website statistics software
Visitors Since
June, 2007
 
 
 
รักในรอยศิลป์

บทที่ 8
นิมิตชั่วแล่น

ฉันเดินข้ามท้องสนามหลวง มุ่งสู่ศิลปากรด้วยความกระตือรือร้นที่จะเริ่มต้นวันใหม่แต่หัววัน แม้จะรู้
อยู่ว่าคงทำอะไรไม่ได้จนกว่าจะถึงเวลามื้อเที่ยงซึ่งฉันจะได้พบกับศิลป์และเพื่อนของเขาที่รู้จักกับ
คนที่ฉันต้องการพบ บนถนนเต็มไปด้วยยวดยานและมีผู้คนที่สัญจรกันขวักไขว่แล้ว ฉันมองดู
ผู้หญิงสองคนมอบอาหารแล้วนั่งยอง ๆ ลงอธิษฐานอยู่เคียงข้างเท้าที่เปล่าเปลือยของชายคนหนึ่ง
ที่โกนผมออกหมดศีรษะและห่มกายด้วยผ้าเหลือง ท่านคือพระภิกษุนั่นเอง ช่วงที่เดินผ่านสนาม
หลวงอยู่นั้นฉันเกิดสะกิดใจขึ้นว่าชื่อ ศิลป์ และ ศิลปากร มีส่วนที่เหมือนกันอยู่ จึงคิดไว้ในใจว่าจะ
ต้องหาคำตอบว่าชื่อเหล่านั้นมีความหมายอย่างไร ฉันตั้งใจว่าจะถามอาจารย์พี่เลี้ยงทั้งสองของฉัน
เก็บข้อมูลเกี่ยวกับเพื่อนคนดังของพวกเขาให้มากที่สุด แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่ต้องรอเวลาอีกเช่นกัน

ฉันนั่งดื่มกาแฟอยู่ใต้ต้นไม้ที่ร้านกาแฟข้าง ๆ คณะ เพลิดเพลินไปกับบรรยากาศของชีวิต
มหาวิทยาลัย มองดูนักศึกษาที่ทยอยกันมาเข้าเรียนและทำงานในห้องปฏิบัติงาน และดื่มด่ำไปกับ
บรรยากาศแวดล้อมที่แสนผ่อนคลาย ในห้วงคำนึงนั้นเอง ฉันรู้สึกว่าได้เกิดความกระจ่างชัดขึ้นใน
ตนเองอย่างถ้วนทั่วโดยฉับพลัน เรื่องราวส่วนตัวต่างๆ และปริศนาในใจทั้งหลายทั้งปวงกลับกลาย
เป็นเรื่องพื้นๆ ง่ายๆ ไปในบัดดล ฉันรู้สึกเหมือนว่าฉันหลุดออกจากมิติและกาลเวลาในแบบที่จะ
รู้สึกได้ก็ต่อเมื่ออยู่ไกลบ้านและสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคยเท่านั้น ฉันสัมผัสได้ถึงแรงบันดาลของ
ภูมิปัญญาแห่งวัย แม้ว่าความอ่อนเยาว์จะยังคงหลงเหลืออยู่ในตัวฉันก็ตาม

ความอ่อนแอของฉันเผยตัวให้เห็นในช่วงขณะอันจับใจของการเปลือยความจริงแห่งตน เช่นเดียว
กับความเข้มแข็งในตัวฉัน แต่ทั้งสองก็แตกเป็นเสี่ยงๆ ทลายลงไปพร้อมกับอัตตาของฉันเมื่อฉัน
สำนึกได้ถึงความกระจิริดของพวกมันเมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่อยู่รอบตัว วิญญาณที่สิงสถิตอยู่ใน
สถานที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้กำลังเฉียดกรายรอบ ๆ ตัวฉัน ดังเช่นวิญญาณที่ปรากฎขึ้นเป็นร่างที่
จับต้องได้ของศิลป์อย่างที่ไม่คาดคิดมาก่อน ดังเช่นวิญญาณของศิลป์อีกคนหนึ่งที่ปรากฎใน
ลักษณะของรูปหล่อสัมฤทธิ์ที่กำลังมองผ่านกาลเวลาแห่งประวัติศาสตร์จากแท่นที่เขายืนอยู่ลงมา
ยังฉัน ทั้งหมดนี้ปรากฎขึ้นและหายวับไปจากสายตา สลับกันอย่างนั้น หรือว่าฉันอาจจะสามารถ
มองเห็นภาพชั่วขณะของโลกของพวกเขาที่ซ่อนแฝงอยู่ ทุกก้าวที่ฉันเดิน ฉันเหยียบย่ำไปตามรอย
เท้าของพวกเขา ทุกสิ่งที่ฉันสัมผัสคือสิ่งที่พวกเขาได้สร้างไว้ให้ฉัน และทุกลมหายใจที่ฉันสูด
เข้าไป คืออากาศที่เคยหล่อเลี้ยงชีวิตของพวกเขา และบัดนี้กำลังร่วมกัดกร่อนทุกสิ่งทุกอย่างที่
พวกเขาทิ้งเอาไว้

