รักในรอยศิลป์
บทที่ 14
ฝันยามอรุณรุ่ง
เราขับรถจากซากนครโบราณแห่งนั้นผ่านกลับเข้ามาในตัวเมือง ก่อนเลี้ยวไปทางถนนสายรอง
ที่พาเรามุ่งสู่ชานเมืองรอบนอกอยุธยา ซึ่งเป็นอีกครั้งที่เรากลับมาแวดล้อมด้วยทุ่งนาเขียวขจี
แทนอาคารคอนกรีตสีเทาที่เห็นอยู่ดาษดื่นในเขตเมือง เราผ่านชุมชนสองสามแห่งที่มีแต่บ้านไม้
ใต้ถุนสูงมองโล่งตา กระทั่งมาหยุดที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งเรือนชานส่วนใหญ่เป็นบ้านไม้ที่ดูกรำ
แดดกรำฝน และใช้ไม้ตัดเป็นท่อนๆ ยกขึ้นไปวางเป็นขื่อสูง
ผมเกิดที่หมู่บ้านนี้ละครับ ศิลป์กล่าวขณะดับเครื่องรถ
หลังไหนหรือคะ?
มาครับ.. ผมจะพาไปดู
หมู่บ้านแห่งนี้ช่างแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับบริเวณชานเมืองอะดิเลทที่ฉันเติบโตมา ถนนที่นี่ไม่มี
ฟุตบาท วัว ควายเดินกันเต็มถนนให้ถูกไล่ต้อนเข้าคอกอยู่คึ่กๆ และเด็กน้อยวิ่งไล่กันอย่าง
สนุกสนานท่ามกลางฝูงไก่มากมาย ฉันนึกภาพศิลป์ตอนเด็กๆ เขาคงจะถอดเสื้อนุ่งกางเกงตัวเดียว
วิ่งเล่นไปมาอยู่แบบนี้เหมือนกัน เด็กๆ หยุดวิ่งแล้วหันมามองฝรั่งอย่างฉันเป็นตาเดียวก่อนวิ่งจู๊ด
ไปแอบมองจากที่อื่น
ศิลป์พาฉันเดินเรื่อยมาจนถึงกลุ่มบ้านสุดท้ายก่อนถึงชายน้ำ เราหยุดยืนที่บันไดขั้นล่างสุด
ศิลป์เอ่ยทักหญิงชราคนหนึ่งที่กำลังนั่งเตรียมอาหารอยู่บนระเบียงบ้าน
สวัสดีครับ เขายกมือไหว้พลางก้มศีรษะให้
อ้าว..! ศิลป์ ว่าไงลูก หญิงชราตอบ
เราขึ้นบันไดไปบนชานเรือนก่อนที่ศิลป์จะแนะนำให้ฉันรู้จักกับคุณป้าของเขา ซึ่งนับเป็นคนแรก
ในญาติจำนวนมากที่ฉันได้มีโอกาสรู้จัก จากนั้น ดูเหมือนศิลป์จะแนะนำให้ฉันได้รู้จักใครต่อใคร
อีกมากมายจนไม่รู้จบสิ้น เหตุเพราะศิลป์เป็นคนเดียวในครอบครัวที่พูดภาษาอังกฤษได้
ส่วนฉันก็ฟังภาษาไทยไม่ออก ดังนั้น จึงถือเป็นข้อจำกัดในการแปลคำสนทนา เราจึงต่างต้อง
ใช้ภาษากายและการแสดงออกทางสีหน้าช่วยอยู่ไม่น้อย แม้ฉันจะไม่เข้าใจว่าพวกเขาคุยอะไร
กัน แต่ก็เห็นได้ชัดว่าพวกเขาดีใจกันมากที่ได้พบฉัน และดูสนุกกันใหญ่ที่ได้ลองพูดภาษาอังกฤษ
ที่พวกเขารู้จักกันอยู่ไม่กี่ประโยค เช่น ถามว่าฉันชื่ออะไร และมาจากไหน เป็นต้น
ลักษณะของตัวบ้านและเครื่องเรือนภายใน ล้วนเป็นสิ่งที่มาจากโลกที่ฉันไม่รู้จักหรือพบเห็น
มาก่อน เครื่องใช้ในการเกษตรง่ายๆ วางไว้ให้เห็นอยู่ทั่วไปหมด นี่ถ้าไม่เห็นว่ามีโทรทัศน์ พัดลม
และเตาแก๊สที่ใช้ในการหุงหาอาหารแล้วละก็ ฉันต้องหลงคิดว่าหลุดเข้ามาในยุคเมื่อร้อยปีก่อน
กรุงแตกเป็นแน่
ฉันเห็นอะไรหลายอย่างเหมือนอุปกรณ์ที่ศิลป์นำไปตั้งแสดงในการโชว์งานศิลปะครั้งล่าสุดของ
เขา ซึ่งเป็นการแสดงงานที่ฉันศึกษามันด้วยความหลงใหล ของทุกอย่างที่อยู่รอบตัวได้รับการ
ซึมซับเอาความเป็นชีวิตของคนในครอบครัวนี้ไว้อย่างเต็มเปี่ยม ทุกรอยขีดข่วน ทุกรอยซ่อม
แซม ตะปูทุกตัว เสียงเคาะกระแทก หรือแม้กระทั่งร่องรอยของระดับน้ำท่วม ก็ยังดูแผ่ซ่าน
ไปด้วยประวัติความเป็นมา และความทรงจำของทุกชีวิตที่อาศัยอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้ทั้งสิ้น
ฉันนั่งลงบนพื้นกระดานร่วมกับทุกคนในครอบครัวของศิลป์แล้วหลับตาลง เหมือนอย่างที่เคยทำ
ในหอศิลป์เมื่อตอนข้าชมงานชุดแหจับปลาของเขา ฉันสัมผัสได้ถึงความหยาบของเนื้อไม้
กระดานที่นั่งอยู่ จินตนาการได้ถึงรอยเท้าแต่ละรอย ฝีเท้าแต่ละก้าวของคนที่เดินขึ้นลงจนดัง
เอี๊ยดอ๊าดเกิดเป็นเสียงกระดานลั่นมานานนับปี ซึ่งเป็นเสียงฝีเท้าของศิลป์ ของแม่ และของพ่อ
นั่นเอง ที่ทำให้กระดานของบ้านหลังนี้ค่อยๆ สึกกร่อนลงตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อย
ศิลป์ถือกำเนิดขึ้นภายในห้องสี่เหลี่ยมนี้ และสถานที่นี้อีกเช่นกัน ที่เป็นที่ๆ มารดาผู้ให้กำเนิดเขา
