website statistics software
Visitors Since
June, 2007
 
 
 
รักในรอยศิลป์

บทที่ 11 
สุดจะสรรใดเปรียบ

ฉันรอด้วยใจจดจ่ออยู่ที่ล็อบบี้ก่อนเวลานัดหมายสิบนาที เมื่อตอนบ่ายที่ล้อมวงอยู่กับสาวๆ พวก
นั้น ฉันต้องระงับใจแทบแย่ ไม่ให้กระเจิงไปกับการรอคอยที่จะได้ออกไปรับประทานอาหารค่ำกับ
ศิลป์คืนนี้จนอาจทำให้วงสนทนาเรื่องการเตรียมงานแสดงศิลปะในอีกสองสัปดาห์ครึ่งนั้นเขวไปได้

การออกไปรับทานมื้อค่ำกันสองต่อสองนับเป็นการออกเดทอย่างหนึ่ง และการออกเดทของคนเรา
ก็ย่อมมีนัยยะซ่อนอยู่ ซึ่งประการแรก.. อาจถือได้ว่าศิลป์ก็รู้สึกแบบเดียวกับที่ฉันกำลังรู้สึกอยู่
และมันก็ไม่น่าเป็นเพียงสิ่งที่ฉันทึกทักเอาเอง อย่างไรก็ตาม ตลอดเวลาสองชั่วโมงที่กลับมารอ
เขาอยู่ที่โรงแรม ฉันก็เตรียมใจเอาไว้แล้วที่จะระมัดระวังตน ไม่ให้สิ่งที่คิดหวังเอาไว้ในใจนั้นเผย
ออกมา

เสียงเข็มนาฬิกาทำให้ฉันรู้สึกเหมือนเวลาหนึ่งวินาทีนั้นนานนับนาที และเวลาหนึ่งนาทีนั้นก็ช่าง
ยาวนานปานชั่วโมงเสียนี่กระไร ฉันได้แต่เฝ้ามองนาฬิกาติดผนังล็อบบี้โรงแรม และอดไม่ได้ที่จะ
ชำเลืองมองนาฬิกาข้อมือไปด้วย จิตใจมันจดจ่อจนแทบจะคิดว่าเห็นเข็มนาฬิกาหมุนติ้วเป็นวงล้อ
เสียด้วยซ้ำไป

เมื่อเสียงนาฬิกาตีบอกเวลาสองทุ่มตรง ฉันมองไปที่ประตูทางเข้าแต่ก็ไร้วี่แววของศิลป์
จากจุดนั้น.. ฉันก็ได้แต่เฝ้าชำเลืองมองนาฬิกากับบานประตูสลับกันไปมาด้วยความกระสับ
กระส่ายยิ่งไปกว่าเดิม จนแทบจะล้วงมือไปหยิบเอาเวลามาชำแหละให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
เพื่อเช็คดูความเที่ยงตรงเสียให้รู้แล้วรู้รอด

ฉันกลายเป็นวัยรุ่นวุ่นรักที่ตื่นเต้นจนตัวลอยไปกับการออกเดทครั้งแรก ความคิดไร้เหตุผลต่างๆ
กรูกันเข้ามาวิ่งเล่นในสมองอยู่ห้านาที ซึ่งเป็นห้านาทีที่ยาวนานประหนึ่งห้าชั่วโมงเลยทีเดียว
ฉันเริ่มคิดว่าเขาอาจจะไม่มาก็เป็นได้ พอหลังแปดนาทีหรือแปดชั่วโมงในความรู้สึกผ่านไป
ฉันเริ่มต่อว่าศิลป์อยู่ในใจ พอถึงเก้านาทีที่นานเหมือนเก้าชั่วโมง ฉันเริ่มกลับมาตำหนิตัวเองด้วย
ความหงุดหงิด จนเวลาผ่านไปสิบนาทีเต็ม ซึ่งมันก็เหมือนครบสิบชั่วโมงแห่งการทดสอบความ
หนักหน่วงในใจ

ศิลป์ก้าวขาผ่านประตูเข้ามายืนต่อหน้าฉัน.. ในทันทีที่ได้เห็นบุคลิกอันสง่างามและดวงตาที่ทิ่ม
แทงใจคู่นั้น ความหงุดหงิดทั้งหมดทั้งมวลในใจก็มลายสิ้น  เหลือเพียงความอภัยและลืมได้หมด
ทุกอย่าง ฉันเดินเข้าไปทักทายเขา ใจอยากจะกอดทักทายทั้งด้วยความรักและมิตรภาพ แต่แทน
ที่จะทำดังนั้น ฉันกลับพนมมือไหว้เขาแทน

