website statistics software
Visitors Since
June, 2007
 
 
 
รักในรอยศิลป์

บทที่ 4
เดิมพันและความสำเร็จ

เนื้อหาวิชาเป็นการฝึกปฏิบัติทางศิลปะและจบลงตอนเที่ยง ซึ่งเป็นที่น่ายินดีสำหรับฉันเป็นอย่างมาก
เพราะหมายถึงว่าจะไม่ต้องทนอยู่ในห้องปฏิบัติงานในช่วงเวลาที่ร้อนที่สุดของวัน แสงอาทิตย์ยาม
บ่ายแผดเผาหลังคาสังกะสีและแผ่รังสีความร้อนเข้ามาจนห้องปฏิบัติงานร้อนระอุเหมือนเตาอบ
อุณหภูมิบริเวณชานเมืองด้านตะวันตกของซิดนีย์จะดุเดือดกว่าทางด้านชายฝั่งทะเลที่ได้อานิสงส์
ของสายลม ที่พัดเข้าหาฝั่ง จึงเป็นเรื่องที่เกินกว่าจะทำความเข้าใจได้ว่าเพราะเหตุใดจึงเลือกใช้
หลังคาแผ่นลอนโลหะที่ปราศจากฉนวนกันความร้อนในสภาพภูมิอากาศเช่นนี้ หลังอาหารกลางวัน
ฉันยังต้องสอนภาคทฤษฎีอีกสองชั่วโมง ถึงแม้ห้องเรียนจะไม่ใช่ห้องปรับอากาศแต่ก็ยังเย็นสบาย
กว่าอุณหภูมิที่เดือดพล่านในห้องปฏิบัติงาน

ตอนช่วงเช้าค่อนข้างจะสบาย ๆ ฉันสาธิตวิธีเย็บผ้าติดกันโดยใช้เข็มและด้าย ซึ่งโดยดั้งเดิมแล้ว
เป็นงานในโลกแห่งการเย็บปักถักร้อยของผู้หญิง (และในตลาดแรงงาน, ครอบครัว, และโลกศิลปะ
ก็ยังคงให้ความสำคัญอยู่เพียงเท่านั้น) และโอกาสที่จะนำเทคนิคนี้มาใช้ในงานของนักเรียน
ในบรรดานักเรียนกลุ่มนี้มีแฟรงค์ที่แสนน่ารักและเป็นนักเรียนคนโปรดคนหนึ่งของฉันแม้จะไม่ใช่
คนที่มีพรสวรรค์สูงส่งเป็นพิเศษ และคาเรนที่เติบโตจากย่านคิงส์วูด ทั้งคู่ต่างตั้งหน้าเย็บผ้าอย่าง
มีความสุข ฉันรู้สึกว่าตนเองเป็นเสมือนลูกโซ่ที่ร่วมเชื่อมโยงและถ่ายทอดภูมิปัญญาผู้หญิงจาก
รุ่นสู่รุ่น คาเรนคุยกับฉันถึงเรื่องที่ว่าเธอจะเอาผ้ามาใช้จริงได้อย่างไรในการนำเสนอทฤษฎีแบ่งขั้ว
ระหว่างตัวเมืองกับชานเมืองของเธอ ซึ่งว่าด้วยส่วนเมืองที่เต็มไปด้วยตึกซึ่งชี้ขึ้นสู่ท้องฟ้าดูคล้าย
อวัยวะเพศชาย แสดงอิทธิพลครอบงำบริเวณแวดล้อมที่เป็นตัวแทนของเพศหญิง จริงๆ แล้ว
คู่เปรียบเทียบคู่นี้ไม่ใช่คู่ใหม่ แต่ก็อาจจะใหม่สำหรับเธอ

แม้ชั้นเรียนภาคทฤษฎีจะสบายกว่าในทางกาย แต่กลับเหนื่อยล้ากว่าในทางความคิดและจิตใจ
และยิ่งใกล้เวลาที่จะได้รู้ชะตากรรมของตัวเองจากการเข้าสัมภาษณ์กับคณะกรรมการคัดสรรด้วย
แล้ว จิตใจของฉันก็ยิ่งกระสับกระส่าย หลังจากเริ่มชั้นเรียนโดยกำหนดประเด็นให้นักเรียน
อภิปรายกันถึงการที่ชิคาโกเลือกใช้วัสดุที่สื่อถึงเพศหญิง อาทิ ผ้าลินินและผ้าด้น นักเรียนจึง
แลกเปลี่ยนความเห็นกันเรื่องการจับจีบและการเย็บปักถักร้อยที่ใช้ในผลงานบางชิ้นของเธอ
ตลอดจนความท้าทายที่งานเหล่านั้นแสดงให้เห็นระหว่างศิลปะชั้นสูงและศิลปะชั้นต่ำ และนัยตาม
เพศของผู้ชมผลงาน

