website statistics software
Visitors Since
June, 2007
 
 
 
รักในรอยศิลป์

บทที่ 13
เมืองเก่า อยุธยา

สายฝนยามเช้าที่พร่างพรูผ่านหน้าต่างเข้ามา ทำให้เกิดละอองลอยล่องอยู่ทั่วทั้งบริเวณ
คล้ายกลุ่มแพลงตอนที่พลิ้วไหวอยู่ท่ามกลางสีทันดร ฉันอดที่จะเป่ามันเล่นเบาๆ ไม่ได้
จนฟูฟ่องล่องลอยอยู่เหนือศีรษะเหมือนเครื่องประดับศรีษะขนาดใหญ่ ที่สร้างจาก
อนุภาคเล็กๆ ของสิ่งมีชีวิตจำนวนมหาศาล

บรรยากาศด้านนอกนั้นดูสว่าง สดชื่น และชัดเจนแจ่มแจ๋วดุจระฆังกังวาน เมื่อสังเกตจาก
หลังคาและพื้นถนนที่เปียกชื้นก็คาดว่าเมื่อคืนคงมีฝนพรำ เพราะทุกอย่างดูสะอาดตาและ
มีชีวิตชีวา ราวกับเมืองทั้งเมืองเพิ่งผ่านการชะล้างมาหมาดๆ ฉันเองก็กระชุ่มกระชวยไม่แพ้
สถานที่แห่งนี้ เพราะได้นอนหลับพักผ่อนมาเสียเต็มตื่น จึงตั้งหน้าตั้งตารอพบศิลป์ด้วย
ความเปรมใจ

การเดินทางครั้งนี้ อาจเป็นโอกาสเดียวที่ฉันจะได้ไปเยี่ยมดูความเป็นไทยอย่างแท้จริง
และคงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่า นับวัน.. การแสดงออกซึ่งวัฒนธรรมและประเพณีที่ดีงาม
ในอดีตของผู้คนในมหานครใหญ่อย่างกรุงเทพฯ มีแนวโน้มที่จะลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ
และในทางตรงกันข้าม คนกรุงเทพฯ ก็รับเอาความเป็นสมัยนิยมของสากลโลกเข้ามา
จนไม่หลงเลือนรากเหง้าดั้งเดิม..

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ที่สำคัญที่สุดก็คือ ฉันจะได้ใช้เวลาทั้งวันอันน่าทึ่งนี้อยู่กับศิลป์ หรือบางที..
อาจเป็นตลอดทั้งสุดสัปดาห์นี้เสียด้วยซ้ำ

พอสิบโมงตรงฉันก็ลงมาที่ล็อบบี้ และพบว่าศิลป์ได้นั่งรออยู่แล้ว เรายกมือไหว้กันแบบไทยๆ
ก่อนที่จะเดินออกมาขึ้นรถซาบบ์คันเก่งของเขา เมื่อคืนศิลป์ต้องจอดรถตากฝนไว้แน่ๆ เพราะดู
สภาพแล้วมันคล้ายภาพเขียนสีซีดๆ ของจานพาทิน่า (ที่ชาวคริสต์ใช้ในพิธีรำลึกถึงวันสวรรคต
ของพระเยซู) ที่ถูกเคลือบไว้ด้วยคราบน้ำฝนสีขุ่น กระนั้น ความแววของเนื้อทองที่ผ่องอำไพ
ก็อุตส่าห์เล็ดลอดคราบคลั่กนั้นออกมาสะท้อนให้ฉันเห็นจนได้

เราโดดผลุงเข้าไปนั่งด้านใน และฝากความมีชีวิตชีวาของการเดินทางเอาไว้ภายใต้เสียง
บิดกุญแจสตาร์ทเครื่องยนต์ที่ดังชึ่ง.. ง.. ง.. นั้น

