รักในรอยศิลป์
บทที่ 6
ยินดีต้อนรับสู่เมืองไทย
แล้วฉันก็มานั่งอยู่บนเครื่องบิน มุ่งหน้าสู่จุดหมายแห่งใหม่อีกครั้ง เป็นความตื่นเต้นที่ไม่ได้สัมผัส
มานาน นับตั้งแต่ครั้งที่ไปวอชิงตันเมื่อห้าปีก่อน ที่จริงแล้วฉันไม่ได้เดินทางออกนอกออสเตรเลีย
อีกเลยนับจากตอนนั้น และชีวิตช่วงนั้นก็ดูจะมีแต่เรื่องงาน ทั้งเรียนและสอนหนังสือ แต่ตอนนี้
เครื่องบินลำนี้กำลังพาฉันบินออกไป บินไปให้ไกลจากภาระหน้าที่เหล่านั้น และฉันก็เริ่มตัวเบา
จนรู้สึกได้
ตามกำหนดการเที่ยวบินนี้จะลงจอดตอนบ่ายสี่โมงตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งหมายความว่าฉันคงจะ
ได้สัมผัสสภาพการจราจรในกรุงเทพฯที่ติดขัดจนเป็นที่เลื่องชื่อลือชาอย่างพอดิบพอดี ซึ่งหากเป็น
อย่างที่ฉันได้ยินมาจริง ๆ ก็จะติดหนักกว่าที่ฉันได้ประสบมาในอะเดอเลดและซิดนีย์อย่างมาก
แต่วันอาทิตย์อย่างนี้ สภาพการจราจรก็น่าจะเบาบางลงได้บ้าง ถึงอย่างไร ฉันก็จะมีอาจารย์สองคน
มารับที่สนามบินและพาไปส่งที่โรงแรมใกล้ ๆ กับมหาวิทยาลัยศิลปากร
อาจารย์สองคนที่ว่ามีชื่อเสียงเรียงนามว่า ธวัชชัย บุญจันทร์ และ ชาญวุฒิ ครุสรวลครุสมบัติ
สองชื่อ ยากๆ ยาวๆ ที่เอ่ยถึงในอีเมล์เพียงฉบับเดียวที่ฉันได้รับจากชาญวุฒิเพื่อแจ้งว่าพวกเขา
จะมารับ ฉันเดาไม่ถูกเลยว่าจะออกเสียงอย่างไรให้ถูกต้อง แถมยังไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับเมืองไทยมาก
พอที่จะแยกแยะชื่อไทยได้ว่าชื่อไหนเป็นหญิงชื่อไหนเป็นชาย ในอีเมล์ไม่มีคำที่ใช้ระบุเพศเลย
ใช้แต่คำว่า อาจารย์ธวัชชัย และ อาจารย์ชาญวุฒิ หรือไม่ก็ ฉัน และ เรา ไม่มีคำ
ประเภทที่ว่า เขา หรือ เธอ เลย
ฉันลองใช้กูเกิลสืบค้นชื่อทั้งสองและพบข้อมูลเกี่ยวกับชาญวุฒิหนึ่งชิ้น เป็นบทวิจารณ์ในหนังสือ
พิมพ์บางกอกโพสต์เกี่ยวกับนิทรรศการเดี่ยวที่เขาเพิ่งจัดแสดงที่หอศิลป์ตาดูในกรุงเทพฯ เมื่อ
เร็วๆ นี้ ผลงานของเขาเป็นงานที่สูงด้วยมโนทัศน์ จึงเป็นงานที่ขายยากและไม่เหมาะที่จะเป็นของ
ซื้อของขายเช่นเดียวกับงานของฉัน แล้วฉันก็ตั้งตาคอยที่จะได้พูดคุยเรื่องศิลปะกับเขาอย่าง
ออกรสและสร้างความใกล้ชิดสนิทสนมกับเขา นอกจากนี้ฉันยังได้ความรู้จากเว็บไซต์ของ
มหาวิทยาลัยศิลปากรด้วยว่าคำว่าอาจารย์หมายถึงครู ฉันก็เลยสรุปเอาเองว่าทั้งสองคนน่าจะเป็น
ผู้ชาย ถึงแม้จะหวังอยู่เหมือนกันว่าธวัชชัยอาจจะเป็นผู้หญิง
ฉันเหนื่อยล้าเหลือเกินจากทุกสิ่งที่มะรุมมะตุ้มเข้ามาในช่วงนี้ ฉันอยากเพียงได้นอนหลับขณะอยู่
บนเครื่องบิน ฉันไม่มีเวลาได้ฝันเลย จิตรู้สำนึกแห่งโลกช่วงกลางวันได้กลบกลืนจิตไร้สำนึกของ
