Events

Published on May 10th, 2018 | by anaras

0

Caravaggio OPERA OMNIA

ในงานศิลปะ แสงสว่างและความมืดคือคู่ตรงข้ามที่มีบทบาทไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน งานจิตรกรรมที่ดูสมจริงจนเกือบเหมือนวัตถุสามมิติเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการลงสีที่อาศัยกฎของแสงและเงาอย่างชาญฉลาด ตลอดจนกระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวบทองค์ประกอบภาพ ไม่ว่าจะเป็นการเน้น การเปิดเผย หรือการปกปิด ก็ล้วนสำเร็จได้ด้วยการให้ค่าแสงสว่างและความมืดที่แตกต่างกัน เทคนิคการวาดภาพที่นำเสนอค่าความต่างแสงอย่างรุนแรงชัดเจนนี้เรียกว่า ‘Chiaroscuro’ ศัพท์ภาษาอิตาเลียนที่มาจากการรวมกันของคำว่า ‘สว่าง’ (chiaro) และ ‘มืด’ (scuro) ลักษณะของภาพที่ใช้เทคนิคดังกล่าวจึงดูเหมือนฉากละครเวทีที่ฉายสป็อตไลท์เพื่อเน้นผู้แสดงเพียงจุดเดียวท่ามกลางความมืด

The Beheading of Saint John the Baptist, 1608 ผลงานชิ้นเดียวที่การาวัจโจลงชื่อตัวเองไว้

เมื่อพูดถึงศิลปินผู้นิยมสร้างผลงานด้วยเทคนิคดังกล่าวที่โดดเด่นที่สุดในประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตก ชื่อของ ‘การาวัจโจ’ (Caravaggio) (1571 – 1610) ต้องเป็นบุคคลแรกและบุคคลเดียวที่ใครๆ ต่างก็นึกถึงได้ในทันที ผลงานของศิลปินที่มีชื่อจริงว่า ‘มิเกลันเจโล เมริซี ดา การาวัจโจ’ (Michelangelo Merisi da Caravaggio) นี้เต็มไปด้วยความต่างสุดขั้วของสีดำที่เป็นฉากหลังกับฉากหน้าที่ส่องสว่าง เน้นย้ำความสำคัญของตัวละครในฉากได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ภาพเขียนของเขายังเป็นที่กล่าวขวัญถึงในแง่ของความรุนแรงจากตัวบทของฉากที่ศิลปินเลือกมาวาด และความสมจริงอย่างที่สุดของรายละเอียดที่เหมือนจริง

‘Caravaggio OPERA OMNIA’ คือนิทรรศการรวบรวมผลงานของการาวัจโจครั้งล่าสุด จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 พฤษภาคม – 10 มิถุนายน 2561 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยความร่วมมือกับสถานทูตอิตาลีประจำประเทศไทย เพื่อฉลองวาระครบรอบ 150 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศอิตาลีและประเทศไทย กล่าวได้ว่า เป็นครั้งแรกเลยทีเดียวที่ผลงานมากกว่าสี่สิบชิ้นของการาวัจโจจะถูกนำมาจำลองด้วยเทคนิค HD Digital Painting และจัดแสดงอยู่ในหอศิลป์ของประเทศไทย ให้เราได้รับชมผลงานทั้งหมดอย่างใกล้ชิดแบบไม่ต้องบินไปดูไกลถึงเมืองนอก

สำหรับบทความนี้ ผู้เขียนจะไม่อธิบายว่างานของการาวัจโจมีความพิเศษอย่างไร หรือเขาเป็นศิลปินที่ควรค่าแก่การยกย่องมากแค่ไหน เพราะข้อมูลเหล่านั้นเป็นสิ่งที่มีนักวิชาการวิเคราะห์เอาไว้มากมายอยู่แล้ว แต่จะขอกล่าวถึงสิ่งที่น่าสนใจอย่างกระบวนการที่ทำให้เกิดนิทรรศการในรูปแบบนี้ขึ้นมาได้ เพราะนี่ไม่ใช่การนำผลงานจริงมาจัดแสดง หากแต่เป็นการ “จำลอง” ซึ่งได้นำมาสู่ข้อถกเถียงถึงประสิทธิภาพในการสื่อสารและความเหมาะสมต่างๆ นานา

