Events

Published on August 1st, 2018 | by Nina NTK

0

1992-2005 แฟชั่น/ภาพวาด/ภาพถ่าย

โดย ลิค ศรีประเสริฐ

S.A.C Subhachok the Arts Centre

7 กรกฎาคม – 5 สิงหาคม 2561

เวลาที่คนราพูดถึง  “ศิลปะ” เรามักนึกถึงอะไรเป็นอับดับแรก ภาพวาด ภาพถ่าย รูปปั้น อาคารบ้านเรือน หนังสือ วงดนตรีร็อค หรือศิลปินที่มีชื่อเสียง เมื่อเราค่อยๆ ทบทวนคำว่า ‘ศิลปะ’ ในแง่มุมต่างๆ เราจะพบว่าศิลปะมีหลากหลายบทบาทในวิถีทางของตัวมันเอง และท้ายสุดเราคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดประโยคที่คนชอบพูดกันว่า “ศิลปะอยู่รอบๆ ตัวเรา”

จากปรากฏการณ์ของศิลปะที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน เช่น การเคลี่อนไหวทางการเมือง คดีล่าเสือดำในทุ่งใหญ่นเรศวร อนุสาวรีย์ทีมหมูป่า หรือนิทรรศการต่างๆ ที่ศิลปินสื่อเรื่องราวของตนเองออกมา เราจะเห็นได้ว่าศิลปะในปัจจุบันมีลักษณะครอบคลุม เป็นเรื่องราวส่วนตัว มีการแสดงความคิดเห็น มีลักษณะเฉพาะ และในบางครั้งอาจเล่าเรื่องที่มีเนื้อหากระทบกับสังคมในวงกว้างซึ่งมีตัวละครหลายตัวเข้าไปอิงแอบอยู่ด้วย เราจึงอาจกล่าวได้ว่าศิลปะมีส่วนสำคัญที่เข้าไปมีบทบาทในการดำรงชีวิตของผู้คนและยังเป็นตัวตั้งตัวตีในการวิพากษ์วิจารณ์พร้อมทั้งการตั้งข้อสงสัยกับตัวตนและบทบาทของบริบทแวดล้อม ด้วยเหตุนี้ศิลปะที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจึงได้รับการบัญญัติว่า มันคือ “ศิลปะร่วมสมัย” หรือ “ศิลปะปัจจุบัน” ปรากฏการณ์ของศิลปะ ณ เวลานี้จึงมีชีวิตด้วยตัวมันเองราวกับเด็กน้อยผู้ที่กำลังเรียนรู้อยู่ในโลกกว้าง ซึ่งบางครั้งทำให้เราตระหนักได้ว่าเด็กน้อยคนนี้เกิดจากสิ่งรอบๆ ที่ห่อหุ้มเอาไว้ซึ่งหนึ่งในผู้ที่สร้างมันขึ้นมาก็คือตัวเราเองและผู้คนอื่นๆ ในสังคม

การตีความคำว่า “ศิลปะ” ในปัจจุบันยังคงมีข้อถกเถียงกันอยู่มาก ผู้ที่ติดตามความเคลื่อนไหวในแวดวงอาจสงสัยจนอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า สรุปแล้วศิลปะนั้นคืออะไร? หรือ จริงๆ แล้วศิลปะสามารถเป็นอะไรก็ได้ขึ้นอยู่กับว่าศิลปินหรือผู้ชมจะตัดสินให้เป็นอะไร? ตัวศิลปะเองจึงทำหน้าที่เสมือนเป็นสื่อประเภทหนึ่งในสังคมโดยเข้าไปแทรกซึมอยู่ในทุกๆอณูในสังคมเพียงแต่ศิลปะมีวิธีการเล่าเรื่องของตัวมันเองที่คละเคล้าและแตกต่างกันไปตามสถานการณ์ที่มนุษย์เป็นผู้กำหนด จนบางครั้งเมื่อเราพูดว่าสิ่งนี้คือ ภาพถ่าย ภาพวาด ประติมากรรม หรือสถาปัตยกรรม นั่นคือการที่เรากำลังจำแนกประเภทของสิ่งเหล่านี้ด้วยกระบวนการผลิตหรือไม่? หรือ “ศิลปะ” คือเรื่องของสุนทรียศาสตร์ ความงาม ความฟุ่มเฟือย ซึ่งเป็นเรื่องไกลตัวและเป็นเรื่องยากที่มนุษย์ปุถุชนธรรมดาจะหยั่งถึง? นิทรรศการ 1992 – 2005 อาจให้คำตอบกับเราได้ในเรื่องนี้

