รักในรอยศิลป์
บทที่ 1
ชีวิตคือศิลปะ
ฉันชอบห้วงเวลานี้เสียจริง เวลาเช้าตรู่ที่รู้สึกตัวตื่นแล้ว แต่ยังคงนอนหลับตาฟังเสียงจังหวะ
คลื่นที่ม้วนกระทบหาดบอนไดบีชซึ่งทอดยาวอยู่อีกฟากถนนแคมป์เบลล์พาเรดนับเป็นช่วง
เวลาช่วงเดียวของวันที่ฉันจะได้ยินเสียงคลื่นได้จากในห้องนอนของฉัน เสียงคลื่นซึ่งโดย
ปกติจะถูกกลบด้วยเสียงรถยนต์ที่เคลื่อนผ่านถนน และเสียงเฮฮาปาร์ตี้ของผู้คนทั้งจากใน
เมืองและจากทั่วโลกที่พากันมาหาความรื่นเริง ณ ชายหาดชื่อดังของออสเตรเลียแห่งนี้
แต่ความนึกคิดต่อสิ่งภายนอกกายก็ค่อยๆ เหือดหายไป เมื่อคลื่นซัดพาฉันสู่สัมผัสแห่ง
ความสงบนิ่ง และขณะซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มนั้น ฉันก็ได้ผ่อนคลายไปกับความอบอุ่นที่โอบ
กอดร่างกายและจิตใจของฉันเอาไว้
ก่อนที่วันใหม่จะเริ่มต้นขึ้น ฉันเคลิบเคลิ้มสลับอยู่ในห้วงคำนึงและความฝัน ปล่อยให้ความ
รู้สึกทั้งสองกระเพื่อมเคล้าเป็นสายกระแสจิตไร้สำนึกบ้าง รู้สำนึกบ้าง ขึ้นลงสลับกันอยู่
เช่นนั้น กระแสจิตส่วนลึกนี้แฝงตัวควบคู่การดำรงอยู่ของฉันมานมนานตราบเท่าที่ฉันจะ
จดจำได้ บางครั้งมันก็หล่อหลอมให้ชีวิตฉันเป็นระเบียบแบบแผนที่ไหลเลื่อนด้วยความ
แน่นอนและต่อเนื่องดุจดังกระแสน้ำลด แต่ในบางขณะกลับโหมกระหน่ำโลกของฉันด้วย
พลังแห่งพายุ
ความคิดดีๆ มักเกิดขึ้นกับฉันในสภาวะกึ่งรู้สึกตัวเช่นนี้ และฉันก็ได้ฝึกฝนตัวเองให้ขีดเขียน
ลงบนสมุดร่างภาพท่ามกลางความมืดได้โดยไม่หลุดออกจากห้วงความรู้สึก สมุดร่างที่ฉัน
วางไว้ข้างเตียงโดยตลอดนี้จึงเป็นเครื่องมือที่ฉันใช้เชื่อมต่อความฝันกับความคิด เชื่อมจิต
ไร้สำนึกกับจิตรู้สำนึก เชื่อมกลางคืนกับกลางวัน เชื่อมแรงบันดัลใจสู่ชิ้นงาน เป็นดั่งสะพาน
ที่สร้างขึ้นโดยเส้นสายระบายเงาจากปลายดินสอ ฉันฝึกฝนตนเองให้ทำเช่นนี้ เพื่อนำสิ่งที่
สัมผัสรู้และเก็บกรองได้จากความฝันมาหลอมรวมเข้าไว้ในผลงาน อย่างน้อยที่สุด ฉันก็
คลุกเคล้าความฝันเข้ากับประสบการณ์แห่งความเป็นจริงและทัศนคติต่อโลก เพื่อสร้างสรรค์
เป็นชิ้นงานศิลปะอันงดงาม
ไม่ว่าจะอย่างไร ชีวิตของฉันก็คืองาน และงานของฉันก็คือศิลปะ
คืนนี้ฉันฝันถึงความตาย ไม่ใช่ความตายของตัวฉัน ไม่ใช่ความตายของญาติมิตร แต่เป็น
ความตายของผู้หญิงคนหนึ่งที่ฉันไม่เคยได้พบมาก่อน ผิวของเธอสีอบเชย ดวงตาใส
สงบแฝงไว้ด้วยแววแห่งความรักและความปรารถนาที่ขับให้ม่านตาสีน้ำตาลอ่อนของเธอ
เปล่งประกายแห่งความปิติแม้ว่าชีวิตกำลังจะสิ้นสุดลง เธออยู่กับใครคนหนึ่ง ไม่ใช่ตัวฉัน
แต่เป็นใครอีกคนหนึ่ง ฉันเป็นผู้สังเกตการณ์ที่เฝ้าดูร่างบนเตียงแห่งความตายนั้น โดยมอง
ข้ามหัวไหล่ของคนที่บ่งบอกจากรูปร่างได้ว่าเป็นชาย ไม่ว่าชายผู้นี้จะเป็นใคร หญิงผู้นี้รัก
