website statistics software
Visitors Since
June, 2007
 
 
 
ักในรอยศิลป์

บทที่ 10
ผ้าทอแห่งชีวิต

พอฉันเริ่มจะคิดว่าพวกสาวๆ คงไม่มากันแล้ว บรรดาเธอทั้งหลายก็มาถึงร้าน กาแฟข้างคณะพร้อม
กันทั้งกลุ่มช้ากว่าเวลานัดหมายเกือบชั่วโมงทีเดียว ฉันได้แต่หวังว่าศิลป์ยังคงรอเราอยู่ที่ร้านอาหาร
แต่แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อวานเขาเองก็สาย เท่าที่เห็นนับแต่ฉันมาเมืองไทย คนที่นี่มักมาสาย
กว่าเวลานัดทุกครั้ง แต่ก็ไม่เห็นมีใครจะอนาทรร้อนใจอะไร ฉันเลยตัดสินใจไม่เอามาคิดให้รก
สมองพร้อมกับทักทายตอบพวกเธอในเวลาเดียวกัน เจ๊ที่ร้านมิ่งหลีออกจะไม่ชอบใจเท่าไร
ที่เห็นฉันเดินเข้ามาพร้อมกับหญิงสาวทั้งห้าคนที่แน่ๆ ไม่ดูเป็นศิลปินหรือแม้จะเป็นนักศึกษาศิลปะ
ก็ไม่ใช่  ทันทีที่หญิงสาวเดินเข้าร้าน เจ๊แกก็เดินมาโบกไม้โบกมือ ถ้าไม่ได้ศิลป์เดินเข้ามาช่วย
กู้สถานการณ์ พวกเราก็คงต้องยืนนอกร้านอยู่อีกนาน

ฉันคิดถึงรอยยิ้มของศิลป์ตลอดเวลาที่ไม่เห็นกัน  หน้าฉันคงฉายแววปลื้มจนศิลป์คงดูออกว่าฉัน
มีความสุขมากเพียงใดที่เจอเขา ฉันว่าเขาเองก็ดูมีความสุขทุกครั้งที่เราได้พบกัน  ฉันสงสัยนิดๆ
ว่าปกติเขาเป็นของเขาอยู่อย่างนี้หรือว่าเป็นเพราะฉัน  ความสุขของฉันนั้นเกิดขึ้นได้ก็เพราะเขา 
เขาพาพวกเราไปหาที่นั่งพร้อมกับสั่งอาหาร ขณะเดียวกันฉันก็เอ่ยปากขอโทษที่ต้องให้เขารอนาน

“ไม่เป็นไรครับ” ศิลป์ตอบ “นี่คงเป็นกลุ่มศิลปินที่รอแจ้งเกิดของคุณสินะครับ”

“ใช่ค่ะ” แล้วฉันก็แนะนำให้พวกเธอรู้จักศิลป์

“ให้คุณเป็นคนอธิบายให้พวกเธอก็แล้วกันนะครับแอนนา ผมขอเป็นเพียงคนฟัง”

“ได้ค่ะ” ฉันสบสายตาไปยังทุกๆคนที่นั่งอยู่รอบโต๊ะ แล้วพูดว่า “สิ่งที่ฉันอยากทำก็คือ นำปัญหาที่
พวกคุณพบเห็นอยู่ที่ต้องการแก้ไข มาแสดงออกโดยผ่านงานศิลปะ ฉันขอให้พวกคุณช่วยสร้าง
สรรค์ร่วมกับฉัน ขอให้เป็นการร่วมด้วยช่วยกันเท่าที่คุณทำให้ได้ งานนี้จะไม่เป็นงานของฉัน
คนเดียว แต่จะเป็นงานของพวกเราๆทั้งหมด ฉันเป็นศิลปินจัดวาง จึงอยากจะใช้ศิลปะจัดวางเป็น
สื่อ  มีใครพอจะรู้อะไรเกี่ยวกับศิลปะจัดวางบ้างไหมคะ?” พวกสาวๆ ต่างสั่นศีรษะ