บรรดานักเรียนรับช่วงในชั้นเรียนด้วยการอภิปรายกันถึงแง่มุมต่าง ๆ จากเนื้อหาที่ได้อ่านในช่วง
สัปดาห์ที่ผ่านมา ฉันสอดแทรกขึ้นบ้างเป็นระยะในยามที่พวกเขาเฉออกนอกประเด็นมากเกินไป
พอเหลือเวลาอีกห้านาทีจะถึงบ่ายสามโมงฉันจึงเตือนพวกเขาเกี่ยวกับงานชิ้นหลักปิดท้ายภาค
เรียนของพวกเขาซึ่งจะถึงกำหนดส่งในสัปดาห์หน้า แล้วจึงเลิกชั้น

ขณะที่จ้ำไปตามทางเดินในอาคารเพื่อไปที่สำนักงานอาจารย์ ฉันมีความรู้สึกสองด้านปนกันอยู่
ทั้งเบาใจที่การรอคอยกำลังจะสิ้นสุดลงเสียที และกังวลที่เวลานั้นกำลังจะมาถึง พนักงานต้อนรับ
ของคณะที่ควบตำแหน่งเลขานุการของมัลนั่งอยู่หน้าห้องของเขา และให้ฉันเข้าห้องในทันที
ในฐานะคณะบดี ห้องทำงานของมัลจึงใหญ่ที่สุดในบรรดาห้องของอาจารย์ในคณะ ห้องของฉัน
เล็กพอ ๆ กับกล่องรองเท้า มีที่พอแค่ให้ฉันเบียดตัวเข้าไปนั่งอยู่หลังโต๊ะเล็กๆ ให้ตั้งชั้นที่อัดแน่น
ไปด้วยหนังสือกับแฟ้มต่าง ๆ ได้ชุดหนึ่ง และพอมีที่เหลือให้นักเรียนอีกคนสองคนนั่งอีกด้านของ
หนึ่งโต๊ะที่ตรงข้ามกับที่นั่งของฉัน มัลนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่ดูแพงและหรูหรากว่าของฉันมาก ส่วน
กรรมการเลือกสรรอีกสองคน คือ รีเบ็คก้า ฟลินท์ และ เควิน แชมเบอร์ส นั่งประกบอยู่สองข้าง
ของเขา

ขณะที่ขยับเข้าใกล้พวกเขาจากอีกด้านหนึ่งของห้อง ฉันชำเลืองตามองหน้าพวกเขาทุกคนเพื่อ
ประเมินอารมณ์ ทุกคนฉีกยิ้มให้ฉัน แน่นอน ฉันรู้จักพวกเขาค่อนข้างดีอยู่แล้วจากการที่ได้คบหา
สมาคมกันในระดับต่างๆ กันไปในช่วงสามปีที่ผ่านมา แต่ภายใต้รอยยิ้มเหล่านั้นอาจมีอะไรซ่อน
อยู่ก็เป็นได้ และจากการที่ได้รู้จักกับมัลอย่างรู้ไส้รู้พุง

ฉันจึงตระหนักเป็นอย่างดีว่าการแสดงออกและคำพูดของเขาสามารถปิดบังความคิดที่แท้จริงของ
เขาไว้ได้อย่างแนบนียน

ฉันไม่มีทางที่จะรู้ได้เลยว่าเขาคิดอะไรอยู่ ความผิดพลาดระหว่างเราสองคนเกิดขึ้นหลังจากที่ฉัน
เริ่มเป็นอาจารย์พิเศษเมื่อสักหนึ่งปีก่อนหน้านี้ และตอนนี้ฉันก็รู้ตัวแล้วว่าเขาพยายามเคลมฉัน
ตลอดเวลา นับตั้งแต่ที่ฉันเริ่มเรียนที่ยูดับเบิลยูเอสเมื่อสามปีก่อน เขาทำตัวน่ารักโอบอ้อมอารีอยู่
เสมอ และคอยรับบทเป็นพี่เลี้ยงคอยให้คำแนะนำปรึกษา แต่เอาเข้าจริงๆ มือที่คอยชี้นำของเขา
กลับซุกคืบเข้าใต้กระโปรงของฉันอยู่ตลอดเวลา

