Events

Published on May 21st, 2019 | by Nina NTK

0

“00:00 – 23:59” ถึงผู้ที่ยังคงอยู่

ภาพจากปก: “Domigues” วัสดุ หินอ่อน และ สมุดบันทึกของคนที่ได้จากไปแล้วของครอบครัว Domigues Private collection of Patricia Domigues ภาพถ่ายโดย Manuel Ocaña

เครื่องประดับ เวลา และชีวิต คือสามสิ่งที่อยู่ร่วมกับมนุษย์มาทุกยุคทุกสมัย หากเทียบกับร่างกายของเรา เครื่องประดับคือสิ่งที่มนุษย์นิยมสวมใส่ตั้งแต่ยุคโบราณมาจนถึงปัจจุบัน ‘เครื่องประดับ’ อาจมีความหมายตรงตัวถึง ‘การประดับ’ การตกแต่ง เพื่อทำให้เกิดความสวยงามบนเรือนร่าง หรืออาจหมายถึงสถานะทางสังคม การระลึกถึง เจตจำนง หรือความปรารถนาที่ซุกซ่อนต่อโลกภายนอก ในขณะที่เวลาและชีวิตคือสิ่งที่สัมพันธ์กันและเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ที่แผ่ขยายและแทรกซึมอยู่บนร่างกายของเราในสภาวะของความก้ำกึ่งระหว่างการมีอยู่และการไม่มี ด้านหนึ่งของเวลาคือความหวังที่ทำให้การใช้ชีวิตของมนุษย์ดำเนินไปอย่างมีคุณค่าและมีความหมาย ในขณะที่อีกด้านของเวลาคือฆาตกรเลือดเย็นที่ช่วงชิงการมีชีวิตไปอย่างช้าๆ ชวนให้นึกถึงคำพูดที่เคยได้ยินบ่อยครั้ง ว่า “Time kills indiscriminately” หรือ “เวลานั้นฆ่าอย่างไม่เลือกหน้า” การใช้เวลาจึงสัมพันธ์ไปกับการมีชีวิต ซึ่งทุกคนต่างมีเงื่อนไขการใช้เวลา และชีวิตที่แตกต่างกันออกไป 

“Dominoes”

ในวัฒนธรรมยุคหิน มนุษย์มีวิวัฒนาการการใส่เครื่องประดับเพื่อตอบสนองความเชื่อและทำหน้าที่ในพิธีกรรม เช่น การใส่เครื่องประดับ ของใช้ หม้อ ไห ของผู้ตายลงไปในหลุมศพของวัฒนธรรมบ้านเชียง และความเชื่อเรื่องโลกหลังความตายของกษัตริย์ ฟาโรห์ ในประเทศอียิปต์แสดงถึงความเชื่อเรื่องการฟื้นคืนชีวิตและการมีชีวิตในโลกหน้าหรือในยุโรปสมัยกลางเรามักเห็นการใส่แหวน(signet ring) ประจำตระกูลของขุนนางเพื่อเป็นตัวแทนกาประทับลงสัญญาลงนาม การเจรจาตกลงต่อรอง อำนาจในการแสดงชนชั้นและการค้าขายหรือแม้แต่ในปัจจุบันที่มีการนำชิ้นส่วนของร่างกายภาพถ่ายหรือสิ่งของผู้ตายมาทำเป็นเครื่องประดับในMourning jewelry  ซึ่งเป็นที่เลื่องลือในศตวรรษที่18 หลังจากที่พระราชินี Victoriaได้สูญเสียสามีของเธอ กษัตริย์Albertเป็นที่รัก และประกาศออกกฏหมายทั่วทั้งประเทศอังกฤษให้แสดงความอาลัย ความรัก และการแสดงถึงความเสียใจอย่างสูงสุด ด้วยการใส่เครื่องประดับสีดำและสวมชุดสีดำเป็นเวลาถึง สองทศวรรษ สิ่งเหล่านี้ทำให้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเครื่องประดับในทุกยุคทุกสมัยต่างสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองต่อหน้าที่หรือการใช้งานบางอย่างเช่นเดียวกับนิทรรศการชุดนี้ที่สร้างขึ้นไม่ใช่เครื่องประดับที่แสดงถึงความโศกเศร้าอาลัย เพื่อเครื่องลางหรือความเชื่อในโลกหลังความตายแต่เป็น ‘เครื่องประดับ’ ถึงผู้ที่มีชีวิตอยู่

