website statistics software
Visitors Since
June, 2007
 
 
 
รักในรอยศิลป์

บทที่ 2
มิชชันนารีศิลป์

วิทยุนาฬิกาปลุกประโคมเสียงเพลงป๊อบขุ่นๆ จนฉันผวาตื่น แสงแดดลอดผ่านช่องทุกช่องที่
เปิดรับแสงอยู่ สาดไปทั่วทุกซอกหลืบจนห้องทั้งห้องสว่างจ้าและอาบอวลไปด้วยไออุ่น
เจ็ดโมงครึ่งแล้ว ฉันปิดวิทยุ ลุกขึ้นนั่ง และหยิบสมุดร่างภาพขึ้นมา

ภาพที่เคลื่อนไหวอยู่ในความฝันหวนกลับมาเป็นภาพหุ่นนิ่ง ใบหน้าของเธอ หัวไหล่ของเขา
แววตาของเธอในยามที่เธอสิ้นลม เธอคือใครกันแน่? เธอคือตัวฉันเองใช่ไหม? หรือเธอคือ
ผู้ที่สื่อแทนบางส่วนในตัวฉันที่ได้ตายจากไปแล้ว? บางส่วนในตัวฉันที่เฝ้ารอจะได้พบเนื้อคู่
สักคนในเมืองโลกีย์แห่งนี้ด้วยความหวัง แล้วเขาคือใครกันเล่า? หรือว่าชายคนนั้นที่อยู่กับเธอ
หรือกับฉัน และสายตาที่เธอมองเขา จะสื่อถึงรักแท้ระหว่างชายหญิงที่เป็นจริงได้ทั้งๆ ที่โลกนี้
ยังมีความกดขี่ทางเพศอยู่?

คำถามมากมายที่หาคำตอบได้ไม่ง่ายนักสำหรับผู้หญิงคนหนึ่งที่มองว่าชีวิตได้เริ่มต้นขึ้น
อย่างแท้จริงก็เมื่ออายุได้สิบสี่ปี ตอนที่ฉันได้เจอและได้อ่านหนังสือเรื่อง การเมืองเรื่องเพศ
โดย เคท มิลเล็ตต์ ซึ่งมิลเล็ตต์ได้ชำแหละเทพนิยายหลอกเด็กที่แม่ของฉันปลูกฝังตลอดช่วง
วัยเด็กของฉัน ทั้งๆ ที่แม่เองก็ถูกเอารัดเอาเปรียบจนหมดประโยชน์แล้วก็ถูกทอดทิ้งโดยน้ำมือ
ของผู้ชายที่เธอรัก ซึ่งก็คือพ่อของฉันนั่นเอง หนังสือเล่มนี้ และเรื่อง วิภาษวิธีแห่งเพศ โดย
ชูลามิธ ไฟร์สโตน ตลอดจนเรื่องโปรดของฉัน คือ ขันทีหญิง โดย เจอร์เมน เกรียร์
เป็นจุดเริ่มการศึกษาที่แท้จริงของฉันที่ได้สอนให้ฉันขบคิดประเด็นเรื่องความรักเพ้อฝันใน
แง่มุมเกี่ยวกับโครงสร้างของอานุภาพแห่งความสัมพันธ์และความอดกลั้นทางเพศ

ฉันเก็บสมุดร่างภาพลงในกระเป๋าและหยุดพักความคิดเรื่องนี้เอาไว้ก่อน ฉันยังมีชีวิตจริงที่ต้อง
ดำเนินต่อไป การงานที่ต้องก้าวหน้า และวิชาที่คงจะเข้าสอนสายหากยังมัวชักช้าร่ำไร แล้วฉัน
จะหาทางผสานเรื่องนี้เข้ากับงานในวันหลังหากพอจะหาเวลาทำได้ พออาบน้ำเสร็จอย่างรวดเร็ว
ฉันก็มองตัวเองในกระจกเงา ขยับเข้าใกล้เพื่อจ้องดูเงาสะท้อนในดวงตา มันยังคงเหมือนกับ
เมื่อตอนที่ฉันยังเด็ก ใสเหมือนมีท้องทะเลสีเขียวน้ำเงินอ่อนที่ได้รับแสงอาทิตย์ในวันฟ้าใสมา
อยู่ใต้เส้นม่านตาที่โยงใยเหมือนตาข่าย มันดูไม่แก่กร้านลงเลย แต่ผมสีน้ำตาลแดงแห่งวัย
ดรุณีของฉันกลับเริ่มเปิดทางให้กับสีเทาบริเวณราก ถึงเวลาต้องย้อมอีกแล้ว

