รักในรอยศิลป์
บทที่ 7
ศิลป์
ฉันดิ่งสู่ห้วงฝันอีกครั้งตรงจุดที่ต่อเนื่องจากครั้งก่อนแทบจะพอดิบพอดี เขากำลังอุ้มร่างของเธอ
ยืนอยู่หน้าเชิงตะกอนหลังจากที่เดินมาจนสุดทาง เขาวางร่างของเธอลงบนนั้นแล้วจุดฟืน เปลวไฟ
ลุกโชนขึ้น ใบหน้าของเขายังคงซ่อนเร้นอยู่ ฉันมองไปรอบ ๆ และพบว่าพวกเราอยู่กันเพียงลำพัง
มีฉันเป็นผู้ร่วมไว้อาลัยอีกเพียงคนเดียว ฉันเศร้าโศกจนรู้สึกได้แม้ว่าฉันเองก็ไม่รู้ว่าฉันร้องไห้ให้
กับใครหรือโศกเศร้าอยู่กับใคร ฉันคิดว่าจะได้เห็นร่างที่กำลังมอดไหม้อยู่ในกองเพลิง แต่ร่างของ
เธอกลับยังคงทอดสงบ มือทั้งสองข้างทับไขว้กันอยู่บนหน้าอก และหาได้ถูกเปลวเพลิงทำลายไป
แม้แต่น้อยไม่
ขณะนั้นนั่นเอง ฉันรู้สึกได้ถึงมืออุ่น ๆ ของเขาที่ประทับลงบนบ่าของฉัน เมื่อมองย้อนแนวแขนนั้น
ไปฉันจึงได้เห็นใบหน้าของเขา เป็นใบหน้าที่ผุดผ่อง สง่างาม แฝงไว้ด้วยความสงบและอ่อนโยน
มีเส้นผมที่เริ่มเป็นสีเทาล้อมเหมือนเป็นกรอบ และล้อมรอบด้วยรัศมีแห่งความรู้แจ้งเห็นจริง น้ำตา
แห่งความเห็นใจรวมตัวเป็นหยดแวววาวตรงมุมตาสีคล้ำรูปวงรีของเขา เขาส่งยิ้มน้อยๆ ให้ฉัน
แค่พอให้ฉันรู้ว่าโลกยังสงบสุขสำหรับเขาแม้ว่าเขาจะตกอยู่ในความเศร้าโศก และดูเหมือนเขาจะ
เข้าใจถึงความคิดและความกลัวของฉัน
ฉันอยากจะสัมผัสเขาบ้าง แต่พอยกแขนขึ้นก็มีเสียงกริ่งดังขัดจังหวะ เสียงกริ่งดังขึ้นเป็นครั้งที่สอง
แล้วก็ครั้งที่สาม ฉันทิ้งแขนลงและมองไปรอบ ๆ เสียงกริ่งจากโทรศัพท์บนโต๊ะหัวเตียงดังขึ้น
อีกครั้ง ฉันพบว่าตัวเองกำลังอยู่เพียงลำพังบนเตียงที่ไม่คุ้นเคยนัก ฉันรับสายและพูดว่า สวัสดีค่ะ
แอนนา โกลเด้น ค่ะ พนักงานประจำประตูโรงแรมโทรขึ้นมาบอกว่ามีผู้ชายสองคนมารออยู่ที่
ล็อบบี้ แปดโมงครึ่งแล้ว คุณพระช่วย! สายไปตั้งครึ่งชั่วโมงแล้ว บอกพวกเขาว่าฉันจะลงไป
เดี๋ยวนี้แหละนะคะ ก่อนจะลืม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจิตหลุดออกจากกระแสไร้สำนึกไป
แล้วด้วย ฉันจึงคว้ากระดาษและดินสอ ใช้เวลาห้านาทีร่างภาพใบหน้าของชายผู้นั้นตามที่ได้เห็น
เป็นครั้งแรกให้ได้รายละเอียดมากที่สุด จากนั้นจึงวาดภาพร่างกายที่ไม่มอดไหม้ไปกับเปลวไฟ
ฉันลงไปพบกับอาจารย์ทั้งสองตอนเก้าโมงเช้าพร้อมคำขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่
ไม่ต้องขอโทษอะไรหรอกครับ ธวัชชัยตอบ คุณควรจะได้หลับให้เต็มอิ่มสักคืนหลังจากที่บินมา
เราใช้เวลาขับรถไม่กี่นาทีก็ถึงที่หมาย เพราะเพียงแค่ขับเลียบเป็นครึ่งวงกลมข้ามไปอีกฟากของ
สนามหลวง ระหว่างทางเราผ่านพระราชวังซึ่งธวัชชัยบอกกับฉันว่าคือพระบรมมหาราชวัง เป็น
ปราสาทสีทองผสมด้วยอีกหลากสีสันงดงามวิจิตรดุจดังปราสาทในเทพนิยาย มียอดแหลมชี้ยื่นสู่
สรวงสวรรค์ ทั้งยังรายล้อมไปด้วยวัดวาที่ประดับประดาด้วยกระเบื้อง และโดมเจดีย์ขนาดใหญ่
สีทองอร่ามที่ตั้งตระหง่านเหมือนระฆังคว่ำอยู่บนพื้นด้านหลังป้อมปราการสีขาว ภาพอันน่าตื่นตา
นี้ชวนให้ฉันคิดล่องลอยไปว่าเจ้าชายในฝันของฉันจะปรากฏโฉมขึ้นจากพระราชวังแห่งนี้หรือไม่
หนอ เพื่อมามอบรอยจุมพิตที่จะปลุกให้ฉันตื่นจากความหลับใหลชั่วนิรันด์
ตรงประตูทางเข้าพระราชวังมีนักท่องเที่ยวออกันอยู่กลุ่มใหญ่ แล้วเราก็เลี้ยวเข้าประตูที่อยู่อีกฝั่ง
ของถนนเกือบจะตรงกันข้ามพอดิบพอดีกับประตูพระราชวัง ยินดีต้อนรับสู่ศิลปากรครับ
ธวัชชัยกล่าว
ทำไมศิลปากรถึงได้อยู่ใกล้กับพระราชวังแค่ข้ามฝั่งถนนล่ะคะ? ฉันถาม
ที่นี่เคยเป็นวังของพระอนุชาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เขาตอบตามข้อเท็จจริง
ฉันห้ามความรู้สึกประทับใจเอาไว้ไม่อยู่ มหาวิทยาลัยของคุณเป็นวังหรือคะ?