ภาพบรรยากาศจากด้านนอก

ในห้องเล็กๆ ที่จัดแสดงงานของแกลเลอรี่ ATTA มีพื้นที่เล็กๆ ห้องหนึ่งจัดแสดงผลงานนิทรรศการ 00:00 – 23:59 นิทรรศการนี้เป็นผลงานของพรฤดี (เชอร์รี่) บุญยะพันธ์ ศิลปินผู้นำเครื่องประดับเข้ามาเป็นสื่อหลักของการสร้างสรรค์ชิ้นงาน ผลงานชุดนี้ของเธอที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ต้องพบเจอกับความตาย ความเศร้าโศก และการสูญเสียของคนใกล้ตัวอันเป็นที่รักผ่านสัจธรรมของ ‘เวลา’ ด้วยแนวคิดที่ว่าเครื่องประดับคือสิ่งที่ใกล้ชิดกับตัวผู้สวมใส่ เครื่องประดับจึงมีความพิเศษในแง่ของการสื่อสารเกี่ยวกับความใกล้ชิดแบบหนึ่งต่อหนึ่ง (intimacy) และความเป็นปัจเจกระหว่างตัวผู้สวมใส่กับสิ่งของที่ถูกนำมาใช้ เช่น การนำรูปภาพ สิ่งของ หรือชิ้นส่วนของผู้ตายมาทำเป็นเครื่องประดับ ในชื่อ Mourning jewelry ในขณะที่ ‘การสวมใส่’ ยังหมายถึง ‘การผูกติดกับร่างกาย’ ความใกล้ชิด ความผูกพัน และประสบการณ์ระหว่างผู้สวมใส่กับสิ่งที่นำมาประดับโดยตรง ทั้งยังเป็นสิ่งที่ย้ำเตือน และคอยปลอบประโลม ผลงานหลายชิ้นของเธอใช้จิวเวลรี่หลากหลายรูปแบบ อาทิ จี้สร้อยคอ แหวน และเข็มกลัด เข้ามาผสมผสานกับผลงานวิดีโอจัดวาง โดยก่อนหน้าศิลปินยังเคยจัดแสดงผลงานในหัวข้อเดียวกันนี้มาแล้วที่ไทเป ประเทศไต้หวัน ซึ่งสานต่อมาจากโครงการวิทยานิพนธ์ของเธอ ในปี 2015 ขณะศึกษาต่อในระดับปริญญาโทประเทศเยอรมัน โดยครั้งนี้เธอได้เพิ่มผลงานชิ้นใหม่คือแหวนทั้งเจ็ดชิ้นเข้ามาร่วมจัดแสดงด้วย

“Ante primam lucem” 
“Existentia in Mass”  Porcelain, iron, alpaca (2014-2019)