ฉันจนหมดสิ้น จากการที่ต้องรีบเตรียมตัวและสะสางงานที่คั่งค้างให้หมดก่อนออกเดินทางจาก
ซิดนีย์ ฉันนำสมุดร่างภาพขึ้นมาเปิดดูภาพสุดท้ายที่วาดไว้เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ภาพจากคืนก่อน
ที่จะเข้าสัมภาษณ์กับคณะกรรมการคัดเลือก ภาพนั้นทำให้ฉันเกิดมโนภาพในสิ่งที่ได้เห็นอีกครั้ง
ฉันอดคิดไม่ได้ว่าเครื่องบินลำนี้กำลังนำให้ฉันยิ่งเข้าใกล้ผู้หญิงในภาพที่ฉันวาด และขณะที่รู้สึกว่า
อำนาจแห่งความหลับใหลกำลังเข้าครอบงำ ฉันรู้สึกประหนึ่งว่าส่วนท้องของเครื่องบินกำลังปริแตก
ออกจนตัวฉันหลุดกระเด็นสู่ท้องฟ้าเบื้องนอก แล้วดิ่งลงแหวกผิวน้ำสู่ทะเลแห่งห้วงฝันเบื้องล่าง
พวกเขาอยู่ที่นั่น หญิงสาวในภาพวาด กับเขาคนนั้นที่กำลังอุ้มร่างอ่อนปวกเปียกของเธอไว้ในอ้อม
แขนบนทางเดินกลางสายหมอกยามเช้าตรู่ ฉันยังไม่เห็นหน้าของเขาเพราะกำลังเดินอยู่ข้างหลัง
เขาในขบวนแห่ที่ดูเหมือนอยู่ในพิธีศพ แต่เห็นได้ว่าเส้นผมของเขาเริ่มเป็นสีเทาแล้ว เขาเป็น
ผู้ใหญ่กว่าที่ฉันคิดไว้แต่แรก
และรูปร่างก็ไม่ได้บึกบึนอย่างที่ฉันนึกไว้ก่อนหน้านี้เช่นกัน จึงคะเนได้ว่าเขาคงจะเป็นพวกนักคิด
นักสร้างสรรค์มากกว่าที่จะเป็นผู้ใช้กำลังกาย ผิวของหญิงสาวที่เคยเป็นสีอบเชยยามอยู่บนเตียง
ที่เธอสิ้นลม บัดนี้ได้กลายเป็นสีเหมือนหินอ่อนเนื่องเพราะกระแสโลหิตในร่างกายได้หยุดการ
ไหลเวียนลง ใบหน้าของเธอไร้ซึ่งสิ่งปกปิด แม้ดวงตาจะไม่ส่องประกายอีกต่อไป กลับดูเย็นชา
และพร่ามัวเหมือนกระจกฝ้า หากแต่ใบหน้าของเธอยังคงไว้ซึ่งความงดงาม ดังว่าถูกหยุดนิ่งไว้
โดยความหนาวยะเยือกแห่งห้วงเวลาสู่การจากลา
ฉันรู้สึกเสียใจกับเธออย่างสุดซึ้ง เธอยังสาว น่าจะอายุมากกว่าฉันแค่นิดหน่อย ยังไม่ใช่วัยที่จะ
ต้องตายจากโลกนี้ไป ฉันอยากจะยื่นมือไปปิดดวงตาที่ไร้แววคู่นั้น แต่คิดได้ว่าน่าจะปลอบประโลม
จิตใจผู้ยังมีชีวิตอยู่ข้างหลัง จึงประทับมือลงบนบ่าของชายที่อุ้มร่างของเธออยู่ บีบไหล่เขาเพื่อ
ปลอบขวัญและส่งกำลังใจ เขาหันหน้ามาอย่างช้า ๆ และในขณะที่ฉันรอที่จะได้เห็นเป็นครั้งแรก
ว่าเขาคือใคร ฉันก็รู้สึกว่ามีมือจับอยู่ที่หัวไหล่ของฉันเอง และเขย่าร่างของฉัน
พอรู้สึกตัวจึงรู้ว่าเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องที่ปลุกให้ฉันคาดเข็มขัดนิรภัยเพราะเครื่องบิน
กำลังบิน เข้าสู่สนามบินสุวรรณภูมิแล้ว ก่อนที่ฉันจะลืมภาพของเขาที่กำลังอุ้มร่างเธอ ฉันจึงรีบ
หยิบสมุดร่างภาพและดินสอออกมา ร่างภาพด้านหลังของเขา มีศีรษะของเธอห้อยอยู่ด้านหนึ่ง