ชีวิตและความตายจะแตกต่างกันที่ตรงไหน หากว่าวิญญาณสามารถจะจากไป กลับมา และย้อน
ไปย้อนมาได้อีกประดุจเรือกับท่าเรือ และก็ช่างเป็นความอ่อนล้า ที่เรือซึ่งท้าทายความตายและ
กลับบ้านมาได้นับพันครั้ง สุดท้ายก็ต้องจมลงสู่ก้นทะเลและหายสาบสูญไปโดยไม่เหลือทิ้งร่อย
รอยใดๆ ไว้ให้เห็นอีกไปตลอดกาล ความคิดของฉันที่วิ่งตะบึงอยู่นั้น ดำเนินไปโดยตัวของมันเอง
เพื่อการค้นหาความจริง ยิ่งฉันพยายามเกาะกุมความคิดให้แน่นมากขึ้นเท่าใด ความคิดเหล่านั้นก็
ยิ่งยากที่จะควบคุมมากขึ้นเท่านั้น ความหยั่งรู้ชั่วขณะที่ผ่านเข้าสู่ภายในจิตใจของฉันโดยหาคำ
อธิบายไม่ได้นั้น เลือนหายไปอย่างรวดเร็วพอ ๆ กับนิมิตชั่วแล่นในฝัน ทำให้เกิดความหวังว่าจะ
เก็บกักความทรงจำเกี่ยวกับมันเอาไว้ได้ ฉันได้แต่หวังว่ามันจะย้อนกลับมาในรูปแบบที่จับต้องได้
ในวันหลังเมื่อถึงเวลา เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับความฝันของฉัน

แม้จะผิดหวังที่ช่วงเวลานั้นต้องผ่านไป แต่ฉันก็ดีใจที่มันเกิดขึ้น นับเป็นครั้งแรกที่ฉันได้รับการ
เยี่ยมเยือนโดยสิ่งที่เคยแวะเวียนเข้ามาเฉพาะในเวลาค่ำคืน สิ่งซึ่งมักจะถูกลืมไปโดยสิ้นเชิงตั้ง
แต่ก่อนรุ่งสางของวันใหม่เสียอีก อย่างเช่นในกรณีของเมื่อเช้านี้ นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ฉันต้องร่าง
ภาพตั้งแต่ช่วงเช้ามืด เพื่อเก็บช่วงเวลาอันงดงามแห่งความปิติอันเหลือล้นและแก่นสารของชีวิตที่
ผ่านกลั่นกรองแล้วนี้เอาไว้ ก่อนที่มันจะถูกลืมเลือนไปเหมือนกับสิ่งอื่นๆ ทุกๆ สิ่ง เมื่อนึกขึ้นมาได
้ฉันจึงคว้าดินสอขึ้นมาเพื่อร่างสิ่งที่ฉันได้เห็น แต่มันก็สายเกินไปเสียแล้ว สิ่งที่จู่โจมเข้ามาจนฉัน
ตะลึงงันประหนึ่งได้เห็นดวงดาวร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้านั้น ได้เกิดขึ้นและเลือนหายไปเสียแล้ว
เหลือไว้เพียงความรู้สึกพึงพอใจกับความว่างเปล่า

ชาญวุฒิมาถึงพอดี เขาสั่งกาแฟของตัวเองหนึ่งถ้วย ให้ฉันอีกหนึ่งถ้วย และนำมาที่โต๊ะ ดูเขา
สดชื่นไมต่างอะไรจากยามเช้าของวันนี้ สะอาดสดใสเกลี้ยงเกลาไปทั้งตัว เขายิ้ม จุดบุหรี่
แล้วพ่นควันไปทางอื่นอย่างรู้จักคิดถึงใจเขาใจเรา

“เมื่อวานนี้คุณหายไปไหนมา แอนนา? พวกเราตั้งใจกันว่าจะพาคุณไปทานอาหารเย็นกับพวก
อาจารย์คนอื่น ๆ”