ลึกๆ แล้ว.. ฉันปรารถนาจะให้เขาสัมผัสฉันเหมือนเมื่อคราแรกพบ หรืออย่างน้อย.. แค่จับมือ
เชคแฮนด์กันก็ยังดี แต่ฉันก็ต้องรั้งความรู้สึกนั้นไว้กับดินแดนแห่งวัฒนธรรมที่มีขอบเขตแห่งนี้
มากกว่าที่จะปล่อยใจไปตามปรารถนาได้อย่างในออสเตรเลีย

ถึงอย่างไร ตอนนี้ฉันก็พอใจกับสิ่งที่ได้เห็นและได้เป็น เนื่องด้วยภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้านั้น
ช่างงดงามนัก ศิลป์เต็มไปด้วยสง่าราศีไม่ต่างอะไรจากที่ฉันเห็นที่ร้านมิ่งหลีเมื่อวาน ซึ่งทำให้ฉัน
ตระหนักดีว่า ประกายแห่งความผุดผาดของเขานั้นส่องสกาวออกมาจากภายในเลยทีเดียว
แถมราศีนั้นยังเจิดจ้าแม้อยู่ท่ามกลางตะวันฉายก็ตาม

“สวยจังเลยครับแอนนา”

ศิลป์ถอยหลังมอง พลางดึงฉันให้ดำดิ่งสู่สายน้ำแห่งคำชมเชยที่ไม่อาจใช้มาตราใดมาวัดได้
ผ่านดวงตาดำขลับคู่เก่ง ที่ดูจะเบิกกว้างขึ้นเมื่อมองสำรวจฉันด้วยความชื่นชม นัยน์ตาของศิลป์
ประดุจหน้าต่างสองบาน ที่เปิดกว้างให้ฉันได้ป่ายปีนเข้าไปค้นหา หากแต่หน้าต่างนั้นไม่ได้นำทาง
ให้ฉันก้าวเข้าไปสู่ห้องใจที่มีผนังตีกรอบไว้ทั้งสี่ด้านดุจปราการคุมขัง แต่ทางตรงกันข้าม..
มันกลับเสนอทางหนีทีไล่ ให้ฉันโจนหนีความอ้างว้างโดดเดี่ยวที่มีในใจนั้นออกมาเสีย เพื่อก้าวข้าม
สู่เสรีแห่งท้องฟ้าสีครามอันสว่างสดใสเหนือท้องทะเลกว้างไกล

“เราจะไปไหนกันคะ?” ฉันถามด้วยไม่รู้จะเอ่ยอะไรดีไปกว่านั้น
“ผมรู้จักร้านหนึ่ง อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา”
“ฉันเคยได้ยินเกี่ยวกับแม่น้ำนี้ค่ะ แต่ยังไม่มีโอกาสได้เห็นสักที”
“แม่น้ำเจ้าพระยาถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนที่นี่  โดยเฉพาะในยามค่ำคืนจะมีชีวิตชีวามากทีเดียว แล้วคุณจะได้เห็น”

ศิลป์ใช้รถซาบบ์ ปี 1970 ซึ่งมันก็มีอายุพอๆ กับเจ้าเต่าทองของฉันเลยทีเดียว รถยนต์ของใคร
ก็มักจะเป็นเครื่องบ่งบอกบุคลิกภาพของผู้เป็นเจ้าของ คล้ายๆ กับที่เขาเปรียบเรื่องหมากับเจ้า
ของนั่นละ รถซาบบ์ของศิลป์ไม่ได้พยายามที่จะสร้างความประทับใจให้ผู้มาเยือนด้วยความหรูหรา
ราคาแพง หรือมีรูปทรงแปลกตา ทันสมัยไฉไลเหมือนเจ้า ‘บีเมอร์’ ของเดบรา อย่างไรก็ตาม
แม้รถของศิลป์จะเก่าแต่ก็ค่อนข้างจะเลิศอยู่ไม่น้อย ดูเก๊กหน่อยๆ พอทัดเทียมได้อยู่ แม้เจ้าของ
จะไม่ต้องการให้ออกมาดูเป็นแบบนั้นก็ตาม
ด้วยเป็นรถที่เผยความเป็นตัวตนของผู้ขับขี่ชนิดเงิน
ไม่มีทางซื้อได้ ทำนองเดียวกับเจ้าเต่าทองแสนรักของฉันนั่นเอง

สถานที่ๆ เราไปนั้นเปรียบดั่งแดนสุขาวดีเสียนี่กระไร ศิลป์ขับรถไหลลื่นไปด้วยความรวดเร็วหาก
นุ่มนวล เราอยู่บนฝั่งซ้ายของถนนในขณะที่มหาวิทยาลัยศิลปากรนั้นอยู่ทางขวามือ เมื่อถึงทาง
แยกศิลป์ก็เลี้ยวโค้งและจอดรถตรงลานจอด เราพากันข้ามถนนจากมหาวิทยาลัยแล้วเลาะมา
ตามทางเดินจากประตูใหญ่สักประมาณนาทีเห็นจะได้