ส่วนอีกด้านเป็นเท้าของเธอที่พาดห้อยอยู่ ไม่มีอะไรมาก แต่ก็พอช่วยให้รำลึกภาพฝันนี้ได้
เสียดายที่พนักงานมาเรียกตอนช่วงสำคัญพอดี ฉันยิ่งอยากเห็นหน้าของเขาอยู่เสียด้วย
แต่ความฝันก็เป็นอย่างนี้เสมอ
เมืองไทยจากประสบการณ์ตรงครั้งแรกของฉันเป็นการมองผ่านหน้าต่างเครื่องบิน กรุงเทพฯ
จากมุมสูงบนท้องฟ้าดูไม่น่าประทับใจนัก ตอนที่เครื่องบินขึ้นที่ซิดนีย์ เราบินวนลงทิศใต้
วกสู่ทิศตะวันตก แล้วตรงดิ่งขึ้นทิศเหนือ ข้ามใจกลางของย่านชานเมืองฝั่งตะวันตกอันกว้างใหญ่
ไพศาลท่ามกลางบรรยากาศของวันอันแสนสดใส ท่าเทียบเรือสีฟ้าสะท้อนแสงแวววับอยู่รอบๆ
สะพานซิดนีย์ฮาร์เบอร์บริดจ์ และ โอเปอราเฮาส์ ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญของเมือง ส่วนทิวทัศน์เมือง
ก็เปล่งประกายความสดใสยามเช้า ขณะที่ย่านชานเมืองก็เห็นเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสเรียงต่อๆ
กันอย่างเป็นระเบียบ แม้จะเป็นสีน้ำตาลเพราะแห้งแล้งและขาดแคลนน้ำเป็นระยะเวลานาน
ตรงกันข้าม กรุงเทพฯ ดูยุ่งเหยิงไร้จุดศูนย์กลาง ผสมปนเปกันด้วยรูปทรงที่ขาดความแน่นอน
และไม่มีอะไรที่เป็นจุดสังเกตเด่นๆ อย่างเมืองที่ฉันเพิ่งบินจากมา สิ่งที่มีมากกว่าก็คือหมอกควัน
ที่ปกคลุมจนทำให้ทุกสิ่งดูทึบมัวไปหมด ความจริงฉันน่าจะรู้ดีกว่านี้ แล้วก็ไม่ต้องมานั่งเปรียบเทียบ
สองเมืองนี้เหมือนเอาแอปเปิ้ลมาเปรียบกับส้ม และเลิกคิดแต่จะวิพากษ์วิจารณ์อะไรจากที่ได้เห็น
เพียงผิวเผิน
พอเครื่องลงจอดเรียบร้อย ฉันผ่านจุดตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรอย่างช้าๆ แต่ไม่มีอะไรติดขัด
เดินออกจากพื้นที่ควบคุมของอาคารผู้โดยสารด้วยความสงสัยว่าอาจารย์ทั้งสองจะรู้จักฉันได้
อย่างไร หน้าตาที่ดูสับสนไร้จุดหมายทำให้พวกที่มาแย่งชิงลูกค้ากันในสนามบินต่างจ้องที่ฉันเป็น
ตาเดียว เบียดเสียดกันจะเสนออะไรต่อมิอะไรให้ฉัน แต่แล้วชายแต่งตัวภูมิฐานคนหนึ่งก็แทรกตัว
ผ่านความแออัดอย่างไม่ยากเย็น ก้าวออกมาจากกลุ่มคนแล้วเดินตรงเข้ามาหาฉัน
"คุณแอนนา โกลเด้น ใช่ไหมครับ? เขาถาม
ใช่ค่ะ
สวัสดีครับ เขากล่าวคำทักทายเป็นภาษาไทยพร้อมกับกระพุ่มมือและน้อมศรีษะลง ฉันรู้มาจาก
อินเตอร์เน็ตว่านี่คือการแสดงการทักทายในแบบชาวพุทธที่เรียกว่า การไหว้ ผมชื่อธวัชชัย
ให้ผมช่วยนะครับ
ฉันส่งกระเป๋าให้เขาใบหนึ่งแล้วจับมือทักทายกันในแบบตะวันตก จากนั้นฉันจึงกล่าวคำทักทายเป็น
ภาษาไทยในแบบของผู้หญิงบ้างว่า สวัสดีค่ะ ซึ่งก็เป็นคำที่เรียนมาจากอินเตอร์เน็ตอีกเช่นเคย