ดับสูญจากไกล จึงถือได้ว่าบ้านหลังนี้เป็นแหล่งหลอมรวมทั้งความสุขและเศร้า ที่ถ่ายทอดผ่าน
ไม้กระดานแผ่นต่างๆ ออกมาร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ความสับสน อลหม่านของอารมณ์ความ
รู้สึกก็ยังมีออกมาให้ได้เห็น ฉันสัมผัสได้ถึงความสงบของที่นี่ และรู้สึกถึงความเยือกเย็นแจ่มใส
ที่ไหลบ่ามาท่วมเนื้อตัวอยู่ในขณะนี้ด้วย
ในที่สุด ความเงียบก็ย่องเข้ามาแทนที่เสียงจ้อกแจ้กเมื่อครู่ ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่
เพียงลำพัง แต่แล้วเสียงเหล่านั้นก็กลับดังขึ้นมาอีก ทว่า.. ตอนนี้กลับกลายเป็นเสียงหัวเราะ
ใช่..! ทุกคนกำลังหัวเราะฉันอยู่
นี่เราทำให้คุณรู้สึกเบื่อหรือเปล่าครับแอนนา? ศิลป์เอ่ยถาม
ตายแล้ว.. ขอโทษทีค่ะ ฉันแอบหลุดออกไปอยู่อีกโลกหนึ่งมาน่ะสิ
ไปนอน.. ไปนอน
ใครคนหนึ่งตะโกนออกมา
เขาว่าอะไรนะคะ?
เขาคิดว่าคุณง่วงนอนน่ะครับ
ไม่เพียงแต่พวกเขาจะเตรียมอาหารกลางวันกันบนพื้นกระดานนี้เท่านั้น แม้เวลารับประทาน
พวกเขาก็เสิร์ฟอาหารให้นั่งลงรับประทานบนพื้นแห่งนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้าง
ทำให้ฉันรู้สึกไม่คุ้นเคยและออกจะตกใจกับวัฒนธรรมลักษณะนี้ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
กับหัวเข่าทั้งสองข้างของฉัน ที่ไม่คุ้นกับการนั่งพื้นสักเท่าใดนัก ดังนั้น ที่ทำได้ก็คือนึกเสีย
ว่ากำลังปูเสื่อนั่งปิกนิกอยู่ในตัวอาคารไหนสักแห่ง หลังมื้อเที่ยงที่ประกอบ ไปด้วยปลา ข้าว
และผลไม้ ศิลป์ก็พาฉันออกไปเดินเล่นชมหมู่บ้าน เขาเล่าถึงความทรงจำเก่าๆ สมัยที่ยังเป็น
เด็กตัวเล็กๆ ก่อนพ่อจะจากไป โดยเล่าว่าตอนเด็กๆ เขาเคยเล่นกับใครบ้าง และยังแนะนำให้ฉัน
ได้รู้จักกับคนเหล่านั้นด้วย ซึ่งเป็นคนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันนั้นเอง เพียงแต่ตอนนี้ เด็กๆ
เหล่านั้นต่างก็มีหลานตัวเล็กๆ เป็นของตัวเองกันเกือบหมดแล้ว
ศิลป์พูดจาทักทายกับทุกคน และเห็นได้ชัดว่าคนทั้งหมู่บ้านต่างภาคภูมิใจในตัวของลูกหลาน
ชุมชนผู้ประสบความสำเร็จคนนี้แค่ไหน ฉันอดสงสัยไม่ได้ว่าพวกเขาจะรู้หรือเปล่า ว่าศิลป์ประสบ
ความสำเร็จเพียงใด ชื่อของชายผู้นี้ไม่ได้เป็นที่รู้จักเฉพาะในสังคมไทยเท่านั้น หากแต่วงการ
ศิลปะทั่วโลกต่างก็รู้จักศิลป์ด้วยกันทั้งสิ้น เขาพาฉันเดินเลาะมาจนถึงริมแม่น้ำที่อยู่ทางด้านหน้า
ของตัวบ้าน เจ้าพระยาตรงนี้ดูกว้างกว่าในกรุงเทพฯ เสียอีก และอาจจะถึงร้อยเมตรด้วยซ้ำไป
เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่ศิลป์เคยเล่าเรื่องแม่น้ำกำลังเป็นพิษนี้เป็นจริงอย่างยิ่ง เดินไปตรงไหนก็อาจ
เหยียบถุงพลาสติก ขวดเปล่า หรือกล่องโฟมใส่อาหารได้ทั้งนั้น ศิลป์เริ่มก้มๆ เงยๆ เดินเก็บ
ขยะเหล่านั้นใส่ลงในถุงพลาสติกเขาที่พกออกมาจากกระเป๋าเสื้อ
ทุกครั้งที่มาที่นี่ ผมจะทำความสะอาดจุดนี้เสมอเพราะเห็นอยู่ตลอด แต่ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
พอวันหน้ามาใหม่ก็สกปรกเหมือนเดิมอีก
ทำไมล่ะคะ? ฉันถามซื่อๆ
ถ้าตอบง่ายๆ ก็ต้องบอกว่ากระแสน้ำพัดขยะเข้ามา แต่คำตอบจริงๆ อยู่ที่คนไทยเรานี่ละ
ที่ต้องช่วยกันดูแลรักษาความสะอาดและสุขอนามัยของตนเอง ถ้าทิ้งของด้วยความไม่ระมัดระวัง
ขยะก็จะเกลื่อนไปหมดอย่างที่เห็นอยู่นี่ ซึ่งที่คุณเห็นนี่เป็นส่วนน้อยเท่านั้นนะครับ ถ้าเป็นรอบๆ
เมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ที่น้ำพัดออกไปทุกวันเป็นปริมาณที่คุณไม่เห็นอีกล่ะ แต่ทั้งหมดนั่นก็
คล้ายกับที่คุณเห็นอยู่นี่ละ ประเทศนี้กำลังอุดตันไปด้วยสารปนเปื้อนและความสกปรกสารพัด
แย่จังนะคะ ทำไมไม่มีใครทำอะไรบ้างเลยล่ะ?