ศิลป์บังคับพวงมาลัยพาซาบบ์คันโปรดวิ่งออกถนนใหญ่โดยไม่ต้องรอการจราจรใดๆ ดูเหมือน
วันนี้ท้องถนนเมืองกรุงจะมีรถยนต์เบาบางผิดไปจากทุกวันที่ฉันเคยเห็น ศิลป์ขับรถขึ้นสะพาน
คอนกรีตใหญ่ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นสะพานเดียวกับที่ฉันเห็นในค่ำคืนนั้น ฉันพยายาม
เพ่งหาร้านอาหารริมน้ำที่ฉันกับเขาเคยไปนั่งด้วยกัน ซึ่งตอนนี้มันอยู่ไกลลิบๆ ไปทางเบื้องหลัง
เสียแล้ว แต่หาเท่าไหร่ก็มองไม่เห็น ด้วยริมฝั่งแม่น้ำบริเวณนั้นมีแต่หลังคาบ้านเรือน
ที่เกยกันพัลวันจนดูยุ่งเหยิงไปหมด

เมื่อแรก.. ฉันรู้สึกชื่นชมในความยาวของลำน้ำ และความกว้างที่ดูลัดลดคดเคี้ยวซึ่งเห็นได้ใน
ระยะไกลจนเกือบสุดลูกหูลูกตา การใช้ทางเส้นที่ข้ามแม่น้ำมาทำให้เรามาชนกับถนนวงแหวน
รอบนอก ก่อนต่อเข้าทางหลวงที่สามารถเชื่อมต่อเข้ามาได้จากทุกทิศทาง ทำให้เห็นผัง
การจราจรที่โยงเมืองหลวงกับปริมณฑลเข้าด้วยกันได้เป็นอย่างดี สะพานที่เราข้ามมา
เป็นสะพานราดยางแข็งแรง จุดที่ข้ามมานั้นมีคลองหลายคลองเชื่อมต่อ และมีบ้านไม้หลังคา
สังกะสีปลูกเป็นเพิงยื่นออกมาให้เห็นมากมาย ทำให้ฉันรู้สึกว่าถ้าถนนมากมายหลายสายเชื่อม
ต่อกันเป็นโครงร่างของเมือง ก็ต้องถือว่าแม่น้ำลำคลองต่างๆ เป็นทั้งเส้นเลือดดำเล้นเลือดแดง
ที่หล่อเลี้ยงและนำพาชีวิตมาสู่ทุกคนในเมืองด้วยเช่นกัน และบางทีก็อาจเป็นอย่างที่ศิลป์เอ่ย
ขณะรับประทานอาหารค่ำด้วยกัน ที่ว่า ‘น้ำคือชีวิต’ หาใช่เพียงคำอุปมาอุปมัยเท่านั้น
หากแต่น้ำ.. คือ ชีวิตของคนทุกคนอย่างแท้จริง ความเป็นอยู่ของผู้คนในชุมชนจึงขึ้นอยู่กับ
สายน้ำเป็นสำคัญ

รากฐานของเมืองต่างๆ ที่อยู่ลึกลงไปภายใต้เปลือกโลกนี้ไม่ใช่ชั้นหินแข็ง ถ้าจะพูดให้ถูกก็ต้อง
บอกว่า โลกเรานี้เต็มไปด้วยปลักตมและหนองบึง ที่ๆ มีรูพรุน เปียกชุ่ม รวมไปถึงสระน้ำนิ่งที่
ปราศจากการกระเพื่อมไหว ซึ่งฉันคะเนว่าเบื้องล่างใต้ผืนซีเมนต์ของสถานก่อสร้างต่างๆ ที่เทปูน
ลงดินไปเป็นตันๆ นั้น รับรองได้เลยว่าใต้นั้นไม่มีอะไรนอกไปเสียจากโคลน

“กรุงเทพฯ นี่สร้างขึ้นบนอะไรคะ?”

“ดินครับ” ศิลป์ตอบ

“ดินจำนวนมาก.. มากพอที่จะแจกจ่ายให้ช่างปั้นหม้อทุกคนที่อยู่บนโลกนี้เลยทีเดียว แถมยังมาก
พอที่จะนำมาใช้ทำอิฐราคาถูกเพื่อสร้างเมืองนี้ให้มีแต่อิฐแต่ปูนไปตลอดกาลเลยเชียวครับ
แรงงานราคาต่ำ ประกอบกับไม่มีอุปสรรคทางด้านภัยธรรมชาติแต่อย่างใด กรุงเทพฯ ก็เลย
ขยายเมืองอยู่เรื่อยจนแทบจะกลืนประเทศไทยเอาไว้ทั้งประเทศอยู่แล้ว”

“แต่มันก็ไม่ใช่ความคิดที่ดีนักไม่ใช่หรือคะ ที่สร้างเมืองบนดินหยุ่นแบบนั้น?”