พวกที่มารุมล้อมเห็นว่าฉันมีเจ้าบ้านมารับจึงสลายตัว หันไปจับจ้องที่นักท่องเที่ยวหน้าตาเป๋อเหลอ
รายต่อไปที่จะก้าวพ้นทางออกออกมา แม้ธวัชชัยจะเป็นคนไทยโดยไม่ต้องสงสัย แต่เขาดูไม่ค่อย
เหมือนคนไทยแท้ๆ อย่างคนอื่นๆ ในสนามบิน กลับดูคล้ายชาวอิหร่านหรือตุรกีมากกว่า
เขาค่อนข้างหล่อและดูเป็นผู้ใหญ่ด้วยรูปพรรณที่เข้ม ผมหนาหยักศก และไว้หนวดละมุนพองาม
แต่ด้วยการแต่งกายตามสมัยในชุดสีดำพร้อมเสื้อนอกแบบลำลอง เขาจึงดูไม่เหมือนศิลปินตาม
แบบฉบับทั่วไปอีกเช่นกัน
ยินดีต้อนรับสู่เมืองไทย เขาพูดต่อด้วยน้ำเสียงทุ้มแต่ก้องกังวาน
"ขอบคุณค่ะ
"การเดินทางเป็นอย่างไรบ้างครับ?
ก็ได้โอกาสหลับชดเชยบ้างค่ะ
แล้วเราก็มีบุคคลที่สามเข้ามาร่วมวงด้วยอีกคน เขาแต่งตัวลำลองกว่าธวัชชัยด้วยกางเกงยีนส์และ
เสื้อยืด ไว้ผมหางม้าที่พาดอยู่กลางหลังและทอดยาวไปถึงเอว นี่ ชาญวุฒิ ธวัชชัยกล่าวแนะนำ
สวัสดีครับ เขากล่าวคำทักทายภาษาไทยพร้อมๆ กับยกมือไหว้ ให้ผมช่วยถือกระเป๋านะครับ
สวัสดีค่ะ ไม่เป็นไร ฉันถือได้
เรามุ่งหน้าไปที่จอดรถ ระหว่างทางก็คุยกันเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเป็นกันเอง
ทันทีที่ออกนอกพื้นที่
ปรับอากาศในอาคารฉันก็ต้องปะทะกับกำแพงแห่งความชื้นสัมพัทธ์ที่ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนกับว่า
กำลังเดินเข้าห้องซาวน่า แม้ฉันจะคุ้นกับความร้อนในออสเตรเลีย โดยเฉพาะในหน้าแล้งอย่างนี้
แต่ความร้อนที่นั่นก็เป็นร้อนแห้ง ต่างจากอากาศที่นี่ที่ชื้นจนไม่เหลือที่ไว้ให้เหงื่อของฉันได้ระเหย
เดี๋ยวพาคุณไปเข้าโรงแรมเรียบร้อยแล้วเราจะพาคุณไปทานอาหารเย็น ธวัชชัยบอก
แล้วพรุ่งนี้เช้าเราก็จะมารับคุณไปศิลปากรด้วยกัน ฉันต้องประหลาดใจเมื่อเขากดปุ่มกุญแจ
รีโมทรถยนต์ของเขาแล้วไฟก็กระพริบขึ้นที่รถเบนซ์รุ่นใหม่เอี่ยมสีดำขลับขัดจนเงาวับ คงต้อง
ยอมรับแล้วว่าฉันเดาไม่ถูกว่าจะเจออะไรต่อไปอีก แต่ที่แน่ๆ ฉันไม่คิดมาก่อนว่าจะได้นั่งรถหรู
ขนาดนี้ แล้วฉันก็นึกขึ้นได้ว่า มัลก็ขับรถบีเอ็มดับเบิลยูรุ่นล่าสุดเหมือนกัน เดาได้แค่ว่าธวัชชัยคง
จะนั่งเก้าอี้คณบดีอยู่ และอาชีพอาจารย์มหาวิทยาลัยในเมืองไทยนี่ก็คงรายได้ดีไม่แพ้ใน
ออสเตรเลีย
สภาพการจราจรเป็นไปตามคำร่ำลือ เราติดแบบไม่ขยับเขยื้อนอยู่นานหลายช่วง แม้ตอนอยู่บน
ทางด่วนก็ไม่เว้น ฝนตกรถก็ต้องติดเป็นธรรมดา ต่อให้วันอาทิตย์ก็เถอะ ชาญวุฒิพูดขึ้น
แต่แล้วกลับปลี่ยนเรื่องในทันที เล่าเรื่องงานของคุณให้ฟังหน่อยสิครับ คุณวางแผนจะมาทำ
อะไรที่นี่?