เคยเป็นครับ ตอนนี้มันคือมหาวิทยาลัยศิลปะอันดับหนึ่งของประเทศไทย
ภายในบริเวณของมหาวิทยาลัยมีทั้งอาคารที่เป็นแบบยุโรปในยุคอดีตและตึกสมัยใหม่ที่เน้น
ประโยชน์ใช้สอยและให้บรรยากาศของสถาบันการศึกษาได้มากกว่า พื้นที่ตรงกลางเป็นลานกว้าง
มีแท่นยกสูงตั้งรูปหล่อสัมฤทธิ์ขนาดเท่าตัวจริงของชายชาวยุโรปคนหนึ่งซึ่งดูน่าจะเป็นบุคคลสำคัญ
ชวนให้ฉันนึกถึงท่านเซอร์ โรเบิร์ต เมนซีส์ ผู้เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของออสเตรเลีย
เป็นระยะเวลาอันยาวนาน รอบ ๆ รูปหล่อมีพวงมาลาวางอยู่ และนักศึกษาที่เดินผ่านต่างยกมือไว้
แสดงความเคารพต่ออนุสาวรีย์ของบุคคลท่านนี้
นั่นใครคะ? ฉันถาม
ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี ครับ ท่านเป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยแห่งนี้และเป็นบิดาแห่งศิลปะสมัย
ใหม่ในประเทศไทยด้วย ชาญวุฒิตอบ
ฉันอดไม่ได้ที่จะต้องถามคำถามพื้น ๆ อีกข้อ ท่านเป็นคนไทยหรือคะ?
ท่านเป็นคนไทยในภายหลังครับ เขาตอบ ท่านมีพื้นเพมาจากเมืองฟลอเรนซ์ มีชื่อเดิมว่า
คอร์ราโด เฟโรชี ท่านเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเมื่อปี ค.ศ. 1923 และหลังจากนั้นจึงได้
เปลี่ยนชื่อเป็น ศิลป์ พีระศรี ตอนที่ท่านได้รับสัญชาติไทยเมื่อช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
พวกเขาพาฉันไปที่ทำการคณะเป็นที่แรก พร้อมทั้งแนะนำให้รู้จักกับเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานแล
ะอาจารย์ที่บังเอิญอยู่แถว ๆ นั้น จากนั้น พวกเขาจึงพาฉันชมภายในบริเวณมหาวิทยาลัย
เริ่มจากห้องปฏิบัติงานของฉันซึ่งอยู่ถัดจากที่ทำการคณะบนชั้นสี่ของอาคารที่สร้างในยุคหลังๆ
ซึ่งสามารถมองเห็นทัศนียภาพอันสวยงามของพระราชวัง หลังจากนั้น พวกเขาพาฉันไปชมห้อง
แสดงผลงานศิลปะ ไม่ใช่แค่ห้องเดียว ไม่ใช่สอง ไม่ใช่สาม แต่พาชมถึงสี่ห้อง บ้างก็มีนิทรรศการ
จัดแสดงอยู่ บ้างก็กำลังรื้องานที่จัดแสดง หรือไม่ก็กำลังเตรียมจัดงาน
ห้องสุดท้ายที่พวกเขาพาไปชมเป็นห้องที่พวกเขาบอกว่าคือห้องที่ฉันจะใช้จัดนิทรรศการของฉัน
พวกเขาคงจะตั้งใจเก็บเอาไว้ให้เพราะว่าห้องนี้อยู่ที่ชั้นล่างของอาคารเดียวกับห้องปฏิบัติงานของฉัน
เราเดินชมไปรอบๆ มันเป็นห้องแสดงผลงานศิลปะขนาดมาตรฐาน ผนังสูงทาปูนขาว มีระบบไฟ
ทันสมัยที่ช่วยให้สมดุลระหว่างแสงแวดล้อมและแสงเน้นจุดเด่น
ฉันรู้สึกประทับใจจริงๆ ที่ยูดับเบิลยูเอสไม่มีห้องแสดงผลงานศิลปะเลยแม้แต่ห้องเดียว โอ้โห
ยอดเยี่ยมไปเลยค่ะ ฉันพูด
ในห้องจัดแสดงนี้ยังมีผลงานของศิลปินท่านหนึ่งอยู่ระหว่างการรื้อเก็บอยู่ และฉันก็สนใจผลงาน
นั้นเพราะฉันก็อยู่ในห้องจัดแสดงนี้อยู่แล้ว ผลงานเหล่านั้นเป็นงานประเภทเดียวกับที่ฉันทำในช่วง
หลังๆ เป็นศิลปะสื่อจัดวาง ฉันสนใจวัสดุที่ศิลปินท่านนี้นำมาใช้ ซึ่งส่วนใหญ่ดูจะมีที่มาจากท้องถิ่น
หรือเป็นของดั้งเดิม ฉันรู้สึกเหมือนเคยได้เห็นอะไรคล้าย ๆ กันนี้ ณ ที่ใดที่หนึ่งมาก่อน
ผลงานของศิลปินท่านนี้อาจเคยผ่านตาของฉันตอนที่ฉันค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต นึกอย่างไร
ก็นึกไม่ออก ยิ่งช่วงก่อนจะเดินทางมาประเทศไทยเป็นช่วงที่ฉันเหนื่อยมากๆ ด้วย
ศิลปินเจ้าของผลงานอยู่ไหนคะ? ฉันถาม
ชาญวุฒิยักไหล่ ไม่รู้สิครับ คงจะอยู่แถว ๆ นี้แหละ แล้วคุณอยากดื่มอะไรสักหน่อยไหมครับ?