ลิค ศรีประเสริฐ ช่างภาพแฟชั่น ศิลปิน และผู้กำกับ กำลังเล่าเรื่องของตัวเองผ่านนิทรรศการ 1992-2005 นั่นคือช่วงชีวิตระหว่างที่เรียนในรั้วมหาวิทยาลัยศิลปากร ประสบการณ์ที่สั่งสมในแต่ละวันไม่ว่าจะเป็นการวาดภาพหรือการถ่ายภาพก็ดีล้วนหล่อหลอมให้เกิดเป็นความสนใจที่เฉพาะและชัดเจนของลิค ถึงแม้บางครั้งเราอาจจะมองว่าเราควรมุ่งไปให้สุด ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่สำหรับลิค เขามองว่าคนเราไม่อาจแบ่งเป็นสัดส่วน ได้ขนาดนั้น แต่คนเราประกอบขึ้นจากความชอบที่หลากหลายในหลายๆ ด้าน สิ่งนี้คืออัตลักษณ์ส่วนบุคคลที่ทำให้ทุกคนแตกต่างจากกันและกัน ด้วยมุมมองที่น่าสนใจนี้ เราจึงอาจกล่าวได้ว่ามันคือจุดเริ่มต้นให้กับนิทรรศการของลิค นิทรรศการที่เป็นทั้งภาพถ่ายแฟชั่นและภาพวาดสไตล์ยุคโมเดิร์นนิสต์

1992-2005 จัดแสดงระหว่างวันที่ 7 กรกฎาคม – 5 สิงหาคม 2561 ที่ S.A.C Subhashok the Arts Centre ภายในนิทรรศการ แบ่งการจัดแสดงออกทั้งหมด 3 ชั้น โดยชั้นแรกคือบริเวณทางเข้าที่มี Back drop พร้อมกับคำบรรยายนิทรรศการและประวัติของลิค ศรีประเสริฐ ข้างๆ จุดถ่ายรูปปรากฏภาพวาด portrait 2 ภาพ ที่จะเชื่อมไปยังห้องแสดงนิทรรศการชั้นที่ 2 มีบันไดที่นำไปสู่พื้นที่แสดงภาพ paint ด้านบนและ ชั้น 3 ซึ่งป็นพื้นที่แสดงภาพถ่ายอันเป็นหัวใจของนิทรรศการและเป็นส่วนหนึ่งในงาน Photo Bangkok 2018

 

เมื่อเดินเข้าไปในพื้นที่นิทรรศการชั้น 2 เราจะพบกับทีวีจอ ขาว-ดำที่เล่าขั้นตอนของการถ่ายภาพในห้องจัดแสดงชั้นนี้ ซึ่งรายล้อมไปด้วยภาพวาดหญิงสาวทั้งหมดกว่า 16 รูป พวกเธอถูกจัดอยู่ในท่านั่ง ยืนและโพสต์ในอิริยาบทอื่นๆ ไปกับการถ่ายแฟชั่น สิ่งที่ทำให้เป็นที่สะดุดตามากที่สุดคือ สีสันบนภาพวาดที่ใช้แม่สีที่ระบายออกมาเกือบจะเป็นสีคู่ตรงข้ามกัน สีแต่ละสีเมื่อนำมาระบายเคียงข้างกันยังทำให้เกิดกลิ่นอายของยุคโมเดิร์นนิสต์อย่างที่สุด เช่น สีเหลือง สีน้ำเงิน สีแดง สีเขียว เป็นต้น และบางครั้งก็ปะปนมาด้วยสีชมพู หรือ โทนสีมืด ทั้งนี้ด้วยภาพวาดแบบ Portrait ที่ปรากฏพร้อมกับสีสันจัดจ้านยังชวนให้นึกถึงภาพวาดในลัทธิ Fauvism ในช่วงหลัง Post-Impressionism โดย Henri Matisse อย่าง Women with a Hat, (1905) The Green Line  (Portrait of Madame Matisse), (1905) Portrait of Andre Derian, (1905) และMarguerite, (1906) ซึ่งเป็นภาพ Portrait เช่นเดียวกันกับภาพของลิค