“ใช่ครับแอนนา.. ถ้าเกิดแผ่นดินไหวขึ้นมา ดินก็จะยุบตัวลงทำให้ตึกรามต่างๆ พังระเนระนาด
แต่นั่นก็ต้องถือว่าเป็นคราวเคราะห์ละครับ”

“มันไม่ใช่คราวเคราะห์หรอกค่ะ.. แต่มันเกิดจากการสร้างตึกรามบนดินอ่อนอย่างไร้ความคิด
นั่นต่างหากคือเหตุ”

“คุณคิดแบบนั้นหรือครับแอนนา? คนต่างชาติส่วนใหญ่ไม่ค่อยเชื่อมั่นในอะไร แต่สำหรับเมือง
ไทยแล้ว เราเชื่อมั่นไปหมดแหละครับ”

“นั่นเพราะคุณเป็นชาวพุทธหรือ?”

“ก็ส่วนหนึ่งครับ”

“คุณเป็นคนเคร่งศาสนาหรือคะศิลป์?”

“ครับ.. ก็เหมือนคนไทยส่วนใหญ่นั่นละ ผมเป็นพุทธศาสนิกชน และก็เพิ่งเริ่มต้นเดินตามรอย
บาทพระศาสดา”

“ฉันว่าคุณดูมีอะไรมากกว่าเพิ่งเริ่มต้นอีกนะคะ”

ศิลป์สั่นศีรษะน้อยๆ อย่างถ่อมตน ดูเขาอึดอัดไม่น้อยที่กลายเป็นเป็นหัวข้อการสนทนา
ชายหนุ่มจึงดึงประเด็นการพูดคุยกลับมายังเรื่องเดิมที่คุยค้างไว้ก่อนหน้านี้

“ที่จริงแล้ว.. เมืองจะค่อยๆ ทรุดตัวลงช้าๆ ตามน้ำหนักที่มันแบกไว้ และมีประเด็นหนึ่งที่เป็น
ไปได้มากกว่าเรื่องแผ่นดินไหวเสียอีก คือ วันหนึ่งจะมีน้ำท่วมใหญ่ และมันจะพัดพาทุกสิ่ง
ทุกอย่างไปจนหมด ผมว่านั่นละคือกรรม แต่คนไทยเราจะสร้างทุกอย่างขึ้นอีกครั้ง จากนั้น
เขาจะสร้างกรุงเทพฯ แห่งใหม่บนรากฐานที่มั่นคงแข็งแรง และเมืองเก่าก็จะกลายเป็นสุสาน
ในที่สุด”

“ฟังดูเป็นการเถียงที่มีเหตุมีผลดีไม่น้อยเลยนะคะ” ฉันตอบด้วยความเบิกบานใจ

“เอาละ.. ฉันว่าตอนนี้เป็นโอกาสดีที่คุณจะบอกฉันเรื่องที่คุณคิดว่าฉันจะไม่เชื่อ ฉันแน่ใจว่า
ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่มีเหตุผลต่อจินตนาการอันกว้างไกลของคนที่ชอบเยาะเย้ยถากถาง
แบบฉันแน่ๆ”

คำพูดของฉันทำให้ศิลป์ปล่อยก๊ากออกมา ซึ่งมันทำให้ฉันรู้สึกสุขใจเหลือเกินที่ได้ยินเสียง
หัวเราะอย่างเป็นธรรมชาติของเขาแบบนี้

“ก็ได้ครับ..แต่ไม่ใช่ตอนนี้นะ เอาไว้คืนนี้ดีกว่า” เขาเอ่ย

“แล้วเราจะทำอะไรกันที่อยุธยาคะ?” ฉันถาม

“ผมว่าจะพาคุณไปพบกับครอบครัวของผมน่ะ”

“ครอบครัวคุณ?”