เช้านี้ยังไม่มีอาหารเช้าสีดำ ๆ ตกถึงท้องอย่างเคย ทำให้ฉันรู้สึกอยากได้ดื่มสักถ้วยจนแทบขาดใจ
นอกห้องแสดงผลงานศิลปะของคณะมีร้านกาแฟของมหาวิทยาลัย เป็นร้านเปิดโล่งอยู่ใต้ต้นไม้ที่
โตเต็มที่และออกใบเต็มต้น ธวัชชัยคงจะอ่านใจฉันออก เพราะเขาซื้อกาแฟมาเผื่อโดยที่ไม่ได้
ถามฉันเลย พอคาเฟอีนในตัวได้ระดับ ฉันก็สดชื่นพร้อมจ้อกับพี่เลี้ยงทั้งสองของฉันเรื่องโครงการ
ที่รออยู่ข้างหน้า
ห้องจัดแสดงห้องนั้นเยี่ยมจริง ๆ ค่ะ ฉันแทบจะอดใจรอไม่ไหวแล้วที่จะได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับ
ผู้คนข้างนอก มันจะช่วยสนองเป้าหมายสองอย่าง คือ ทำให้กระบวนการทางศิลปะเป็นสิ่งที่เข้าใจ
ได้ง่ายขึ้น และเปิดโลกศิลปะให้กับผู้ชมใหม่ ๆ
คุณคิดว่าจะไปหาคนเหล่านี้จากที่ไหนครับ ชาญวุฒิถาม
ฉันก็หวังเอาไว้ว่าคุณจะช่วยฉันได้
คุณหมายถึงพาคุณไปหาหญิงขายบริการตามที่เที่ยวกลางคืน อย่างตามบาร์ที่พัฒน์พงศ์ อย่างนั้น
ใช่ไหมครับ? ธวัชชัยถามขึ้น
ไม่ใช่แค่ตามสถานที่เหล่านั้นเท่านั้นนะคะ แต่ตามกลุ่มชุมชน องค์กรให้ความช่วยเหลือ คลินิก
สุขภาพ และอื่น ๆ ด้วยค่ะ
ได้สิครับ เขาพูดไม่ค่อยหนักแน่นนัก ถ้าคุณอยากไปบาร์ที่มีสาวๆเราก็พาคุณไปบาร์ที่มีสาวๆได้
ดีค่ะ เพราะฉันจะเริ่มงานของฉันไม่ได้ถ้าฉันยังหาคนที่จะมาร่วมทำงานด้วยไม่ได้ คงไม่ต้องใช้
หลายคนนักหรอก แค่ผู้หญิงสักสี่หรือห้าคนที่พร้อมจะร่วมวางกรอบความคิดและช่วยกัน
สร้างสรรค์ชิ้นงาน ฉันอยากให้พวกเขาได้ความรู้สึกเป็นเจ้าของงานมากๆ
เห็นได้ชัดว่าชาญวุฒิรับแนวทางแบบนี้ไม่ได้ ในขณะที่ธวัชชัยมีชั้นเชิงในการแบ่งรับแบ่งสู้ได้ดีกว่า
พวกเขาบอกว่าคงต้องปล่อยให้ฉันอยู่คนเดียวสักชั่วโมง พร้อมกับแนะนำว่าฉันน่าจะฆ่าเวลาด้วย
การเที่ยวชมพระบรมมหาราชวังไปพลางๆ ก่อนที่พวกเขาจะกลับมาหาฉันตอนมื้อกลางวัน
พวกเราต้องไปเข้าประชุมครับ ธวัชชัยอธิบาย
ฉันไม่เป็นไรหรอกค่ะ
หลังจากที่พวกเขาไปแล้วฉันไม่ได้เข้าไปเที่ยวชมพระราชวัง แต่ย้อนกลับมาที่ห้องแสดงงานศิลปะ
เพื่อดูผลงานของศิลปินท่านนั้นให้ใกล้ชิดอีกนิด เขาจัดวางชิ้นงานโดยเลือกใช้ไหเซรามิควางคว่ำ
ใช้แห และสิ่งของสำเร็จรูปต่าง ๆ เช่น รถเข็น อุปกรณ์ตกปลาและอุปกรณ์เครื่องใช้ในการทำนา
ฉันรู้ว่าเป็นการไม่สมควรที่จะถือวิสาสะจับต้องงานศิลปะของผู้อื่น แต่ฉันหยุดยั้งตัวเองเอาไว้ไม่ได้
จึงนั่งคุกเข่าลง หลับตา และใช้นิ้วมือไล้ไปตามเกลียวเชือกหยาบ ๆ ของแหนั้น ฉันรับรู้ความรู้สึก
นึกคิดของผู้ที่เคยใช้งานสิ่งของนั้นได้จากการได้สัมผัส ไม่ใช่เสมือนหนึ่งว่าพวกเขาได้ทิ้งเศษ
เสี้ยวของพวกเขาเอาไว้ หากแต่เพียงโดยการสัมผัสนั้น ฉันรู้สึกได้ถึงสิ่งที่เป็นส่วนสำคัญในชีวิต
ประจำวันของพวกเขา โดยทั่วไปแล้วศิลปะจัดเป็นสิ่งที่เราชื่นชมด้วยสายตา แต่ฉันชอบที่จะสัมผัส
แม้แต่ภาพวาดสีน้ำมันบนผืนผ้าใบที่แสนจะธรรมดาก็มีพื้นผิวที่น่าอภิรมย์ที่สุดให้สัมผัสได้
ฉันมีความรู้สึกอย่างแรงกล้าว่าศิลปินควรจะช่วยกันหาวิธีที่จะทำให้ผู้คนเข้าถึงผลงานของพวกเขา
ได้ง่ายขึ้นด้วยการสนับสนุนให้ผู้คนจับต้องผลงานได้
ขณะที่ไล้ปลายนิ้วชี้ไปตามเส้นตาข่ายที่ถักเป็นรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดนั้น ฉันเพลิดเพลินไปกับ
สัมผัสอันปีติซาบซ่านจากความหยาบชวนจั๊กจี้ของเส้นใยที่เสียดถูกับผิวของฉัน ฉันรู้สึกได้ถึงทุก
เส้นใยที่สะดุดสันลายนิ้วมือแต่ละเส้น ความรู้สึกอันละเอียดอ่อนต่อการสัมผัสนี้ช่วยยกระดับ
