Events

Published on March 6th, 2018 | by anaras

0

ไต่บันไดหัก

ในแง่หนึ่ง อาจจะด้วยความที่เป็นคน Gen-Y การมีบ้านเป็นของตัวเองจึงดูไม่ใช่เรื่องจำเป็นเท่าไรนัก ทัศนคติของการมีบ้านไม่ต่างอะไรกับการสร้างห่วงผูกพันทั้งชีวิต แค่ต้องคิดถึงการเจียดรายรับในแต่ละเดือนมาผ่อนเงินกู้ต่อเนื่องยาวนานชั่วกัลป์ แล้วคอยปลอบตัวเองอยู่เสมอว่านี่เป็นสมบัติของเราจริงๆ ไม่ใช่ของคนอื่นนะ ก็ดูไม่ค่อยเข้าท่าสักเท่าไร ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเลือกใช้ชีวิตอยู่ในอพาตเมนต์เช่ารายเดือนไปเรื่อยๆ และเมื่อใดที่ต้องการก็สามารถย้ายที่อยู่ไปได้อย่างอิสระ ไม่มีข้อผูกมัดยาวนาน วิถีชีวิตที่ผู้ใหญ่หลายต่อหลายคนอาจมองว่าไร้ความมั่นคง แต่ในฐานะของคนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในเมืองหลวงเพียงชั่วระยะเวลาไม่นานนัก การมีที่อยู่อาศัยถาวรจึงแทบจะไม่จำเป็นเลย

อย่างไรก็ตาม ก็ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า หนึ่ง ผมกำลังพูดในกรณีของตนเองที่มีที่พำนักถาวรในต่างจังหวัดอยู่แล้ว และสอง ประกอบกับความต้องการในปัจจุบันที่ไม่ได้อยากจะใช้เวลาที่เหลืออีกทั้งชีวิตในเมืองเทพสร้าง ซึ่งแน่นอนว่าก็ไม่ใช่ทุกคนที่คิดแบบนี้ ยังมีคนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นคนในเจ็นอะไรก็ตาม ที่ต้องการสร้างนิยามของความมั่นคงให้เกิดขึ้น อาจสำหรับตัวของเขาเอง ครอบครัว หรือคู่ชีวิต ด้วยอุปสงค์ที่มีมากมายจึงไม่แปลกอะไรที่มูลค่าอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ จะดีดตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในทุกๆ ปี ฟองสบู่อสังหาฯ ที่เราต่างได้ยินกันมาหลายปีดีดักดูไม่มีทีท่าว่าจะแตกเสียที ซึ่งบางทีอาจไม่มีวันนั้นเลยก็ได้ ตราบใดที่ความต้องการของคนในการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองยังมีเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ

ความคาดหวังและความสมหวังในการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง ถูกหยิบมาเป็นหัวข้อหลักในนิทรรศการเดี่ยวของ วันทนีย์ ศิริพัฒนานันทกูร ในห้องนิทรรศการโล่งๆ ศิลปินนำเรื่องราวของตนเองมาตีแผ่ผ่านผลงานศิลปะจำนวนน้อย แต่สื่อสาระจำนวนมาก ตั้งแต่สิ่งที่มีค่าความเป็นส่วนตัวมากที่สุด ไปจนกระทั่งความเป็นจริงอันโหดร้ายของชนชั้นในสังคมเมือง

อันดับแรก บ้านของวันทนีย์ถูกนำเสนอตัวตนออกมาในลักษณะของวัตถุเกี่ยวเนื่องที่ปราศจากภาพบ้านโดยตรง กลางห้องจัดแสดงจัดวางแท่นหินอ่อนครอบกระจกใส ภายในมีเพียงสำเนาเช็คที่ศิลปินใช้จ่ายไปในการให้ได้มาซึ่งที่ดินย่านชานเมืองแห่งหนึ่ง ลักษณะการจัดวางราวกับงานประติมากรรมชิ้นเอกนี้ ทำให้นัยของกระดาษเป็นมากกว่ากระดาษ แต่เป็นเสมือนวัตถุศักดิ์สิทธิ์ เงินจำนวนมากที่ระบุไว้นี้ทำให้ปัจเจกบุคคลหนึ่งมีที่ดินเป็นของตนเอง แม้ว่าจะต้องแลกมาด้วยอนาคตที่ผูกเอาไว้กับการ “ผ่อน” กับธนาคารอาคารสงเคราะห์อีกยาวนาน สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นของตัวเองจึงกลับไม่ได้เป็นของตัวเองอย่างสมบูรณ์ตราบใดที่คุณยังผ่อนไม่หมด และหากเมื่อใดที่คุณไม่มีความสามารถในการผ่อนอีกต่อไป บ้านนั้นก็พร้อมจะหลุดหายไปจากมือคุณในทุกเมื่อ ความเป็นเจ้าของที่บางทีก็ไม่แน่นอนและไม่อาจมองเห็นได้อย่างแน่ชัดดังกล่าวดูไม่ต่างอะไรกับครอบแก้วใสที่ขวางกั้นการเข้าถึง