“พูดง่ายๆก็คือ คุณจะเอาอะไรมาสร้างสรรให้เป็นงานก็ได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของที่พบเห็น
ที่เป็นส่วนประกอบอยู่ในชีวิตประจำวัน มานำเสนอตามแบบที่มันเป็นอยู่ หรือจะดัดเแปลง จับรวม
เข้ากับอะไรๆอย่างอื่นก็ได้  หรือถ้าจะสร้างจากจินตนาการ จากประสบการณ์ล้วนๆ ก็ได้เหมือนกัน
แนวของงานก็คือการส่งผ่านความคิดด้วยวิธีที่ไม่เคยมีการนำเสนอมาก่อน พอเข้าใจไหมคะ?”
พวกเธอพยักหน้า และดูเหมือนว่าจะเข้าใจ

“อย่างที่บอกนะคะ ฉันอยากให้พวกคุณเป็นคนควบคุมการจัด  เราจะเริ่มด้วย แนวความคิด
เนื้อหา หรือ ประเด็นที่คุณต้องการนำเสนอเสียก่อน ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่ขั้นต่อไป ตัวอย่าง เช่น
เรื่องเอชไอวีหรือโรคเอดส์  เรื่องผู้หญิงถูกขายเป็นสินค้าในระบบเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์
หรือว่าอุตสาหกรรมเซ็กส์ทัวร์ หรือ จะทำเป็นเรื่องราวประชดประชันการกดขี่ผู้หญิงเอเชีย 
พูดถึงการขายเด็กผู้หญิงจากชนบทให้กับซ่องโสเภณี หรือ ผลต่อสภาพจิตใจอันมาจากการใช้
แรงงานเด็กอย่างทารุณ  หรือเป็นหัวข้อจากแนวความคิดง่ายๆ เช่น “การขายตัว” หรือ “ความรัก
ความห่วงใยตัวเองและเพื่อนโดยไม่แยแสผู้ชาย” อย่างที่ฉันเห็นเมื่อคืน ฉันเว้นระยะหยุดพูด
รอดูว่าพวกเธอจะตอบสนองอย่างไร แล้วพูดต่อว่า “อยากจะทำแบบไหนดีคะ” รัตน์ ดูจะเป็นคน
ที่อายุมากที่สุดในกลุ่ม ฉันเดาว่าอายุคงจะประมาณยี่สิบสอง เอ่ยปากเป็นคนแรก “พวกเรา
ไม่เข้าใจที่คุณพูดมาทั้งหมดหรอกนะ ตอนที่คุณสิทธิโชคมาขอให้เราช่วยคุณทำงานศิลปะสักชิ้น
เขาบอกว่ามันจะไม่เหมือนกับที่พวกเราเคยทำให้ตอนที่เราเป็นแบบให้วาด เขาบอกว่าคุณอยาก
ให้เราทำงานโดยใช้ความคิดของเรา”

“ใช่” หมูยืนยัน “ตอนนั้นเรายังคิดกันเลยว่า ฝรั่งคนนี้เป็นใคร ถ้าจะประสาท จริงๆ นะ พวกเรา
คิดและก็คุยกันเรื่องนี้เยอะมาก”

“ใช่แล้ว” รินพูดขึ้น “พูดกันว่าเราจะทำอะไรดี”

“เราอาจจะไม่เข้าใจที่คุณพูดทุกคำหรอกนะ แต่เราพอเข้าใจว่าคุณหมายความว่ายังไง เพราะที่คุณ
พูดมาพวกเราเคยได้ยินจากคนอื่นๆ มาก่อนแล้ว ” หมูพูดเสริมขึ้น

“คนของหน่วยงานที่มาพูดคุยกับผู้หญิงบาร์หรือผู้หญิงหากินหรือคุณจะเรียกว่าอะไรก็สุดแท้แต่
บอกเราอย่างที่คุณบอกนี่แหละ เขาพูดแต่เรื่องไม่ดี พูดถึงแต่เรื่องของคนที่มีภาพลักษณ์เป็นแบบ
อย่างว่าเหมือนเรา  และก็ไม่เคยพูดถึงเราในทางอื่นเลย” พวกเธอเว้นระยะให้ฉันได้กล่าวสนับสนุน
“พวกคุณไม่ใช่ผู้หญิงบาร์ พวกคุณคือผู้หญิงคนหนึ่ง”