การรับรู้ของฉันให้ขยับขึ้นเหนือโลกแห่งการรับรู้เพียงด้วยการมองเห็นในแบบที่พวกเราส่วนใหญ่
วนเวียนกันอยู่ ซึ่งเป็นสภาวะที่แทนที่จะหลอมรวมพวกเรา แต่กลับแบ่งแยกพวกเราออกจาก
สภาพความเป็นจริงทางกายภาพและความเป็นรูปธรรมแห่งการสัมผัสจริงที่ผสานองค์ประกอบต่างๆ
เข้าไว้ด้วยกัน สัมผัสของวัสดุนั้นขับเคลื่อนความคิดของฉันบนการเดินทางของการรวมตัวกัน
หลั่งไหลออกมาเป็นความรำลึกถึงลำดับตอนของความฝันเกี่ยวกับผู้ชายและผู้หญิงสองคนนั้น
ผู้ซึ่งฉันไม่อาจรู้ได้ว่าด้วยเหตุผลกลใดจึงได้ปรากฏอยู่ในกระแสความนึกคิดในจิตไร้สำนึกของฉัน
ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อตัวฉันที่ยังคงเป็นปริศนาอยู่ ฉันสงสัยว่าความฝันเหล่านี้เป็นลางที่
จะบ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลงอันใดกันแน่
ฉันใคร่ครวญถึงชีวิตของตัวเองที่ผ่านมาจนถึงเดี๋ยวนี้ ตลอดจนสิ่งต่าง ๆ ที่ฉันต้องแลกเพื่อที่จะ
ได้ก้าวมาสู่จุดนี้ ไตร่ตรองถึงความสมหวังที่ได้รับจากความก้าวหน้า และพินิจพิเคราะห์ว่ามันนำมา
ซึ่งความสุขบ้างหรือไม่ ฉันจึงได้รู้แน่แก่ใจว่าฉันไม่มีความสุข ยังอยู่ห่างไกลจากความผาสุขที่คู่
ชายหญิงในฝันของฉันมีไว้แบ่งปันซึ่งกันและกัน คู่ซึ่งความรักของพวกเขายิ่งใหญ่จนดูจะมีอานุภาพ
พอที่จะเอาชนะได้แม้กระทั่งกำแพงแห่งความตาย
แล้วฉันก็ตอบตัวเองว่า ไม่ กับความคิดที่จะเปลี่ยนแก่นสารนิทรรศการของฉันให้เป็นเรื่องราว
ของคนสองคนนี้ ผู้ซึ่งฉันรู้สึกใกล้ชิดสนิทสนมเป็นอย่างมากจากการพบเจอในยามค่ำคืน แม้ว่า
จะไม่เคยได้พบกันในเวลากลางวันเลย ฉันรู้สึกเหมือนว่าพวกเขาวนเวียนอยู่กับฉันมานานแล้ว
และมีอยู่บ้างบางครั้งเมื่อฉันตื่นอยู่หรือไม่ก็ขณะที่ฉันตื่นขึ้นจากความฝัน ที่ฉันสามารถเห็นพวก
เขาเป็นตัวเป็นตนอยู่ในความทรงจำ ฉันเดาว่าพวกเขาคงจะเป็นภาพสะท้อนจากกระจกเงาที่ฉันถือ
ส่องตัวเองอยู่ หรือไม่ก็อาจจะภาพที่ฉันมองเห็นผ่านทางหน้าต่างไปสู่โลกของพวกเขา เหมือนภาพ
จากตาทิพย์ของผู้หยั่งรู้ เพียงแต่ว่าสิ่งนี้คงจะเป็นได้เพียงเรื่องไร้สาระที่มิอาจเป็นจริงได้ ฉันรู้จัก
หน้าตาของพวกเขาและรู้ว่าพวกเราไม่เคยพบกันมาก่อน หากว่ากันตามเหตุตามผลแล้ว ฉันคงต้อง
ปฏิเสธว่าพวกเขามิได้มีตัวตนอยู่จริง ติดอยู่เพียงแต่ว่าฉันอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าพวกเขามีตัวมีตน
อยู่ภายนอกโลกแห่งจินตนาการของฉัน
ขณะที่ฝันกลางวันอยู่เพลิน ๆ ฉันก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ทันได้ตั้งตัว เมื่อฉันรู้สึกว่ามีมือมา
ประทับลงบนบ่าของฉัน สิ่งแรกที่แล่นเข้ามาในความคิดคือความรู้สึกว่าฉันกำลังฝันถึงมือมือเดียว
กับในฝันเมื่อคืน พอลืมตาขึ้น โลกก็ปรากฏต่อสายตาอีกครั้งผ่านประสาทสัมผัสพื้นฐานแก่นสาร
ความรู้สึกที่ผ่านการกลั่นกรองแล้วถูกเจือจางโดยข้อมูลที่ไหลทะลักเข้ามาทางประสาทการมองเห็น
ฉันหันกลับไปดูว่ามือที่ทอดเชื่อมระหว่างตัวฉันกับตัวเขานั้นเป็นมือของใคร คิดไว้ในใจว่าคงจะ
ได้เห็นธวัชชัยหรือไม่ก็ชาญวุฒิที่กลับมาเพราะเลิกประชุมเร็ว แต่แล้วฉันถึงกับผงะทรุดตัวลงไป
กองบนร่างแหด้วยความตื่นตกใจเมื่อหันไปพบกับใบหน้าของผู้ชายที่ได้พบในความฝัน ขณะที่ยัง
สับสนงงงวยเหมือนปลาติดอยู่ในร่างแห เขาจึงดึงฉันขึ้นและช่วยแก้ตาข่ายออกจากตัว ฉันพูด
อะไรไม่ออก มองเขาตาปริบ ๆ และอ้าปากค้าง ปล่อยให้เขาเป็นฝ่ายเริ่มพูดขึ้นก่อน
คุณเป็นอะไรหรือเปล่าครับ?