ก่อนอื่นต้องเท้าความไปที่แนวคิดตั้งต้นก่อน OPERA OMNIA เป็นโปรเจคต์ที่จัดการโดย RaiCOM บริษัทลูกของ Rai — Radiotelevisione italiana S.p.A. บริษัทสื่อวิทยุและโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่ที่เป็นรัฐวิสาหกิจของกระทรวงเศรษฐกิจและการเงินของประเทศอิตาลี โครงการนี้มีที่มาของแนวคิดจากความต้องการเผยแพร่มรดกวัฒนธรรมของอิตาลีออกไปยังนานาชาติ ทว่าผลงานส่วนใหญ่มักอยู่ในพิพิธภัณฑ์ ของสะสมส่วนตัว หรือติดอยู่กับสถาปัตยกรรม การจะนำสิ่งเหล่านี้ออกมาสู่สายตาคนภายนอกจึงไม่ใช่เรื่องง่ายหรือแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ยกตัวอย่างเช่น หากเป็นในแง่ของผลงานสะสมของพิพิธภัณฑ์ ก็ต้องเป็นสถาบันที่มีมาตรฐานในระดับเดียวกัน เพราะมีปัจจัยหลายประการมากในกระบวนการให้ยืมผลงานแต่ละชิ้น เป็นต้น

แนวทางการแก้ปัญหาดังกล่าวจึงต้องพึ่งพาเทคโนโลยีอันทันสมัย โดยผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ในการทำสำเนาภาพวาดเหล่านั้นขึ้นมาใหม่ และนำมาผลิตเป็นสื่อที่เข้าถึงได้ง่าย โดยยังคงลักษณะทางกายภาพเหมือนจริงมากที่สุด ทั้งขนาดและสีสัน ซึ่งยังคงให้สุนทรียภาพที่ค่อนข้างใกล้เคียงงานต้นฉบับอยู่

OPERA OMNIA ได้ทำสำเนาผลงานของศิลปินระดับโลกชาวอิตาลีและนำไปจัดแสดงในหลากหลายประเทศแล้วมากกว่า 30 นิทรรศการ โดยส่วนใหญ่ก็มักจะได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศอิตาลีและสถานเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศนั้นๆ การจัดแสดงนิทรรศการเหล่านี้จึงมักเป็นไปเพื่อเสริมสร้างสัมพันธไมตรีระดับประเทศด้วยเช่นกัน อย่างเช่นในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใกล้ๆ เรา ‘Raffaello: Opera Omnia’ นิทรรศการผลงานภาพพิมพ์ดิจิทัลของราฟาเอลที่ประเทศเวียดนามเมื่อปีที่แล้ว

นิทรรศการ ‘Raffaello: Opera Omnia’ ที่ประเทศเวียดนาม เมื่อปี 2017 (ภาพจาก http://en.nhandan.org.vn/culture/item/5448102-exhibition-%E2%80%9Craffaello-opera-omnia%E2%80%9D-opens-hcmc.html)

แน่นอนว่ากระบวนการผลิตซ้ำนี้ได้ทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้หลายอย่างเกิดขึ้นได้ นอกเหนือจากปัญหาการเผยแพร่งานออกไปในวงกว้างแล้ว ยังมีประโยชน์ในด้านการศึกษาด้านประวัติศาสตร์ศิลป์ด้วย การจำลองภาพด้วยความละเอียดสูงทำให้นักวิชาการสามารถมองเห็นองค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ ของภาพได้มากขึ้น โดยเฉพาะภาพที่เคยติดตั้งเอาไว้ในสถานที่ที่เข้าถึงได้ยาก อย่างผนังภายในโบสถ์ที่แสงสว่างมักจะไม่เพียงพอสำหรับการชมงาน จนอาจนำไปสู่ค้นพบองค์ประกอบบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในภาพได้