ธรรมชาติของมนุษย์มักมองไม่เห็นจุดบอดในความล้มเหลวของตัวเองหรอกครับ ก็เหมือนกับ..
อืมม.. เหมือนสาวๆ ที่คุณนำมาร่วมงานด้วยไง ประเทศไทยยังคงมีสังคมและวัฒนธรรมแบบ
อนุรักษ์นิยม แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นประเทศที่นานาชาติทั่วโลกเขารู้กันดี ว่าที่นี่อุดมไปด้วย
เซ็กส์ทัวร์และโสเภณี และนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมการแสดงงานศิลปะของคุณชุดนี้ถึงได้สำคัญนัก
ศิลป์หยุดเว้นจังหวะ ก่อนกล่าวต่อไปว่า
คนไทยนะครับ.. ถึงอย่างไรก็เป็นพวกชอบแสดงความรู้สึกเรื่องรักชาติ และชอบเรียนรู้เรื่อง
ความดีงามโดยรวมเป็นอันดับหนึ่ง และที่ตามมาเป็นอันดับสองคือเรื่องของตัวเอง ฉะนั้น
จึงเห็นได้ชัดเรื่องการทุจริตของระบบราชการและวงการเมืองอย่างที่เราอ่านเจอในหนังสือพิมพ์
ทุกวัน แต่พอนำมาใช้กับทุกคน มันก็กลายเป็นเรื่องอื่นแบบที่เห็นนี้ไปได้
เขากล่าวพลางชูถุงพลาสติกใส่ขยะใบนั้นให้ฉันดู ซึ่งตอนนี้มีขยะบรรจุอยู่เต็มแล้ว
แถมยังเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคุณสามีไทยทั้งหลายอีกด้วยสิ ที่ชอบเที่ยวหญิงบริการหรือไม่
ก็หาเมียน้อยแอบไว้สักคน
ฉันมองผ่านขยะเหล่านั้นไปยังเรือโยงกลางน้ำที่กำลังแล่นผ่านมา มันผูกเชือกเส้นหนาโยงไว้
จนตึงเพื่อลากจูงเรือบรรทุกทรายที่หนักอึ้งสีดำสามลำ ให้แล่นตามกันมาอย่างเพียบแปร้
เมื่อกลับมาถึงบ้าน ศิลป์ก็เอ่ยขึ้นว่า
ผมจะออกไปข้างนอกสักสองสามชั่วโมงนะครับ คุณอยู่นี่สักเดี๋ยวได้ไหม?
คุณจะไปไหนคะ?
ผมจะไปไหว้พระที่วัดสักหน่อย
ฉันไปด้วยไม่ได้หรือ?
ต้องขอโทษด้วยเพราะเขาไม่อนุญาตให้ผู้หญิงเข้าน่ะครับ
ฉันกำลังจะพูดอะไรออกมาเรื่องความเชื่อในศาสนาของเขาที่ค่อนข้างมีการแบ่งแยก แต่คิด
แล้วเงียบไว้ดีกว่า ฉันตัดสินใจว่าจะเรียนรู้เรื่องพวกนี้จากสาวๆ ที่มาทำงานให้ฉัน น่าจะเข้าท่า
กว่าเป็นไหนๆ
ผมจะกลับมาทานอาหารค่ำด้วยนะครับ เดี๋ยวญาติๆ ผมจะดูแลคุณเอง
ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าเขาพูดอะไรกัน แต่ฉันก็ยินดีที่จะเข้าไปช่วยพวกผู้หญิงเตรียมอาหารเย็น ตำหอม
กระทียม และพริกขี้หนู ถือเสียว่าเรียนรู้กระบวนการปรุงอาหารไทยไปในตัว
ศิลป์กลับมาช่วงบ่ายแก่ๆ แล้วตรงเข้าไปคุยกับผู้ชายสองสามคนที่กำลังนั่งสูบบุหรี่อยู่ที่เฉลียง
หน้าบ้านครู่ใหญ่ พอหญิงสูงวัยผู้หนึ่งตะโกนเรียกเสียงดังซ้ำๆหลายหน พวกเขาก็พากันลุกออกมา
กินข้าว.. กินข้าว..