ฉัน เอ่อ... ฉันไม่เป็นไรหรอกค่ะ ต้องขอโทษด้วยที่... ฉันบุ้ยใบ้ไปทางแหที่ร่วงกองอยู่บนพื้น
ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ผมกำลังจะรื้อมันออกวันนี้อยู่แล้ว สวัสดีครับ ผมชื่อปฐมพงศ์ เขาพูด
พร้อมกับยกหมือไหว้ฉัน ฉันตกใจเกินกว่าที่จะไหว้ตอบเขาไป อีกทั้งสมาธิยังจดจ่อ
อยู่กับการพยายามพูดชื่อของเขาให้ถูกต้อง ชื่อที่ฟังดูคุ้นๆ อยู่เหมือนกัน สวัสดีค่ะ
คุณ พาท-รอม-พูน ฉันลองพยายามดู ฉันชื่อ แอนนา โกลเด้น มาจากประเทศออสเตรเลียค่ะ
ฉันมาที่นี่ตามโครงการแลกเปลี่ยนกับยูดับเบิลยูเอส ฉันหาวิธีพูดให้ฟังดูเหมาะสม ขณะที่สายตา
ยังไม่ยอมละจากเขา ทุกรายละเอียดของเขาดูเหมือนกับที่ฉันเห็นในฝันไม่มีผิดเพี้ยน และฉันก็
ไม่รู้จะอธิบายเรื่องนี้ได้อย่างไร
ยินดีที่ได้รู้จักครับ คุณแอนนา
ฉันถอนสายที่จ้องเขาเขม็งจนดูไม่สุภาพและเริ่มทำให้รู้สึกกระดากอาย หันไปกวาดสายตามอง
รอบๆ ห้องและผงกศรีษะเสียยกใหญ่ ฉันชอบผลงานของคุณนะ
ขอบคุณครับ
ฉันรู้สึกคุ้น ๆ เหมือนเคยว่าเห็นผลงานนี้มาก่อน คุณนามสกุลอะไรนะคะ?
สุวรรณโชติ
ฉันรู้จักชื่อนี้อย่างแน่นอน คนนี้แหละ ศิลปินไทยที่สร้างแรงสั่นสะเทือนในระดับนานาชาติในช่วง
สองสามปีหลังนี้ ฉันลองถามเขาดูให้แน่ใจ ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าเรียกชื่อของเขาถูกต้องแล้วหรือยัง
คุณคือคนที่เคยจัดนิทรรศการที่สมาคมเอเชียในนิวยอร์ค ใช่ไหมคะ คุณ พาท-ออม-พอน?
ฉันพยายายามพูดชื่อของเขาอีกครั้ง ซึ่งก็เป็นอีกครั้งที่ออกเสียงได้ไม่ใกล้เคียงความจริงเลยสักนิด
ใช่ครับ เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่สงบและถ่อมตน ชื่อของผมออกเสียงว่า ปะ-ถม-พง ครับ
แต่เรียกผมว่า ศิลป์ เหมือนที่เพื่อนๆ ของผมเรียกก็ได้ครับ
ศิลป์ เหรอคะ? ง่ายกว่ากันตั้งเยอะค่ะ
คุณไปชมนิทรรศการของผมที่นิวยอร์คด้วยหรือเปล่าครับ?
เสียดายค่ะที่ไม่มีโอกาสได้ไป แต่ฉันได้เห็นจากบนเว็บอยู่ชิ้นหรือสองชิ้น แล้วก็ได้อ่านเรื่อง
เกี่ยวกับคุณนิดหน่อย ฉันว่าเมื่อสักสองปีก่อนฉันเคยได้อ่านบทความเกี่ยวกับงานของคุณใน
วารสารศิลปะฉบับหนึ่งด้วย ฉันไม่ค่อยจะรู้เรื่องเกี่ยวกับศิลปะไทยแล้วก็ศิลปินไทยหรอกค่ะ
ก็หวังว่าจะได้รู้อะไร ๆ มากขึ้นในช่วงที่มาอยู่ที่นี่
ครับ แล้วคุณจะอยู่ที่นี่นานแค่ไหนครับ?
ไม่ถึงสามสัปดาห์ดีค่ะ ฉันจะเปิดนิทรรศการของฉันในห้องจัดแสดงห้องนี้ในอีก 18 วันข้างหน้า
พอดิบพอดี แล้ววันรุ่งขึ้นก็จะบินกลับบ้านที่ออสเตรเลีย
ผมจะต้องมางานวันเปิดนิทรรศการให้ได้
ก็ดีสิคะ ฉันทำงานสื่อจัดวางเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้โด่งดังเท่างานคุณหรอกค่ะ
ไม่เอาน่า เขาพูดพลางน้อมศีรษะลง
การสนทนาของเรารุดหน้าไปอย่างรวดเร็วเหมือนสายน้ำเชี่ยวที่ได้รับแรงส่งจากพายุฝนเขตร้อน
ที่เทลงบนพื้นที่ราบน้ำท่วมถึงในพื้นที่ห่างไกล กลายเป็นแรงผลักจากเบื้องหลังที่เกินกว่าจะยับยั้ง
เอาไว้ได้ พาให้เราแต่ละคนลอยขึ้นและเคลื่อนไปข้างหน้าตามพลังขับเคลื่อนที่มิอาจจะหยุดยั้ง
ซัดเราออกสู่ความกว้างใหญ่ของมหาสมุทรแห่งความเป็นไปได้ ซึ่งก่อเกิดขึ้นเมื่อสองมวลสารที่
ไม่ทราบปริมาณแน่ชัดมาปะทะกัน
ให้ฉันช่วยรื้องานของคุณไหมค่ะ? ฉันถามพร้อม ๆ กับคว้าแหขึ้นมาม้วนเก็บบนหน้าแขนเหมือน
คนหาปลากำลังเตรียมทอดแหอีกครั้ง ไม่รู้ล่ะ ก็ฉันเริ่มไปแล้วนี่
เขาหัวเราะกับมุขตลกของฉัน ผมว่าลำพังคุณเองก็ยุ่งอยู่แล้ว
ก็ฉันชอบทำตัวให้ไม่ว่างเข้าไว้
ไม่เป็นไร เดี๋ยวนักศึกษาของผมจัดการเองครับ
อะไรนะ? ไม่เป็นไร
อ๋อ เป็นวลีไทยความหมายเหมือน ๆ กับที่คนออสซีอย่างคุณคงจะพูดว่า no worries หรือที่
เราชอบแปลเป็นภาษาอังกฤษกันว่า dont worry นั่นแหละ เอาอย่างนี้ เปลี่ยนเป็นไปทานมื้อ
กลางวันด้วยกันดีไหมครับ?