“ถึงคุณพ่อคุณแม่ผมท่านจะเสียไปหมดแล้ว และผมก็ไม่มีพี่น้องที่ไหน แต่ผมมีญาติเยอะเลยนะ
ทั้งคุณลุงคุณป้า เราอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ บางคนก็อยู่ในบ้านหลังที่ผมเกิดด้วยละ แต่ก่อนจะ
ไปที่นั่น ผมจะพาคุณไปวนชมเมืองอยุธยาก่อน”

“แทบรอไม่ไหวแล้วนะคะนี่”

เราขับรถกันไปเรื่อยๆ จนถึงจุดที่สองข้างทางแปรเปลี่ยนเป็นทุ่งนาสีเขียวสด ฉันเลยทึกทักเอา
ว่าเราน่าจะพ้นกรุงเทพฯ มาแล้ว ทัศนียภาพที่เห็นเป็นภาพที่ผสมผสานระหว่างนาข้าวและน้ำที่
ทดเข้ามา ดงกล้วย และพืชสวนอื่นๆ รวมไปถึงต้นปาล์ม และท้องนาที่ไถคราดทิ้งไว้โดยยัง
ไม่ได้ทำการเพาะปลูก มองดูเหมือนหลงเข้ามาในอดีตที่เจ้าทุยเขาโค้งกำลังก้มหน้าเล็มหญ้า
จนปลายเขาชี้ฟ้าอยู่แบบนั้น ฉันรู้สึกคล้ายตัวเองเป็นเกาะแห่งปูนซีเมนต์ที่ล่องลอยอยู่ในทะเล
แห่งพฤกษชาติสีเขียวสด ซึ่งเป็นแนวหน้าผู้โดดเดี่ยวที่แยกตัวออกมาชี้ให้เห็นถึงอนาคตของ
กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร ที่อาจต้องหันมาบริโภคของที่ติดมากับดินโคลนที่น้ำพัดมาจนได้สักวัน

หลังจากที่ออกมาจากโรงแรม เราใช้เวลาราวหนึ่งชั่วโมงจึงมาถึงเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
เครื่องชี้วัดอันดับแรกที่บอกว่าเรามาถึงก็คือ รูปแบบของศูนย์กลางโครงสร้างงานศิลปะ
หัตถกรรมที่มีให้เห็นและดึงความสนใจได้มากขึ้นเรื่อยๆ  แม้จะไม่ได้แวะที่ไหนเลยก็ตาม

เราข้ามแม่น้ำอีกสายหนึ่ง ซึ่งกระแสน้ำมีสีแดงเรื่อๆและเต็มไปด้วยผักตบชวาสีม่วง
“นี่แม่น้ำอะไรคะศิลป์?” ฉันเอ่ยถาม
“ก็ยังคงเป็นเจ้าพระยาอยู่ครับ มันไหลยาวเป็นร้อยๆ กิโลลงมาจากทางเหนือ”
“ถ้าเป็นแม่น้ำสายเดียวกัน แล้วทำไมมันเป็นสีแดงล่ะคะ?”
“เป็นเพราะทางภาคเหนือมีฝนตกมากครับ ที่แดงอย่างนั้นเพราะโคลนถูกชะลงมาตามน้ำ
และมันจะไหลไปถึงกรุงเทพฯ ก่อนที่เราจะกลับไปถึงกันเสียอีก และอาจเป็นเพราะฤดูนี้
น้ำหลากมากกว่าปกติไปสักหน่อย.. คุณนึกออกไหม ตอนที่ผมยังหนุ่มๆ แม่น้ำเจ้าพระยาใส
สะอาดกว่านี้มากทีเดียว และมันก็สะอาดพอที่จะใช้ดื่มกิน แต่เดี๋ยวนี้น่ะหรือ.. มีแต่ขยะกับ
สารพิษลอยเต็มไปหมด”

ศิลป์กล่าวต่อไปว่า “ตอนเด็กๆ ผมเคยออกไปตกปลากับพ่อ นั่นเป็นความทรงจำเดียวที่ผมม
ีเกี่ยวกับท่าน เรากินปลาที่เราตก แล้วส่วนที่เหลือก็เอาไปขาย แต่เดี๋ยวนี้คุณทำอะไรแบบนั้น
ไม่ได้อีกแล้ว”

“คุณเคยบอกว่าเจ้าพระยาคือประเทศไทย และสายน้ำก็คือคนไทยทั้งปวง งั้นถ้าเกิดมลพิษ
ขึ้นแบบนี้ มันจะบอกอะไรเกี่ยวกับประเทศชาติและประชาชนล่ะคะ?”