ถึงแม้การใช้เครื่องประดับมาเป็นสื่อหลักในการสร้างสรรค์ เพื่อให้ตอบโจทย์กับสารที่เธอต้องการจะสื่อ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การใช้เครื่องประดับย่อมมีข้อจำกัดที่ทำให้ไม่สามารถตอบโจทย์ในสิ่งที่เธอต้องการจะสื่อสารได้ทั้งหมด ดังนั้นการเลือกใช้สื่ออื่นๆ เช่น วิดีโอ ภาพถ่าย รวมถึงผลงานจัดวางจึงเป็นการขยายช่องทางในการสื่อสารได้มากขึ้น เมื่อเราเดินเข้ามาภายในห้องจัดแสดง สิ่งแรกที่สะดุดตาในบรรยากาศแสงละมุนคือกองเกลือสินเธาว์สีขาวจัตุรัสที่อยู่กลางห้อง บนกองเกลือนั้นมีเครื่องประดับโลหะหลากสีจัดวางอยู่แต่ละชั้น ในชื่อ ‘Multitudo – Existentia’ ซึ่งถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ ตามรูปทรงของกองเกลื จากการสัมภาษณ์ เธอบอกกับเราว่ารูปทรงของชิ้นงานได้รับแรงบันดาลใจมาจากกรอบรูป เช่น กรอบภาพวงรีรูปไข่ ซึ่งส่วนมากมักใช้วางเป็นกรอบรูปภาพของบุคคลเมื่อบุคคลหนึ่งได้จากไปแล้ว เราอาจนำภาพนั้นออกมาจากกรอบ เหลือแต่ความว่างเปล่า หรือความไม่มีอยู่ของผู้ที่จากไป ประการที่สองคือแรงบันดาลใจจากกรอบพระเครื่องของขลัง สิ่งที่น่าสนใจของผลงานเหล่านี้คือความความเป็นเอกภาพของตัวชิ้นงานที่มีการจัดวาง อย่างเป็นระเบียบ และรูปแบบของร่องตรงกลางช้ินงาน

Multitudo – Existentia Object and jewelry, porcelain, iron, alpaca 2014-2019
ภาพถ่ายโดยปรีชา ภัทรอัมพรชัย
Multitudo – Existentia Object and jewelry, porcelain, iron, alpaca 2014-2019
ภาพถ่ายโดยปรีชา ภัทรอัมพรชัย

ในขณะเดียวกันก็ปะปนมาด้วยความไม่เป็นเอกภาพของการแตกหัก การบุบสลายระหว่างขั้นตอนการผลิต ความซ้ำซ้อนนี้แสดงถึงสิ่งที่เป็นชีวิตประจำวัน โดยมี ‘เวลา’ เป็นจุดร่วมซึ่งเราทุกคนต่างได้รับเหมือนกัน ในขณะที่ความเป็นความไม่สมบูรณ์ของชิ้นงานที่เกิดขึ้น กลับย้อนแย้งและยอกย้อน ผละจากความเป็นระเบียบของชิ้นงานที่สมบูรณ์ เพื่อสะท้อนไปถึงความไม่เที่ยง ความเป็นธรรมดา ความไม่สมบูรณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ขณะที่เราดำเนินชีวิต เช่นเดียวกับผลงาน ‘Hebdomas’ ที่อยู่ด้านบนของกองเกลือ แหวนสีดำสนิททั้งเจ็ดวงซึ่งได้มีการหยิบยืมรูปทรงของ signet ring โดยมีการเจาะรูหรือช่องโหว่ คล้ายกับผลงานที่ทำจากวัสดุ Porcelain และชิ้นอื่นๆ ชวนให้นึกถึงความเวิ้งว้างของหลุมดำหรือแม้แต่พื้นที่ไร้กาลเวลาของจักรวาลอันห่างไกล เป็นพื้นที่ที่ไม่ใช่ของโลก ศิลปินได้อธิบายอีกว่า รูหรือช่องโหว่ที่คล้ายอุโมงค์เล็กๆเชื่อมต่อไปยังอีกโลกหนึ่งนี้เป็นสัญญะที่แสดงถึงความเชื่อซึ่งได้รับการพูดถึงในหลายศาสนา เช่น ศาสนาคริสต์ในความเชื่อเกี่ยวกับวิญญาณ เมื่อออกจากร่างแล้วต้องเดินทางผ่านอุโมงค์ (white light) หรือ ประสบการณ์เฉียดตาย ส่วนศาสนาพุทธ เมื่อวิญญาณคนตายกำลังออกจากร่าง วิญญาณก็จะออกจากช่องโหว่จากทวารทั้งเจ็ด สิ่งที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นยังชวนทำให้นึกไปถึงการกำเนิดของเด็กทารกน้อย ที่คลอดออกมาจากช่องคลอดของมารดาเช่นกัน ทั้งนี้ความหมายของการสวมใส่แหวนจึงมากกว่าการที่จะบ่งบอกหรือแสดงสถานะทางสังคมหรือการแสดงนัยยะทางอำนาจของการมีอยู่ของตัวตน ชนชั้น แต่แหวนสีดำเหล่านั้นเป็นเสมือนเครื่องระลึกให้เราเห็นว่าทุกอย่างไม่แน่นอนแม้กระทั้งการมีอยู่ของตัวเราเอง