“ต้องขอโทษด้วยค่ะ ฉันไปพระราชวังอย่างที่คุณแนะนำนั่นแหละ แล้วเลยไปชมพระพุทธไสยาสน์
จากนั้นจึงกลับโรงแรมพักผ่อนแต่หัวค่ำ วันนี้ฉันพร้อมทำงานแล้ว”

“เอาละ ตอนนี้ศิลป์ก็เก็บงานของเขาออกเรียบร้อยแล้ว และก็ไม่มีงานอะไรใช้พื้นที่ต่อ
คุณเข้าไปใช้ได้เลย”

“ยอดไปเลยค่ะ ว่าแต่ คุณจะช่วยตอบคำถามฉันสักเรื่องได้ไหม?”

“ได้สิ ผมว่าคุณคงจะมีเรื่องอยากถามอยู่เยอะเชียวแหละ ว่ามาได้เลย”

“คำว่า ศิลป์ หมายความว่าอะไรคะ?”

“ศิลป์ แปลว่า ฝีมือทางการช่าง”


“ถ้าอย่างนั้น ศิลปากร หมายความว่าอะไรคะ?”
“คำว่า กร เป็นคำสันสกฤต หมายถึง มือ เพราะฉะนั้น คำว่า ศิลปากร ก็น่าจะแปลได้ว่า ศิลปะ
ที่สร้างขึ้นด้วยมือ”

“แล้วทำไม ศิลป์ ถึงมีชื่อเล่นอย่างนั้นล่ะคะ”

“คนไทยเรามีชื่อเล่นกันทุกคน อย่างผมก็มีชื่อเล่นง่าย ๆ ว่า “วุฒิ” เป็นคำที่ย่อจากชื่อจริง”

“ให้ฉันเรียกคุณว่า วุฒิ ได้ไหมคะ?”

“ยินดีครับ”

“แล้วศิลป์ทำไมถึงมีชื่อเล่นเลิศหรูอย่างนั้นได้ล่ะ วุฒิ?”

“ศิลป์เป็นคนที่มีพรสวรรค์สูง เขาเกิดมาเพื่อเป็นศิลปินโดยแท้ ผมคงต้องเล่าเรื่องของเขาให้คุณ
ฟังตั้งแต่ต้นจะดีกว่า พื้นเพของเขาอยู่ในครอบครัวชาวนาฐานะยากจนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
แต่ถึงแม้ว่าเขาจะจน พรสวรรค์ของเขาก็ยังฉายแววให้พระท่านได้เห็นและพาไปบวชเป็นพระ
ชื่อศิลป์ก็มาจากชื่อที่พระท่านเรียกเขานี่แหละ เขาเติบโตอยู่ใต้ร่มกาสาวพัสตร์และระหว่างนั้น
ก็ได้ศึกษาศิลปะไทยดั้งเดิมจากปรมาจารย์คนสุดท้ายของศิลปินรุ่นเก่าๆ ที่สร้างงานจิตกรรมและ
ประติมากรรมไทยดั้งเดิมแบบที่คุณได้เห็นในพระราชวังและวัดที่คุณไปชมเมื่อวานนี้นั่นแหละ
หลังจากนั้นเขาก็ลาสิกขาเพื่อมาศึกษาศิลปะสมัยใหม่ที่นี่ จนกระทั่งเขาเป็นอาจารย์อยู่ทุกวันนี้”

“เขาไม่ได้เป็นพระแล้วใช่ไหมคะ?”

“ถึงวันนี้เขาก็ยังไม่เคยได้บวชอีก และผมก็ไม่คิดว่าเขาจะบวช นอกเสียจากว่าหลังจากเกษียณ
เขาอาจจะบวชอีกครั้งก็เป็นได้ วิถีของเขาคือการเป็นศิลปินและเป็นครู และเขาก็แต่งงานแล้ว
แต่เขาก็เป็นชาวพุทธที่มีใจศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยม นั่นแหละคือสิ่งที่สื่อในงานของเขา”

สิ่งที่วุฒิเล่ามาทั้งหมดนั้น มีคำอยู่คำหนึ่งที่สะดุดใจมากที่สุด “เขาแต่งงานแล้ว?”