แต่คุณค่าที่สำคัญที่สุดก็ตรงตามชื่อของโปรเจคต์นั่นเอง “opera omnia” หรือแปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า “complete work” การรวบรวมผลงานที่สมบูรณ์ครบถ้วนทุกชิ้นของศิลปินจากโลกโบราณมาไว้ในที่เดียวกันนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย การที่ผลงานทุกชิ้นได้รับการจัดวางเคียงข้างกันทำให้เกิดสภาวะของพื้นที่พิเศษขึ้น พื้นที่ที่ปราศจากเงื่อนไขของเวลาและสถานที่ ตัดขาดจากบริบทจริงแท้อย่างสิ้นเชิง แต่สิ่งที่ได้กลับมาก็คือผู้ชมจะสามารถรับรู้พัฒนาการการสร้างสรรค์ของศิลปินได้อย่างต่อเนื่อง เราสามารถเปรียบเทียบงานสองชิ้นที่แตกต่างแต่มีความคล้ายคลึงกันในบางส่วนได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งดีกว่าการอ่านจากหนังสือหรือค้นภาพจากอินเตอร์เน็ตดูมากนัก

สำหรับนิทรรศการผลงานการาวัจโจที่ประเทศไทยในปีนี้ มีความพิเศษอยู่ที่การทำสำเนาได้ใช้เทคนิคที่ทางผู้จัดงานเรียกว่า HD Digital Painting ซึ่งฟังดูค่อนข้างกำกวม ชวนให้เรานึกไปถึงการวาดภาพแบบดิจิทัลในคอมพิวเตอร์หรือเปล่า มันเหมือนกับงานคอมพิวเตอร์กราฟิกหรือไม่ อันที่จริงไม่มีอะไรเหมือนกันเลย เพราะจริงๆ แล้วมันเป็นการพิมพ์ภาพความละเอียดสูงลงบนแคนวาส ก่อนจะติดตั้งเอาไว้บนกล่องไฟ (light box) ขนาดเท่าจริง

ความหมายตรงๆ ของเทคโนโลยีนี้ก็คือการถ่ายภาพจิตรกรรม (painting) แบบดิจิทัล (digital) ความละเอียดสูง (HD – high definition) และพิมพ์ออกมาด้วยปรินเตอร์อิงค์เจ็ต นั่นเอง

Medusa, 1596 รายละเอียดชัดเจนของภาพจำลองด้วยเทคนิค HD Digital Painting

แสงที่ส่องผ่านจากด้านหลังแคนวาสทำให้ตัวแบบที่อยู่ด้านหน้ากระจ่างชัดสดใส ราวกับได้มองหน้าจอแอลอีดีที่ฉายภาพนั้นออกมา ประกอบกับภายในห้องนิทรรศการมีการจัดแสงไฟสลัวค่อนไปทางมืด จึงทำให้เราสามารถมองเห็นภาพได้อย่างชัดเจนมากเป็นพิเศษ ทว่า แม้ว่าเทคนิคข้างต้นจะทำให้เราสามารถเห็นภาพวาดได้อย่างชัดเจนในทุกๆ ส่วน แต่ก็ยังคงมีข้อกำจัดบางประการ เห็นได้ชัดจากบางภาพขนาดใหญ่ที่มีรอยคลื่นบางๆ ปรากฏอยู่ หรือสีดำในบางภาพก็ไม่ได้ดูดำสนิท จะด้วยแสงจากหลอดไฟด้านหลังที่ไม่สม่ำเสมอ หรือกระบวนการพิมพ์ภาพที่บกพร่องก็ตาม ทำให้ความสมบูรณ์ของภาพวาดบางภาพอาจจะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์เสียทีเดียว