นอกจากความคล้ายคลึงกันของสีแล้วเมื่อเราลองมองดูองค์ประกอบภายในภาพเราจะพบว่า เส้น สี และแสงเงามีความจัดจ้านและโผงผางอยู่มากแต่ก็แฝงไปด้วยอารมณ์ ความรู้สึกที่กลมกลืนแบบยุคโมเดิร์น กล่าวคือการปฏิเสธทฤษฎีสีอย่างสิ้นเชิงพร้อมทั้งการละทิ้งความสมจริง ลิคบอกกับเราว่าภาพวาดส่วนใหญ่เป็นผลงานของ ลิค ในขณะที่กำลังศึกษาอยู่ที่คณะจิตรกรรมฯ และยังมีผลงานใหม่ที่วาดขึ้นจากภรรยาของเขาเองรวมถึงภาพจินตนาการเกี่ยวกับลูกสาวในตอนโต ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในท้อง เมื่อเรามองดูนางแบบทั้งหมดเราจะเห็นได้ว่าภาพเหล่านี้ไม่ได้วาดเพื่อให้สมจริงแต่ภาพของเหล่านางแบบประกอบขึ้นมาจากเส้นตรงทื่อๆ มากกว่าจะมีส่วนเว้าส่วนโค้งแบบผู้หญิงที่เปิดเผยให้เห็นถึงสรีระ ด้วยเส้นเหล่านี้จึงอาจแสดงถึงทัศนะของลิคที่มีต่อพวกเธอ การตัดความมีจริตจะก้านออกและใส่ความทะมัดทะแมง ความกระฉับกระเฉงเข้าแทนที่ส่อให้เห็นรสนิยมผู้หญิงในอุดมคติของเขา

ถัดมาคือชั้น 3 เป็นห้องแสดง “ภาพถ่าย” ซึ่งอยู่ในนิทรรศการเดียวกัน แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ด้านขวาซึ่งเป็นภาพที่มีสีสันสดใสและด้านซ้ายซึ่งเป็นภาพขาว-ดำแบบกล้องโบราณ ภาพถ่ายนี้ลิคได้จับมือร่วมกับ stylist ซึ่งเป็นภรรยาของลิคเพื่อออกแบบชุดให้กับนางแบบฝาแฝดทั้ง 2  Luna & Nalu จาก WM Management  ภายหลังจากการติดตั้งนิทรรศการชั้น 2 เสร็จเป็นที่เรียบร้อยดี เราจะเห็นได้ว่าภาพวาดที่อยู่ในภาพถ่ายคือภาพวาด ของลิคที่จัดแสดงอยู่ชั้น 2 อันเป็นฉากด้านหลังให้กับนางแบบ คล้ายกับการบอกผู้ชมว่านี่ไม่ใช่ภาพประกอบ แต่คือต้นแบบ ที่มา และแรงบันดาลใจของเสื้อผ้าหน้าผมบนตัวนางแบบที่อยู่เบื้องหน้า ภาพวาดจึงทำหน้าที่เป็นเบื้องหลังของการออกแบบให้กับชุดแฟชั่น ในขณะที่เมื่อมองผนังทั้งสองด้านเราจะเห็นได้ว่าสีบนผนังมีความขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงราวกับการล้อซึ่งกันและกันระหว่างความเป็น ‘สื่อใหม่’ และ ‘สื่อเก่า’ ของกล้องถ่ายภาพ ทั้งๆ ที่กล้องทั้ง 2 ถ่ายลงบนวัตถุเดียวกัน ความเป็นภาพถ่าย ขาว-ดำ แบบ wet plate และภาพถ่ายสีแบบกล้องดิจิตอลจึงสะท้อนให้เห็นมิติใหม่ๆ ซึ่งเป็นมุมมองที่มีรายละเอียดแตกต่างกันa

นิทรรศการ 1992-2005 ยังชวนให้นึกไปถึงผลงานของนักเขียนและศิลปินอย่าง อุทิศ เหมะมูล ใน “ร่างของปรารถนา” ที่จัดแสดงเป็นผลงานภาพวาดระหว่างวันที่ 19 สิงหาคม – 30 กันยายน 2560 ในปีที่ผ่านมาที่ Artist+Run Gallery โดยดัดแปลงเนื้อหามาจากวรรณกรรมที่เขาเขียนเอง ภาพวาดผลงานของอุทิศจึงเปรียบเสมือนการเล่าเรื่องโดยใช้สื่อ ทั้ง 2 แบบ คือการเรียงถ้อยคำแบบนวนิยายและการสะบัดฝีแปรงจากภาพวาด