ก็น่าสนใจดีค่ะ เพียงแต่ว่าตอนนี้ฉันกำลังคอยธวัชชัยกับชาญวุฒิอยู่ พวกเขาไปเข้าประชุม
แล้วก็บอกเอาไว้ว่าคงจะเสร็จก่อนเที่ยง
ผมรู้ว่าประชุมไหน ที่จริงผมก็ต้องไปเข้าประชุมด้วย แต่ผมบอกพวกเขาว่าผมต้องมาเก็บงานของ
ผมที่ตั้งแสดงอยู่ ตอนเที่ยงคงยังประชุมกันไม่เสร็จหรอกครับ ประชุมคณะแบบนี้ บางทีก็ยืดเยื้อ
ทั้งวันได้เลย
โอ
มาเถอะครับ เดี๋ยวผมจะพาไปร้านอาหารประจำของพวกอาจารย์ที่นี่ ชื่อร้าน หมิงหลี ถ้าพวกเขา
มาก็คงพาคุณไปร้านนี้แหละ หรือถ้าพวกเขาประชุมเสร็จเร็วหรือว่าพักทานอาหารกลางวันกัน
ก็มีร้านนี้แหละที่พวกเขาจะไป
เราออกจากห้องแสดงผลงานศิลปะแล้วเดินทอดหุ่ยไปด้วยกันโดยไม่ต้องมีเสียงสนทนา เดินไป
ในความเงียบสบาย ๆ เหมือนเพื่อนเก่าที่ไม่ต้องหาเรื่องกระจุกกระจิกอะไรมาทำลายความสงบ
ฉันนึกไปถึงเรื่องราวของเขาที่ฉันได้เห็นบนอินเตอร์เน็ต และก็ค่อนข้างแน่ใจว่าไม่มีรูปของศิลปิน
คนนี้อยู่ ส่วนบทความที่อ่านเมื่อสองปีก่อนนั้นออกจะจำยากสักนิด บทความนั้นอยู่ในวารสารของ
สมาคมศิลปะเอเชียแห่งออสเตรเลีย ซึ่งฉันคิดว่าคงจะมีรูปของศิลปินอยู่ด้วย และนั่นน่าจะเป็นสิ่ง
ที่อธิบายได้ว่าฉันเห็นเขาในฝันได้อย่างไร ฉันดีใจที่พอจะมีเหตุผลตามหลักตรรกวิทยาที่พอจะมา
อธิบายเรื่องนี้ได้ มิเช่นนั้นฉันก็คงไม่รู้จะคิดไปในทางไหนดี ฉันพยายามนึกรื้อฟื้นถึงสิ่งที่ได้อ่าน
แต่ความทรงจำของฉันก็ไม่ให้รายละเอียดได้มากพอ อย่างน้อยก็จากความทรงจำในส่วนที่รู้สำนึก
แต่ที่รู้แน่ ๆ ก็คือไม่มีรูปถ่ายของผู้หญิงอยู่กับเขา
ด้านนอกมหาวิทยาลัยบริเวณที่อยู่ตรงข้ามป้อมปราการสีขาวของพระราชวังพอดีนั้น มีตึกแถวทรง
ยุโรปอยู่แถวหนึ่ง เราเดินเข้าไปในตึกแถวห้องแรก ภายในร้านมืดและมีกลิ่นอับๆ สีอายุเป็นร้อยปี
ที่ทาอยู่บนผนังจืดจางและลอกเพราะความเก่าจนดูเหมือนผิวหนังถลอกๆ ของคนแก่ มีภาพถ่าย
ภาพวาด และโปสเตอร์นิทรรศการเป็นเสมือนผ้าปิดแผลแปะยึดสีที่หลุดลอกเอาไว้จนเกือบเต็ม
พื้นที่ผนัง ในร้านมีคนนั่งอยู่เพียงสองสามโต๊ะ แล้วศิลป์ก็เลือกนั่งโต๊ะที่อยู่ใกล้กับประตูมากที่สุด
บนโต๊ะนั้นมีป้ายเขียนบอกไว้ว่าจองแล้ว ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ
โต๊ะนี้มีคนจองแล้วนี่คะ ฉันพูดขึ้นด้วยความลังเล
จองไว้สำหรับศิลปินไงครับ เขาพูดพลางดึงเก้าอี้ออกมาให้ฉันนั่ง
ภาพพวกนี้เป็นภาพอะไรหรือคะ?
เขาบอกว่าบางภาพก็เป็นภาพถ่ายของในหลวง บ้างก็เป็นภาพพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ก่อนๆ
ภาพพระบรมวงศานุวงศ์ ตลอดจนผลงานของศิลปินชาวไทย ภาพถ่ายกรุงเทพฯสมัยก่อน
และภาพถ่ายของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ที่นี่มีบรรดาศิลปินแวะเวียนกันเข้ามาตั้งแต่เมื่อช่วง
ต้นศตวรรษหลังสุดนี้แล้ว มันไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปจากตอนนั้นเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถานที่หรือ
รายการอาหาร
ชื่อของคุณเหมือนกับชื่อของชาวอิตาเลียนที่เป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยของคุณเลยนะคะ
ฉันตั้งข้อสังเกต
ใช่ครับ นั่นชื่อเล่นของผม คนไทยมีชื่อเล่นกันทุกคนแหละครับ
ทำไมล่ะคะ?