“ถึงแล้วครับ” ศิลป์บอก
“นี่ร้านโปรดของผมเลยนะ เอ้อ..! ผมหมายความว่านอกจากมิ่งหลีก็ที่นี่ละ”
“ฉันไม่เคยเดินมาทางนี้เลยค่ะ ไม่น่าเชื่อว่าจะอยู่ติดแม่น้ำขนาดนี้”
เราขึ้นบันไดไปไม่กี่ขั้น ก็ถึงระเบียงดาดฟ้ารับลม และนับเป็นครั้งแรกตั้งแต่มาถึงกรุงเทพฯ ที่ฉัน
ได้มองขึ้นไปบนฟ้าอย่างเต็มตา คืนนี้พระจันทร์เต็มดวง มีดวงดาวพราวอยู่เล็กน้อย ส่วนดาว
อังคารก็ส่องประกายส้มเสียจนดูเหมือนพระอาทิตย์ดวงเล็กๆ เยี่ยมหน้ามาเยือนในยามราตรีบริกร
นำเราไปที่โต๊ะริมระเบียง ฉันสูดหายใจรับลมแม่น้ำเข้าไปด้วยความสดชื่นเต็มปอด มองไปเห็น
สะพานทอดตัวอยู่ทางขวามือ ส่วนพระปรางค์องค์งามที่ส่องไฟสว่างตระการตาประดุจลำเทียน
แท่งใหญ่นั้น สถิตอยู่ทางด้านซ้ายของเรา

สายน้ำที่ขุ่นทึมตรงหน้าทำปฏิกริยากับแสงไฟ ล้อให้เห็นเป็นแนวริ้วของเส้นสีสะท้อนอยู่ริมตลิ่ง
งามตาดุจภาพแสดงอิมเพรสชั่นนิสต์ของมหานครแห่งนี้ ที่ถูกสรรแต่งขึ้นมาเป็นภาพชีวิตแห่ง
สายน้ำที่จรรโลงไว้ด้วยมนต์เสน่ห์แห่งสีน้ำนั่นเอง ช่างดูละมุนละไม เป็นระลอกคลื่นที่เต็มไปด้วย
ความสงบ แต่ก็ต้องซ่านเซ็นกระเพื่อมหายไปเพราะเรือโดยสารนักท่องเที่ยวที่แล่นผ่านมา
เปลี่ยนรูปลักษณ์ของเงาสะท้อนนั้นให้กลายเป็นแสงระยิบระยับของนามธรรมแห่งนครที่หาคำ
จำกัดความไม่ได้ ก่อนที่จะค่อยๆ ไหลรวมกลับคืนเป็นภาพที่มองละมุนตาอีกครั้ง

“น่าอัศจรรย์จริงๆ”

‘ครับ.. แม่น้ำนี้มีความหมายต่อผมมากทีเดียว” ศิลป์กล่าว
“มันมีความหมายมากเกินกว่าจะบอกว่านี่คือกรุงเทพฯ แต่ความลึกซึ้งของมันเป็นยิ่งกว่าประเทศ
ไทยทั้งประเทศ และคนไทยทุกคนเสียด้วยซ้ำ”

เราสั่งอาหารที่ปรุงขึ้นจากปลาเป็นหลัก โดยมีผักต่างๆ และอาหารทะเลมารับประทานแนม ศิลป์ถามว่าฉันทานได้หรือเปล่า และบอกว่านอกจากอาหารทะเลแล้ว เขาไม่รับประทานเนื้อ
สัตว์อื่นๆ ซึ่งฉันเองก็เป็นนักกินอาหารทะเลตัวยง นอกนั้นเนื้อสัตว์ประเภทอื่นๆ ก็ไม่ใคร่จะถูกใจ
สักเท่าใดเช่นกัน ฉะนั้นแล้ว ฉันจะมีปัญหาไปได้อย่างไรกัน ศิลป์ยังบอกอีกว่าเขาเป็นคนไม่ดื่ม
แอลกอฮอล์ จึงสั่งน้ำเปล่ามาแทน ซึ่งก็ทำให้ฉันรู้สึกเบิกบานไปกับเขาด้วยจริงๆ