รอยตีนกาเริ่มปรากฏขึ้นจาง ๆ ที่มุมหางตาทั้งสอง ดั่งเนื้อสีที่เริ่มแตกลายงาทีละน้อยเมื่อกาล
เวลาล่วงผ่านไป ฉันใช้เครื่องสำอางแต่งแต้มแต่ละจุดเหล่านั้นเป็นพิเศษกว่าจุดอื่นๆ เล็กน้อย จะอย่างไรเสียความสวยก็ยังปรากฏอยู่ในทุกวัยโดยไม่ต้องใส่ใจกับนิยามของความสวยที่ใครๆ
กำหนดไว้สำหรับเพศของฉัน ถึงแม้ว่าฉันจะต้องพึ่งเครื่องสำอางมากขึ้นกว่าที่ฉันจะเคยได้คิด
เมื่อตอนเพิ่งแตกเนื้อสาวก็ตาม

ฉันมุ่งหน้าเข้าครัวเพื่อรับประทานอาหารเช้า อันได้แก่กาแฟดำหนึ่งถ้วย ซึ่งก็ต้องรีบดื่มด้วย
มิเช่นนั้นก็จะต้องไปเจอกับสภาพการจราจรที่แสนติดขัดในช่วงเวลาเร่งด่วน เพื่อนร่วมแฟลต
ของฉันทั้งสองคน คือ โจน และ เดบรา เป็นเสมือนพี่สาวที่ฉันไม่เคยมี พวกเธอเตรียมพร้อม
ออกไปทำงานและกำลังนั่งบนขอบโต๊ะอาหาร เร่งกระดกกาแฟร้อน ๆ ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
ดูเหมือนพวกเธอจะนำหน้าหน้าฉันอยู่สองสามนาทีในเวลาที่ต้องแข่งกันกระโจนออกนอก
ประตูแฟลต

"สวัสดี สาว ๆ"

“หวัดดีจ้ะ แอนนา” โจนกล่าวทักทายพร้อมรอยยิ้มที่เผยให้เห็นฟันสีงาช้างผิดจากที่เคยเป็น
ฉันสังเกตว่าไม่ใช่ฟันของเธอที่เปลี่ยนสีไปจากครั้งล่าสุดที่ฉันเห็นเธอเมื่อวันศุกร์ แต่เป็นสีผิว
ของเธอต่างหากที่เปลี่ยนไป ผิวที่เคยเป็นสีแทนออกน้ำตาลอมทองได้กลายเป็นสีไหม้เกรียม
จนเกือบดำ และใบหน้าที่เบิกบานของเธอก็มีจุดสีน้ำตาลอมม่วงผุดเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกเล็กน้อย

“อรุณสวัสดิ์ แอนนา วันหยุดเสาร์-อาทิตย์นี้สนุกมาเต็มที่เลยล่ะสิ ใช่ไหม?” เดบราถาม
เธอเป่าไอร้อนที่ลอยขึ้นจากถ้วยกาแฟเสมือนควันแห่งความฉุนเฉียวให้พ้นจากใบหน้าที่ขาว
วอกเหมือนตัวตลกเพราะเครื่องสำอางที่โปะหนาและริมฝีปากที่ทาสิปสติกสีแดงแจ๊ด ฉันไม่ได้
เจอกับเธอตลอดช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเช่นกัน และได้แต่เดาว่าเธอแต่งหน้าจัดเป็นพิเศษ
เพื่อปิดบังอะไรไว้ ฉันมองตาเธอใกล้ ๆ ขึ้นอีกนิด เส้นเลือดที่ปูดขึ้นนั้น ต่อให้มาสคารา
และอายไลเนอร์ก็ปิดไม่อยู่ ถึงแม้ว่าจะมีกรอบแว่นสีดำหนาดีไซน์ย้อนยุคแบบซิกส์ตีส์
และแสงที่หักเหเพราะเลนส์แว่นตาช่วยอำพรางอีกชั้นก็ตาม