หลังจากที่รับประทานอาหารเย็นเสร็จแล้ว พวกหนุ่มๆ ก็ถอยฉากออกมานั่งสูบบุหรี่กันที่ระเบียง
เหมือนเดิม ปล่อยให้บรรดาสาวๆ เป็นผู้เก็บล้างทั้งหมด ฉันคันปากอยากจะพูดเรื่องนี้ด้วย
เหมือนกัน ซึ่งดูเหมือนจะไม่มีใครรับรู้ความรู้สึกของฉันนอกจากศิลป์ แต่พอมองไปที่กล้ามเนื้อ
เป็นมัดๆ และสีผิวที่คล้ำกรำแดดของพวกผู้ชายแล้ว ฉันก็คิดขึ้นมาได้ว่าพวกเขาได้แบ่งสรร
ปันส่วนสิ่งที่ต้องทำในบ้านกันอย่างยุติธรรมแล้ว ตามลักษณะความรับผิดชอบของเพศ ร่างกาย
และการใช้แรงงาน
พอใกล้ค่ำ.. เราก็พากันเดินเล่นกลับมาที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาอีกครั้งหนึ่ง เขาปูเสื่อลงบนดิน
ที่ค่อนข้างชื้นแล้วนั่งลงบนตลิ่งนั้นจนความมืดเริ่มโรยตัว กระทั่งมองเห็นสายน้ำเป็นประกายสีดำ
เงาของศิลป์ที่ทอดลงบนแผ่นน้ำทำให้เกิดภาพโครงร่างคล้ายสามเหลี่ยม แบบที่เรียกว่าภาพ
ซิลลูเอท โดยมีดอกบัวชูช่ออยู่ตรงหน้า
ผมชอบมานั่งสมาธิที่นี่ ตรงนี้เป็นจุดที่ดีที่สุดสำหรับผมที่จะมาปฏิบัติ เพราะใจผมเชื่อมโยงกับ
สายน้ำแห่งนี้ มันสงบมากทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่ทุกคนเข้านอนกันหมด ซึ่งส่วนใหญ่
คนต่างจังหวัดก็มักจะเข้านอนกันแต่หัวค่ำอยู่แล้ว
คุณนั่งสมาธิบ่อยหรือคะศิลป์?
ก็บ่อยเท่าที่ทำได้ละครับ
อธิบายเรื่องการทำสมาธิบ้างสิคะ คุณสอนฉันได้ไหม?
ผมคิดว่าคุณรู้อยู่แล้วเสียอีก
ไม่ทราบหรอกค่ะ และมันคงไม่ใช่แบบที่ฉันลองในวันนี้ด้วย ที่วัดนั่นไง.. ฉันลองดูเหมือนกัน
สักสองสามนาที แต่ไล่อะไรออกไปจากหัวไม่ได้เลย
คุณคิดอย่างนั้นหรือครับ? แล้วตอนที่อยู่ที่บ้านล่ะ เมื่อตอนก่อนอาหารเที่ยงน่ะ ที่คุณบอกว่า
แอบหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่งมาไง แล้วยังมีตอนที่ผมพบคุณในหอศิลป์ก่อนจะล้มลงไปในแหอีก
ถ้าไม่ใช่.. งั้นคุณคิดว่าตอนนั้นคุณทำอะไรล่ะครับ?
ฉันแค่แสดงความรู้สึกผ่านการสัมผัสเท่านั้นเอง ไม่ได้ทำสมาธิสักหน่อย
การแสดงความรู้สึกผ่านการสัมผัส นั่นละคือกุญแจที่จะไขไปสู่สมาธิ มันเป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้น
ในตัวคุณ และนั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมคุณจึงไม่เคยพยายามที่จะลองทำสมาธิ เพราะคุณทำได้
แม้ไม่ต้องลองไงครับ และวันนี้ผมก็เห็นคุณทำด้วยนี่
ถึงไงฉันก็ยังไม่เชื่อคุณอยู่ดี ฉันแค่ฝันกลางวันเท่านั้นเองค่ะ บางที.. ถ้าคุณสอนวิธีที่ถูกต้อง
เดี๋ยวเราก็รู้ถ้าฉันทำได้จริงๆ
ก็ได้ครับ.. ผมจะสอนคุณเอง แต่ก่อนอื่นคงต้องเริ่มที่ทฤษฎีก่อน ตกลงไหม?