หลังจากที่บริกรคล้อยหลังไป ฉันก็เอ่ยขึ้นว่า “เล่าเรื่องแม่น้ำนี้ให้ฉันฟังหน่อยสิคะศิลป์”
ศิลป์ทอดสายตาไปยังสายน้ำตรงหน้าผ่านรั้วระเบียงที่เรานั่งอยู่ แลเห็นแสงไฟที่ ส่องสว่างอยู่บน
ท้องฟ้าของกรุงเทพฯ ราตรี และความอลหม่านของเรือโดยสารอีกลำที่แล่นผ่านเข้ามาใกล้
“แม่น้ำเจ้าพระยาคือแม่น้ำสายหลักของไทย ซึ่งก็แน่นอนว่ามันไม่ได้ไหลผ่านมาตรงหน้าเฉพาะ
ที่คุณกำลังเห็น แต่มันไหลผ่านมากลางหัวใจคนไทยทุกคน เริ่มจากที่บรรพบุรุษของเราลงหลัก
ปักฐาน ตั้งบ้านแปลงเมืองกันริมสองฝั่งแม่น้ำ และเมืองหลวงในทุกยุคทุกสมัยของไทยก็จะถูก
สร้างขึ้นริมแม่น้ำมาโดยตลอด ตราบจนกระทั่งบัดนี้ มันจึงมีความหมายที่ยิ่งใหญ่มากมายกว่า
นั้นไงครับ” นัยน์ตาของเขาดูขุ่นมัวลงเล็กน้อย ในขณะที่เอ่ยประโยคถัดมา
“แม่น้ำนี้คือเรา.. ผมหมายความว่าเจ้าพระยาคือความเป็นไทย และสายน้ำก็มีการไหลหลั่ง ดำเนิน
ไปเหมือนคนไทยทั้งหลาย” เขาหยุดนิ่งไปอีกครั้ง ก่อนจะท้าวข้อศอกลงบนโต๊ะ
ใช้ปลายนิ้วไล้หางตาตัวเองไปมา ก่อนเลื่อนมานวดบริเวณใต้คางเล่นแผ่วเบา
“ยิ่งไปกว่านั้นอีกครับ.. แม่น้ำไหลไปสู่ที่ไหน? มหาสมุทรใช่ไหม? และมหาสมุทรก็เป็นแหล่ง
เชื่อมโยงกับโลกภายนอก กับประเทศอื่นๆ กับผู้คนต่างชาติต่างภาษา ซึ่งจะหลอมรวมเราและคน
ทั้งโลกให้เป็นหนึ่งเดียวกันในสากล ฉะนั้น เรานี่แหละคือน้ำ.. และน้ำก็คือชีวิต..” เขาสรุป

“อย่าเพิ่งหยุดสิคะศิลป์”

“มันมีความหมายเกินจะเปรียบทีเดียวนะครับ ผมคิดมานานแล้วเรื่องนี้ ผมโตขึ้นมากับมัน
ทั้งตกปลา ทั้งว่ายน้ำ ทั้งอาบ แถมยังดื่มกินอีกด้วย เพียงแต่ไม่ใช่ในกรุงเทพฯ นี่เท่านั้นเอง
แต่ก็ไม่ไกลเท่าไหร่หรอกครับ ที่อยุธยาน่ะ.. อยุธยาเคยเป็นเมืองหลวงของไทยมาก่อน
ที่จะถูกพม่าเผาทิ้งทำลายในปี 1767 หลังจากนั้นจึงได้ทำการสถาปนากรุงเทพมหานครขึ้น
เป็นราชธานีแทน”

“ถูกทำลายงั้นหรือคะ?”

“เมืองเก่าน่ะครับที่ถูกทำลาย แต่เราก็สร้างเมืองใหม่ขึ้นมาล้อมรอบ อย่างน้อยก็มีเมืองใหม่ละ”

“พวกซากปรักหักพังนี่ก็มีผลดีต่อการท่องเที่ยวนะคะ”

“ครับ.. และมันก็ดีต่อพุทธศาสนิกชนด้วย เพราะที่อยุธยามีรูปจำหลักของพระพุทธองค์อยู่มาก
แม้จะแตกหักเสียหายไปแล้วก็ตาม”

“เล่าเรื่องของคุณให้ฉันฟังบ้างสิคะศิลป์”

ชายหนุ่มบ่ายเบี่ยงเหมือนเคย “ไม่ค่อยมีอะไรให้เล่าหรอกครับ”

“แหม..! ไม่เอาน่า”

“มีหลายอย่างที่ถึงผมเล่าไปคุณก็คงไม่เชื่อ”

“งั้นเชียว? ลองเล่าดูสิคะศิลป์ คุณอาจแปลกใจที่ฉันเชื่อก็ได้นะ”

ศิลป์หัวเราะเบาๆ “งั้นเริ่มที่คุณแล้วกัน.. บางทีคุณอาจจะมีเรื่องอะไรที่คุณก็คิดว่าผมอาจไม่เชื่อ
เหมือนกันก็ได้”