ภาพที่มีฉากหลังสีดำ มักปรากฏร่องรอยเส้นไฟรางๆ หรือสีดำที่ไม่สนิทเท่าที่ควร

ในแง่ของการสื่อความหมาย นิทรรศการมีการถ่ายทอดเรื่องราวเบื้องหลังผลงานแต่ละชิ้นอย่างละเอียด จากแผ่นป้ายข้อมูลที่ติดตั้งอยู่ด้านข้างผลงาน ครบถ้วนทั้งชื่อผลงาน ขนาด เทคนิค สถานที่ตั้งของจริง และบทบรรยายประวัติ – เนื้อหาของภาพนั้นๆ (แต่ด้วยบรรยากาศภายในห้องจัดแสดงที่ค่อนข้างมืด ก็ทำให้การอ่านข้อความเหล่านั้น ผู้ชมจะต้อง “เพ่ง” สายตาสักหน่อย)

ภาพรวมของนิทรรศการจึงเป็นไปในแนวทางของการให้ความรู้กับผู้ชม ซึ่งเป็นไปตามหลักการของโปรเจคต์ OPERA OMNIA นั่นคือการจัดแสดงภาพจำลองเหมือนจริงทุกส่วนสัดและให้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ศิลป์ที่ถูกต้อง ดังคำกล่าวประชาสัมพันธ์ของหอศิลป์ที่ว่านิทรรศการนี้เป็นการ “เปิดโอกาสให้กับการตีความผลงานคลาสสิกของศิลปิน มิเกลันเจโล เมรีซี ดา คาราวัจโจ (Michelangelo Merisi da Caravaggio) นี้ด้วยสื่อใหม่ ที่เอื้อให้กับการดึงบริบท องค์ประกอบ ความงาม และคุณค่าที่แฝงอยู่ในผลงานของศิลปินออกมาให้ได้สำรวจและเรียนรู้ศึกษาต่อสาธารณชน”

The Calling of Saint Matthew, 1599 – 1600 ผลงานจริงเป็นส่วนหนึ่งของผนังประดับที่ Contarelli chapel, San Luigi dei Francesci, Rome

 

แต่แม้ว่าการจำลองนั้นจะดูสมจริงมากสักเพียงใด หรือสามารถสร้างองค์ความรู้มากมายเพียงใด สุนทรียภาพที่ผู้ชมจะได้รับก็ไม่อาจเทียบชั้นได้กับการได้ชมผลงานจริง เพราะว่ากระบวนการรับชมงานนั้น เราไม่ได้รับรู้คุณค่าแต่เพียงสิ่งที่ตาเห็น หากแต่ใช้ความรู้สึกถึง “ความจริงแท้” ของทั้งตัววัตถุและบริบทแวดล้อมร่วมไปด้วย

ท้ายที่สุดแล้ว หากมองในแง่ของการบริหารจัดการ นิทรรศการชุดนี้ก็ถือได้ว่าเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของกระแสการจัดการมรดกวัฒนธรรมในยุคโลกาภิวัตน์ เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ถูกนำมาใช้ในที่นี้ก่อให้เกิดการผลิตซ้ำวัตถุทางวัฒนธรรมอย่างภาพวาดขึ้นมาใหม่ การเสพสื่อทางสายตาดังกล่าวจึงไม่จำเป็นต้องกระทำกับ “ของจริง” ใน “สถานที่จริง” ที่ผลงานชิ้นนั้นๆ ตั้งวางอยู่อีกต่อไป ซึ่งนำมาสู่การตั้งคำถามถึงคุณค่าของความจริงแท้ ว่าอะไรคือสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่ากัน ระหว่างของจริง หรือของปลอม…


About the Author

anaras



Back to Top ↑