ศิลป์พยักหน้าอย่างใช้ความคิด
“ผมเองก็ถามตัวเองแบบนี้หลายครั้งแล้วเหมือนกัน แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นพิษเพราะความทันสมัย
วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของเรานั้นจรรโลงความเป็นเจ้าพระยามานานนับศตวรรษ แต่เดี๋ยวนี้กลับถูก
แทนที่ด้วยวิวัฒนาการ คนก็เลยคิดว่าไม่ต้องการวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมอีกต่อไป”

เขาหยุดเว้นช่วงนิดหนึ่ง ก่อนกล่าวต่อไปว่า

“เจ้าพระยาย่อมมีความข้องเกี่ยวในเรื่องของน้ำขึ้นน้ำลง และน้ำจากมหาสมุทรหลายแห่งของ
โลกก็มีการไหลเวียนเข้าสู่ประเทศไทย ซึ่งนำทุกสิ่งทุกอย่างที่เรียกว่าความทันสมัยเข้ามาด้วย
และเมื่อกระแสน้ำหมุนเวียนเปลี่ยนออกไป ผู้คนก็คิดว่าเขาไม่ต้องการขยะแห่งความทันสมัย
เช่น พลาสติก โฟม น้ำมัน ยาฆ่าแมลง และอื่นๆ อีกมากมายเหล่านั้นอีกแล้ว.. ก็เหมือนของ
ที่พวกเขาใช้แล้วนั่นไง แค่โยนทิ้งน้ำ เดี๋ยวคลื่นก็พัดออกไปเอง.. เหมือนชีวิตพวกเขาที่เปลี่ยน
ไปไงครับ.. ก็แค่นี้ละที่อยากบอก”

“เมื่อตอนอาหารค่ำ ฉันจำได้ว่าคุณเอ่ยถึงความคล้ายคลึงกันของสายน้ำที่ไหลลงสู่มหาสมุทร
แล้วคุณก็พูดถึงข้อผูกมัดสากลที่มีผลต่อคนทั้งโลก ซึ่งเชื่อมโยงมนุษยชาติกับโลกใบนี้ให้เป็น
หนึ่งเดียวกัน”

“ถูกต้องแล้วครับ แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ นะ ในทุกๆ แง่คิดเชิงบวกจะมีด้านลบแฝงอยู่
ก็เหมือนกับการนำเบื้องลึกเบื้องหลังของบางเรื่องมาเปิดเผยนั่นละ เอาเข้าจริงก็เปิดได้ไม่หมด
หรือการเผยแพร่วัฒนธรรม    ซึ่งเป็นมรดกที่ล้ำค่า เราก็อาจต้องนำข้อเท็จจริงเหล่านั้นไปทอน
ลงเสียบ้าง เพื่อให้เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นเหมาะสมกับการท่องเที่ยว”

เขานิ่งไปชั่วครู่ ก่อนเอ่ยต่อมา

“คนไทยเราบ่นกันมากเรื่องนี้ แต่ก็เป็นเราเองมิใช่หรือที่ต้องการชีวิตทันสมัย และก็เป็นเราอีกละ
ที่ขี่เก๋งกันมากมายจนเกิดเป็นมลพิษแก่ร่างกายเราเอง ไม่ได้มีฝรั่งคนไหนมาบังคับให้เราทำ
แบบนั้นเลย นี่ผมไม่ได้บ่นนะ.. แค่อยากถามว่าใครคือคนกำหนดราคาในการแลกเปลี่ยน
บางครั้ง เวลาเราแลกเปลี่ยนอะไรขึ้นมา ค่าของมันอาจจะสูงกว่าที่คิดไว้ก็ได้”