และเมื่ออาหารค่ำถูกยกมาเสิร์ฟ เราต่างเพลิดเพลินไปกับอาหารทะเลตรงหน้า ฉันเริ่มปูพื้น
และเล่าเรื่องราวของตัวเองให้เขาฟัง ตั้งแต่เริ่มแตกเนื้อสาวอยู่ที่เมืองอดิเลด ก่อนย้ายไปซิดนีย์
และเรื่อยมาจนปัจจุบัน หลังจากที่เล่าจบ.. ดูเหมือนศิลป์จะปรับเปลี่ยนทีท่าไปไม่น้อย
เราต่างก็รู้ว่าเขาได้ก้าวข้ามกำแพงแห่งความรู้สึกที่ขวางกั้นนั้นมาแล้ว เฉกเดียวกับฉัน
ที่รู้สึกเช่นนั้นมาก่อนตั้งแต่เมื่อเราพบกันที่โรงแรมในชั่วโมงที่ผ่านมา คำถามก็คือ..
ประตูที่ฉันเปิดไว้รอท่าเขาอยู่นี้ เขาจะเดินข้ามเข้ามาอยู่กับฉัน หรือเป็นเพียงประตูที่ฉันเปิดไว้รอ
ขังตัวเองกันแน่..

“น่าทึ่งเชียวครับ” เขาเอ่ย พลางพูดต่อไปอีกว่า..

“แต่มันไม่ใช่สิ่งที่ผมขอให้คุณเล่านี่ ผมอยากฟังเรื่องที่คุณคิดว่าผมไม่มีทางเชื่อต่างหาก
เพราะมันจะทำให้ผมรู้จักตัวตนจริงๆ ของคุณไงครับ” เรากำลังเล่นเกมสนทนาที่ไร้แต้ม
ไม่มีผู้แพ้หรือชนะ ทั้งยังปราศจากอัตตาที่คนหลงตัวเองทั่วไปจะโถมใส่กันอีกด้วย เครื่องเดิมพัน
ในเกมนี้ช่างดูคลุมเครือเสียเหลือเกิน แต่เป้าประสงค์ของเกมก็ก่อให้เกิดผลดีมากมายต่อผู้เล่น
ทั้งสอง ตราบเท่าที่เราต่างก็เล่นเพื่อกันและกัน

“คุณอยากได้ยินในสิ่งที่คุณคิดว่าเหลือเชื่องั้นหรือคะ?”

ฉันตอบทวนคำถามเขาด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ซึ่งนับเป็นการตั้งคำถามให้กับตัวเองด้วย

“เป็นคำถามหลอกหรือเปล่านี่?”

“เปล่าเลยครับ” เขาตอบเรียบๆ “ผมมันพวกหลอกใครไม่เป็น.. ชีวิตมีแต่เรื่องจริงทั้งนั้นเลย”

“แต่เรื่องจริงนี่ก็มีเหลี่ยมได้เหมือนกันนะคะ”

ฉันสัพยอก และเห็นได้ว่าศิลป์ดูจริงใจมากกว่าฉันเสียอีก

“ก็ได้ค่ะ.. งั้นลอง.. อืม.. เรื่องนี้เป็นไง”

ถ้าฉันเปิดอกเรื่องรักเน่าๆ สมัยที่อยู่ออสเตรเลีย ก็ไม่แน่ใจว่าจะเล่าได้ทั้งหมดหรือเปล่า อาจต้อง
หั่นอะไรทิ้งออกไปเสียบ้าง ปรับข้อมูลสักนิดสักหน่อย ซึ่งแน่ละ.. มันย่อมเป็นการไม่ซื่อสัตย์
ต่อตัวเองอย่างไม่ต้องสงสัย แต่โดยสัญชาติญาณแล้ว ฉันว่าฉันเชื่อใจผู้ชายคนนี้ได้แน่นอน
“รออะไรละครับแอนนา? มันเหมือนคนใจดีที่มักถูกไล่บี้จนแบนเหมือนกระป๋องใช่ไหม
ประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาคงทำให้คุณรู้สึกเหมือนมีแต่ความเคลือบแคลง งั้นทำไมไม่ลองสรุป
ส่วนที่เป็นสาระสำคัญของชีวิตให้ผมฟังล่ะครับ เอาแบบที่คุณรู้สึกว่าควรเล่าน่ะ”

ฉันไม่เคยเจอคนแบบศิลป์มาก่อนเลย กระทั่งเดี๋ยวนี้ แม้ฉันอยากจะระเบิดอารมณ์ให้กระจุยออก
มาจากข้างใน แต่ฉันก็ทำไม่ได้.. แรงกดดันของทุกสิ่งที่ไม่ได้เอ่ยออกมา มันพุ่งปรี๊ดอยู่ในใจ
และท่วมความรู้สึกที่บีบคั้นมานับปีเสียจนแทบกระอักอยู่รอมร่อ ฉันเกรงว่ากำแพงกั้นอารมณ์ที่
ปริ่มๆ อยู่นั้นจะทลายครืนลงมา และกระแสความรู้สึกที่เคลื่อนตัวอยู่หลังกำแพงนั้นจะแปร
เปลี่ยนมาเป็นทำนบน้ำตา กับความในใจที่ไร้การเคลือบแคลงน่ะสิ ฉันรู้สึกเหมือนผู้ชายคนนี้เข้า
มาขจัดอารมณ์ และพบว่าเขามีความเข้มแข็งอยู่ในความสุขุมหนักแน่นนั้น ที่นำพาอารมณ์
ของฉันให้ไหลไปในทิศทางของการปลดปล่อยมากกว่าความบาดหมาง ทั้งยอมให้ฉันดึงอิฐ
แห่งทำนบความรู้สึกนั้นออกทีละก้อน ด้วยคำพูดที่ค่อยๆ เอ่ยออกมาทีละคำ