คำถามของเดบราไม่ต้องการคำตอบ เธอรู้อยู่แล้วว่าฉันหมกตัวอยู่ในห้องนอนเพื่อเขียน
วิทยานิพนธ์ เราทั้งสองต่างรู้อยู่แก่ใจดีว่าฉันต่างหากควรจะเป็นฝ่ายถามคำถามนั้น แต่ฉันก็
ไม่ได้ถามเพียงเพราะกลัวจะได้รู้ว่าฉันต้องพลาดอะไรไปบ้าง นี่ก็เหมือนเช้าวันจันทร์ปกติที่
เป็นเวลาตีแผ่วิบากกรรมสุดสัปดาห์เหมือนเคย แต่ก่อนที่จะคุยอะไรต่อไปฉันต้องสนองความ
จำเป็นเร่งด่วนเสียก่อน จึงถามขึ้นว่า "เหลือกาแฟไว้เผื่อฉันหรือเปล่า?”

“ไม่ต้องห่วงหรอกจ้ะ หนูจ๋า” โจนตอบพร้อมกับยกเหยือกขึ้น “ยังเหลือกากอีกตั้งครึ่ง
ถ้วยได้แน่ะ”

ฉันคว้าถ้วยออกมาจากตู้และเทส่วนที่เหลือเท่าที่จะเทได้โดยไม่เอาตะกอนลงถ้วยไปด้วย
อย่างน้อยก็ยังได้ค่อนถ้วย แล้วจึงนั่งร่วมวงกับเพื่อนร่วมห้อง ข้อศอกตั้งไว้บนโต๊ะ ส่วนขา
ไขว่ห้างอยู่ข้างใต้

“วันนี้มีเรื่องเด็ดอะไรไปสอนในชั้นเรียนของปัญญาชนหน้าใหม่ของเธอล่ะ” เดบรารับช่วงต่อ
ด้วยลีลาการล่อเหยื่อที่เห็นชัดได้ว่า เธอพร้อมจะประลองไหวพริบลับฝีปากยามเช้าสักยกก่อน
ที่จะต้องไปเผชิญกับความเหนื่อยยากของจริงจากวันทำงานที่คอยท่าอยู่

ฉันเพิ่งได้ซดกาแฟไปนิดหน่อย และยังไม่ทันเรียกความสดชื่นตื่นตัวได้ใกล้เคียงกับเดบราเลย
จึงหลงคว้าเหยื่อที่เธออ่อยไว้ด้วยการตอบคำถามหยอก ๆ ของเธอเสียเป็นเรื่องเป็นราว
"วันนี้สอนศิลปะสตรีนิยมสองคาบ ว่ากันถึงชิคาโก สองรอบ”

“ชิคาโก?” เดบราถาม “จากซิดนีย์ไปชิคาโกแล้วย้อนกลับมาสองรอบในวันเดียวเลยหรือ?
เห็นทีฉันจะต้องถอนคำพูดเสียแล้ว ที่เคยบอกว่าเธอได้ทิ้งอุดมการณ์ของสาวสุดโต่งที่เรารู้จัก
เมื่อหกปีก่อนเพื่อหันมาเอาดีเป็นนักวิชาการอนาคต ไกลเธอกำลังพิสูจน์ว่าผู้หญิงเหนือ
กว่าเพื่อนร่วมโลกเพศชายของเราอย่างเห็นได้เป็นรูปธรรมชัดเจนในหลากหลายวิธีกว่าที่ใคร
จะเคยคิดว่ามนุษย์เราจะสามารถทำได้" เธอป่าวประกาศ แล้วตามด้วยเสียงหัวเราะในลำคอ
ตามแบบฉบับของเธอ

