website statistics software
Visitors Since
June, 2007
 
 
 
รักในรอยศิลป์

บทที่ 12 
ห้วงแห่งความรู้สึก

นับแต่เราได้พบกันในความเป็นจริง ศิลป์จึงไม่มีความจำเป็นที่จะมาเยือนฉันในห้วงฝันเหมือนก่อน
บางที.. การได้ใกล้ชิดกันในมิติที่จับต้องได้ อาจทำให้นิมิตที่เคยมีเกี่ยวกับเขาเลือนลางไป
คืนนี้ก็เช่นกัน.. แต่การได้ใช้เวลากับเขาในค่ำคืนนี้ ช่างเป็นความรู้สึกอันล้ำลึกเกินคำบรรยาย
เสียเหลือเกิน

เวลาที่ไปมหาวิทยาลัย ฉันชอบเดินทอดน่องช้าๆ ขณะผ่านสวนสาธารณะใหญ่
แหงนคอดูฝูงว่าวที่กำลังถลาลมไขว้กันไปมาอยู่บนฟากฟ้าสีคราม หลังจิบกาแฟที่ซุ้มกาแฟ
หน้าคณะแล้ว จึงได้ขึ้นลิฟท์ไปห้องทำงานที่อยู่ชั้นบนของตัวอาคาร ซึ่งเป็นที่ที่ฉันสามารถ
ดื่มด่ำและชื่นชมทัศนียภาพมุมสูงอันวิจิตรตระการตาของพระบรมหาราชวัง ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
อาคารได้อย่างจุใจในทุกครั้งที่เห็น นี่มันห้องทำงานในฝันชัดๆ เป็นห้องที่ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจ
เสียนี่กระไร เห็นแล้วอยากสร้างงานศิลปะอยู่ในห้องนี้ตลอดไปโดยไม่ต้องจากไปไหนทั้งนั้น
แต่อนิจจา..! เวลามักเดินเร็วกว่าที่เราคาดคิดไว้เสมอ

สาวๆ ที่ติดต่อไว้บอกว่าวันนี้พวกเธอจะมากันแต่เช้า และจะเริ่มนำอุปกรณ์ที่ใช้ออกมาแสดงด้วย
ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็มีทั้งที่เป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูป ของใช้ในชีวิตประจำวัน หรือของที่หาได้ง่ายๆ ทั่วไป
สิ่งที่พวกเธอพยายามสื่อนั้น ดูไม่ต่างจากศิลปะการจัดวางที่มีสัดส่วนของความกลมกลืนและ
เต็มไปด้วยความหมายที่มักจะถูกสรรค์สร้างขึ้นโดย ‘ศิลปินมืออาชีพ’ เลยทีเดียว แม้แต่แนวคิด
ในการนำเสนอนั้นก็ดิบ สด และแฝงไว้ด้วยอุดมการณ์อย่างแท้จริง

เห็นแล้วก็อดไม่ได้ ที่จะนึกถึงการแสดงงานศิลป์ของฉันในสมัยก่อน รวมทั้งทุกๆ นิทรรศการ
ของเหล่าศิลปินคนอื่นๆที่ทำงานแนวสตรีนิยม ที่ฉันได้เคยไปดูหรืออ่านพบในหนังสือ รวมทั้งวิธี
นำการเสนอต่างๆ ที่แต่ละงานก็มักจะคล้ายๆ กัน คือ เน้นเรื่องความอคติทางเพศและการไร้ความ
เสมอภาคของ อิสตรี ซึ่งในงานแสดงศิลปะครั้งล่าสุดของฉันเองนั้น ที่ฉันนำหญิงขายบริการ
ต่างชาติผู้ทำมาหากินอยู่อย่างผิดกฎหมายในออสเตรเลียมานำเสนอ โดยใช้แนวคิดที่เป็น
แบบฉบับและวิถีการเมืองเข้ามาเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดงาน ครั้งนั้น.. หลังจากได้เห็นงานแกะ
สลักรูป ‘ผู้หญิงถ่างขา’ ที่เม้าธ์กันกระฉ่อนไปทั้งเมืองชิ้นนั้นของฉันเข้า นักสิทธิสตรีทั้งหลาย
ก็พากันกังวลและหายใจไม่ทั่วท้องกันเป็นแถว