หากเปรียบเทียบ 1992-2005 เข้ากับงานของอุทิศเราจะเห็นได้ว่ามีความคล้ายคลึงกันกับ “ร่างของปรารถนา” ในแง่ของการใช้สื่อต่างชนิดกันมาเล่าเรื่องเดียวกัน เพื่อให้ผู้ชมได้สามารถเปรียบเทียบและสัมผัสถึงการทำงานของสื่อที่มีความหลากหลาย โดยเน้นไปที่การทำงานของ “ภาพถ่ายและภาพวาด” “สื่อใหม่และสื่อเก่า” ด้วยกระบวนการนี้จึงเสมือนทำให้ผู้ชมกลับไปทบทวนความหมายของสื่ออีกครั้ง ไม่ว่าเราจะใช้การถ่ายภาพเพื่อเล่าเรื่อง การวาดภาพ หรือภาษาตัวอักษร เทคนิคใดก็สามารถสะท้อนความทรงจำเป็นภาษาภาพได้ทั้งสิ้น โดยอาจแตกต่างกันไปในรายละเอียดของความรู้สึกอันขึ้นอยู่กับการรับรู้ของผู้ชม ยกตัวอย่างเช่น ในสมัยก่อนที่ยังไม่มีการถ่ายภาพศิลปินมีหน้าที่สำคัญในการบันทึกภาพความทรงจำของผู้อุปถัมถ์ด้วยการวาดรูป เช่น การวาดรูป portrait ของผู้ว่าจ้างรวมไปถึงการบันทึกภาพทิวทัศน์อันงดงามลงบนแคนวาสก็เป็นวิธีการหนึ่งที่ทำให้เราบันทึกความทรงจำทั้งสิ้น น่าแปลกที่ภาพวาดเหล่านี้สภาพความจริงเป็นอย่างไรก็ไม่มีใครอาจรู้ได้ เพราะต่อให้ศิลปินวาดรูปสมจริงมากเพียงใดพวกเขาก็มักจะใส่ทัศนคติและวิธีการมองให้กับภาพของตนเสมอ ภาพวาดจึงมีเสน่ห์ที่สามารถสะท้อนความรู้สึกและอารมณ์ของผู้วาดได้ ต่อมาเมื่อมีการถ่ายภาพเกิดขึ้นการบันทึกความทรงจำจึงเริ่มเปิดทางเลือกใหม่ ผู้คนสามารถเก็บภาพความประทับใจในชั่วขณะหนึ่งได้หลายๆ เสี้ยววินาที ความพิเศษของการถ่ายภาพจึงอยู่ที่ความเป็นธรรมชาติ การอธิบายที่ตรงไปตรงมา และการสะท้อนเรื่องราวจากตัวมันเอง เมื่อเวลาล่วงเลยไป แล้วกลับมาย้อนดูภาพที่เคยถ่ายไว้ เราอาจเห็นรายละเอียดบางอย่างที่เราไม่เคยเห็น ซึ่งคงขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้บันทึกว่าพวกเขาเหล่านั้นกำลังเฝ้าพิจารณาเรื่องใด

 

สำหรับนิทรรศการ 1992-2005 ที่รวม “ภาพถ่าย” และ “ภาพวาด” เข้าด้วยกันจึงประหนึ่งว่าคือการผสมผสานของเทคนิคพิเศษทั้ง 2 และยังเปิดเผยให้เห็นความสวยงามของสื่อด้วยมุมมองที่หลากหลายอันสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของสื่อทั้ง 2 รูปแบบ นิทรรศการนี้จึงเสมือนเป็นความสมบูรณ์แบบระหว่างความจริงใจในภาพถ่ายกับการแสดงออกของห้วงอารมณ์ของศิลปิน ในขณะเดียวกันก็เป็นการวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการทำงานของตัวมันเองไปด้วย

“ใครบ้างจะคิดว่าสิ่งที่เหมือนเป็นปฏิปักษ์กันจะสามารถร่วมงานกันได้ในพื้นที่เดียวกัน”

 

 

 

Credit 

Photographer : Lik Sriprasert

Stylist : Pannatorn Boonmahitthisud

Models : Luna & Nalu at WM Management

Make up : Surapol Limvanich

Hair : Chai Surasen

Assistant Stylist : Ekabutr Sriwongudomsin


About the Author

Nina NTK

ความสวยงามของชีวิตคือการได้ทำในสิ่งที่หัวใจโหยหา



Back to Top ↑