ฟังดูเหมือนคุณครูกำลังจะสอนศิลปะให้น้องใหม่ปีหนึ่งเลยนะนี่ ฉันอดล้อเขาไม่ได้
อย่างที่คุณทราบว่าประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ และคนส่วนใหญ่ก็เชื่อในเรื่องของเทวดา ฉะนั้น
การทำสมาธิจึงมีกฎสำคัญที่ผู้ปฏิบัติพึงกระทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระภิกษุสงฆ์ที่สวดมนต์
วันแล้ววันเล่าเพื่อเพิ่มบารมีให้แก่ตนเองจนกว่าจะถึงวันดับขันธ์ ซึ่งพระสงฆ์เหล่านี้ก็ล้วนมี
จุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ ไปให้ถึงความตระหนักรู้อันเป็นอนันต์ ซึ่งกว่าจะถึงจุดนั้นได้
ผู้ปฏิบัติต้องยอมรับในความไม่เที่ยงของสรรพสิ่งให้ได้เสียก่อน รวมถึงความไม่เที่ยงของ
ความตระหนักรู้นั้นด้วย
ฉันเคยอ่านรู้เรื่องพวกนี้มาบ้างเหมือนกันค่ะ
ครูบาอาจารย์ของผมท่านสอนว่า ความรู้ความเข้าใจไม่ใช่เรื่องของสติปัญญาเท่านั้น แต่เป็น
เรื่องของความตระหนักรู้ในทุกสรรพสิ่งที่มีมุมมองต่างกันออกไป ซึ่งอาจก่อให้เกิดความหมาย
ใหม่ขึ้นมา ผมรู้ว่าคุณเข้าใจเรื่องเหล่านี้ เพราะคุณมีประสบการณ์ในการรับรู้ที่ได้จากการสัมผัส
และมีเพียงบางคนเท่านั้นที่ประสบกับสิ่งเหล่านี้แล้วเกิดความเข้าใจ
ศิลป์หยุดไปชั่วขณะ
ประสบการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างไม่จำกัดเวลานะครับ มันอยู่นอกเหนือกาลเวลาและสถานที่ ก้าวแรก
ก็คือการฝึกเห็นใจในความทุกข์ของผู้อื่นผ่านการทำสมาธิ โดยสังเกตความโทมนัสของมนุษย์
อย่างพินิจพิเคราะห์ในขณะที่ยังคงสงบเยือกเย็นอยู่ ก้าวที่สองก็คือการมองเห็น และก้าวที่สาม
ก็คือ การทำให้เกิดความเป็นจริงขึ้นมา
เขาพูดต่อไปว่า
ผมจะตั้งคำถามคุณสักสองสามข้อ แต่อยากให้คุณเริ่มทำจิตใจให้สงบเยือกเย็นเสียก่อน
เราต่างก็รู้คำตอบของสิ่งที่ผมกำลังจะถาม ฉะนั้น ขอให้ตอบง่ายๆ ด้วยความเป็นจริง ให้มาก
ที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ และเมื่อผมจบคำถาม ก็ถึงตาคุณบ้างที่จะถามผมในสิ่งที่คุณอยากรู้..
เราจะเริ่มได้หรือยังครับ
ได้เลยค่ะ
เอาละแอนนา.. ตอนที่ทำสมาธิเมื่อกลางวันนี้ คุณรู้สึกเห็นอกเห็นใจบ้างหรือเปล่าครับ?
ค่ะ.. ฉันรู้สึก
แล้วคุณเห็นใจอะไร?
เห็นใจคุณค่ะ.. เพราะฉันนั่งอยู่ในที่ๆ คุณเคยเกิด แม่ของคุณก็เคยตายที่นั่น ซึ่งทำให้ฉันรู้สึก
เห็นใจคุณอย่างที่สุด
แล้วตอนที่คุณสัมผัสแหจับปลาในหอศิลป์ล่ะครับ?
ตอนนั้น ฉันจินตนาการได้ถึงชีวิตของชาวประมงที่ใช้มันค่ะ
คุณมองเห็นชาวประมงคนนั้นไหมครับ?
ไม่เห็นค่ะ.. มันอยู่เหนือจินตนาการของฉัน
เอาละ.. คุณเรียกมันว่าจินตนาการก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นความเห็นอกเห็นใจ ความเห็นใจและความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นก็คืออย่างเดียวกันนั่นละ ก้าวแรกของการทำสมาธิคือการสื่อสารทางจิต อืมม..! แหจับปลาผืนนั้นเป็นของคุณพ่อผม
คุณเห็นท่านหรือเปล่า? หรือจินตนาการถึงท่านไหม? หรืออะไรก็สุดแต่คุณจะเรียกมันน่ะครับ
ฉันกลัวว่าคำตอบที่สัตย์ซื่อของฉันจะเผยอารมณ์ข้างในของตัวเอง จึงตอบเสียงเครียด
ไม่ค่ะ.. แต่มันทำให้ฉันคิดถึงคุณ ฉันเห็นภาพเห็นคุณกับภรรยาค่ะ
เดี๋ยวนะครับแอนนา.. คุณไม่เคยพบผมมาก่อน แล้วคุณทราบได้อย่างไรว่าเป็นผม คุณทราบได้อย่างไรว่าผมมีรูปลักษณ์แบบไหนถ้าไม่เคยเห็น?
เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ฉันเคยอ่านบทความที่เกี่ยวกับคุณทางเว็บไซต์มาก่อน มันต้องมีรูปถ่ายแน่ๆ
และจิตใต้สำนึกของฉันคงจำชื่อกับภาพของคุณมารวมไว้ด้วยกัน.. มันเป็นเรื่องที่อธิบายได้นี่นา
มีเหตุผลออกค่ะ
แล้วคุณรู้จักภรรยาผมได้อย่างไร ฝันกลางวันอีกอย่างนั้นหรือครับ?
อันนี้ฉันก็บอกไม่ถูกค่ะ เพียงแต่ตอนนั้นฉันไม่ทราบว่าเป็นเธอ
คุณเคยเห็นเธอมาก่อนหน้านี้หรือ?
ฉันว่านี่ยิ่งฟังประหลาดเข้าไปใหญ่เลยค่ะ และฉันก็ไม่อยากให้คุณรู้สึกกลัวนะ
ไม่หรอกแอนนา.. เล่าให้ผมฟังหน่อยสิครับ.. เล่ามาเถอะ
คือ.. ฉันเห็นคุณค่ะ.. ฉันหมายความว่าฉันเคยเห็นคุณมาแล้วก่อนวันที่เราเจอกันในหอศิลป์นั่น ก็อย่างที่บอกนั่นแหละค่ะ ว่าฉันแน่ใจว่าต้องเคยเห็นรูปคุณมาก่อนแน่ๆ เพียงแต่จำไม่ได้ว่าเป็น
รูปไหน ซึ่งมันก็.. เอ่อ..