ฉันจะแสดงศิลปะจัดวาง แต่ก่อนจะตัดสินใจแน่นอนว่าจะทำอะไร ฉันต้องไปดูพื้นที่ก่อน แล้วก็
อยากจะสัมผัสกับผู้คนและวัฒนธรรมท้องถิ่นก่อนด้วย
คุณเป็นศิลปินสื่อจัดวางหรือ? เขาถาม
ใช่ แล้วก็ทำอย่างอื่นด้วย ฉันสอนศิลปะสตรีนิยมที่ยูดับเบิลยูเอส แล้วฉันก็อยากจะดึงผู้หญิงไทย
โดยเฉพาะแรงงานทางเพศ มาร่วมงานกับฉันที่นี่
ชาญวุฒิเลิกคิ้วสูง ซึ่งฉันไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไม แล้วเขาก็ออกความเห็นว่า คงจะยาก
ไม่ใช่เล่นนะ
แล้วถ้ามันง่ายแล้วมันจะดีกว่านี้ไหมล่ะ ฉันตอบ
ผมไม่ได้หมายถึงอย่างนั้น ผมหมายถึงว่าคุณมีเวลาแค่สามสัปดาห์ก็ต้องเปิดงานแล้ว ผมว่ามัน
เป็นความคิดที่ดี แต่การที่จะให้คนทั่วไปที่คุณไม่รู้จักมาก่อนเข้ามาร่วมงานด้วยนี่ คุณคงจะต้องม
ีเวลาเตรียมงานมากกว่านี้
ที่นี่มีอาจารย์ผู้หญิงที่พอจะช่วยฉันได้ไหมล่ะคะ?
อาจารย์ผู้หญิงน่ะ พอมี ชาญวุฒิกล่าว แต่พวกเธอคงจะไม่ว่างหรอก ธวัชชัยกับผมจะช่วย
คุณเอง ก็เราเป็นคนจัดโครงการแลกเปลี่ยนกับมัลคอล์มเองนี่นา
ได้ แล้วคุณรู้เรื่องปัญหาเกี่ยวกับสตรีบ้างไหมล่ะ คุณชาญวุฒิ? โดยเฉพาะเรื่องแรงงานทางเพศน่ะ"
ก็พอรู้อยู่บ้าง เขาตอบเลี่ยงๆ เห็นได้ชัดว่าคำถามของฉันทำให้เขาอึกอัก คงเป็นเพราะเขาอาจ
จะรู้สึกขัดเขินหากจะตอบว่าเขารู้ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ไม่อยากจะบอกว่าเขาช่วยฉันไม่ได้
เช่นกัน และแล้วเขาก็เอาตัวรอดได้ไม่เลวทีเดียว รู้ว่าการจะดึงพวกเขามาร่วมงานด้วยน่ะ
คงจะไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ นักหรอก แล้วคุณรู้หรือยังว่าคุณจะทำอะไร?