เขาชำเลืองมองฉันขณะเอ่ยประโยคสุดท้าย แววตาเขาดูเจ็บปวดไม่น้อย เดาได้เลยว่าเขาต้อง
กล่าวถึงเรื่องนี้ แต่ขณะที่ฉันกำลังคิดว่าจะต่อบทสนทนาที่น่าอึดอัดนี้อย่างไร ศิลป์ก็กล่าวต่อไปว่า
“มูลค่าแห่งความทันสมัยสำหรับประเทศไทยและคนไทยทั้งหลาย ยิ่งมีความทันสมัยเกิดขึ้นใน
สังคมเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเป็นการทำลายวัฒนธรรมอันดีงามของเราให้เสื่อมสลายลงไปเท่านั้น
ซึ่งเห็นได้จากผลกระทบจากการทำลายธรรมชาตินี่เอง.. แต่ถึงอย่างไรเราก็ยังคงรักประเทศไทย
อยู่ดี รักวัฒนธรรม รักแม่น้ำลำคลอง รักทั้งๆ ที่เราเองนั่นละที่ก่อมลภาวะขึ้นมาไม่รู้ตั้งเท่าไหร่”

“คุณกังวลเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมใช่ไหมคะศิลป์ คุณถึงทำงานนี้?”

“ถ้ามองแบบวิถีพุทธก็ใช่เลยครับ”

อยุธยาที่ได้เห็นผ่านกระจกขณะศิลป์พาฉันขับรถวนชมเมืองนั้น มีความคล้ายคลึงกับชานเมือง
นอกกรุงเทพฯ แห่งอื่นๆ คือ เต็มไปด้วยตึกแถวสีขาวมีระเบียงกระจายตัวอยู่ทั่วไป สลับกับบ้านไม้เก่าๆ สีซีดทรงโบราณที่ปลูกชิดกันจนหลังคาเกย เหมือนจะช่วยพยุงกันและกันไว้มิให้ล้มครืนลงมา
จากนั้น เราก็ขับรถเรื่อยมาจนถึงด้านข้างของสวนสาธารณะเปิดขนาดใหญ่แห่งหนึ่งโดยไม่ได้ตั้งใจ สถานที่แห่งนี้ได้รับการดูแลอย่างดี หญ้าในสนามได้รับการตัดเล็มจนสั้นเกรียนสะอาดตา มองไป
เห็นวัดวาอารามตั้งกระจัดกระจายอยู่โดยรอบ นอกจากนั้น ในบริเวณสวนยังมีทางเดินเฉพาะ
ของช้าง เพื่อให้นักท่องเที่ยวขี่ชมเมืองได้อีกต่างหาก

“ถึงแล้วครับ” ศิลป์บอกขณะจอดรถข้างทาง

เราพากันเดินไปตามทางยาวจนถึงวัดใหญ่แห่งหนึ่ง ถอดรองเท้าแล้วก้าวเข้าไปภายในโบสถ์ซึ่ง
มีองค์พระพุทธปฏิมากรณ์ขนาดมหึมาตั้งเด่นเป็นสง่าและดูร่มเย็น ศิลป์ทรุดตัวลงคุกเข่าและ
สวดมนต์ เห็นดังนั้นฉันจึงคุกเข่าลงข้างๆ เขาบ้าง เรานั่งอยู่ในนั้นประมาณสิบนาที ซึ่งเป็นสิบนาท
ีที่ศิลป์อยู่ในอาการอันสงบนิ่งเป็นพิเศษดุจปล่อยใจไปตามภวังค์ แน่นอน.. ฉันรู้ว่าชาวพุทธ
ให้ความสำคัญกับเรื่องของการชำระจิตใจและการทำสมาธิ ซึ่งเดาเอาว่าเขาน่าจะกำลังทำ
เช่นนั้นอยู่

ฉันเองก็เช่นกัน.. พบว่าสิ่งที่สะท้อนกลับไปมาอันเป็นความคิดที่ไตร่ตรองอยู่ภายในนั้น เป็นเรื่อง
ค่อนข้างน่าเบื่อหน่าย และทำอย่างไรก็ไม่สามารถสลัดความคิดนับพันที่ไหลวนอยู่ในห้วงคำนึง
โดยเฉพาะในเวลานั้นให้หลุดออกไปได้