“เคยแต่ง ภรรยาผู้แสนน่ารักของเขาจากไปอย่างน่าเศร้าใจเมื่อสักสองปีก่อนได้”

ข้อมูลใหม่ที่ได้รับรู้โดยบังเอิญชิ้นนี้เป็นเสมือนลูกระเบิดที่ไม่ทันให้ฉันได้ตั้งตัว ข่มให้ฉันหลับตา
เม้มริมฝีปากแน่น ในขณะที่ภาพใบหน้าของผู้หญิงในฝันฉายกระพริบวูบวาบเหมือนเป็นภาพขาวดำ
ของหนังใบ้สมัยก่อนฉายอยู่บนเปลือกตาด้านในของฉัน จนกระทั่งฉันฝืนเปิดตาขึ้นได้อีกครั้ง
ไม่รู้จะพูดว่าอย่างไรดี แต่เพราะความรู้สึกว่าต้องพูดอะไรสักอย่าง ฉันจึงเอ่ยขึ้นว่า “เสียใจกับเขา
ด้วยจริง ๆ ค่ะ”

“ที่จริงภรรยาของเขาก็อายุไล่เลี่ยกับคุณนี่แหละ ยังอายุน้อยเกินกว่าที่จะต้องมาเสียชีวิตด้วย
โรคมะเร็ง” เขาดื่มกาแฟหมดแก้ว และสังเกตเห็นได้ชัดว่าเขาไม่ทันรู้ตัวว่าสิ่งที่เขาพูดทำให้ความ
รู้สึกของฉันปั่นป่วนเพียงใด ชาญวุฒิยืนขึ้นและกวาดตามองหน้าคนที่อยู่อีกด้านของลานหน้า
อาคาร “คณะบดีมาแล้ว ผมต้องขอตัวก่อนนะ แอนนา ผมมีเรื่องต้องคุยกับเขาสักหน่อย”

“ขอบคุณค่ะ วุฒิ”

เมื่อได้อยู่ตามลำพังฉันจึงหยิบภาพของผู้หญิงคนนั้นที่ฉันร่างขึ้นออกมา ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าเธอ
คือใคร ฉันทำได้แค่คว้าโอกาสที่จะสานต่อเรื่องราวความเกี่ยวข้องระหว่างเรา แต่ยังไม่อาจรู้ถึง
ความหมายหรือสิ่งที่เธอต้องการจะสื่อกับฉัน หากว่าเธอจะมีอะไรต้องการจะบอกกับฉันจริงๆ
แต่เมื่อคิดทบทวนดูอีก ความคิดด้านตรรกะของฉันกลับไม่ยอมรับเรื่องนี้ และบอกตัวเองว่านี่เป็น
เรื่องไร้สาระอย่างสิ้นเชิง ไม่มีทางที่คนตายไปแล้วจะมาหาคนที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ ที่ฉันฝันก็เป็น
เพียงแค่ความฝัน ถึงแม้ว่าฉันจะหาคำอธิบายที่เป็นเหตุเป็นผลไม่ได้ก็ตามที

ฉันไปที่ร้านหมิงหลีตอนสิบเอ็ดโมงห้าสิบนาที ในใจจดจ่อที่จะได้พบกับศิลป์ เจ๊ที่เดินออกมาจาก
ครัวคงพอจะจำฉันได้ เพราะตอนที่ฉันยืนอยู่ข้างโต๊ะที่มีป้ายบอกว่าจองแล้ว เธอก็ดึงเก้าอี้ที่โต๊ะอีก
ตัวที่อยู่ใกล้กับครัวมากกว่าออกมาให้ฉันนั่ง อย่างน้อยเธอก็ไม่ไล่ฉันออกนอกร้านไป ฉันนั่งลง
และขอน้ำเปล่าเป็นภาษาอังกฤษ แต่เธอก็เดินไปบริการลูกค้าคนอื่น เมื่อพูดไทยไม่ได้ ฉันก็คง
ไม่มีทางเลือกอะไรอื่นนอกจากนั่งลงและคอย ฉันรู้สึกตัวว่ากลายเป็นจุดเด่นและรู้สึกผิดเล็กๆ
ที่นั่งทำตัวเป็นเจ้าของโต๊ะทั้งโต๊ะอยู่คนเดียวทั้ง ๆ ที่ไม่มีอะไรที่พอที่จะแสดงความเป็นเจ้าของ
โต๊ะได้เลย แม้กระทั่งน้ำเปล่าสักแก้ว

ฉันมองไปรอบๆ ดูว่าคนไทยปฏิบัติตัวต่อกันอย่างไร และสังเกตเห็นว่าพวกเขาจะไหว้เป็นการ
แสดงการทักทายกันแทบจะทุกครั้ง จะจับมือก็เมื่อเป็นการรับการทักทายจากชาวต่างชาติเท่านั้น
ร้านอาหารเริ่มมีคนเต็ม และเจ๊ก็เริ่มมองมาทางฉันด้วยสายตาบูดบึ้งกว่าเดิม ขณะที่ฉันกำลังจะ
ตัดสินใจลุกออกไปจากร้านนั้นเอง ศิลป์ก็มาถึงพร้อมกับศิลปินอีกคนที่อ่อนวัยกว่า ทั้งคู่ไหว้ฉัน
ฉันจึงไหว้ตอบ