ก็ชื่อจริงของพวกเรามันยาวแล้วก็ออกเสียงยาก เขาหยอกพร้อมด้วยเสียงหัวเราะ เส้นรอยยิ้ม
ทำให้ใบหน้าของเขาดูเว้าเข้าไป รอยย่นบนใบหน้าประกอบกับเส้นผมที่เริ่มเป็นสีเทาเป็นเครื่อง
แสดงให้เห็นถึงอายุของเขา ซึ่งน่าจะอยู่ในช่วงสี่สิบกลาง ๆ เพียงแต่ว่าริ้วรอยแห่งวัยของศิลป์
ช่วยทำให้เขายิ่งดูดีและขับให้ความเป็นคนอารมณ์ดีของเขาดูเด่นชัดขึ้น ในขณะที่กับอีกหลายๆคน
ริ้วรอยแห่งวัยกลับทำให้เห็นร่องรอยแห่งความเครียดและความกังวลที่ดูไม่เพลิดเพลินเจริญตา
เอาเสียเลย ผู้หญิงอายุคราวพี่คนหนึ่งเดินออกมาจากในครัวด้านหลังร้าน เมื่อได้เห็นศิลป์
เธอยืนพิงโต๊ะที่ตั้งอยู่ระหว่างเราสองคน แล้วใช้ดินสอกับกระดาษจดรายการอาหารที่เขาสั่ง
ฉันเฝ้าสังเกตเธออย่างใกล้ชิดแม้ว่าเธอจะไม่ใส่ใจฉันเลย เธอมีอะไรหลายๆ อย่างที่คล้ายกับตึก
หลังนี้ เหมือนกับว่าต่างฝ่ายต่างได้ซึมซับบุคลิกของกันและกันเอาไว้ตลอดช่วงระยะเวลาหลาย
ทศวรรษที่ผ่านมา ผิวหนังของเธอซีดเผือดเหมือนกับสีของผนัง ฉันค่อยๆ โน้มตัวไปหาเธอแล้ว
สูดลมหายใจเข้าอย่างแผ่วเบา แม้จะมีกลิ่นฉุนของน้ำหอมบดบังอยู่ แต่ฉันก็ได้กลิ่นของร้านจาก
ตัวเธอด้วยเช่นกัน
พอได้เวลาใกล้เที่ยงวันลูกค้าก็เริ่มทยอยกันเข้ามา ทุกคนน้อมศรีษะคำนับกันและกันเมื่อก้าวเข้ามา
พวกนี้ส่วนใหญ่เป็นอาจารย์ที่นี่ หรือไม่ก็ศิลปิน ศิลป์พูดขึ้น ถ้าคุณมาของคุณเอง เจ๊เขาก็คง
ไม่ให้คุณเข้ามาทานที่นี่หรอกครับ
ขณะที่คุยกันอยู่ฉันก็กวาดสายตามองบนกำแพงไปด้วย ฉันเห็นป้ายอันหนึ่งจึงอ่านออกเสียงดังๆ
ออกมา สถาบันหมิงหลี
ใช่ครับ ร้านอาหารร้านนี้ถือได้ว่าเป็นสถาบัน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรง
ครองราชย์เมื่อประมาณเก้าสิบปีก่อน เคยทรงเสด็จมาเสวยพระกระยาหารที่นี่ในบางโอกาส
อาจารย์ศิลป์ พีระศรี ก็เป็นลูกค้าประจำที่นี่เช่นกัน
โอ้โห ฉันรู้สึกเป็นเกียรติจริง ๆ เลยนะคะนี่
ตอนนี้เจ๊เขาก็เคยเห็นคุณมากับผมแล้ว ครั้งต่อไปคุณมาเองก็คงไม่เป็นไร พวกเขาจำคุณได้แล้วล่ะ
แล้ว เจ๊ นี่คืออะไรคะ?
ศิลป์ชี้ไปในครัวซึ่งผู้หญิงคนที่มาจดรายการอาหารที่เขาสั่งกำลังช่วยกันทำอาหารกลางวันของ
เราอยู่กับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ก็พี่ ๆ ผู้หญิงในนั้นนั่นไงล่ะครับ พวกเธอเป็นเจ้าของร้านอาหารร้านนี้
ซึ่งเป็นมรดกตกทอดมาจากคุณพ่อของพวกเธอ คุณเล่าเรื่องนิทรรศการที่คุณกำลังจะจัดให้ผม
ฟังบ้างดีกว่า
ได้สิคะ ฉันอยากจะทำอะไรที่ให้ผู้หญิงท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมด้วย โดยเฉพาะคนที่เป็นแรงงาน
ทางเพศ แต่ธวัชชัยกับชาญวุฒิดูไม่ค่อยจะถนัดเรื่องนี้สักเท่าไร
อืม ธวัชชัยเขาอยู่ในสังคมชั้นสูงน่ะ เลยต้องคอยระวังเรื่องชื่อเสียงและคงไม่อยากให้ใครเห็น
เขาแวะเวียนไปใกล้ ๆ สถานที่แบบนั้นหรอก ส่วนชาญวุฒิก็เป็นคนดีแล้วก็เป็นศิลปินฝีมือดีด้วย
แต่เขาเชื่อว่าเรื่องของศิลปะเป็นเรื่องที่ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของศิลปิน ส่วนคนทั่วไปเข้ามาชม
ผลงานก็พอแล้ว ให้ศิลปินเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงาน
แบบนั้นก็เป็นการแบ่งชนชั้นสิคะ
ก็ทั้งใช่และทั้งไม่ใช่ คุณยังไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับสังคมไทยและคงจะต้องใช้เวลาเรียนรู้ไปอีกนาน
ที่จริงถ้าคุณตั้งหน้าตั้งตาทำงานศิลปะของคุณเองก็อาจจะดีกว่านะครับ
เห็นไหมล่ะคะ นั่นแหละ แบบอย่างทางศิลปะที่ฉันอยากจะพิสูจน์ว่าไม่ถูกต้อง ฉันอยากแสดง
ให้เห็นว่าโลกศิลปะเป็นโลกของคนทุกคน ไม่ใช่โลกของใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ผมรู้ว่าคุณจริงใจในสิ่งที่คุณกำลังทำ เพียงแค่นั้นผมก็ยินดีจะช่วยคุณแล้วครับ ถ้าคุณอยากให้
ผมช่วย
คุณจะช่วยฉันหรือคะ? ฉันรู้ดีว่าฉันต้องการความช่วยเหลือจริง ๆ ถ้าต้องการจะทำงานนี้ให้สำเร็จ
ไม่อย่างนั้นฉันก็จะกลายเป็นตัวตลกไป
ศิษย์เก่าของผมคนหนึ่งเคยจัดแสดงภาพเหมือนของสาวบาร์ พวกเธอไว้ใจเขาและเขาก็มี
เบอร์โทรศัพท์มือถือของพวกเธอด้วย ผมจะขอให้เขาลองถามพวกเธอดู ผมว่าเรื่องหาคนที่คุณ
ต้องการนี่ หายห่วงได้เลยครับ
ยอดเยี่ยมไปเลยค่ะ ไม่รู้จะขอบคุณอย่างไรถึงจะพอ คุณว่ามันจะง่ายอย่างที่คุณว่าจริงๆ หรือคะ?