ผละจากตู้โชว์สำเนาเช็คที่ตั้งอยู่กลางห้อง หากเราลองมองไปบนพื้นรอบๆ ทั้งสี่ด้านห่างออกไปจะพบกับหมุดทองคำ 18k อันเล็กๆ 4 อัน ฝังเอาไว้ทั้งสี่มุม ศิลปินได้จำลองสัดส่วนเนื้อที่ของที่ดินของเธอลงมาอยู่ในพื้นที่ของห้องจัดแสดง หมุดทองแทนหลักเขตที่ดิน มูลค่าของเช็คและทองคำร่วมกันสะท้อนถึงมูลค่าในใจของศิลปินที่ต้องเสียไปเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินขนาดประมาณ 50 ตารางเมตรเท่านั้น

การเลือกใช้วัสดุอย่างทองคำชวนให้นึกไปถึงคำพังเพย “มีค่าดั่งทอง” การเปรียบเปรยที่มักถูกใช้กับอะไรก็ตามที่มีค่าสูงมากๆ และยากจะเสื่อมถอย หรืออาจหมายถึงสิ่งที่หาได้ยากยิ่งเพราะมีปริมาณเพียงน้อยนิดในระบบ ในนิทรรศการนี้ สิ่งที่มีค่าดั่งทองก็คงเป็นที่ดิน ที่ดินอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีแต่จะแพงขึ้นๆ ยิ่งลึกเข้าไปกลางในเมืองมากเท่าไร ค่าของที่ดินดูจะเกินเลยมูลค่าของทองไปมากมายนัก ด้วยความที่ที่ดินคือสิ่งที่มีอยู่จำกัด แต่กิจกรรมการตั้งถิ่นฐานและใช้ประโยชน์ของมนุษย์นั้นมีแต่จะมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีวันหยุด แม้ว่าที่ดินของวันทนีย์ไม่ได้อยู่ในเขตเมืองใหญ่ แต่ออกจะค่อนไปยังชานเมืองสักหน่อย ค่าของมันก็ยังเรียกได้ว่าสูงมาก

หากภาพของที่ดินยังไม่ชัดมากพอ ก็ต้องย้อนกลับมาดูสิ่งแรกในห้องจัดแสดงที่เราเพิ่งเดินผ่านเมื่อครู่ แผ่นกระจกใสขนาดใหญ่ยักษ์ 240 x 360 เซนติเมตร วางเอนพิงผนังด้านข้างห้องเอาไว้ ตรงส่วนบนมีการกัดกระจกเอาไว้เป็นรูปสี่เหลี่ยม เหลื่อมซ้อนกับอีกรูปหนึ่งบนผนังด้านหลัง สิ่งนี้คือภาพขยายแผนผังที่ดินที่ปรากฏอยู่ในโฉนดของที่ดิน

การเปิดเผยเรื่องราวส่วนตัวของศิลปินทั้งหมดถูกจัดวางเอาไว้ที่ชั้นล่าง หากเดินต่อขึ้นไปยังชั้นบน พื้นที่เล็กๆ ที่เหลือของแกลเลอรีคือการเสนอภาพอีกด้านหนึ่ง ภาพของกลุ่มคนที่อยู่ตรงกันข้ามกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ ศิลปินหมายถึงกลุ่มคนที่ถือครองทรัพยากรทางเศรษฐกิจมากเป็นพิเศษ ชนชั้นบนสุดของระบบทุนนิยมนี้ไม่มีปัญหาใดๆ ในการได้มาซึ่งที่ดินหรือบ้านราคาหลายสิบล้าน

ดังเช่นวิดีโอที่เปิดวนอยู่ที่นี่ ศิลปินบันทึกภาพสถานที่ต่างๆ ในย่านชานเมืองของกรุงเทพฯ ผ่านมุมมองจากกระจกรถยนต์ ระหว่างที่ทิวทัศน์เปลี่ยนแปลงเคลื่อนไป เสียงของพนักงานขายสาวก็กำลังนำเสนอสิ่งดีๆ อย่างโครงการบ้านจัดสรรที่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากสถาปัตยกรรมสไตล์เมดิเตอร์เนียนระดับโลก ความหรูหรา พรั่งพร้อมขององค์ประกอบต่างๆ ในบ้านที่สร้างเสร็จพร้อมอยู่ชวนให้ผู้ฟัง หรือตัวผมที่ในขณะนี้ตกอยู่ในฐานะลูกค้าของเธอ เคลิบเคลิ้มไปกับความสมบูรณ์แบบเหนือระดับ ราวกับตกอยู่ในภวังค์ของวาทศิลป์อันอ่อนหวาน