ฉันน่าจะรู้เท่าทันตั้งแต่แรกว่าเขาแค่อยากหาเศษหาเลยกับฉันเหมือนนักการเมืองที่มุ่งเพียงหา
ประโยชน์ใส่ตัว ฉันแทบไม่อยากเชื่อตอนที่รู้ว่าเขายังมีสัมพันธ์สวาทกับนักศึกษาปริญญาโทอีก
คนหนึ่ง ซึ่งเป็นนักเรียนนานาชาติจากประเทศเกาหลี อายุยี่สิบสองปี เขาเป็นชายตัณหากลับ
ที่ชอบใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตัวเองหาความพึงพอใจทางเพศใส่ตัวอย่างที่ได้ทำกับฉัน แต่ไม่ว่า
ในกรณีใดก็คงไม่ใช่ความผิดของเขาเพียงฝ่ายเดียว ฉันก็ต้องยอมรับว่ามีส่วนผิดอยู่ด้วยที่ปล่อยตัว
ปล่อยใจให้ตกอยู่ในสถานการณ์โง่บัดซบเช่นนั้น ซึ่งพอรู้ตัวว่าเขามันก็ไอ้พวกหัวงู ฉันจึงได้ตัด
สัมพันธ์ไป ที่จริงฉันน่าจะรู้ดีกว่านี้ ที่แย่ยิ่งกว่านั้นก็คือ ความสัมพันธ์ครั้งนั้นเป็นเรื่องที่รู้กันไปทั่ว
กลายเป็นหัวข้อให้ซุบซิบนินทากันตามมุมตึกและเป็นความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียง ไม่ต่างอะไรจาก
กรณีของสาวเกาหลีคนนั้น

เราว่ากันถึงจุดประสงค์ของการประชุมในทันทีโดยไม่ต้องมีพิธีรีตรอง มัลสวมแว่นตาแล้วหยิบแฟ้ม
ที่บรรจุรายละเอียดโครงงานของฉันขึ้นมาเปิดดู

“เป็นโครงงานน่าประทับใจมาก แอนนา” รีเบ็คก้าเริ่มพูดขึ้น เธอเป็นอาจารย์อาวุโสที่เข้ากับฉันได้ด
ี และยังเป็นคนที่ฉันให้ความนับถือในสายวิชาชีพ

“นี่คือโอกาสทองที่คุณจะยิงกระสุนเพียงนัดเดียวให้ได้นกพร้อมกันถึงสองตัว เพราะมันจะเป็นฐาน
ให้กับงานวิทยานิพนธ์ของคุณด้วย” มัลพูดขึ้นพร้อมกับวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะ

“ใช่ค่ะ” ฉันเห็นด้วย แต่ไม่ได้พูดอะไรเสริมอีกเพราะฉันได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนในโครงงานแล้ว

“แต่นั่นไม่ใช่เป้าหมายของโครงการแลกเปลี่ยนนี้” มัลพูดต่อ

“คุณคิดว่าคุณจะบรรลุวัตถุประสงค์ทั้งหลายนี้ได้ภายในระยะเวลาไม่ถึงสามสัปดาห์อย่างนั้นหรือ?
คุณคิดว่าระยะเวลาเท่านี้มากพอแล้วใช่ไหม ที่จะหาผู้หญิงไทยแบบที่คุณต้องการ แล้วให้พวกเขา
ออกความคิดวางแผนงานกันจากอากาศธาตุ แล้วยังต้องให้พวกเขาช่วยลงมือสร้างชิ้นงานกันเองอีก?
คุณก็รู้อยู่ว่าคนที่คุณอยากนำมาร่วมงานด้วยน่ะ ไม่ใช่ศิลปินอาชีพ และคุณก็ไม่มีเวลามากพอที่
จะฝึกพวกเขาด้วย”