เทีย คนที่อายุน้อยที่สุดในกลุ่ม อายุคงไม่เกินสิบเจ็ด และเห็นได้ชัดว่าเป็นคนที่พูดน้อยที่สุด
ในกลุ่ม พูดขึ้นด้วยเสียงเบาๆ ว่า “หนูชอบที่คุณพูดตอนท้ายที่ว่าให้เรารักกัน เพราะว่าเราก็รักกัน
เหมือนพี่เหมือนน้อง เราไม่ได้รักผู้ชายที่ใช้เงินซื้อเรา หนูมีแฟนอยู่บ้านนอก แฟนหนูก็รักหนู
และอยากแต่งงานกับหนู แม้จะรู้ว่าหนูทำงานอะไรอยู่” เทียน้ำตาคลอเมื่อพูดถึงแฟน

“และฉันก็เป็นแม่คนแล้ว คนที่สำคัญที่สุดในโลกสำหรับฉันก็คือลูกชาย” รัตน์พูดเสียงดังฟังชัด
“ลูกฉันอายุสามขวบ ฉันต้องเป็นแม่ที่ดี ทุกอย่างที่ทำอยู่นี่ฉันทำเพื่อลูก ดูอย่างเล็กที่ต้องดูแล
แม่ที่ป่วยหนัก เล็กทำงานหาเงินเพื่อซื้อยาไปรักษาแม่”

เรานั่งเงียบอยู่สักอึดใจหลังจากที่พวกเธอได้ระบายอารมณ์ออกมาบ้าง ฉันใช้เวลานั้นครุ่นคิดใน
เรื่องที่พวกสาวๆ พูดกับฉัน “ถ้างั้นก็หมายความว่า สิ่งที่พวกคุณอยากจะทำก็คือ เน้นความสำคัญ
กับความดีงามของความเป็นผู้หญิง เช่น ความเป็นแม่ การเป็นคู่ชีวิตที่เท่าๆกับการเป็นผู้ให้ความ
อาทร ซึ่งพวกคุณยังคงมีอยู่เต็มเปี่ยม ไม่ใช่พูดถึงแต่ด้านลบของชีวิต กับการเป็นผู้หญิงหากิน
เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ให้เป็นลบมากขึ้นไปอีก ถูกต้องไหม”

“ใช่แล้ว” ทุกคนยืนยัน

“ถ้างั้นก็เยี่ยมเลย คิดกันหรือยังว่าจะทำกันยังไง”

“เทียกับรินบ้านอยู่อีสาน” รัตน์พูดแทนทั้งสองคน “แถวอีสานผู้หญิงทอผ้าไหมสวยมาก เห็นว่า
น่าจะทำอะไรเกี่ยวกับผ้าไหมได้บ้าง ส่วน ฉัน เล็ก กับ หมู ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรดี”

“เอาละ เทีย ไหนลองบอกให้ฟังหน่อยว่า ผ้าไหมมีความพิเศษยังไงในความคิดของเธอ”
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” เธอพูดอย่างครุ่นคิด
“อธิบายสั้นๆ ก็ได้” ฉันกระตุ้นให้เธอพูดต่อ
“คือว่า” เธอพูดอย่างลังเล “ผู้หญิงนับเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตใช่ไหม พวกเราทอผ้า พวกเราจึง
เป็นผู้สานสายใยสำหรับผืนผ้าทอแห่งชีวิตด้วย” เธอประสานมือทั้งสองเข้าด้วยกัน “แต่ตอนนี้
พวกเราต้องมาทำงานที่กรุงเทพ ที่บ้านนอกก็จะไม่มีใครทอผ้า สายใยชีวิตก็สลาย” เธอดึงมือ
ทั้งสองออกจากกัน เป็นสัญลักษณ์ของเส้นใยที่แยกออกจากกัน ฉันประทับใจกับการแสดงความ
รู้สึกของเธอเป็นอย่างมาก “เฉียบคมมาก เทีย เธอเป็นกวีได้เลยนะนี่ ถ้างั้นเราใช้ชื่องานแสดง
ศิลปะนี้ว่า “ผ้าทอแห่งชีวิต” เลย ดีไหม”