“รู้ไหมคะศิลป์ ก่อนที่คุณจะพูดอะไร จริงๆ แล้วฉันมีเรื่องตั้งมากมายที่อยากบอกให้คุณรู้
ที่จริงชีวิตฉันไม่ได้เป็นเหมือนอย่างที่บอกหรอกค่ะ พ่อฉันน่ะ ท่านเป็นได้ทุกอย่างเลยนะ
เว้นอยู่อย่างเดียวคือการเป็นพ่อที่ดี และการที่ต้องเติบโตขึ้นในครอบครัวยากจนทางแถบแนว
ตะเข็บชานเมืองอดิเลทนั่นก็ไม่ใช่เรื่องน่าสนุกเลยสักนิด ทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันมีอยู่ตอนนี้
ล้วนเป็นผลมาจากการทำงานหนัก พรสวรรค์ และความตั้งใจจริงของฉันล้วนๆ
แต่นั่นก็ยังไม่ใช่สิ่งที่ฉันอยากบอกคุณหรอกค่ะศิลป์ ฉันรู้ดีว่าคุณถามถึงอะไร.. ค่ะ..
ฉันทราบ และคุณก็เช่นกัน ที่รู้ว่าฉันรู้”

“ลองบอกมาสิครับ”

ริมฝีปากอันอวบอิ่มของฉันเผยอแย้มออกจากกันเป็นครั้งแรก ก่อนคำพูดที่ปิดบังไว้เหล่านั้น
จะหลั่งไหลทะลักล้นออกมาดุจทำนบแตก

“ฉันไม่เคยมีพันธะสัญญากับผู้ชายคนไหนมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นพ่อ พี่ชาย หรือแม้กระทั่งจาก
อดีตแฟนเก่าคนไหนๆ.. และนั่น.. ทำให้ฉันเป็นฉันอยู่ทุกวันนี้ มันไม่สมบูรณ์ไงคะ ฉันโหยหา
ความรัก อยากรักและอยากถูกรัก ถ้าพลังแห่งรักมีความเลิศล้ำ ลึกซึ้ง และสัมผัสได้จริงเหมือน
ตัวฉันตอนนี้แล้วละก็ แค่ได้มีประสบการณ์รักกับใครสักวัน ก็ดูเหมือนจะเพียงพอไปทั้งชีวิต
แล้วละค่ะ.. คุณเชื่ออย่างนั้นไหมคะศิลป์”

ฉันพูด หลังหลุดออกมาจากกระแสการระบายความในใจอันเชี่ยวกรากนั้นแล้ว ศิลป์วางฝ่ามือ
ของเขาลงบนท่อนแขนของฉัน เมื่อกายสัมผัสกายแผ่วเบา ย่อมก่อให้เกิดความรัญจวนใจ
ได้อย่างน่าประหลาด

“โธ่..! แอนนา น่าเศร้าจริงๆ ที่คุณต้องขาดส่วนสำคัญของชีวิตไปแบบนั้น คุณสมควรที่จะได้รับ
ความรัก เพราะมันเป็นสิ่งเติมเต็มให้กับชีวิตมนุษย์  ไม่ว่าหญิงหรือชายต่างก็เป็นกระจกสองด้าน
ด้วยกันทั้งสิ้น ต่างก็ต้องการให้อีกฝ่ายมาชื่นชม และมีความเข้าใจต่อกันอย่างแท้จริงเหมือนเรา
ไงครับ” หยาดน้ำใสๆ รินไหลลงมาจากหางตาทั้งสองของฉัน

“และสำหรับเรื่องของคุณนะครับ บางทีวันนี้คุณอาจเล่าในสิ่งที่คุณคิดว่าผมจะเชื่อ ก่อนที่
จะบอกในสิ่งที่ผมไม่เชื่อ ผมว่า.. เอาไว้เราคุยเรื่องนี้กันใหม่วันหลังก็ได้นะครับ”

เขานิ่งคิดสักพัก ก่อนเอื้อนเอ่ยต่อไป

“ผมก็เหมือนกันนะครับ.. เกิดมาในครอบครัวที่ยากจน เผลอๆ จนกว่าคุณอีกด้วยซ้ำ พ่อผมเป็น
ชาวประมง และท่านก็จมหายไปกับสายน้ำที่เชี่ยวกรากเมื่อครั้งน้ำท่วมใหญ่ ตอนนั้นผมเพิ่งห้า
ขวบเอง ร่างของท่านถูกซัดไปไกลเกินกว่าจะหาศพพบ ส่วนแม่นั้นพอคลอดผมเสร็จท่านก็สิ้นลม
ผมเลยเป็นทั้งลูกคนแรกและคนสุดท้อง”