“Hora”  Iron, oxidized silver (2012-2019) ภาพถ่ายโดย ศิลปิน
“Hora”  Iron, oxidized silver (2012-2019) ภาพถ่ายโดย ปรีชา ภัทรอัมพรชัย

นอกจากแหวนสีดำสนิทยังมีแหวนสีขาวทำจากหินอ่อนที่จัดวางอยู่บนกองเกลือ ซึ่งมีฉากหลังเป็นสมุดบันทึกและปากกาของผู้ตายในผลงาน‘Domigues’ ในผลงานชิ้นนี้ศิลปินตั้งใจทำขึ้นให้กับเพื่อนสนิทของเธอขณะที่สูญเสียพ่อของเธอซึ่งบุคคลสำคัญในครอบครัวทั้งเพื่อการระลึกถึงเพื่อความหวังและการดำรงชีวิตต่อไปของคนที่ยังมีชีวิตอยู่ผลงานต่อมาคือ‘Hora’สร้อยคอที่มีจี้รูปทรงคล้ายหยอดน้ำสีเงินมันเงาทำจากเนื้อโลหะเหล็กที่จะสะท้อนใบหน้าของผู้ที่ก้มมองดูมันเสมือนเป็นการย้ำเตือนถึงปัจจุบันขณะการมีสติและการพิจารณาตัวเองในปัจจุบันกาลพร้อมกับการกระตุ้นเตือนให้ก้าวย่ำต่อไปในอนาคตเครื่องประดับชิ้นนี้ยังมีกระบวนการของการขึ้นสนิมและมีตอกตัวเลขเวลาระบุแสดงถึงเวลาจากอดีตมาถึงปัจจุบันภายในหนึ่งวัน ซึ่งเริ่มจากเวลา 00:00-23:59 ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องผ่านพ้นไปในแต่ละวัน ซึ่งทางลองศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมเราจะพบว่า โดยเฉลี่ยสถิติของประชากรโลกจากการเกิดอยู่ที่  4 คนต่อหนึ่งวินาที  250 คนต่อหนึ่งนาที 15,000ต่อหนึ่งชัวโมง 360,000 คนต่อหนึ่งวัน ส่วนสถิติการตายอยู่ที่ 2คนต่อหนึ่งวินาที 105คนต่อหนึ่งนาที 6,316คนต่อหนึ่งชั่วโมง 151,600 คน

“Hebdomas”  Oxidized silver (2018-2019)
“Hebdomas”ring series Oxidized silver (2018-2019) ภาพถ่ายโดย Amia Fa

นอกจากผลงานเครื่องประดับแล้ว ยังมีผลงานจัดวางอีกสองชิ้นในชื่อ ‘Ante primam lucem’ (Before dawn) ผลงานที่ทำจากเหล็ก เกลือ และอะคริลิก ที่ใช้แนวคิดของ ‘เวลาหนึ่งวัน’ จาก 00:00 – 23:59 มาเล่าถึงการเกิด การใช้ชีวิต และความตาย ผ่านการทำงานด้วยสัญลักษณ์ที่เป็นสากลที่เป็นเพียงตัวเลข ผลงานชิ้นนี้แขวนอยู่ด้วยเส้นเอ็นบนเพดาน ถ่ายแรงลงมาด้วยแท่งอะคริลิกใส โดยมีเหล็กที่เป็นชื่อของนิทรรศการห้อยลอยอยู่กลางอากาศ ในขณะที่ด้านล่างคือแผ่นหินอ่อนรองรับกองเกลือขนาดย่อมน้ำหนัก 3.4 kg. เท่ากับน้ำหนักตอนเกิดของศิลปิน ฉายซ้อนทับด้วยวิดีโอภาพเปลวไฟของเทียนไข ผลงานชิ้นนี้เคลื่อนที่เป็นวงกลมด้วยแรงลมธรรมชาติที่อยู่ภายในห้อง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการหมุนวนของเวลา การซ้ำไปมาจากจุดเริ่มต้น 0 1 2 3 ไปสู่จุดสิ้นสุดและกลับมาเป็น 0 อีกครั้ง เปรียบเสมือนกับวัฏจักรของชีวิตที่มีการเกิดและความตายอยู่ควบคู่กันเริ่มนับตั้งแต่วันแรกที่เราเกิด ในขณะที่ชื่อ‘Ante primam lucem’ (Before dawn) และเกลือที่อยู่บนพื้นยังชวนให้นึกไปถึงรุ่งอรุณของการกำเนิดของสรรพสิ่ง รวมถึงการเริ่มต้นใหม่