จนกระทั่งเซลส์สาวบอกราคาที่จะต้องจ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกสิทธิ์ดังกล่าว 35 – 100 ล้านบาท คือสิ่งที่ทำให้ภวังค์หวานพังทลายลงฉับพลัน และโดยเฉพาะบ้านหลังที่กำลังโฆษณาอยู่นี้ก็มีค่าตัว 41 ล้านเข้าไปแล้ว แต่ไม่เป็นไรค่ะ ช่วงนี้เรามีโปรโมชั่นส่วนลดให้เหลือเพียง 33 ล้านบาทเท่านั้น!

และนั่นคือสิ่งที่ดึงกระชากผมกลับมาสู่โลกแห่งความจริง จินตนาการถึงบ้านที่สวยงามเพียบพร้อมช่างดูห่างไกลจากความสามารถในการเป็นเจ้าของเสียเหลือเกิน จนเริ่มตระหนักได้ว่า อันที่จริงผมคงไม่ใช่ลูกค้าที่เหมาะสมของเธอ กลุ่มเป้าหมายของเธอย่อมหนีไม่พ้นผู้มีอันจะกินทั้งหลายที่มีจำนวนไม่กี่หยิบมือ แต่ครอบครองทรัพยากรเกือบทั้งหมดในประเทศ ประเทศที่ความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นสูงเสียดฟ้า การจะมีบ้านสักหลังหนึ่งของพวกเขาคงไม่ใช่เรื่องที่ต้องคิดทบทวนมากมายแต่ประการใด พอหันมองย้อนกลับไปถึงผลงานของศิลปินที่ชั้นล่าง ก็ดูจะเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง

น้ำเสียงสบายๆ ของเซลส์สาวระหว่างประกาศราคา กับความจริงจังในการเน้นย้ำที่ดินขนาดแค่ห้าสิบตารางเมตรด้วยวัตถุมากมายอย่างเช็คเอย หมุดทองคำเอย แผ่นกระจกเอย ดูเป็นเรื่องชวนขบขันและหดหู่ในคราวเดียวกัน ขบขันในแง่ที่ว่าคนหนึ่งดูจะจริงจังเสียเหลือเกินกับการนำเสนอที่ดินอันน้อยนิด แต่อีกคนหนึ่งไม่ได้เห็นว่าเรื่องที่พูดเป็นเรื่องยากแต่อย่างใด (เสริมด้วยการทิ้งท้ายทันใดว่า ตกลงคุณลูกค้าพร้อมจะทำสัญญาเลยมั้ยคะ?) และหดหู่เมื่อเราย้อนกลับไปพิจารณาถึงบริบททางสังคมที่สะท้อนผ่านความพยายามสร้างสรรค์ของศิลปิน อันเป็นเสมือนภาพแทนวิถีของชนชั้นกลางในประเทศอีกหลายล้านคน ที่ยังคงจะต้องทำงานเพื่อเงินมาผ่อนที่อยู่อาศัย โดยมิพักจะต้องพูดถึงชนชั้นล่างที่ตกลงไปสู่ก้นบึ้งที่ลึกที่สุดของความเท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจมานานมากแล้ว

เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าโลกของชนชั้นบน กลาง และล่าง นี้มีระยะห่างของมันอยู่ บ้านและที่ดินคือสัญลักษณ์ที่วันทนีย์นำมาใช้แทนหมุดหมายกำหนดระยะที่มองไม่เห็นเหล่านั้น และเมื่อศิลปินคือชนชั้นกลางคนหนึ่งเช่นกัน ความ “อิน” กับเรื่องเหล่านี้ยิ่งแจ่มชัดมากขึ้น เริ่มจากโอบรัดมายาคติของการมีที่อยู่อาศัย สู่การเปรียบเปรยระบบชนชั้นทางสังคมนี้ ‘The Broken Ladder’ กำลังสื่อให้เห็นโดยนัยว่าการจะขยับระยะห่างระหว่างแต่ละชั้นนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ คุณต้องผ่านการปีน “บันได” ล่องหนที่บางขั้นอาจจะ “หัก” ตามสภาพสังคมที่ไม่สมบูรณ์ และไม่พร้อมจะเอื้อให้การยกระดับชีวิตเป็นไปได้อย่างง่ายดายแต่อย่างใด.

*The Broken Ladder ยังคงจัดแสดงอยู่ที่ Gallery VER ถึงสิ้นเดือนมีนาคมนี้


About the Author

anaras



Back to Top ↑