News

Published on July 31st, 2018 | by anaras

0

10 ปี พื้นที่การเรียนรู้ผ่านศิลปะ

10 ปีที่แล้ว สมัยผู้เขียนเรียนอยู่ชั้น ม. 5 ที่โรงเรียน ม. ปลาย แห่งหนึ่ง ย่านสยามสแควร์ จำได้ว่าเมื่ออาคารสีขาวสะอาดขนาดใหญ่ทรงโมเดิร์นกลางแยกปทุมวันแห่งนี้เปิดให้เข้าใช้งานเป็นครั้งแรก สิ่งที่ประทับใจผู้เขียนมาก ณ ขณะนั้น นอกเหนือจากหน้าตาประหลาดแล้วก็คงจะเป็นห้องสมุดชั้นใต้ดินที่แอร์เย็นฉ่ำและเงียบสงบเหมาะแก่การมานั่งทำการบ้านอ่านหนังสือยิ่งนัก (ช่วงแรกยังไม่ค่อยมีคนเข้าไปใช้บริการเพราะไม่มีใครรู้ว่ามันมี) แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ ประสบการณ์ชมนิทรรศการศิลปะแบบจริงจังครั้งแรกของผู้เขียนได้เกิดขึ้นที่หอศิลป์กรุงเทพฯ แห่งนี้นี่เอง

ภายใต้กำแพงสีขาวสูงตระหง่านที่เราเห็นกันมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวเบื้องหลังมากมาย ในวาระครบรอบสิบปี หอศิลป์กรุงเทพฯ นี้ ผู้เขียนจึงจะขอพาทุกท่านไปย้อนอดีตกาลความเป็นมา กว่าจะกลายมาเป็นหอศิลป์ร่วมสมัยที่นิยามตนเองว่าเป็น “พื้นที่การเรียนรู้ผ่านศิลปะ” ตลอดจนสำรวจมุมมองเกี่ยวกับความเป็นไปได้อื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

กำเนิดหอศิลป์กรุงเทพฯ

ความพยายามในการเรียกร้องให้ทางภาครัฐจัดสร้างหอศิลป์สำหรับสาธารณะมีมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เนื่องจาก ณ ขณะนั้นภาครัฐยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนในการส่งเสริมงานด้านศิลปวัฒนธรรมอย่างจริงจัง โดยแนวคิดในการก่อสร้างหอศิลป์ร่วมสมัยเกิดขึ้นจากการผลักดันของแนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทยเป็นหลัก จนกระทั่งเมื่อปี 2539 มีการประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมการโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ ศิลปะแห่งรัชกาลที่ 9 กับ ดร. พิจิตต รัตตกุล ที่ประชุมได้มีมติให้กรุงเทพมหานครจัดสร้าง “หอศิลปะร่วมสมัยแห่งกรุงเทพมหานคร” ขึ้น ในพื้นที่ของทางกรุงเทพมหานครเอง คือบริเวณสี่แยกปทุมวัน ต่อมาได้มีการตั้ง “มูลนิธิศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร” ขึ้นในปี 2540 เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานก่อสร้าง หลังจากนั้นก็ได้มีการระดมทุนจากการจัดนิทรรศการในโอกาสสำคัญต่างๆ และประกวดแบบอาคาร จนมีพิธีวางศิลาฤกษ์ โดย ดร. พิจิตต รัตตกุล ในเดือนพฤษภาคม 2543