“จูดี้ ชิคาโก...” ฉันพูดด้วยเสียงเรียบ ๆ เพื่อเลี่ยงที่จะไม่กระตุ้นให้มุขล้อเลียนของเดบรา
ยิ่งเพิ่มดีกรีรุนแรงไปกว่านี้ บางครั้งคำเสียดสีของเดบราก็ร้ายกาจกว่านี้ แต่ที่ฉันยอมทนฟัง
มานานแล้วก็เพราะเราเป็นเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ และเธอก็เป็นเหมือนพี่เลี้ยงของฉัน แล้วฉันยังรู้ดี
ว่าบางครั้งเธอก็เหมือนเป็นคนละคนกับที่เป็นอยู่ตอนนี้ ท้ายที่สุดแล้วเธอก็สนับสนุนทุกสิ่งที่
ฉันทำ แม้ว่าบางครั้งจะชอบเล่นบทฝ่ายค้านมืออาชีพก็ตาม ซึ่งเธอก็อ้างว่าเพื่อประโยชน์
ของฉันเอง “ชิคาโก เป็นบุคคลสำคัญในวงการศิลปะสตรีนิยม”

“สตรีนิยมหรือ? ฉันนึกว่าเธอเปลี่ยนมาเรียกว่าความเสมอภาคทางเพศแล้วเสียอีก” เธอพูด
เยาะเย้ย

โอ๊ย... เธอเหน็บได้เจ็บแสบนัก

ทั้งเดบราและโจนอายุสี่สิบต้น ๆ ซึ่งก็แก่กว่าฉันประมาณสิบหรือสิบสองปีได้ แม้พวกเธอจะ
ไม่ประกาศตัวว่าเป็นนักสตรีนิยม แต่ทั้งคู่ก็เป็นนักสตรีนิยมโดยเนื้อแท้จากการที่ได้เติบโต
ขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 60 และต้น 70 ซึ่งเป็นยุคที่ความเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีระลอก
ที่สองรุ่งเรืองสุดขีด การต่อสู้ฝ่าฟันของผู้หญิงรุ่นพี่ ๆ ของพวกเธอ ซึ่งก็เป็นรุ่นแม่ของคนรุ่นฉัน
ทำให้ชีวิตทุกวันนี้ของพวกเธอสามารถยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้ชายได้อย่างทัดเทียมในแทบ
ทุกเรื่อง พวกเธอไม่ต้องการคำว่า “สตรีนิยม” อีกต่อไป ในฐานะนักสตรีนิยมรุ่นที่สาม
ฉันรู้สึกกังวลกับการนำผู้ชายมาเป็นส่วนหนึ่งของกรอบความคิดเรื่องความเสมอภาคทางเพศ
ซึ่งนั่นก็คือประเด็นที่เธอเหน็บแนมเมื่อครู่ในเรื่องความเสมอภาคทางเพศ สำหรับฉันแง่มุม
ที่สำคัญที่สุดและเป็นหัวข้อปริญญาเอกของฉันด้วยก็คือเรื่องสิทธิสตรีในประเทศกำลังพัฒนา

“เอาละ เอาละ สาว ๆ ที่รัก” โจนพูดแทรกขึ้น พร้อมรับบทกรรมการหรือไม่ก็ผู้สงบศึกระหว่าง
เราสองคนเหมือนเช่นเคย “เราไม่ใช่นักเรียนในวิชาศิลปะของเธอนะ กับพวกเราน่ะ เรื่องอะไร
ก็เอามาคุยล้อกันเล่นได้ทั้งนั้นแหละ”

“ขอโทษทีนะ พอดีวันนี้เป็นวันสำคัญ ฉันมีนัดสัมภาษณ์" ฉันหยุดนิดหนึ่งให้พวกเธอมีช่องพูด
แทรกได้ แต่ทั้งคู่ก็ยังคงเงียบ “ก็ที่ฉันเคยเล่าให้ฟังเป็นร้อย ๆ เที่ยวแล้วนั่นแหละ”

“อ๋อ เรื่องนั้นนะเหรอ” เดบราเอ่ย น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลขึ้น “ฉันว่าพวกเขาต้องเลือกเธอแน่ๆ”
แต่เธอก็ไม่วายย้อนกลับมาเหน็บอีก “ก็เธอนอนกับคณบดีนี่” เธออดแขวะทิ้งทวนไม่ได้
ความรู้สึกอันละเอียดอ่อนที่เธอมีในช่วงเวลาปกติคงจะถูกกลืนหายไปในความมึนงงจากอาการ
เมาค้างของเธอหมดแล้ว