“เศร้าจังค่ะ”

ศิลป์ทอดสายตาข้ามผ่านราวเหล็กข้างโต๊ะไปยังสายน้ำตรงหน้า และกระซิบเสียงแผ่วไปกับ
ความทรงจำที่รำลึกถึง ตอนนี้ ฉันจึงตระหนักได้ว่า นี่เองที่เป็นเหตุผลนอกเหนือในการเชื่อมโยง
ความสะเทือนอารมณ์ระหว่างเขาและแม่น้ำเจ้าพระยาเอาไว้ร่วมกัน

“หลังจากนั้น วัดจึงกลายมาเป็นบ้านของผม ผมได้รับฝึกฝนทั้งการวาดและการปั้นลายไทย
แบบดั้งเดิมจากอาจารย์ท่านหนึ่งจนเกิดความชำนาญ ตอนที่ผมเรียนรู้ศิลปะจากท่านนั้นก็ราวๆ
ตอนอายุสิบห้าเห็นจะได้ จากนั้น จึงได้มาเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเป็นที่ๆ
ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตที่นี่ ตั้งแต่เป็นนักศึกษาจนเป็นอาจารย์ ผมห่างศิลปากรไปช่วงหนึ่ง
ครั้งไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศส พอกลับมาก็ไปสอนหนังสืออยู่ที่เชียงใหม่ได้สองสามปี”

“โอ้โห..! นั่นเป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยประสบการณ์และน่าหลงใหลมากทีเดียว แต่คุณก็ต้องสูญเสีย
อะไรบางอย่างไปใช่ไหมคะ?”

นิ้วมือของศิลป์ที่สัมผัสท่อนแขนของฉันอยู่นั้นแข็งเกร็งขึ้นในทันที เขาสะดุ้ง ปิดเปลือกตา
ลงแน่น
แล้วถอนหายใจยาว ความเจ็บปวดบนใบหน้านั้นกล่าวความนัยออกมา ดังเสียยิ่งกว่าคำพูด
เป็นไหนๆ ในที่สุด ชายหนุ่มก็เผยอริมฝีปากผ่อนลมหายใจพลางเอ่ยเอื้อนขึ้นอย่างช้าๆ

“ผมเคยแต่งงานและใช้ชีวิตคู่มาแปดปี ก่อนที่ภรรยาผมจะจากไปด้วยโรคมะเร็งปอด
เมื่อสองปีครึ่งนี่เอง”

“ฉันเสียใจด้วยจริงๆ ค่ะศิลป์”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ชีวิตนี้เธอหว่านเมล็ดเอาไว้แล้วมากมาย ซึ่งมันจะผลิดอกออกผล แตกรากแตกใบในไม่ช้านี้”

“แล้วคุณล่ะคะศิลป์”

“ชีวิตมันเศร้าครับ.. แต่ถึงอย่างนั้นผมก็พูดได้เต็มปากว่าผมมีชีวิตที่ดีนะ บางที.. ช่วงปีแรก
ที่ผมเกิดนั่นละที่อาจเป็นช่วงยากลำบากที่สุด ต้องเสียแม่ แล้วต่อมาก็เสียพ่อ  ฉะนั้น
เรื่องอื่นหลังจากนั้นก็ไม่ค่อยหนักหนาเท่าไหร่แล้วละครับ”

ศิลป์ลืมตาขึ้นยิ้มให้ฉัน ก่อนพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงร่าเริง

“โชคดีนะที่หลวงตารับผมไว้ เวลาที่อยู่ที่วัดนั่นผมมีความสุขมากเลย แต่ช่วงเวลาที่ผม
ได้อยู่กับภรรยาถือเป็นช่วงที่ผมมีความสุขที่สุด”

“มีบทกวีอยู่บทหนึ่งกล่าวไว้นะคะว่า..  - แม้นได้รักมาพึงเชย - แล้วสูญเสียไปเลยยังดีกว่า –
คนใจกร้านด้านเข็ญเย็นชา – เสียดายที่เกิดมาเป็นมนุษย์ -..
คุณน่ะทั้งเคยรักและสูญเสียไป
แต่ฉันสิคะ ไม่เคยเลยสักอย่าง น่าเศร้าออก”

“สถานการณ์ของเราสองคนไม่ต่างกันหรอกครับ มีความปรารถนาและความต้องการ
ซึ่งเป็นเครื่องนำทางไปสู่ความเจ็บปวด เหมือนที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้เลย อืมม..!
ผมว่ามันดึกแล้วละแอนนา ผมพาคุณกลับบ้านดีกว่า”