ทว่าเมื่อนายสมัคร สุนทรเวช ก้าวขึ้นเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในปี 2544 โครงการหอศิลป์ก็ต้องมาสะดุดลงเนื่องจากทางผู้ว่าต้องการให้เปลี่ยนจากหอศิลป์ที่ลงทุนโดยกรุงเทพมหานคร ไปเป็นอาคารเชิงพาณิชย์ที่ลงทุนโดยเอกชนแทน โดยจะมีลักษณะเป็นเหมือนศูนย์การค้าที่มีหอศิลป์เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะไม่อาจปฏิเสธได้ว่าพื้นที่บริเวณสี่แยกปทุมวันนี้เป็นทำเลทองที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์เป็นอย่างมาก พร้อมทั้งให้มีการทบทวนนโยบายและวัตถุประสงค์ของโครงการใหม่ แน่นอนว่าภาคประชาสังคมองค์กรด้านศิลปะและเครือข่ายศิลปิน ตลอดจนอาจารย์ นักศึกษา และสื่อมวลชนจำนวนมากไม่ยอมรับแนวคิดนี้ จึงได้มีการดำเนินกิจกรรมคัดค้านการระงับโครงการเดิม มีการเคลื่อนไหวเรียกร้องในวงกว้างหลายต่อหลายครั้งตลอดปี 2544 – 2545 เช่น โครงการวาดภาพขนาดยาว 4 กิโลเมตร และการเดินขบวนในหัวข้อ “ฉันเรียกร้องหอศิลป์ ไม่เอาศูนย์การค้า” ตลอดจนมีการระดมทุนผ่านการจัดนิทรรศการและประมูลผลงานศิลปะเพื่อหารายได้สบทบการรณรงค์เคลื่อนไหว

กว่าโครงการหอศิลป์จะสามารถเดินหน้าต่อได้อีกครั้งก็เมื่อนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในปี 2547 เครือข่ายศิลปินและภาคประชาสังคมจึงได้นำโครงการหอศิลป์เข้าหารืออีกครั้ง ด้วยความที่นายอภิรักษ์เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนการสร้างหอศิลป์อยู่แล้ว ทางกรุงเทพมหานครจึงได้พิจารณาเห็นชอบให้ดำเนินการจัดสร้างหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครตามโครงการเดิม และต่อมาในปี 2548 ได้มีการจัดตั้ง “มูลนิธิหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร” ขึ้นเพื่อเป็นผู้บริหารจัดการอาคารหอศิลป์อย่างเป็นทางการ

หลังจากการต่อสู้ยาวนานนับสิบปี บวกกับการก่อสร้างอีกประมาณสี่ปี อาคารหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครก็ได้แล้วเสร็จสมบูรณ์ในเดือนพฤษภาคม 2551 และเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2551 โดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดหอศิลป์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2552  มีการจัดแสดง นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ชุด “บารมีแห่งแผ่นดิน” และนิทรรศการโขนพรหมมาศ

หอศิลป์กรุงเทพฯ ทำอะไร

แม้จะมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “หอศิลป์” แต่แนวคิดการดำเนินงานของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครก้ไม่ได้จำกัดตัวว่าเป็นเพียง “art gallery” สำหรับแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัยเท่านั้น แต่ต้องการให้เป็น “art centre” ที่สามารถรองรับกิจกรรมอันหลากหลายของผู้ที่จะเข้ามาใช้บริการ เราจึงเห็นได้ว่าภายในอาคารขนาดใหญ่นี้มีการแบ่งพื้นที่ใช้สอยครอบคลุมทุกประเภทกิจกรรม นอกเหนือไปจากพื้นที่จัดแสดงผลงานศิลปะอันเป็นพื้นที่หลักแล้ว ยังมีร้านค้า ห้องสมุด ห้องประชุม ร้านอาหาร เหล่านี้เปิดกว้างต่อทุกความเป็นไปได้ และยังเป็นส่วนที่สร้างรายได้ให้กับหอศิลป์อีกด้วย

“พระราชาในดวงใจ” นิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 ที่มีผู้มาชมงานมากที่สุด

ลองมาดูข้อมูลทางสถิติกันสักหน่อยดีกว่า ตลอดระยะเวลาสิบปีที่ผ่านมา หอศิลป์กรุงเทพฯ มีผู้เข้ามาเยี่ยมชมมากกว่าสิบล้านคน และจำนวนนี้ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี อย่างปีที่แล้วมีผู้เข้าชมมากถึง 1,757,970 คน ซึ่งถือว่ามากที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งหอศิลป์กรุงเทพฯ ขึ้นมา เพราะอย่างที่เราคงจำกันได้ เมื่อปีที่แล้วได้มีนิทรรศการใหญ่คือ “พระราชาในดวงใจ” ซึ่งจัดขึ้นเนื่องในคราวพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ด้วยความอาลัยและจงรักภักดี ทำให้นิทรรศการนี้เป็นนิทรรศการที่มีผู้เข้าชมมากเป็นพิเศษนั่นเอง โดยหากคิดเป็นตัวเลขกลมๆ ต่อวันจะได้เท่ากับ 1,400 คนเลยทีเดียว

