Uncategorized

Published on June 21st, 2017 | by FAM TEAM

0

ไม่ใส่ร้าย แต่ป้ายสี #1

ไก่จ๋า (ตอนที่หนึ่ง) โดย ไชยันต์ ไชยพร

 บทความจาก นิตยสารไฟน์อาร์ท ฉบับที่ 121

“ไก่จ๋า” เป็นเพลงที่โด่งดังในอดีต ขับร้องโดยนักร้องลูกทุ่งอมตะ สายัณห์ สัญญา  ส่วนผู้แต่งเพลงคือ ปิยะ ตระกูลราษฎร์ พระเอกภาพยนตร์เรื่อง “ครูบ้านนอก”  การที่คุณปิยะแต่งเพลง “ไก่จ๋า” นี้ คุณปิยะก็มี “ไก่” ที่เป็นคนจริงๆ อยู่ในใจด้วย นั่นคือ คุณปริศนา วงศ์ศิริ นักแสดงสาวผู้เป็นที่รักของคุณปิยะในขณะนั้น ส่วนผมเองก็มี “ไก่จ๋า” ของผมด้วยเหมือนกัน และเชื่อว่า ผู้ชายไทยจำนวนมากก็น่าจะมีหรือเคยมี “ไก่จ๋า” ของตัวเองด้วย เพราะผู้หญิงชื่อ “ไก่” มีมาก ทั้งอดีตและปัจจุบัน แต่ปัจจุบันอาจจะน้อยกว่าอดีต เพราะระยะหลัง ผมไม่เคยรู้จักเด็กรุ่นใหม่ๆ ที่ชื่อ “ไก่” เลย

“ไก่” ในชีวิตของผมเริ่มเกิดขึ้นตอนที่ผมอยู่ชั้นประถมปีที่สอง ซึ่งก็น่าจะราวๆ เจ็ดแปดขวบ โรงเรียนอนุบาลที่ผมเรียนเป็นโรงเรียนสหศึกษา และเพื่อนร่วมชั้นของผมคนหนึ่งชื่อ “ไก่”  ก่อนประถมสอง เธอก็คงจะอยู่ในโรงเรียนเดียวกันกับผมนั่นแหละ  แต่ผมไม่ยักเห็นเธอหรือจำได้ว่าเธอมีตัวตนอยู่ในโรงเรียน แต่เมื่อได้พบและได้รู้จักเธอตั้งแต่ประถมสอง หลังจากนั้นจนบัดนี้ เวลาผ่านไปเกือบห้าสิบปีแล้ว “ไก่” ก็ยังอยู่ในความทรงจำของผมตลอดมา

สาเหตุที่เธออยู่ในความทรงจำของผมตลอดมานั้น ไม่ทราบว่าเป็นเพราะ “ความสวยน่ารัก” หรือ “ความดี” ของเธอกันแน่ หรืออาจจะเป็นทั้งสองอย่างประกอบกันที่ช่วยทำให้ “ไก่” ฝังแน่นตราตรึงในใจของผม พูดถึงความสวยน่ารักของเธอ ผมคงต้องเริ่มบรรยายรูปร่างของเธอก่อน เธอเป็นเด็กสาวตัวเล็กบอบบาง แต่ไม่ถึงกับผอมเป็นไม้เสียบลูกชิ้น และตัวก็ไม่เล็กขนาดทำให้นึกถึงพวกฮอบบิท ใบหน้าของเธอไม่เรียวยาวเหมือนกับที่สาวสมัยนี้ไปเหลาหน้าตัวเองมา และก็ไม่กลมเป็นวงพระจันทร์ตอนเต็มดวง ไก่เป็นคนผิวขาวแต่ไม่ดูจั๊วะเจี๊ยะเหมือนหมวย ทรงผมของเธอ เข้าใจว่าคุณแม่เธอน่าจะพาไปดัดหรือทำผมที่ร้านมา เพราะมันดูไม่ธรรมชาติ เพราะผมบนหัวของเธอมันเหมือนกับขนแกะ ฟูๆ หยักๆ แน่นๆ ถ้าคุณแม่ไม่ได้พาเข้าร้านทำผม เธอก็อาจจะมีผมหยักศกโดยธรรมชาติ ซึ่งก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ หน้าตาเธอเข้าข่ายสวยคม จะเรียกว่าสวยดุก็คงได้ แต่ตาของเธอนั่นเป็นประกายแวววายและไม่ตี่ เรียกว่าตาโตว่างั้นเถอะ รวมๆ แล้ว ดู “สวยน่ารัก”