"หาผู้หญิงสักกลุ่ม ผู้หญิงที่เป็นแรงงานทางเพศ ให้พวกเขาได้มีส่วนร่วมในนิทรรศการครั้งนี้
ตั้งแต่การวางแนวคิดไปจนงานเสร็จสมบูรณ์
พวกเราจะช่วยคุณเอง ธวัชชัยแทรกขึ้นก่อนที่ชาญวุฒิจะมีโอกาสได้พูดอะไรต่อ ไม่ต้องห่วง
เราคุยกันถึงเรื่องต่าง ๆ นานา อาทิความเป็นมาของมหาวิทยาลัยทั้งสองของพวกเราที่เพิ่งฟื้น
สถานภาพความร่วมมือกันอีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้ และเรื่องที่ว่าทำไมคนเก่าๆ ที่พวกเขารู้จักที่
ยูดับเบิลยูเอสจึงเหลืออยู่ไม่กี่คนที่ยังคงทำงานอยู่ที่นั่น ฉันไม่รู้จักชื่ออาจารย์เก่าๆ ที่พวกเขา
เอ่ยถึงเลย แล้วเราก็เปลี่ยนมาคุยเรื่องศิลปะไทย ศิลปะสมัยใหม่ และเรื่องอื่นๆ ทั่วไปจนมาถึง
โรงแรมรอยัล สิ่งแรกที่ฉันสังเกตเกี่ยวกับอาคารหลังนี้ก็คือพระบรมฉายาลักษณ์ขนาดมหึมา
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระบรมราชินีนาถของไทยที่ประดับประดา
สว่างไสวอยู่ด้านหน้า ข้ามถนนไปฟากตรงข้ามโรงแรมเป็นสวนสาธารณะซึ่งธวัชชัยบอกฉันว่า
เรียกว่าสนามหลวง ส่วนที่อยู่อีกฟากของสนามหลวงก็คือศิลปากร
หลังจากลงทะเบียนเข้าพักและได้เรียกความสดชื่นให้ตัวเองเล็กน้อยในห้องพัก ฉันจึงกลับมาหา
พวกเขาที่ล็อบบี้ ร้านอาหารที่พวกเขาจะพาไปอยู่ถัดจากโรงแรมไปนิดเดียว และฉันเอร็ดอร่อย
กับอาหารที่ได้รสชาติไทยแท้ ๆ กว่าที่เคยได้ลิ้มลองในร้านอาหารไทยที่มีอยู่กลาดเกลื่อนใน
ซิดนีย์ ไม่ว่าร้านใด แม้อาหารที่นั่นจะอร่อยเพียงใดก็ตาม
มัลคอล์มเป็นอย่างไรบ้าง? ธวัชชัยถาม
เขาก็สบายดี" ฉันตอบแกนๆ ในใจไม่อยากพูดถึงเขาสักเท่าใด
เขาเป็นคนดีนะ เขาพูดอย่างกระตือรือร้น
ฉันกัดลิ้นตัวเองไว้แน่น หลังจากที่เราฟื้นข้อตกลงกัน คุณก็เป็นศิลปินจากยูดับเบิลยูเอส
คนที่สามต่อจากเขาและโรเจอร์ ชาญวุฒิแสดงความเห็น มัลพูดถึงเราให้คุณฟังบ้างหรือเปล่า?
มัลคอล์มชอบคุยโม้เรื่องการเดินทางมาประเทศไทยของเขาและโอ่ว่านิทรรศการของเขาที่ศิลปากร
ประสบความสำเร็จอย่างนั้นอย่างนี้ แต่นั่นก็ล่วงมากว่าปีแล้ว และชื่อต่าง ๆ ที่เขาเอ่ยถึงก็ไม่ได้ม
ีความสำคัญอะไรสำหรับฉันในตอนนั้น ตั้งแต่เราแยกทางกันเราก็คุยกันแต่ในการประชุมที่เป็น
ทางการเท่านั้น ฉันจึงไม่ได้ถามไถ่เขาเกี่ยวกับใครต่อใครที่นี่ หรือเรื่องอะไรต่อมิอะไรที่อาจจะม
ีประโยชน์สำหรับฉัน ส่วนโรเจอร์ก็เป็นคู่แข่งของฉันในการสมัครเป็นตัวแทนในการแลกเปลี่ยน
ครั้งนี้ ฉันจึงไม่ได้คุยกับเขาเรื่องนี้เช่นกัน
"เขาเคยพูดถึงคุณ ฉันตอบ
โรเจอร์ก็เป็นคนดีเหมือนกัน ชาญวุฒิพูดขึ้น และทำให้ฉันต้องกัดลิ้นตัวเองอีกครั้งขณะที่พยัก