“ใช่ค่ะ ฉันรู้ แต่นั่นแหละคือประเด็น ฉันวางกรอบความคิดไว้แล้ว รออยู่ก็เพียงคนที่ใม่ใช่
ศิลปินที่พร้อมจะป้อนวัตถุดิบทั้งในรูปความคิดและการลงมือทำ ท้ายที่สุดแล้วประเด็นที่จะหยิบยก
ขึ้นมาก็คือเรื่องราวชีวิตผู้หญิงเหล่านี้ และฉันก็มั่นใจว่าพวกเขาก็น่าจะมีอะไรพิเศษ ๆ ที่จะสื่อออก
มาได้”

“มันเสี่ยงนะ” เควินซึ่งเป็นหัวหน้าภาควิชาประติมากรรมแสดงความเห็น

“เรื่องของศิลปะก็คือเรื่องของการเสี่ยงไม่ใช่หรือ?”

"ใช่ แต่ต้องไม่ใช่ด้วยเงินอันน้อยนิดของคณะ”

ไร้สาระสิ้นดี ฉันคิดอยู่คนเดียวในใจ เงินอันน้อยนิดของคณะอะไรกัน ค่าใช้จ่ายสำหรับโครงการ
แลกเปลี่ยนต่างๆ เฉพาะที่เขาได้ไปคนเดียวนั้น รวมกันได้มากพอที่จะทำฝ้ากันความร้อนให้ห้อง
ปฏิบัติงานได้อย่างที่เราต่างโหยหา และอะไรต่อมิอะไรอีกมาก แต่ความคิดนี้ไม่เคยผุดขึ้นในหัว
ของเขาเลย หรือไม่ก็เป็นเพราะเขาไม่เคยคิดจะเสียสละให้ แน่นอนว่านั้นไม่ถือเป็นความเสี่ยง
สักนิด ยิ่งเรื่องงานศิลปะของเขา เขายิ่งไม่เคยเสี่ยง ไม่ต่างอะไรจากอาจารย์มืออาชีพทั้งหลาย
ที่สร้างภาพว่าตัวเองยังเป็นศิลปินมืออาชีพอยู่ ผลงานของเขาจึงเป็นได้แค่ชิ้นงานมากด้วยราคา
คุยที่เต็มไปด้วยความจำเจ ที่จริงเขาไม่เคยได้เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนเพราะคุณภาพงาน
ของเขาเลย หากแต่เป็นเพราะความสามารถในการเข้าสังคมอาจารย์เพื่อสานสัมพันธ์กับสถาบัน
ในต่างประเทศ ซึ่งส่งผลในการเพิ่มจำนวนนักเรียนต่างชาติที่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนในอัตราเต็มเม็ด
เต็มหน่วยเข้าหีบสมบัติของคณะ และนั่นก็คือเป้าหมายที่แท้จริงของโครงการแลกเปลี่ยนเหล่านี้

“ฉันรู้ดีว่าฉันทำได้” ฉันตอบ แล้วหันไปจ้องตามัลตรงๆ พร้อมกับพูดว่า “ฉันอุทิศตัวให้กับเรื่อง
สิทธิสตรีแล้วก็ศิลปะ”

เขาหรี่ตาลงเมื่อได้ยินฉันเอ่ยคำว่า “สิทธิสตรี” ฉันเดาได้เลยว่าใจของเขาเริ่มนึกไปถึงอะไร
เขาคงจะกลัวว่าฉันจะร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่ป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศของมหาวิทยาลัย
ซึ่งเท่ากับเป็นการล้างแค้นด้วยการทำลายเส้นทางอาชีพของเขา หรือไม่เขาก็กลัวฉันจะ
ยื่นร้องถึงการแบ่งแยกทางเพศต่อเจ้าหน้าที่เพื่อสิทธิอันเท่าเทียมกัน เพราะผู้สมัครที่เหลือทั้งหมด
เป็นผู้ชาย เขามันก็แค่นายหัวดอช่างวิตกจริตคนหนึ่ง

เขากระแอมเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศที่เงียบเสียจนรู้สึกอึดอัด เสมหะปนน้ำมันดินถูกดันขึ้นสู่ลำคอ
เกิดเป็นเสียงน่าสะอิดสะเอียนที่ทำให้ฉันผงะเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว เขาคงจะเกิดอารมณ์อยากอัด
นิโคตินเข้าปอดสักหน่อย “วันนี้เราได้พบกับผู้สมัครอีกสามคนก่อนหน้านี้แล้ว และได้ขอให้พวกเขา
เก็บผลการสัมภาษณ์ของตนไว้เป็นความลับจนกว่าจะสัมภาษณ์ครบหมดทุกคน” มัลพูดด้วยน้ำ
เสียงเป็นการเป็นงาน “คุณทราบดีอยู่แล้วว่าการประชุมนี้มีขึ้นเพียงเพื่อแจ้งผลการตัดสินของพวก
เราให้พวกคุณแต่ละคนทราบโดยตรง ดังนั้น นอกจากจะพูดถึงเรื่องที่รู้กันอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว
ในอีกส่วนหนึ่งเราก็กำลังจะปลดปล่อยคุณออกจากความทรมานใจด้วยเช่นกัน”

“จะถือเป็นพระคุณอย่างยิ่งเลยค่ะ มัลคอล์ม ขอบคุณค่ะ”

“นี่อาจจจะเป็นครั้งแรกที่คณะจะอนุมัติโครงงานโดยไม่มีภาพร่างหรือแบบจำลองให้ได้เห็นว่าชิ้น
งานจะมีหน้าตาอย่างไร เอาละ” เขาเอ่ยพร้อม ๆ กับมองไปทางซ้ายและขวา “ใครจะเป็นคนบอก
เธอดีล่ะ?”

รีเบ็คก้าพยักหน้ารับและพูดขึ้น พร้อมกับฉีกยิ้มกว้างและเปี่ยมด้วยความจริงใจที่เธอกลั้นไว้ไม่อยู่
“เธอได้เข้าโครงการ”

ฉันพยายามสงบสติอารมณ์ของตัวเองเอาไว้ เพราะคงจะดูไม่เหมาะสมเป็นแน้แท้ถ้าฉันออกอาการ
ลิงโลดจนเกินงาม ฉันรู้ดีว่าที่มัลและเควินยอมเลือกฉันในครั้งนี้ น่าจะเป็นเพียงเพราะการสนับสนุน
จากรีเบ็คก้า ซึ่งคงจะเป็นเพียงคนเดียวที่ตัดสินโครงงานของฉันจากคุณค่าในตัวของมันเองอย่าง
แท้จริง

นอกจากนี้คงมีสาเหตุประกอบจากความหวาดระแวงของพวกเขาที่ว่า ฉันอาจจะส่งเรื่องร้องเรียน
พวกเขาหากไม่เลือกฉัน

ฉันกล่าวขอบคุณพวกเขาแล้วออกจากห้องทำงาน มุ่งตรงไปที่รถโฟล์คให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
อั้นความยินดีไว้ระเบิดระหว่างทางกลับบ้าน กรีดร้องและระเบิดเสียงหัวเราะตลอดระยะทางที่อยู่
บนทางพิเศษ และทนกระสับกระส่ายรอที่จะบอกเดบราและโจนทันทีที่พวกเขาเดินพ้นประตูบ้าน
เข้ามา

 



 
 
 
 
 

Silpa: the Art of Love

Thai

• เรื่องย่อ
• บทที่ 1
• บทที่ 2

• บทที่ 3
• บทที่ 4
• บทที่ 5
•
บทที่ 6
•
บทที่ 7
•
บทที่ 8
•
บทที่ 9
•
บทที่ 10
•
บทที่ 11
•
บทที่ 12
• บทที่ 13
• บทที่ 14

English

• Trailer
• Chapter 1
• Chapter 2
• Chapter 3
• Chapter 4
• Chapter 5
• Chapter 6
• Chapter 7
• Chapter 8
• Chapter 9
• Chapter 10
• Chapter 11
• Chapter 12
• Chapter 13
• Chapter 14


 
©2007 FINE ART MAGAZINE
•The Great Fine Art Co.,Ltd.   919/1 The Silom Galleria Room 302 Silom Soi 19 Bangruk Bangkok 10500 Tel/Fax. 0 2630 3426 •
• Hill Park Condominium1 APT#1304, 9 M.1 Changpuek A.muang Chiang Mai 50300 Tel/Fax. 053-220522  E-mail: fineart@fineart-magazine.com •