ส่วน “ความดี” ของเธอที่ปรากฏต่อหน้าต่อตาผมตอนประถมสองก็คือ มีเด็กผู้ชายร่วมชั้นคนหนึ่งชื่อ “ประสิทธิ์” และไม่รู้ว่าเขาไปทำหรือไปทานอะไรมา วันนั้น เขานั่งก้มหน้ามองโต๊ะอยู่พักใหญ่ และทำท่าโอนๆ เอนๆ แล้วก็เอนตัวหันหน้ามาทางด้านขวา ซึ่งมีผมนั่งอยู่ แล้วเขาก็ทำท่าที่เด็กในวัยนั้นถ้าไม่โง่จนเกินไปก็น่าจะเดาออกว่า มันกำลังจะอ้วก ผมก็พูดกระซิบกับประสิทธิ์ดีๆ ว่า “หันไปทางโน้น” นั่นคือ ผมบอกให้เขาหันไปทางอื่นหรือทางไหนก็ได้ที่ไม่มีทางที่มีผมอยู่ ประสิทธิ์ก็ยังดี ยังมีพอสติสัมปชัญญะหลงเหลืออยู่บ้าง เขาก็ละหน้าจากด้านขวาของเขา ซึ่งมีผมอยู่  แล้วก็หันไปด้านซ้าย และก็ปล่อยอ้วกออกมา เด็กๆ ที่อยู่ทางซ้ายเมื่อเห็นและได้กลิ่นอ้วก ก็ทำท่าขยะแขยงรังเกียจและรีบเอามืออุดจมูก ส่วนประสิทธิ์ก็ยังอ้วกออกมาเป็นช่วงๆ ไม่ได้แบบพรวดเดียวหมด มีอาการขย้อนๆ ให้เห็นด้วย ผมไม่ได้ทำท่ารังเกียจหรือเอามืออุดจมูก แต่ผมนั่งนิ่งๆ เฉยๆ ทำตัวเป็นนักสังเกตการณ์ที่ดีและสุขุมต่อไป

ในขณะที่เด็กอื่นๆ ไม่ได้สติ มี “ไก่” เท่านั้นที่มีสติและมีมโนสำนึก หน้าของเธอที่ผมเห็นตอนนั้น เธอดูห่วงอาการของประสิทธิ์มากกว่าที่จะกังวลกับภาพและกลิ่นอ้วกของประสิทธิ์ เธอรีบยกมือให้ครูเห็น และเมื่อครูเห็น เธอก็ลุกขึ้นยืนและกล่าวว่า “คุณครูคะ ประสิทธิ์อาเจียนค่ะ” น้ำเสียงของเธอไม่ได้มีวี่แววร่องรอยของอาการเด็กที่ต้องการฟ้องครูว่า “ครูคะ ไอ้ประสิทธิ์มันเสือกอ้วกออกมาคะ (น่าขยะแขยงและเหม็นฉิบหายเลย !!)” แต่เธอดูอาทรห่วงใยจริงๆ หลังจากนั้น เธอก็หันมามองประสิทธิ์ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตา ส่วนผม ถ้าใครเห็นผมตอนนั้น ก็คงจะบอกได้ว่า ผมมองมันด้วยสายตาอุเบกขา

ภาพและพฤติกรรมของไก่ต่อประสิทธิ์ในวันนั้นมันติดตาติดใจผมมาก ขนาดเก็บเอาไปฝันเห็นเธอ(และหนีไม่พ้นที่จะต้องเห็นประสิทธิ์และกองอ้วกของมันด้วย) ไก่ได้ทำในสิ่งที่คนอื่นจำนวนมากไม่ได้ทำ เธอเป็นหนึ่งเดียวหรือส่วนน้อยที่เป็นน้ำดี ผมคิดว่า สักวันน่าจะหาโอกาสทำความรู้จักเธอให้ได้มากกว่าที่รู้จักกันในแบบเด็กประถมสอง