เขาสุดหัวใจ รักมากยิ่งกว่าที่เธอรักชีวิตของตนเอง และเธอไม่ต้องการจากเขาไปไม่ว่า
ด้วยเหตุผลใด อย่าว่าแต่การจากไปอย่างถาวรสู่อ้อมกอดของความตายเลย
เธอรู้ว่าฉันอยู่ที่นั่น เธอหันหน้ามาประสานสายตากับฉัน แม้ว่าฉันจะรู้สึกเหมือนเป็นผู้บุกรุก
แต่ฉันก็มิอาจละสายตาจากเธอได้ ยังคงจ้องทะลุผ่านม่านตาของเธอเข้าไปเหมือนแสงสว่าง
ที่ส่องผ่านแก้วปริซึม เธอไม่ขัดขืนการล่วงล้ำของฉัน แต่กลับรับเอาฉันไว้ดั่งท้องทะเล
โอบรับน้ำฝน และฉันก็ดำดิ่งเข้ารวมเป็นหนึ่งเดียวกับเธอด้วยความเห็นอกเห็นใจต่อดวงจิต
ที่กำลังจะจมดิ่งอยู่นี้ ไม่มีสิ่งอื่นใดที่จะต้องรับรู้นอกไปจากความรู้สึกเกินบรรยายที่เธอได้
โอบรับฉันเอาไว้ในตัวเธอ ลมหายใจสุดท้ายของเธออ่อนล้า และเธอเริ่มจมดิ่งลงลึก
จนเกินกว่าที่แสงซึ่งพาฉันมาสู่ที่นี้จะสาดส่องไปถึง ทำให้ฉันต้องเลือกเอาว่าจะผุดตัว
ลอยขึ้นหรือจะดำดิ่งไปกับเธอ ฉันอยากจะร่วมเดินทางกับเธอลงสู่เบื้องลึกที่อยู่ไกลเกิน
กว่าที่ใครจะเคยได้นำมาเปิดเผย เพื่อสำรวจสุดยอดแห่งความเร้นลับ หากแต่ทุ่นลอย
แห่งชีวิตของฉัน และกระแสที่เอ่อซัดขึ้นของคลื่นใต้น้ำที่กลืนกินชีวิตหนึ่งเพื่อมอบชีวิต
ใหม่ ประกอบกับแรงดึงดูดของจันทร์ข้างขึ้นบังคับให้ฉันต้องผุดลอยขึ้น
ฉันเริ่มร่างภาพจากความฝัน มือตวัดเส้นสายลงบนหน้ากระดาษที่ว่างเปล่าอย่างคล่องแคล่ว
ในความมืด ความฝันนี้มีความหมายว่าอย่างไรกันแน่? ฉันกำลังศึกษาเรื่องที่ผู้หญิงในโลก
ตะวันออกถูกผู้ชายทั้งชาวตะวันตกและชาวตะวันออกเอารัดเอาเปรียบ และมีทัศนคติ
เหมารวมต่อพวกเธอในฐานะที่เป็นนางบำเรอและเป็นวัตถุทางเพศมาโดยตลอด โดยเป็น
เนื้อหาหลักในการศึกษาระดับปริญญาเอกทางด้านทัศนศิลป์ของฉัน ดูเหมือนว่าผู้หญิง
ชาวเอเชียคนนี้มีจุดประสงค์อะไรบางอย่าง กับการที่ให้ฉันได้มีส่วนร่วมรู้เห็นเรื่องราวลึกซึ้ง
ของเธอในการลาจากโลกนี้ไป ซึ่งน่าจะมีความหมายในทางบวกมากกว่าที่จะเป็นเรื่อง
สงครามระหว่างเพศที่ฉันต่อสู้อยู่แทบจะทุกวี่ทุกวันตลอดชีวิตนับตั้งแต่เศษเสี้ยวแรกแห่ง
ความเป็นหญิงของฉัน ความหมายที่ว่าความรักระหว่างชายหญิงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้
และอาจจะเกิดขึ้นได้แม้แต่กับตัวฉันเอง
ไฟหน้าของรถยนต์คันหนึ่งที่วิ่งผ่านถนนด้านล่างเป็นคันแรกๆ ในยามเช้า สาดแสง
เป็นลำคู่ขนานลอดช่องขอบม่านและทอดไปที่เพดาน ฉันหันไปมองดูเวลาที่นาฬิกา
ข้างหัวเตียง ตีสี่สิบแปดนาที ฉันสูดหายใจลึกยาวและบีบจมูกตัวเองเอาไว้เมื่อรู้สึกว่า
ฉันกำลังจะจมสู่อรรณพแห่งความหลับใหลอีกครั้ง น้ำหนักตัวของฉันฉุดให้ฉันดำดิ่งลง
สู่ส่วนลึก เสมือนสมอที่ถูกทิ้งลงนอกลำเรือโดยปราศจากโซ่ที่จะคอยรั้งเอาไว้
และฉันก็จมลงสู่ความมืดมิดที่ปกคลุมท่วมทั่วทั้งตัวฉัน |