ช่างเป็นเรื่องน่ากระปรี้กระเปร่าเหลือเกิน ที่ฉันได้สาวๆ กลุ่มนี้มาร่วมงานแบบที่ไม่มีการฝึกฝน
อบรมใดๆ มาก่อน ทำให้รู้สึกว่าเป็นการแสดงงานศิลปะที่เป็นธรรมชาติและได้อารมณ์เหลือเกิน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง.. หญิงสาวที่ต้องทนทุกข์ทรมานเพราะถูกคุกคามและเอารัดเอาเปรียบ
ทางเพศ ซึ่งงานชิ้นนี้จะเป็นการตอกย้ำให้เราคำนึงถึงความสำคัญของแรงสนับสนุนเชิงบวก
ที่ผู้หญิงทั้งหลายควรมีต่อความเป็นสตรีเพศของเราเอง ไม่ใช่ในแบบที่ผู้ชายส่วนใหญ่
ตั้งคำนิยามให้กับภาพร่างทางการตลาดของเพศหญิง ซึ่งเป็นแนวคิดที่เราต้องคว่ำลงให้จงได้
โดยใช้เสียงที่แท้จริงของอิสตรี ที่จะทำให้คนส่วนใหญ่ ต้องหันมาฟังและตระหนักตาม

สาวๆ เหล่านั้นมาถึงโดยแบกม้วนผ้าไหมขนาดใหญ่และจักรมือถือยี่ห้อซิงเกอร์มาด้วย
แม้ความตื่นเต้นที่ได้เห็นพระบรมหาราชวังเต็มตาจะจางลงแล้ว แต่ความกระตือรือร้นต่องานที่มี
ในตัวพวกเธอ ที่เห็นได้ตั้งแต่เมื่อวานก็มิได้จางตามลงไปเลย  เราจึงเริ่มงานกันในทันที

สำหรับฉันแล้ว.. มันก็ไม่ต่างอะไรไปจากการทำงานในห้องปฎิบัติการที่มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น
ซิดนีย์ เลย จะมีก็แต่ที่นี่นั่นละ ที่ให้เวลาทั้งผู้ช่วยและผู้แสดงงานได้เตรียมตัวกันแค่สองสัปดาห์
เท่านั้น สาวๆ เหล่านี้ต้องพัฒนาความคิดให้รวดเร็วเสียยิ่งกว่าพวกนักศึกษาปริญญาตรีของฉัน
ที่ใช้เวลาเรียนกันถึงสามปีเสียด้วยซ้ำไป

ในขั้นต้นนั้น เราใช้เวลาเกือบทั้งหมดของการประชุมครั้งแรกไปกับการถกเถียงหาประเด็น
คอนเซ็ปต์โดยรวมของงาน  ซึ่งแต่ละคนต่างก็ต้องการแตกต่างกันออกไป เพราะล้วนมีประเด็น
เฉพาะของตัว และวิธีที่พวกเขาถกกันก็ทำให้ตระหนักได้ว่า การที่จะแปลงความหมายในแต่ละ
ประเด็นให้ออกมาดีนั้น เราต้องมีแกลลอรีของเราเอง เพื่อจะได้สัมผัสและเข้าใจความรู้สึก
ของพื้นที่ที่เราจะเข้าไปแสดง ถ้าได้อย่างนั้นนั่นละ.. สาวๆเหล่านี้จึงจะเข้าใจทะลุปรุโปร่งถึงความ
เป็นไปได้ในการสื่องานศิลป์แบบสามมิติที่เราต้องทำ

เรานั่งบนพื้นกลางแกลลอรีโดยวางกระดาษวาดเขียนไว้ตรงหน้า จนกระทั่งพวกเขาได้รับ
การกระตุ้นให้ลุกขึ้นเดินไปรอบๆ ห้อง สัมผัสมือไปตามเนื้อที่กำแพง และกะประมาณวัดดูความ
กว้าง ความยาว ความสูง ของพื้นที่ที่เราจะใช้แสดงงาน ตอนแรก พวกเธอไม่ได้พอใจพื้นที่
ส่วนเดียว แต่คิดจะแบ่งโซนแสดงงานออกเป็นสามกลุ่มย่อยๆ ก่อนที่ไอเดียจะบรรเจิดออกมา
ว่าถ้าให้แจ่มที่สุดแล้ว ควรจัดเป็นการแสดงงานเดี่ยวสามชิ้นโดดๆ ไปเลย ฉันจึงเริ่มลงมือร่าง
แบบโครงงานบนกระดาษ แล้วบันทึกภาพขณะที่พวกเราทำงานร่วมกันไว้ด้วยกล้องดิจิตอลคู่ใจ
โดยตั้งใจจับภาพความร่วมมือร่วมใจในประสบการณ์การทำงานของพวกเราเอาไว้