นอกจากอาการอาหารไม่ย่อยของประสิทธิ์ในวันนั้นแล้ว  ต่อมา ความไม่สบายก็ดันมาเยือนผมเข้าบ้าง แต่ผมไม่ได้รับประทานขนมมากจนกระเพาะอาหารรับไม่ไหวอย่างประสิทธิ์ แต่วันนั้น ผมปวดหัวครับ ปวดหัวมากและตัวร้อนด้วย (เอามือของตัวเองแตะหน้าผากตัวเอง) ผมนั่งก้มหน้ามองโต๊ะเหมือนตอนที่ประสิทธิ์กำลังจะหาที่ทางอ้วก ผมนั่งก้มหน้ามองโต๊ะอยู่นาน จนในที่สุด เทพธิดา “ไก่” ของผมก็เหลือบมาเห็นจนได้  พอตาผมสบดวงเนตรอันแวววาวดั่งหยาดเพชรของเธอ ผมก็ปล่อยน้ำตาให้ไหลออกมาจากลูกตาผมเป็นทางยาวอาบสองแก้ม แต่มันจะอาบแก้มข้างซ้ายมากหน่อย  เพราะผมคอยหันหน้าไปทางขวาเพื่อคอยสบตาของไก่อยู่ เธอถามผมเบาๆ แต่อาทรว่า “ไชยันต์ เป็นอะไรหนะ?” ตอนที่ได้ยิน ผมรู้สึกจากเสียงของเธอว่า เธอมีความอาทรห่วงผมมากกว่าตอนที่เธออาทรประสิทธิ์  ทั้งๆ ที่ผมไม่สบายมาก แต่ก็ยังมีสติหลงเหลือให้ดีใจอยู่ได้บ้าง  ผมตอบเธอด้วยเสียงปนสะอื้นว่า “ปวดหัว ปวดหัวมากเลย” ว่าแล้ว ไก่ก็ยกมือเพื่อให้คุณครูเห็น และเมื่อครูเห็น เธอก็ลุกขึ้นยืนและเรียนกับคุณครูว่า “ครูคะ ไชยันต์ไม่สบาย ปวดหัวมากค่ะ”

คืนวันนั้น ผมซาบซึ้งในความดีของไก่มากจนเก็บเอาไปฝันอีกตามเคย แต่คราวนี้มันมีแค่ผมกับเธอ (โดยไม่มีประสิทธิ์และอ้วกของมันมารกรุงรังด้วย) ในฝันมันมีแต่ผมกับเธอ  และผมได้มีโอกาสเรียกเธอในฝันด้วย “ไก่จ๋า” และในฝันผมพยายามจะบอกเธอว่า เธอคือนางฟ้าเทพธิดาสำหรับผม แต่ดูเหมือนว่าผมจะไม่กล้าพูดออกไป และเมื่อตื่นมา ผมก็ยังกำซาบกับความฝันนั้นอย่างรุนแรงและตั้งใจจริงว่า สักวันหนึ่งผมจะต้องเป็นอะไรกับเธอในชีวิตให้ได้มากกว่าเป็นแค่เพื่อนต่างเพศร่วมห้องประถมสองในโรงเรียนอนุบาลเล็กๆ แห่งหนึ่งเท่านั้น!

 

To be continued….


About the Author

กองบรรณาธิการนิตยสารไฟน์อาร์ท จะเรียกว่ามีความสนใจในเรื่องเดียวกันทุกคนก็ใช่ว่าจะถูก บางคนสนใจต้นไม้ บางคนสนใจเรื่องอาหารการกิน บางคนสนใจเรื่องภาพยนตร์ ดนตรี บางคนสนใจเรื่องสุขภาพ โยคะเป็นหลัก บางคนสนใจเรื่องเทคโนโลยี แต่ถ้าจะให้บอกว่าเราสนใจอะไรร่วมกัน ถ้าตอบว่าเรื่องศิลปะก็คงจะดูประดิษฐ์เกินไป แต่เอาจริงๆ เราก็สนใจเรื่องศิลปะเหมือนกันแหละ เพราะทุกอย่างที่กล่าวมาก็มีศิลปะเป็นองค์ประกอบหนึ่งทั้งสิ้น



Back to Top ↑