ในด้านงบประมาณ หอศิลป์กรุงเทพฯ ได้รับเงินสนับสนุนจากสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว ของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในรูปแบบเงินอุดหนุนรายปีตามที่หอศิลป์เสนอ จากสถิติในปีที่ผ่านมา (2560) งบประมาณของหอศิลป์โดยรวม 85 ล้านบาท เงินจากทาง กทม. คิดเป็นประมาณร้อยละ 55 – 60 ส่วนอีกประมาณร้อยละ 40 – 45 นั้นมีที่มาจากผู้สนับสนุน เงินบริจาค และค่าเช่าพื้นที่ เงินทุนเหล่านี้จะถูกนำไปจัดสรรเป็นค่าใช้จ่ายประจำต่างๆ อย่างค่าสาธารณูปโภค ค่ารักษาความสะอาด หรือค่ายามรักษาการณ์ และที่สำคัญที่สุดคือการจัดกิจกรรมและหากนำมาคิดเป็นสถิติงบประมาณต่อหัวผู้มาเยี่ยมชมแล้ว จะเท่ากับว่าทางหอศิลป์ใช้เงินจำนวน 23 บาท สำหรับให้บริการต่างๆ แก่ผู้มาเยี่ยมชมหนึ่งคน ซึ่งนับว่าไม่มากเกินจริงแต่อย่างใด สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการงบประมาณของทางหอศิลป์อย่างมีประสิทธิภาพ

Caravaggio Opera Omnia นิทรรศการรวบรวมผลงานจำลองของศิลปินเอกระดับโลก จัดร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย

และเนื่องในวาระครบรอบสิบปีนี้ ทางหอศิลป์ก็ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ผลที่ได้จากกลุ่มคนกว่า 1,200 คน พบว่าน่าพอใจเป็นอย่างยิ่ง อาทิ ผู้ตอบแบบสำรวจกว่าร้อยละ 86 เห็นว่าหอศิลป์มีส่วนช่วยในการพัฒนาด้านการศึกษาศิลปะ ร้อยละ 87 หอศิลป์สามารถเป็นพื้นที่และเวทีที่เปิดกว้างสำหรับแวดวงศิลปะร่วมสมัยได้ ร้อยละ 84 มองว่าหอศิลป์คือความภาคภูมิใจของกรุงเทพมหานคร และร้อยละ 82 มองว่าหอศิลป์มีความโดดเด่นและสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ ผลสำรวจในทุกๆ ด้านล้วนเกินร้อยละแปดสิบขึ้นไปทั้งนั้น แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของหอศิลป์กรุงเทพฯ ตลอดระยะเวลาสิบปีที่ผ่านมา

Early Years Project โครงการบ่มเพาะศิลปินร่วมสมัยรุ่นใหม่

กล่าวได้ว่าการมีหอศิลป์ในพื้นที่ที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์สูงนั้นไม่ได้ถือเป็นการเสียโอกาสทางธุรกิจแต่อย่างใด ทว่ากลับเป็นการช่วยส่งเสริมศักยภาพของพื้นที่โดยรอบ นั่นคือบริเวณแยกปทุมวัน ด้วยการเป็นหนึ่งในปัจจัยดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ที่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการมาช้อปปิ้งแค่เพียงอย่างเดียว ให้ได้มาใช้เวลายาวนานมากขึ้น ส่งผลต่อกิจการรายรอบ เป็นการเผยแพร่ภาพพจน์อันดีของกรุงเทพมหานครและประเทศไทย ตลอดจนเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายหอศิลป์อื่นๆ ในกรุงเทพฯ อีกด้วย