“เดบรา!” โจนร้องขึ้น “หยุดรังแกน้องน้อยของเราได้แล้ว” เธอลูบแขนของฉันเป็นการปลอบ
เหมือนกับว่าฉันเป็นเด็ก ๆ “งานแสดงศิลปะที่เมืองไทยครั้งนี้สำคัญมากเลยหรือ?” เธอถาม
“เธอก็เคยจัดแสดงผลงานมาแล้วนี่นา แล้วนี่ก็จะจัดอีก”

“ใช่ แต่นี่จะเป็นการแสดงผลงานเดี่ยวครั้งแรกของฉันนับตั้งแต่งานเมื่อสามปีก่อนที่จัดที่เดอะ
กันเนอรี แล้วก็งานนี้จะถือเป็นนิทรรศการเพื่อปริญญาเอกของฉันด้วย ถ้าได้จัดในเอเชียก็จะ
มีน้ำหนักใช้โต้แย้งได้มากกว่ากันเป็นกอง”

"แต่เธอก็พูดอยู่ตลอดว่าถ้าเธอจะจัดนิทรรศการในออสเตรเลีย เธอก็จัดได้ดีไม่แพ้จัดที่อื่นๆ
นี่จ๊ะ หนูจ๋า” โจนพูดต่อด้วยความเห็นอกเห็นใจ

“ใช่ ที่นี่ก็มีทั้งแรงงานทางเพศผู้เคราะห์ร้าย เจ้าสาวทางไปรษณีย์ และคนงานโรงงานที่ถูก
เอารัดเอาเปรียบซึ่งถูกส่งมาจากจากเอเชีย แต่ถ้าฉันสามารถจัดแสดงผลงานให้ผู้หญิงเอเชีย
ได้ชมในเอเชีย และยอมรับผลงานของฉัน มันก็จะมีความหมายไม่น้อยทีเดียว”

“แต่เธอไม่เคยไปเอเชียเลยนะ แอนนา แล้วจู่ ๆ เธอจะทำตัวเป็นนักวิชาการจากโลกตะวันตก
แล้วเข้าไปสั่งไปสอนพวกเขาได้อย่างไรกัน อย่างกับพวกเผยแพร่ลัทธิสตรีนิยมสมัยใหม่นั่น
แหละ” เดบราแย้งด้วยอารมณ์ที่ยังไม่ค่อยเป็นมิตรสักเท่าไร

“ฉันก็เป็นเหมือนผู้เผยแพร่ธรรมแห่งศิลปะซึ่งเป็นพระเจ้าของฉัน ที่ได้เคยนำพาฉันไปหลายที่
มาแล้วนั่นแหละ ตอนนี้ศิลปะของฉันยังไม่ได้พาฉันไปที่นั่น ฉันก็ได้แต่หวังว่าจะได้ไปเสียที”

“เธอมีมากกว่าความหวังนะ” โจนพูดสนับสนุน “เธอตั้งหน้าตั้งตาทำงานเพื่อเรื่องนี้มาเป็นปีๆ
ฉันรู้ดี ฉันเห็นเธอลุยฝ่าช่วงสุดหินมาแล้ว ไม่มีใครเหมาะสมไปกว่าเธออีกแล้วล่ะ”

“ขอบคุณจ้ะ”

เดบราลุกขึ้นยืนและเหลือบมองนาฬิกาของเธอ “ฉันไม่ชอบเป็นคนตัดบทชั่วโมงบำบัด
ของแอนนาเลย แต่พวกเราก็มีงานที่ต้องไปทำนะ”