“Ante primam lucem” Iron, acrylic, sea salt 3.
4 kg น้ำหนักตอนที่ศิลปินเกิด (2014-2019) ภาพถ่ายโดยศิลปิน

ผลงานอีกชิ้นในชื่อ ‘Principinum et Finem’ (the beginning and the end) คือภาพถ่ายเตียงนอนของศิลปินจากอพาร์เม้นท์เก่าที่เยอรมัน ถูกฉายด้วยโปรเจคเตอร์ลงบนแผ่นหินแกรนิตสีดำ ด้วยผิวสัมผัสของหินจึงทำให้เกิดภาพที่พร่าเลือนไม่ชัดเจนคล้ายกับมโนจิตหรือความทรงจำ ซึ่งชี้ไปถึงพื้นที่แห่งการพำนักพักผ่อนในระยะยาว ซึ่งชวนให้นึกถึงโรงพยาบาล สถานที่ที่มีการเกิดและความตายอยู่ควบคู่ไปด้วยกัน ภาพถ่ายเตียงจึงมีความหมายร่วมกับผลงานจัดวางชิ้นแรกที่แสดงถึงการวนลูปของชีวิต แต่หนักแน่นกว่าด้วยแผ่นหินแกรนิตเย็นชืดที่เล่าเรื่องถึง ‘ความตาย’ 

“Principinum et Finem”

00:00 – 23:59 จึงเป็นนิทรรศการที่ทำให้คนที่ยังมีชีวิตอยู่กลับไประลึกถึงอะไรบางอย่าง อาจเป็นความหวัง อนาคต ซึ่งเป็นสิ่งที่ชวนให้ผู้ชมพึงสังวรต่อเวลาที่เดินไปอย่างเชื่องช้า และการใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันอย่างมีคุณค่า สิ่งเหล่านี้ศิลปินใช้ประสบการณ์ส่วนตัวของเธอถ่ายทอดออกมา โดยลดเส้นแบ่งกั้นระหว่างความเชื่อ ศาสนา เชื้อชาติ ให้อยู่ในรูปแบบสากลของ ‘เวลา’ จนกลายมาเป็นการสร้างประสบการณ์ร่วมกันระหว่างผู้ชมและตัวศิลปินเอง จากเรื่องนามธรรมและสัจธรรมที่ปรากฏนี้ อาจทำให้ผู้คนสามารถเข้าใจถึงความหมายของชีวิต คุณค่า เพื่อนำไปสู่ทางเดินที่เราอาจหลงลืมมัน และท้ายสุดคือการทำสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นในสังคมได้

“Principinum et Finem”

นิทรรศการ ’00:00 – 23:59′

by Pornruedee Cherry Boonyapan 

วันที่ 9 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2562 ที่ ATTA Gallery


About the Author

Nina NTK

นัก(อยาก)เขียนที่ชอบเป็นนักอ่านมากกว่า ชอบเรื่องราวลี้ลับ นวนิยายสืบสวน และรักการตระเวนดูงานศิลปะทุกแขนง



Back to Top ↑