Early Years Project โครงการบ่มเพาะศิลปินร่วมสมัยรุ่นใหม่

ก้าวต่อไปของหอศิลป์กรุงเทพฯ

ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เราคงได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับการที่กรุงเทพมหานครจะทบทวนบทบาทของหอศิลป์กรุงเทพฯ ให้กลับมาอยู่ใต้การบริหารของทางกรุงเทพมหานครอีกครั้ง การเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้แม้จะเป็นเพียงการหยั่งเชิงจากทางผู้ว่า กทม. แต่ก็ทำให้เกิดการต่อต้านและถกเถียงในวงกว้าง จนพอจะกล่าวได้ในเบื้องต้นว่าภาคประชาชนไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ ทางผู้ว่า กทม. จึงระงับนโยบายดังกล่าวไปก่อน

ทว่าปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่ค่อนข้างส่งผลกระทบต่อหอศิลป์ และยังไม่ค่อยเป็นที่รับรู้มากนักก็คือเรื่องการเปลี่ยนวิธีการอนุมัติงบประมาณสำหรับปีนี้ จากแต่เดิมทางหอศิลป์ได้รับเป็น งบอุดหนุน โดยตรงจากทางกรุงเทพมหานครเป็นปกติทุกๆ ปีอย่างต่อเนื่อง แต่พอมาในปี 2561 ทางกรุงเทพมหานครได้เปลี่ยนแปลงนโยบาย โดยให้สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว ทำเรื่องเบิกจ่ายโดยตรงให้หอศิลป์ตามที่สภา กทม. อนุมัติงบประมาณออกมาเป็นรูปแบบ รายจ่ายอื่น ที่ต้องดำเนินงานตาม พรบ. จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ แต่จนกระทั่งปัจจุบันเดือนกรกฎาคม 2561 ทางสำนักก็ยังไม่ได้ดำเนินการเบิกจ่ายงบประมาณหอศิลป์กรุงเทพฯ แต่อย่างใด แม้ว่าทางหอศิลป์ได้ส่งแผนการดำเนินงานตลอดปีไปยัง สวท. เรียบร้อยแล้วก็ตาม การดำเนินงานของหอศิลป์จึงต้องทำไปตามแผนด้วยรายได้ที่จัดหาโดยทางมูลนิธิและเงินเก็บจากการบริหารงานที่ผ่านมาไปก่อน

ความล่าช้าและไม่แน่นอนของระบบราชการนี้จึงส่งผลกระทบต่อหอศิลป์กรุงเทพฯ งบบางส่วนไม่สามารถเบิกจ่ายได้ เช่น ค่ารักษาความปลอดภัย ค่าแม่บ้าน ค่าช่างเทคนิค และโดยเฉพาะในเรื่องของการดำเนินงานตามแผนระยะยาวที่ได้วางเอาไว้แล้ว อย่างการทำงานร่วมกับองค์กรหรือบุคคลภายนอกที่ได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นภัณฑารักษ์ ศิลปิน และสถาบันทางศิลปะอื่นๆ หรือการจัดกิจกรรมต่างๆ ก็อาจต้องลดจำนวนลงในปี 2562

ปัญหาเรื่องงบประมาณนี้ฉายชัดถึงความเป็นจริงอีกด้านหนึ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ นั่นคือคำถามที่ว่าหากหอศิลป์ต้องตกไปเป็นส่วนหนึ่งของกรุงเทพมหานครอย่างสมบูรณ์แล้ว การดำเนินงานต่างๆ ยังคงประสิทธิภาพดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบันหรือไม่?

อย่างไรก็ตาม ทางหอศิลป์กรุงเทพฯ ก็ยังคงมีแผนงานสำหรับดำเนินงานต่อไปในอนาคต เพื่อสร้างความคึกคักให้กับคอมมูนิตี้แห่งนี้ดังเช่นที่เป็นมาเสมอตลอดสิบปี ไม่ว่าจะเป็นนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย กิจกรรมเสวนา และการอบรมต่างๆ ที่จะจัดขึ้นตลอดทั้งปีนี้ ในฐานะพื้นที่แห่งการเรียนรู้ผ่านศิลปะสำหรับทุกคน. #yourbacc #inclusivity


About the Author

anaras



Back to Top ↑