หลังจากที่พ้นออกมาจากวัด เราก็เที่ยวชมซากปรักหักพังของโบราณสถานอีกหลายแห่ง ซึ่งศิลป์
บอกว่าเป็นสถานที่ฝังศพของบรรพชนมากมายมาตั้งแต่ในยุคก่อน ซึ่งจะเห็นส่วนประกอบเล็กๆ
ของโบราณสถานและพระพุทธรูปหินที่สึกกร่อนตั้งกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป อย่างไรก็ตาม
ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากกาลเวลาก็ได้เติมแต่งคุณลักษณะพิเศษให้แก่สิ่งต่างๆ ทำให้โบราณ
วัตถุแต่ละชิ้นเกิดความเป็นปัจเจก รวมทั้งคราบเขียวๆ ดำๆ ที่แทรกซึมอยู่ในเนื้อซากปรักหักพัง
นั้นก็แลดูแปลกตา และมีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด

“อืม.. ม.. รูปจำหลักเหล่านี้ถูกทำลายโดยชาวพม่าเมื่อสองสามร้อยปีก่อนหรือคะ?”

“ถูกต้องแล้วครับ รวมไปถึงสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ด้วย พวกเขาเอาทองคำไป ทำบ้านเมืองเราป่นปี้
ยับเยิน แล้วก็เผาทุกอย่างวอดในพริบตา”

ฉันขอให้นักท่องเที่ยวคนหนึ่งที่เดินผ่านมาช่วยถ่ายรูปให้ ขณะยืนอยู่ด้านข้างของพระพุทธรูป
ไร้กรองค์หนึ่ง ซึ่งเขาก็ยินดีถ่ายให้โดยไม่ลังเล และฉันก็ยังได้ถ่ายภาพศิลป์ที่กำลังยืนอยู่
เบื้องหน้ารูปจำหลักโดยมีซากปรักหักพังของโบราณสถานเป็นฉากหลังด้วย

“มีอะไรให้ดูอีกไหมคะศิลป์?”

“มีอีกเยอะเลยครับ”

“เกรงว่าฉันจะชอบไม่ค่อยเหมือนนักท่องเที่ยวอื่นๆ สักเท่าไหร่ด้วยสิ.. แล้วที่ว่าอีกเยอะนี่
เหมือนแบบนี้เลยหรือเปล่าคะ?”

“ผมว่าก็น่าจะเป็นอย่างนั้นแหละครับ”

“ฉันสนใจจะไปเที่ยวชมชีวิตของคุณมากกว่าอีกค่ะศิลป์ ทำไมไม่พาฉันไปเที่ยวบ้านเกิดคุณล่ะคะ
จะได้ไปพบกับครอบครัวคุณด้วย ออกจะน่าสนใจกว่าเป็นไหนๆ”

“ก็นี่ไงครับเที่ยวชมชีวิตผม.. สมัยที่ผมรุ่นๆ ผมเคยช่วยเขาบูรณะรูปจำหลักพวกนี้ขึ้นใหม่ด้วยนะ
เดี๋ยวนี้เลยพยายามที่จะฟื้นฟูจิตใจผู้คนโดยอาศัยกระบวนการทางศิลปะไงล่ะ ถ้างั้น.. เราไป
เที่ยวบ้านผมกันดีกว่า คุณจะได้รู้จักครอบครัวผมด้วย”

 
 
 
 
 

Silpa: the Art of Love

Thai

• เรื่องย่อ
• บทที่ 1
• บทที่ 2

• บทที่ 3
• บทที่ 4
• บทที่ 5
•
บทที่ 6
•
บทที่ 7
•
บทที่ 8
•
บทที่ 9
•
บทที่ 10
•
บทที่ 11
•
บทที่ 12
• บทที่ 13
• บทที่ 14

English

• Trailer
• Chapter 1
• Chapter 2
• Chapter 3
• Chapter 4
• Chapter 5
• Chapter 6
• Chapter 7
• Chapter 8
• Chapter 9
• Chapter 10
• Chapter 11
• Chapter 12
• Chapter 13
• Chapter 14


 
©2007 FINE ART MAGAZINE
•The Great Fine Art Co.,Ltd.   919/1 The Silom Galleria Room 302 Silom Soi 19 Bangruk Bangkok 10500 Tel/Fax. 0 2630 3426 •
• Hill Park Condominium1 APT#1304, 9 M.1 Changpuek A.muang Chiang Mai 50300 Tel/Fax. 053-220522  E-mail: fineart@fineart-magazine.com •