ความหวังแรกของฉันคือ.. อยากให้โรงแรมอยู่ไกลจากนี่สักพันกิโลฯ ซึ่งนั่นหมายความว่าเขา
ต้องพาฉันกลับไปบ้านเขาด้วยในคืนนี้แน่ แต่เพราะรู้อยู่เต็มอกว่าเขาไม่ได้หมายความดังนั้น
ฉันจึงต้องสงวนท่าทีเอาไว้ไม่ให้หลุดปากอะไรออกมา แต่ก็แอบวางมวยแหย่หมัดหยั่งเชิง
ไปสักนิดไม่ได้

“นั่นก็แล้วแต่ว่าคุณจะหมายถึง ‘บ้าน’ ไหนนะคะ”

“ก็คงจะเป็นแบบที่เขาว่ากันว่า.. ‘บ้านคือที่พักใจ’ กระมังครับ”

“ถ้าอย่างนั้น.. สงสัยฉันต้องเป็นพวกร่อนเร่แน่ๆ”

“งั้น.. ให้ผมไปส่งคุณที่โรงแรมก่อนดีกว่า”

“ฉันก็คงต้องปักหลักอยู่ที่นั่นไปพลางๆ ก่อนละค่ะ”

ศิลป์จ่ายเงินค่าอาหารก่อนพาฉันกลับไปส่งที่โรงแรม ทำไมขากลับระยะทางมันช่างสั้น
ขนาดนี้ก็ไม่รู้

“เข้ามาดื่มกาแฟสักถ้วยก่อนไหมคะศิลป์?”

ฉันถามเมื่อเขาเดินมาส่งถึงที่หน้าประตูห้องพัก เมื่อหลุดปากไปแล้วก็ให้นึกได้ว่าไม่น่า
เสนอแบบนั้น เพราะดูเป็นการเชื้อเชิญอย่างเห็นได้ชัด แถมยังเป็นมุขให้ท่าที่น้ำเน่าสุดๆ
อีกด้วย

“อย่าเลยครับ.. ดึกมากแล้ว”

ฉันแอบมองนาฬิกาบนผนังล็อบบี้ เห็นว่าเป็นเวลาเที่ยงคืนแล้ว ดูเหมือนเวลาที่ได้อยู่ใกล้ๆ
ศิลป์จะผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วเสมอ

“ขอบคุณสำหรับมื้อค่ำนะคะศิลป์ แล้วพรุ่งนี้ฉันจะได้เจอคุณหรือเปล่า?”

“คุณไม่ยุ่งเรื่องนักเรียนใหม่ของคุณหรอกหรือ?” เขาถามกลับอย่างร่าเริง

“พรุ่งนี้ฉันอยู่ที่ห้องปฏิบัติการทั้งวันเลยค่ะ ก็อยากพักบ้าง คุณแวะมาเถอะ
ฉันอยู่เมืองไทยได้ไม่นานนะ”

“ตกลงครับ.. แล้วผมจะไปหา ต้องขอโทษด้วย แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะ”


เขาเปิดประตูให้ฉันก้าวเข้าไปในห้องพัก ก่อนที่ฉันจะหันหน้ามาแอบชำเลืองมอง
และเห็นเขาสาวเท้าออกนอกประตูโรงแรมไป ผ่านแสงสียามค่ำคืนที่สาดส่องมา
กระทบผิวกาย แล้วเดินหายไปในความมืดของราตรีกาล
ทิ้งให้ฉันสงสัยว่าเขาจะมาปรากฏตัวในฝันของฉันคืนนี้หรือไม่หนอ...

 

 
 
 
 
 

Silpa: the Art of Love

Thai

• เรื่องย่อ
• บทที่ 1
• บทที่ 2

• บทที่ 3
• บทที่ 4
• บทที่ 5
•
บทที่ 6
•
บทที่ 7
•
บทที่ 8
•
บทที่ 9
•
บทที่ 10
•
บทที่ 11
•
บทที่ 12
• บทที่ 13
• บทที่ 14

English

• Trailer
• Chapter 1
• Chapter 2
• Chapter 3
• Chapter 4
• Chapter 5
• Chapter 6
• Chapter 7
• Chapter 8
• Chapter 9
• Chapter 10
• Chapter 11
• Chapter 12
• Chapter 13
• Chapter 14


 
©2007 FINE ART MAGAZINE
•The Great Fine Art Co.,Ltd.   919/1 The Silom Galleria Room 302 Silom Soi 19 Bangruk Bangkok 10500 Tel/Fax. 0 2630 3426 •
• Hill Park Condominium1 APT#1304, 9 M.1 Changpuek A.muang Chiang Mai 50300 Tel/Fax. 053-220522  E-mail: fineart@fineart-magazine.com •