เราลงมือวัดขนาดของห้องแสดงงาน ฉะนั้น จึงรู้ดีว่าพื้นที่ที่เราต้องเติมให้เต็มนั้นคือส่วนบริเวณ
ที่มีเพดานสูง โชคดีที่มีบันไดพับวางอยู่แถวนั้น จึงสามารถปีนขึ้นไปจนเอื้อมถึง แบบฝึกหัดนี้
ทำให้เราเข้าใจจุดประสงค์ของการต้องทำความคุ้นเคยกับแนวคิดของงาน เพื่อจะได้เก็บราย
ละเอียดให้ครบ แล้วจึงลงมือวาดแบบร่างของงานแสดงทั้งสามชิ้นให้ถูกต้องและละเอียดแม่นยำ

ลำดับต่อมา เราเริ่มสเก็ตช์ภาพคร่าวๆ ทำให้นึกได้ว่าสาวๆ เหล่านี้ต้องการทำงานกับผ้าไหม
เมื่อพิจารณาถึงหัวข้อการแสดงงานแล้ว มันอาจไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรนัก เพียงแต่พื้นที่แสดง
งานนั้นค่อนข้างกว้าง จึงต้องการใช้ผ้าไหมจำนวนมากกว่าที่แบกมาเมื่อเช้านี้มากนัก ซึ่งนั่นเป็นค่า
ใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงทีเดียว

หนึ่งในสาวๆ เหล่านั้นเสนอความคิดล้ำเลิศที่ฟังแล้วต้องทึ่ง ตอนนั้น ฉันเฝ้าแต่ถามพวกเขาว่า
แล้วเราจะทำอย่างไร เพราะมันเริ่มยุ่งยากและซับซ้อนขึ้นกว่าที่วางแผนเอาไว้ มันเป็นงานที่
ท้าทาย แต่ยิ่งท้าทายเท่าไหร่ก็ยิ่งฟุ่มเฟือยหรูหรามากเท่านั้น ความล้ำเลิศอันเป็นธรรมชาติ
และความคิดสร้างสรรค์อันน่าชื่นชมของพวกเธอทำให้ฉันรู้สึกประทับใจยิ่งนัก อีกครั้งที่ฉันอดคิด
ไม่ได้ว่ามันช่างน่าเสียดายจริงๆ ที่สตรีเหล่านี้ได้รับการชื่นชมเฉพาะกับเรือนร่างอันงดงามของ
เธอเท่านั้น หากแต่การบ้านของงานนี้ก็คือ เราต้องแสดงงานศิลปะให้สื่อออกมาให้ได้มากที่สุด
ว่าคนในสังคมนี้คิดผิดเรื่องหญิงบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่หยามหยันและประเมินค่า
สุภาพสตรีเหล่านี้ไว้ต่ำต้อยติดดิน

ศิลป์แวะมาตอนเที่ยงและชวนพวกเราทุกคนไปรับประทานอาหาร เราจึงบ่ายหน้าไปร้านมิ่งหลี
กันด้วยความสนุกสนานร่าเริง สักประเดี๋ยวธวัชชัยและชาญวุฒิก็ตามมาร่วมมื้อเที่ยงกับเราด้วย
ฉันเล่าให้เขาฟังว่าเราเตรียมการณ์กันไปถึงไหน เครื่องมือและอุปกรณ์อะไรที่เราต้องการ
และอยากให้เขาช่วยหามาให้ สองหนุ่มจึงชวนฉันมาทานมื้อค่ำกับเขาที่นี่อีกครั้งในตอนเย็น
ฉันชวนศิลป์ให้มาด้วยกัน แต่เขาปฏิเสธโดยไม่บอกเหตุผลใดๆ

ขากลับมหาวิทยาลัย ฉันถามเผื่อจะได้พบเขาในวันพรุ่งนี้ ศิลป์บอกว่าเขามีชั่วโมงสอน
คงไม่น่าสะดวกที่จะพบกัน เขาส่งฉันที่ประตูแล้วหันหลังเดินดุ่มหายไปอีกด้านโดยไม่
แม้แต่จะหันกลับมามองแม้แต่น้อย ทิ้งให้ฉันยืนงงด้วยความสงสัยอยู่เพียงผู้เดียว