ลืมเรื่องรูปถ่ายนั่นไปเลยครับแอนนา บอกผมมาสิว่าคุณเห็นอะไร?
เราเคยพบกันหลายครั้งแล้วค่ะศิลป์.. คุณมาหาฉันในความฝัน ฉันเห็นคุณทุกคืนมานาน หรือ
อย่างน้อย ก็ทุกคืนเป็นเวลาหลายสัปดาห์ก่อนที่เราจะได้พบกันในความเป็นจริง บางครั้ง.. ฉันก็
จำความฝันนั้นได้ บางครั้งก็จำไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่ฉันจะเห็นคุณกับภรรยาที่เสียไปแล้วด้วยกัน
ฉันหยุดเพื่อหายใจยาว ก่อนเล่าต่อไป
คุณอุ้มร่างของเธอไปวางไว้บนกองฟืนแต่เธอก็ไม่มอดไหม้ และฉันก็เห็น.. คุณกับฉันอยู่
ด้วยกัน.. ขอโทษทีนะคะศิลป์ มันฟังดูบ้ามากๆ เลย แต่นั่นคือสิ่งที่ฉันฝันจริงๆ
ฉันจึงจำคุณได้ในทันทีที่คุณสัมผัสเนื้อตัวฉันในหอศิลป์นั่น ทุกครั้งที่ตื่นขึ้นจากความฝัน
ฉันจะลุกขึ้นมาคว้าดินสอแล้วร่างภาพที่เห็นในฝันนั้นไว้ ฉันเฝ้าวาดภาพใบหน้าของคุณและ
ภรรยามานานแล้ว ฉันเอาให้คุณดูก็ได้ถ้าคุณอยากเห็น ภาพเหล่านั้นอยู่ที่โรงแรมค่ะ
นั่นคือมโนภาพนะครับแอนนา.. และนี่.. เขาดึงมือฉันไปวางไว้บนหน้าอกของเขา
คือการทำให้เป็นจริงขึ้นมา.. เห็นไหม.. ผมสอนคุณเรื่องเทคนิคของการทำสมาธิ เพื่อเตรียมให้คุณรู้จักการควบคุมความสามารถที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาตินี้ รวมทั้งช่วยเหลือ
และพัฒนามันให้ได้ ซึ่งไม่มีใครเคยสอนคุณมาก่อน อย่างคุณนี่ ต้องถือว่าเป็นพรสวรรค์ท
ี่ติดตัวมาแต่กำเนิด แสดงว่าในชาติก่อนคุณได้กระทำกรรมดีเอาไว้ไม่น้อยทีเดียว ซึ่งคือ
เหตุผลที่ว่าทำไมคุณจึงโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ และสามารถกลับมาปฎิบัติธรรมได้
นี่คือความจริงที่เป็นสากลนะครับ
ศิลป์หายใจยาว เอาละ.. ตอนนี้คุณก็ได้ตอบคำถามผมอย่างซื่อสัตย์ไปแล้ว ทีนี้ก็ถึงตาคุณบ้าง
ที่จะถามอะไรผมก็ได้
ฉันรวบรวมสติอีกครั้ง เพื่อคิดหาคำที่จะใช้ตั้งคำถามให้เหมาะสม
เอาละค่ะ.. คุณเป็นคนที่รู้สึกเห็นใจในความทุกข์ของเพื่อนมนุษย์ แล้วคุณเห็นใจในความทุกข์
ของฉันหรือเปล่า?
แน่นอนสิครับ.. มีบางครั้งที่ผมสัมผัสได้ถึงความทุกข์ของคุณ
แล้วคุณเคยนึกภาพฉันแบบเดียวกับที่ฉันเคยฝันเห็นคุณไหมคะ? คือ.. อยากถามว่าฉันเคยอยู่
ในความฝันของคุณบ้างหรือเปล่า?
ศิลป์หลับตาลงเบาๆ และแม้เปลือกตาเขาจะปิดลง แต่ดูเหมือนจะยังมองเห็นได้จาก ตาใน อยู่ด
ี
ใช่ครับแอนนา.. ผมเองเห็นคุณในฝันเหมือนกัน
ฉันเหมือนถูกกระแทกด้วยความรู้สึกในสัมผัสที่เปิดเผย มันกรูเกรียวจู่โจมอยู่โดยรอบตลอดถ้วน
ทั่วทั้งร่างกาย เหมือนระดับของแม่น้ำเจ้าพระยา ที่จู่ๆ ก็บ่าท้นไหลหลั่ง แล้วกวาดพาเอาตัวฉัน
ให้หลุดลอยออกไปตามลำน้ำสู่ท้องทะเลไปอย่างรวดเร็ว กลืนชีวิตของฉันหายไปทั้งชีวิต
ราวกับเป็นน้ำหนึ่งหยดในมหาสมุทรของโลกที่หลอมรวมให้ฉันกลายเป็นส่วนหนึ่งของทุกสรรพสิ่ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฉันรู้สึกถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับศิลป์ ถ้าเขาเอ่ยอะไรที่เกี่ยวกับการนึกเห็น
ภาพฉันออกมา ฉันก็จะเชื่อทุกสิ่งที่เขาพูดโดยไม่ต้องรั้งรอ หรือคิดทบทวนแต่อย่างใด
ฉันรู้ได้ในทันทีว่าเราเกิดมาเพื่อกันและกัน ทั้งจิตวิญญาณ ร่างกาย และอารมณ์ความรู้สึก
ซึ่งฉันก็รับรู้อีกด้วยว่าศิลป์เองก็มีความรักให้ฉันเช่นกัน
ศิลป์คะ
ฉันเอื้อมมือหนึ่งไปวางลงบนมือของเขา แล้วใช้อีกมือหนึ่งลูบแก้มเขาเบาๆ สัมผัสได้ถึงอารมณ์
ความรู้สึกที่ทำให้เลือดในกายวิ่งพล่าน
ศิลป์คะ
แทนคำพูดใดๆ โอษฐ์ของฉันกลับเอื้อนเอ่ยกึกก้องออกมาเป็นการกระทำ ริมฝีปากของฉันเคลื่อน
เข้าหาริมฝีปากของเขาในทันที พลางกอดกระชับเขาไว้ในวงแขนทั้งที่เขาพยายามถอยหนี
แอนนา.. นี่มันไม่..