ฉันซดกาแฟที่เหลือจนหมด แล้วพวกเราก็กรูกันออกนอกห้อง ก้าวลงบันไดสู่ทางเดินในตัว
อาคารที่นำพวกเราไปสู่ถนน ฉันมองผ่านช่องกระจกของคาเฟ่ใต้อพาร์ทเมนต์ของเรา
เห็นธุรกิจดำเนินไปอย่างกระฉับกระเฉงในแบบเช้าวันทำงาน เวลาเพิ่งจะแปดโมงเช้า แต่ใน
ฤดูร้อนอย่างนี้พระอาทิตย์ก็ขึ้นสูงแล้ว สาดแสงจ้าอยู่บนท้องฟ้าปลอดโปร่งสีน้ำเงินเข้ม
ทำให้แว่นกันแดดกลายเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้น ๆ ฉันมองไปที่เพื่อนสนิททั้งสองภายใต้แสง
อาทิตย์อันเจิดจ้า เห็นได้ชัดว่าทั้งคู่ได้ใช้เวลาสุดสัปดาห์กันอย่างสนุกสนานเต็มที่ ผิดกับตัวฉัน

พวกเราต่างกันมาก มากจนเหมือนความต่างจริงๆ ของพี่น้องแท้ๆ โจนแต่งตัวเรียบๆ แต่ดูหรู
ตามแบบมัณฑนากรผู้ประสบความสำเร็จ ด้วยเสื้อหนังชามัวส์ทรงหลวมสบายกับกระโปรงสี
น้ำตาลอมแดง เดบราสวมกางเกงดำเสื้อแดงพร้อมฟาดฟันในโลกธุรกิจการเงินข้ามชาติที่
เชือดเฉือนไร้น้ำใจ ส่วนฉันสวมเสื้อยืดกับกางเกงยีนลายเปื้อนสี พร้อมไปโรงเรียน

“เอาละ สาว ๆ ที่รัก” โจนส่งเสียงขึ้นตอนจะแยกกันแล้วจุมพิตฉันและเดบราที่แก้ม
“ฉันจอดรถทางนั้น” เธอบอก พร้อมกับชี้ไปทางแคมป์เบลล์พาเรด

“เจ้าบีเอ็มของฉันอยู่ทางนั้น” เดบราพูดขึ้นบ้าง พลางผงกศีรษะไปทางถนนด้านมุมตึก

“ของฉันอยูทางโน้น” ฉันเอ่ยถึงถนนด้านหลังอีกสายที่เลยย่านร้านค้าไปอีก

“วันนี้ขอให้โชคดีนะ แอนนา” เดบรากล่าวแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ขอโทษที่เมื่อเช้านี้ฉัน
ทำตัวเหมือนนางแม่มด ยกโทษให้ฉันนะ”

“อยู่แล้ว” ฉันตอบโดยไม่ต้องลังเล เธอจุมพิตและส่งยิ้มให้ฉัน ลิปสติกสีสดยิ่งทำให้รอยยิ้ม
ดูชัดเจน แต่มันก็ไม่อาจปิดบังความรู้สึกแห่งมิตรภาพอันจริงใจและความห่วงใยอย่างแท้จริงที่
เธอมีให้กับฉัน ฉันส่งยิ้มให้เธอบ้าง แล้วเราจึงแยกกัน

 
 
 
 
 

Silpa: the Art of Love

Thai

• เรื่องย่อ
• บทที่ 1
• บทที่ 2

• บทที่ 3
• บทที่ 4
• บทที่ 5
•
บทที่ 6
•
บทที่ 7
•
บทที่ 8
•
บทที่ 9
•
บทที่ 10
•
บทที่ 11
•
บทที่ 12
• บทที่ 13
• บทที่ 14

English

• Trailer
• Chapter 1
• Chapter 2
• Chapter 3
• Chapter 4
• Chapter 5
• Chapter 6
• Chapter 7
• Chapter 8
• Chapter 9
• Chapter 10
• Chapter 11
• Chapter 12
• Chapter 13
• Chapter 14


 
©2007 FINE ART MAGAZINE
•The Great Fine Art Co.,Ltd.   919/1 The Silom Galleria Room 302 Silom Soi 19 Bangruk Bangkok 10500 Tel/Fax. 0 2630 3426 •
• Hill Park Condominium1 APT#1304, 9 M.1 Changpuek A.muang Chiang Mai 50300 Tel/Fax. 053-220522  E-mail: fineart@fineart-magazine.com •