คืนนั้น เราหนักไปทางร่ำสุรา มากเสียกว่ารับประทานอาหารค่ำด้วยซ้ำ ศิลป์ไม่มาจริงๆ ดังว่า
ทำให้ฉันรู้สึกยิ่งต้องหักห้ามใจตนเองให้ได้ ฉันกับอาจารย์อื่นๆ อีกหลายคนดื่มไฮนีเก้นกัน
หลายขวดทีเดียว ก่อนจะเปลี่ยนเป็น จอห์นนี่ วอล์คเกอร์ กันจนถึงเวลาปิดร้าน

ฉันตื่นขึ้นในเช้าวันศุกร์ด้วยความรู้สึกที่คนไทยเรียกกันว่า ‘แฮงก์’ อย่างสุดบรรยาย จนแทบจะยก
ธงขาวให้กับความโหดร้ายของอาการเมาค้าง หลังจากที่ซดกาแฟเข้าไปหลายถ้วย ฉันก็พาตัวเอง
ไปถึงห้องแสดงงานจนได้ แม้ถึงเวลาอาหารกลางวันแล้วศิลป์ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะโผล่มาให้เห็น
ฉันโจนลงไปในหลุมแห่งความหดหู่ และยืนอยู่คนละฟากฝั่งกับความสุขอย่างเห็นได้ชัด และใน
ทิศทางตรงกันข้าม ยามที่ได้พบเจอกับศิลป์ ฉันก็เหมือนโจนลงไปในหลุมแห่งความชื่นบาน
และยืนอยู่คนละฟากฝั่งกับความทุกข์เช่นกัน ภาพความสุขเมื่อครั้งที่ได้ไปรับประทานอาหาร
ค่ำริมน้ำด้วยกันคืนนั้นวาบไหวขึ้นมาในห้วงคำนึง ช่างเป็นความชื่นบานที่ได้ชิดใกล้ แต่แล้วจู่ๆ
ไร้แม้คำอธิบายใดๆ เขาก็ดูจะห่างเหินไปไกลจนเอื้อมไม่ถึงเสียแล้ว

ฉันพยายามโทร.หาศิลป์ในช่วงบ่าย แต่ปรากฎว่าเขาไม่ได้เปิดเครื่อง ฉันเพียรโทร.หาเขาอีก
หลายครั้งด้วยหวังว่าอาจยกหูรับสายขึ้นมาบ้าง และเหลือบตามองประตูทุกครั้งที่มีคนเดินเข้ามา
ทำให้รู้สึกผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำอีกที่ไม่ใช่เขา เมื่อถึงเวลาเย็นหลังจากที่สาวๆ กลุ่มนั้นกลับไปแล้ว
ฉันจึงขนความทุกข์ไปทิ้งในน้ำสีอำพันกับธวัชชัย ชาญวุฒิ และกลุ่มอาจารย์อีกสองสามคน
เหมือนเคย

ราวสองทุ่ม.. เราก็เริ่มเปลี่ยนจากไฮนีเก้นเป็นสก็อตวิสกี้ ระหว่างที่ฉันกำลังจะดื่มเหล้าแก้วที่สาม
อยู่นั้นเอง ก็รู้สึกว่ามีมือของใครคนหนึ่งวางลงบนช่วงไหล่ จึงหันหน้ากลับไปมอง และเหนือความ
คาดหวังทั้งปวง ฉันสบสายตาประสานนิ่งอยู่กับดวงตาคู่งามของศิลป์ ที่ยอมให้ฉันได้ซึมแทรก
แผ่ซ่านผ่านดวงตาคู่นั้นเข้าไปถึงบึ้งลึกแห่งวิญญาณของเขา ตระหนักได้ในบัดดลว่าศิลป์
พยายามมาให้เร็วที่สุดเท่าที่เขาสามารถจะทำได้แล้ว ฉะนั้น ความคิดคาดเดา และความขุ่นข้อง
หมองใจต่างๆ ที่ร้อนรุ่มอยู่ในอกก็มลายลงในทันทีเช่นกัน และทั้งที่ยังประสานสายตาอยู่อย่าง
แนบแน่น ศิลป์ก็ทรุดตัวลงนั่งที่ข้างๆ ฉัน