นี่มันไม่อะไรกันคะ? คุณหนีฉันทำไม? คุณไม่ได้รู้สึกกับฉันอย่างที่ฉันรู้สึกกับคุณอย่างนั้นหรือ?
แต่ถึงคุณบอกว่าไม่.. ฉันก็ไม่เชื่อคุณหรอก
ไม่ใช่ว่าผมไม่รู้สึกกับคุณนะ
ฉันจูบเขาอีกครั้ง และก็เป็นอีกครั้งที่เขาขยับหนี
แอนนา.. สิ่งที่คุณต้องการเป็นเพียงความพอใจที่ฉาบฉวยเท่านั้นเอง ซึ่งมันจะดึงเราให้ออก
ห่างไปจากสิ่งที่เป็นอยู่.. ทั้งคุณทั้งผม.. ถ้าเราทำเรื่องแบบนี้ มันจะกลายเป็นพฤติกรรมของ
ความเห็นใจที่มีผลมาจากความเห็นแก่ตัว และเป็นการพ่ายแพ้ต่อแรงปรารถนา เราต้องดึงตัวเอง
ให้พ้นไปจากจุดนี้นะครับแอนนา
เรามีความสัมพันธ์ที่พิเศษต่อกันต่างหากคะศิลป์ สำหรับฉันแล้ว ฉันรู้ว่ามันเป็นความสัมพันธ
์ครั้งเดียวในชีวิต เหมือนอย่างที่คุณบอกไว้ก่อนหน้านี้ไง เรื่องที่หญิงชายต่างเป็นกระจกเงาให้
แก่กันและกัน ไม่ใช่เอาไว้เพื่อส่องดูตัวเองเท่านั้น แต่ช่วยกันส่องเพื่อให้เห็นกันทั้งหมด
คุณจึงเป็นกระจกเงาของฉัน เพราะคุณ.. ฉันจึงมีโอกาสค้นหาความจริงของชีวิตตัวเอง
แต่ฉันเองก็เป็นกระจกเงาของคุณเหมือนกันไม่ใช่หรือคะศิลป์? คุณเห็นตัวเองผ่านฉันอย่างไร
บ้างคะ? ฉันโต้ยาวเหยียด
ผมเห็นจิตวิญญาณของเรายึดเหนี่ยวเป็นดวงเดียวกัน และมันก็บริสุทธิ์เหลือเกิน พันธนาการ
ระหว่างเราไม่ควรตกต่ำลงไปอยู่ที่แรงกระตุ้นทางกายนะแอนนา ถูกละ.. มันเป็นการหลอมรวม
ของสิ่งที่อยู่คนละขั้ว ที่นำมาสู่ความเป็นจริง และความสุขอันล้นพ้นบนแดนนิพพานแห่งการตรัสรู้
แต่ทั้งหมดของชีวิตที่คุณเฝ้าค้นหาในสิ่งที่คนทั่วไปเรียกว่า ความรัก แต่คุณก็ไม่เคยพานพบกับ
มันมาก่อน นั่นเพราะคุณคิดว่าการหลอมรวมนี้เป็นการรวมทางกายต่างหาก คุณคิดว่ามันเป็นเรื่อง
ของสื่อภายนอก ก็เลยเป็นอะไรที่พัวพันอยู่แบบนี้
ศิลป์ตอบยาวเช่นกัน
ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่เลยนะครับแอนนา.. ความรักที่จริงแท้ที่สุดที่เรามี คือ จิตวิญญาณ และบัดนี้
การค้นหาของคุณก็เสร็จสิ้นลงแล้ว เพราะคุณได้ค้นพบความรักซึ่งไม่ได้อยู่ในตัวผมนะ แต่มัน
อยู่ข้างในตัวคุณต่างหาก
คุณไม่ได้ตอบคำถามของฉันนะคะศิลป์ ฉันย้ำ
ฉันเป็นกระจกเงาสำหรับคุณหรือเปล่าคะ?
ผมมองเห็นตัวเองเสมอครับ.. แต่ในด้านที่สุดขั้วของจิตวิญญาณและร่างกาย มันควรผสมกลม
กลืนเป็นหนึ่งเดียวกันด้วยความดูแลเอาใจใส่ที่ดีมากๆ เท่านั้น ไม่งั้น.. ทุกอย่างพังหมดแน่
ศิลป์กล่าวอย่างเป็นปริศนาคาใจ ฉันจึงมองเขาด้วยความสับสน
ฉันไม่เข้าใจค่ะ
งั้นหลับตาสิครับ.. คุณก็จะได้ลองทำสมาธิเสียที
บางทีเขาอาจพูดถูกก็ได้ ฉันคงเร่งรัดทุกอย่างเร็วเกินไป
หลับตานะ ศิลป์เอ่ย
นั่งตัวตรง.. ผ่อนคลายทุกอย่างให้สบายที่สุด แล้วปล่อยใจให้สงบนิ่ง หายใจเข้าออกเบาๆ
แล้วพูดตามผม.. โอม มนี ปัทเม ฮุม
โอม มนี ปัทเม ฮุม.. คืออะไรหรือคะ?
