารู้สึกว่า เทศกาลศิลปะเซโตะอุจิเป็นเทศกาลศิลปะที่มีความพิเศษและความโดดเด่นในหลายแง่มุม โดยเฉพาะไอเดียการนำงานศิลปะเข้ามาพัฒนาและฟื้นฟูเมืองชนบท ด้วยการประยุกต์ศาสตร์จากหลายแขนงมาพัฒนาควบคู่กันไป เพื่อเป็นมาตรการสำคัญในการฟื้นฟูและแก้ไขปัญหาของท้องถิ่นในพื้นที่เฉพาะ ทั้งปัญหาจำนวนประชากรในบริเวณหมู่เกาะลดลง ปัญหาสังคมผู้สูงอายุบนเกาะที่เพิ่มขึ้น การอพยพถิ่นฐานเข้าไปทำงานในเมืองใหญ่ๆ ของคนหนุ่มสาว การทิ้งขยะในบริเวณพื้นที่เกาะ และการจัดการพื้นที่รกร้าง ปัญหาเหล่านี้มีภาพรวมที่ดีขึ้นเมื่อมีการนำเอาศิลปะเข้ามาพัฒนาร่วมกัน พร้อมกับดึงศักยภาพของชุมชนที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกันมาพัฒนา เพื่อเติมเต็มความสัมพันธ์ระหว่างวิถีชีวิต ธรรมชาติที่สวยงาม และวัฒนธรรมท้องถิ่น ด้วยงานศิลปะชุมชน

(3) ผู้ให้ข้อมูล : คุณอรรถ บุนนาค

(4) แปลโดยคุณอรรถ บุนนาค

ติดตามรายละเอียดเทศกาลศิลปะเซโตะอุจิได้ใน : https://setouchi-artfest.jp/en/


About the Author

Nina NTK

นัก(อยาก)เขียนที่ชอบเป็นนักอ่านมากกว่า ชอบเรื่องราวลี้ลับ นวนิยายสืบสวน และรักการตระเวนดูงานศิลปะทุกแขนง



Back to Top ↑
  • Fine Art Magazine No.134

  • International Biennial Print 2020 R.O.C

    International Biennial Print 2020 R.O.C

    Call for Submissions 2019.12.3 – 2020.2.5
    www.ntmofa.gov.tw

  • “RIFTS” Group Exhibition Interview

  • Archives