หน้ารับอย่างสุภาพ
ทั้งสองแตกต่างกันทั้งเรื่องการแต่งกายและบุคลิก ธวัชชัยเป็นคนมีเสน่ห์และเป็นสุภาพบุรุษอยู่เสมอ
ส่วนชาญวุฒิค่อนข้างปิดตัวเอง ขณะที่ธวัชชัยดูจะไม่เคยพูดถึงเรื่องศิลปะเลย ชาญวุฒิกลับคุย
อยู่แต่เรื่องศิลปะ แล้วก็กลายเป็นว่าชาญวุฒิเป็นหัวหน้าภาควิชาประติมากรรม ส่วนธวัชชัยเคย
เป็นคณบดีของคณะของพวกเขา และปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนจิตรกรรม
ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะ? คุณถูกลดตำแหน่งหรือ? ฉันถามธวัชชัย
ที่นี่เราผลัดกันทำหน้าที่คณะบดี เขาอธิบาย เราเลือกคนใหม่เข้ามารับตำแหน่งทุก ๆ สี่ปี
ที่ออสเตรเลียน่าจะทำอย่างนี้กันบ้าง ตอนนี้ถ้าใครได้เป็นคณะบดีก็จะเป็นไปจนกว่าจะเกษียณ
อายุ เรียกว่าไม่มีทางหนีกันได้พ้น อย่าว่าแต่จะลงคะแนนเสียงให้ออกเลย
พอท้องอิ่มฉันก็เริ่มหาวไม่หยุด ตาของฉันลืมแทบจะไม่ขึ้น พวกเขาจึงต้องพาฉันกลับโรงแรม
หลังจากนัดแนะกันเรียบร้อยว่าจะมารับฉันที่ล็อบบี้ตอนแปดโมงเช้าวันรุ่งขึ้น ฉันก็หมดเรี่ยวหมด
แรงทรุดตัวลง โชคดีที่เป็นบนเตียง ฉันสงสัยอยู่ว่าชายคนที่อุ้มร่างผู้หญิงคนนั้นจะมาหาฉันอีก
หรือไม่ในคืนนี้ จึงตัดสินใจที่จะพยายามประคองตัวเองให้นั่งอยู่ ณ ชายฝั่งสู่ทะเลแห่งการ
หลับใหลให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ครุ่นคิดพิจารณาภาพบิดเบี้ยวของตัวเองที่สะท้อนอยู่บนพื้นผิว
ที่กระเพื่อมอยู่ในภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น
นัยที่แท้จริงของความฝันเป็นสิ่งที่ยากจะเข้าถึง ความหมายที่สื่อในรูปสัญลักษณ์เป็นเรื่องทาง
จิตวิทยา และฉันรู้ด้วยเหตุด้วยผลว่าความฝันของฉันเพียงบอกความเป็นตัวตนภายในของตนเอง
หญิงผู้นั้นแทนด้านหนึ่งของตัวฉัน เช่นเดียวกับที่เขาผู้นั้นเป็นตัวแทนด้านของความเป็นชายใน
ตัวฉันตามทฤษฎีของจุง พวกเขามิได้มีความหมายอื่นใดในเรื่องโชคชะตาหรือมีตัวตนในโลก
ของความเป็นจริง พวกเขาไม่ใช่ลางบอกเหตุหรือการปรากฏตัวของภูตผี เป็นเพียงแค่จินตนาการ
ที่จิตใจฉันพยายามจะหาเหตุผลอธิบาย เพียงแต่ฉันไม่รู้ว่าฉันกำลังพยายามจะบอกอะไรกับตัวเอง
ฉันมองเห็นใบหน้าเปล่งปลั่งของเธอและแผ่นหลังของเขาที่หันเข้าหาฉัน ฉันเอื้อมมือลงไปในน้ำ
เพื่อคว้าพวกเขาเอาไว้ แต่ลำแสงที่หักเหทำให้แขนของฉันยื่นหลุดวิถี ผิดเป้าหมายไปทางทิศนี้ที
ทิศนั้นที จนพวกเขาหายลับไปใต้รอยกระเพื่อม ไม่เหลือทางเลือกอื่นใดไว้ให้ฉันนอกจากต้อง
ตามพวกเขาไป ว่ายสู่ความลึกที่เกินหยั่งของท้องน้ำนั้น
|