เป็นบทสวดที่ผมใช้ในการช่วยชำระและเป็นศูนย์รวมในการดึงความสนใจทั้งหมดไปไว้ที่นั่น
เพื่อเตรียมจิตให้เป็นสมาธิ
ก็ได้ค่ะ.. แต่มันมีความหมายอย่างไร? ฉันหมายความว่ามีคำแปลไหม?
เอ่อ.. มีสิครับ มันเป็นภาษาธิเบตโบราณ แปลว่าแก้วมณีที่อยู่ท่ามกลางดอกบัว
รายละเอียดเหล่านี้เพิ่มความกระจ่างให้ฉันได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น จึงกล่าวออกไปว่า
ฟังดูเป็นกวีมากเลยนะคะ แต่ฉันจำได้ว่าคุณเคยพูดถึงเทพเทวาในศาสนาพุทธมากกว่านะ
ไม่เห็นเคยพูดอะไรถึงธิเบตสักหน่อย
ครับ.. แต่ผมใช้มนต์บทนี้เพราะเป็นบทสวดอ้อนวอนที่วิเศษมากๆ เราใช้สวดบูชาพระโพธิสัตว์
อวโลกิเตศวร ซึ่งมีความหมายต่อผมมาก และโดยส่วนตัวแล้ว.. ผมก็เคารพบูชาท่านเป็น
พิเศษด้วย
โอเคค่ะ งั้นคุณต้องอธิบายให้ฉันฟังเพิ่มเติมแล้วละ
ตอนนี้อย่าเพิ่งเลยครับ ไว้ผมจะอธิบายให้ฟังทีหลัง สิ่งที่เรากำลังจะทำคือการเริ่มสวดมนต์
โดยกล่าวออกมาดังๆ จากนั้นเมื่อคุณจำบทสวดได้แล้ว คุณก็สามารถท่องมันกลับไปกลับมา
อยู่ในใจได้ และมโนภาพอะไรบางอย่างขึ้นมา
แล้วฉันควรจะนึกภาพอะไรล่ะคะ? ฉันถาม
ก็แล้วแต่คุณครับ เริ่มจากอะไรก็ได้ที่ง่ายๆ เช่น รูปทรง หรือสีสัน พอทำได้แล้วก็อาจเปลี่ยนเป็นlbjที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
เราเริ่มสวดมนต์ด้วยกัน ในที่สุด.. ต่างก็ตกอยู่ในความเงียบงัน และโดยที่ไม่ได้บอกเขา ฉันตัดสินใจที่จะใช้ศิลป์เป็นมโนภาพในจุดหมายที่ฉันต้องปฏิบัติ ฉันนึกเห็นเขาในแบบที่เขาเป็น
อยู่ในปัจจุบันนี้ เมื่อทำได้แล้ว ฉันก็นึกเห็นภาพเขาในความทรงจำก่อนที่เราจะมีโอกาสได้มาพบ
กันในความเป็นจริงได้เป็นผลสำเร็จ ดังนั้น เมื่อทำได้ครั้งหนึ่ง จึงเป็นสิ่งฉันน่าจะทำได้อีกต่อไป
เรื่อยๆ
เรานั่งหันหน้าเข้าหากันอยู่ริมน้ำนั้นนานเท่าไหร่ไม่อาจทราบได้ อาจเป็นนาที ชั่วโมง ข้ามวัน
ข้ามคืน ข้ามสัปดาห์ หรือแม้กระทั่งข้ามเดือนเลยทีเดียว ดูเหมือนกาลเวลาจะเป็นเรื่องไร้
ความหมายไปในบัดดล เหมือนกลายเป็นเรื่องอื่นที่นอกเหนือไปจากนั้น ความโดดเดี่ยวที่ฉัน
มีได้ปิดฉากลงพร้อมๆ กับความแตกต่างระหว่างเรา เมื่อต่างก็ลงสระสนานชำระล้างจิตใจ
ในบ่อแห่งความตระหนักรู้ที่หลอมรวมเราเข้าไว้ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ฉันรู้ว่าเขาเองก็ยึดฉันเป็น
มโนภาพให้ปฏิบัติ เหมือนที่ฉันก็ยึดเขาเป็นมโนภาพในใจเช่นกัน
สิ่งเหล่านี้เป็นตัวดึงให้เราเกิดความใกล้ชิดกันมากขึ้น ซึ่งการมีส่วนร่วมนี้ส่งผลให้เกิดความปิติ
อย่างแรงกล้าต่อความลึกลับแห่งความรักศักดิ์สิทธิ์ ที่สามารถเปิดเผยออกให้เห็นได้เป็นปกติวิสัย
ก่อนที่ความรู้สึกนั้นจะค่อยๆ บรรเทาเบาบางลงในที่สุด ฉันรู้สึกพึงพอใจในแสงแห่งสายัณห์ของ
ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงนี้ แม้ความทรงจำทั้งหมดขณะทำสมาธิ ก็ค่อยๆ ละลายหายไปเหมือน
ความฝันยามอรุณรุ่งก็ตาม
|