นี่สำหรับคุณครับ แอนนา เขายื่นนามบัตรของเขาให้ฉัน ในนั้นมีเบอร์โทรศัพท์มือถือของเขา
อยู่ด้วย โทรหาผมได้ทุกเมื่อเลยครับ
ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ ศิลป์ ฉันให้เบอร์โทรศัพท์มือถือของฉันกับเขาไปด้วย ค่าโทรแพงหน่อย
นะคะ เพราะมันจะวิ่งย้อนไปที่ออสเตรเลียก่อนแล้วค่อยกลับมาที่นี่ ต่อให้ฉันนั่งอยู่แค่ข้างๆ
คุณก็เถอะ
ถ้าคุณมาทานมื้อเที่ยงกับผมที่นี่พรุ่งนี้ได้ ผมก็จะพาเขามาด้วย
เยี่ยมสิค่ะ
อาหารมาพร้อมๆ กับที่ธวัชชัยและชาญวุฒิก้าวเข้าประตูมาและร่วมโต๊ะกับเรา หัวข้อสนทนาเปลี่ยน
ไปสู่เรื่องต่างๆ นอกเหนือการควบคุมของฉัน พอทานอาหารเสร็จ ศิลป์ก็ขอตัวกลับก่อน
ไม่เปิดโอกาสให้ฉันได้พูดอะไรอีกนอกจากกล่าวลา ธวัชชัยและชาญวุฒินั่งคุยเรื่องอื่นๆ กันต่อ
โดยมีฉันนั่งอยู่ด้วยจนกระทั่งพวกเขากลับ
พวกเขาขอโทษที่ต้องกลับเข้าไปประชุมกันต่ออีก โดยมีเรื่องเครียดๆ เกี่ยวกับงานของคณะที่รอ
ต่อไปอีกไม่ได้ ฉันแอบดีใจที่จะมีเวลาได้อยู่คนเดียวบ้าง ฉันตัดสินใจใช้ช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของ
วันนั้นกับการเที่ยวชมเมือง เริ่มด้วยการต่อแถวนักท่องเที่ยวเพื่อเข้าชมพระบรมมหาราชวัง
เมื่อได้เข้าไปด้านในฉันจึงถึงบางอ้อว่าทำไมที่นี่จึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของเมืองไทย
ในนั้นมีทั้งจิตรกรรมฝาผนังเป็นลายไทยดั้งเดิมที่แสนสวยงาม และรูปปั้นสัตว์ในวรรณคดีที่มีความ
หมายในเชิงสัญลักษณ์ ซึ่งฉันทำได้เพียงแค่เดาว่าคืออะไร
ต่อจากนั้น ฉันไปเยี่ยมชมพระพุทธไสยาสน์เลื่องชื่อที่อยู่ใกล้ๆ กัน เดินวนรอบๆ พระพุทธรูป
ขนาดใหญ่ยักษ์องค์นี้สี่รอบแล้วจึงกลับ เมื่อมองจากภายนอก ฉันอาจจะดูเหมือนนักท่องเที่ยวทั่วๆ
ไปที่เพลิดเพลินอยู่กับการเที่ยวชมสิ่งต่างๆ เตร็ดเตร่ไปดูแทบจะไร้จุดหมาย เก็บภาพท่องเที่ยว
วันหยุดไม่ต่างอะไรจากคนอื่นๆ แต่ภายในใจของฉันกลับขบคิดอยู่กับทุกรายละเอียดของการ
ได้พบกับศิลป์ จะขจัดเขาออกจากความคิดก็ทำไม่ได้ และก็ไม่อยากทำ
เมื่อรู้แล้วว่างานของฉันจะได้เริ่มจริง ๆ จัง ๆ ในวันพรุ่งนี้ ฉันจึงกลับโรงแรมเพื่อส่งไปรษณียบัตร
ถึงเดบราและโจน จากนั้นจึงทานอาหารเย็นคนเดียวในร้านที่ธวัชชัยและชาญวุฒิพาฉันมาเมื่อ
เย็นวาน ความอ่อนล้าจากการเดินทำให้ฉันต้องเข้านอนเร็วเป็นพิเศษในคืนนี้ ฉันทอดกายลงบน
เตียงนอน มองดูภาพที่ฉันวาด ภาพของคนที่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าคือ ศิลป์ กับผู้หญิงอีกคนที่ฉันยัง
ไม่รู้ว่าเป็นใคร เมื่อพร้อมจะกลับเข้าสู่ความฝันอีกครั้งฉันจึงปิดไฟ หากเพียงแต่ศิลป์และเพื่อนผู้
จากไปของเขาจะมาเข้าฝันฉันอีกในคืนนี้ พวกเขาจะไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้อีก
|