“คุณหายไปไหนมา?”
ฉันถามอย่างรวดเร็ว กระชากเสียงห้วนโดยไม่ทันคิด และก่อนที่เขาจะเอื้อนเอ่ยคำใดๆ ออกมา
ฉันก็ได้หลุดคำพูดคาใจ ซึ่งเป็นคำที่รู้ดีว่าเถรตรงและออกจากใจอย่างสัตย์ซื่อที่สุดแล้ว

“ฉันคิดถึงคุณ”

“ผมพบคุณตอนนี้ไม่ได้หรอกแอนนา” เขาตอบด้วยความจริงใจเช่นกัน

“ทำไมล่ะคะศิลป์?”

“เพราะคุณกำลังดื่มน่ะสิ และผมก็ไม่อยากเห็นคุณในสภาพนี้ด้วย ผมเสียใจนะ แต่ผมอยู่ได้ครู่
เดียวเท่านั้น”

ฉันห้ามตัวเองไม่ให้แก้ตัวไม่ได้เลย “ก็ฉันคิดว่าคุณจะไม่มานี่คะ ไม่งั้นฉันคงไม่ดื่มหรอก”

พูดไปทั้งที่อยากหาเข็มมาเย็บปากตัวเองชะมัด

“พรุ่งนี้คุณว่างหรือเปล่าครับ?”

“ครูสอนศิลปะอย่างเราก็ต้องมีวันหยุดบ้างละน่า”

รู้ได้เลยว่าคำพูดที่หลุดออกไปนั้นฟังระคายหูขนาดไหน ฉันจึงรีบเปลี่ยนน้ำเสียงในทันที

“ธวัชชัยกับวุฒิชวนฉันไปงานเปิดนิทรรศการศิลปะที่ เอช แกลลอรี่ ตอนเย็นน่ะค่ะ คุณจะไปด้วย
กันไหม?” ศิลป์พูดถูก.. ฉันมันดูขี้เมาเกินกว่าที่เขาจะอยากเข้าใกล้

“ไม่ละครับ.. ขอบคุณ.. ผมว่าจะกลับบ้านที่อยุธยา”

“คุณจะชวนฉันไปด้วยรึเปล่าคะ?”

ฉันถาม แอบหวังว่าสิ่งที่เพิ่งบอกเรื่องงานเปิดนิทรรศการ คงจะไม่ทำให้เขาไม่กล้าเอ่ยปาก

“คุณอยากไปเที่ยวบ้านผมไหมล่ะ?”

“ฟังดูน่าสนุกนะคะ ฉันว่า.. ฉันไปดูนิทรรศการวันหลังก็ได้”

“งั้นผมจะไปรับคุณพรุ่งนี้สิบโมงเช้านะครับ”

เขาหลบออกจากภัตตาคารไปอย่างรวดเร็วพอๆ กับขามา ฉันบอกตัวเองว่าจะไม่ยอมตื่นเช้ามา
ด้วยอาการเมาค้างอีกแล้ว จึงตัดสินใจลาเพื่อนๆ กลับ แล้วบ่ายหน้าสู่โรงแรมที่พักทันที

 

 
 
 
 
 

Silpa: the Art of Love

Thai

• เรื่องย่อ
• บทที่ 1
• บทที่ 2

• บทที่ 3
• บทที่ 4
• บทที่ 5
•
บทที่ 6
•
บทที่ 7
•
บทที่ 8
•
บทที่ 9
•
บทที่ 10
•
บทที่ 11
•
บทที่ 12
• บทที่ 13
• บทที่ 14

English

• Trailer
• Chapter 1
• Chapter 2
• Chapter 3
• Chapter 4
• Chapter 5
• Chapter 6
• Chapter 7
• Chapter 8
• Chapter 9
• Chapter 10
• Chapter 11
• Chapter 12
• Chapter 13
• Chapter 14


 
©2007 FINE ART MAGAZINE
•The Great Fine Art Co.,Ltd.   919/1 The Silom Galleria Room 302 Silom Soi 19 Bangruk Bangkok 10500 Tel/Fax. 0 2630 3426 •
• Hill Park Condominium1 APT#1304, 9 M.1 Changpuek A.muang Chiang Mai 50300 Tel/Fax. 053-220522  E-mail: fineart@fineart-magazine.com •