“เราคือผ้าทอแห่งชีวิต” รัตน์พูดเสริมขึ้นเพื่อเน้นความสำคัญ

“อันนี้ดีกว่าอีก ใครเห็นด้วยกับชื่องานว่า “เราคือผ้าทอแห่งชีวิต” ยกมือขึ้น”

มือทั้งหกชูขึ้นหรา พร้อมกับเสียงเฮลั่นร้าน เราทานอาหารกลางวันพร้อมกับปรึกษาหารือโดยการ
นำความคิดของพวกสาวๆ มารวมกับความรู้ด้านสื่อของฉัน ศิลป์นั่งเงียบเกือบตลอดเวลา เว้นแต่จะ
ถูกถามด้วยคำถามเจาะจง จนกระทั่งเราออกจากร้านมิ่งหลี  เราทั้งหมดตื่นเต้นที่จะได้ทำงานนี้
ด้วยกัน จนพวกสาวๆ อยากจะเห็นห้องแสดงศิลปะและห้องทำงานขึ้นมาทันที

ที่ลานกว้าง ฉันหันไปพูดกับศิลป์ “ขอโทษนะ ศิลป์ ที่ไม่ได้พูดคุยกับเธอเลย”
“ไม่เป็นไรหรอก นั่งฟังคุณกับเพื่อนใหม่ของคุณคุยกัน เป็นความรู้ดีทีเดียวนะครับ”
“คุณคงต้องไปเข้าห้องสอนแล้วใช่ไหมคะ”
“ครับ” เขาตอบพร้อมกับยิ้ม “นี่ผมก็เพิ่งออกจากห้องสอนมาเหมือนกัน”
ฉันหัวเราะกับมุขตลกของเขา “ขอโทษด้วยค่ะ ฉันต้องพาพวกสาวๆ ไปดูห้องทำงานและห้อง
แสดงศิลปะ จะไปด้วยไหมล่ะคะ”
“อยากจะไปอยู่เหมือนกันครับ แต่ว่าต้องไปสอน และนี่ก็สายไปหน่อยแล้ว” เขายกมือไหว้และดูท่าทางคล้ายกับเทียมากกว่าที่จะเป็นตัวเขาเอง พร้อมกับถามอย่างเขินๆ ว่า “บางทีมื้อหน้าเราคงจะได้ทานอาหารด้วยกันตามลำพัง โดยไม่ต้องมีลูกศิษย์ของเราหรือพี่เลี้ยงของคุณคอยดูแลนะครับ”
ฉันแอบหวังในใจว่าที่เขาพูดว่า “มื้อหน้า” นั่นเข้าหมายความถึงมื้อต่อไปจริงๆ ก็เลยลองเสี่ยงหยั่ง
เชิงถามดู “หมายถึงเราไปทานอาหารค่ำกันคืนนี้ใช่ไหมคะ”
“ครับ ว่างไหมครับ”
“ค่ะ ได้ค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นผมไปรับคุณที่โรงแรมตอนสองทุ่มนะครับ”



 
 
 
 
 

Silpa: the Art of Love

Thai

• เรื่องย่อ
• บทที่ 1
• บทที่ 2

• บทที่ 3
• บทที่ 4
• บทที่ 5
•
บทที่ 6
•
บทที่ 7
•
บทที่ 8
•
บทที่ 9
•
บทที่ 10
•
บทที่ 11
•
บทที่ 12
• บทที่ 13
• บทที่ 14

English

• Trailer
• Chapter 1
• Chapter 2
• Chapter 3
• Chapter 4
• Chapter 5
• Chapter 6
• Chapter 7
• Chapter 8
• Chapter 9
• Chapter 10
• Chapter 11
• Chapter 12
• Chapter 13
• Chapter 14


 
©2007 FINE ART MAGAZINE
•The Great Fine Art Co.,Ltd.   919/1 The Silom Galleria Room 302 Silom Soi 19 Bangruk Bangkok 10500 Tel/Fax. 0 2630 3426 •
• Hill Park Condominium1 APT#1304, 9 M.1 Changpuek A.muang Chiang Mai 50300 Tel/Fax. 053-220522  E-mail: fineart@fineart-magazine.com •