ศิลป์ดูจะถูกใจที่ฉันทำอย่างนั้น จึงอุทานเสียงดังออกมาว่า “โอ้โห คุณไหว้เป็นแล้ว! แล้วเจ๊ก็ไม่
ได้ไล่คุณออกนอกร้านด้วย!” เขาหัวเราะ

“ยังไม่ได้ไล่” ฉันตอบเบาๆ รับมุขตลกของเขา

“แอนนา นี่ สิทธิโชค เขาคือศิลปินคนที่ผมเล่าให้คุณฟัง” ศิลป์พูด แล้วเราก็ไหว้ทักทายกัน

เจ๊มารับออเดอร์จากศิลป์ จากนั้นคนที่นั่งอยู่โต๊ะถัดไปก็หันมาคุยกับเขาอยู่นาน เมื่อศิลป์ไม่ว่าง
คุยด้วย ฉันจึงคุยกับสิทธิโชคเรื่องแผนงานที่ฉันจะให้สาวบาร์เข้ามามีส่วนร่วมกับงานนิทรรศการ
ของฉัน

“คุณว่าคุณน่าจะพอช่วยฉันได้ไหม?”

“อาจารย์ศิลป์บอกผมหมดแล้วว่าคุณต้องการอะไร และผมก็ช่วยจัดการให้คุณเมื่อไรก็ได้ ถ้าต้อง
การจะไปพบผู้หญิงเหล่านั้นที่บาร์ ผมก็พาคุณไปหาได้ หรือถ้าคุณไม่อยากไป ผมก็พาพวกเธอ
มาหาคุณได้”

“คุณสนิทกับพวกเธอขนาดนั้นเลยหรือ?”

“ใช่ ผมทำงานกับพวกเธอเมื่อปีที่แล้ว ผมจัดนิทรรศการภาพวาดที่หอศิลป์แห่งชาติ พวกเธอเป็น
แบบให้ผม พวกเธอเชื่อใจผม”

“ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเป็นไปได้”

“ครับ” สิทธิโชคพูดขึ้น “ผมเชื่อใจอาจารย์ศิลป์ และเขาก็เชื่อใจคุณ เพราะฉะนั้นผมจะช่วยคุณ
ทุกอย่างเท่าที่ผมจะช่วยได้”
“ขอบคุณค่ะ ฉันว่าฉันไปหาพวกเธอที่บาร์เลยจะดีกว่า ได้ยินเรื่องบาร์ในกรุงเทพฯ พวกนี้มาเยอะ
แล้ว แล้วค่อยพาพวกเธอมาที่ห้องจัดนิทรรศการทีหลัง”

“เมื่อไรดีล่ะครับ”

“คืนนี้จะเร็วไปไหมคะ? ฉันมีเวลาไม่มากเท่าไร”

“ได้สิครับ ผมไปรับคุณที่โรงแรมสามทุ่มก็แล้วกัน”

คนที่นั่งอยู่โต๊ะถัดปล่อยให้ศิลป์กับมาร่วมวงคุยกับเราต่อ เขาจึงถามขึ้นว่า “คุณนัดแนะกัน
เรียบร้อยหรือยัง?”

“เรียบร้อยแล้วค่ะ สิทธิโชคจะพาฉันไปแนะนำให้รู้จักกับพวกสาว ๆ ที่บาร์คืนนี้ คุณจะไปด้วย
ไหมคะ?”

“อืมม ผมว่าผมรอเจอศิลปินของคุณตอนคุณพาพวกเธอมาที่นี่จะดีกว่า”

ขณะที่รับประทานอาหารกันอยู่นั้น ฉันทุ่มความสนใจทั้งหมดไปที่ศิลป์ ฉันไม่เคยพบใครที่เหมือน
กับเขามาก่อน ใบหน้าของเขาผุดผ่องเกินกว่าแสงธรรมชาติที่ฉายมาที่เขา ทำให้ผู้ที่มองอยู่คิดว่า
กำลังมอดูภาพวาดของ โจฮานส์ เวอร์เมอร์ ปรมาจารย์ชาวดัทช์ผู้สามารถสร้างรัศมีที่ไม่มีอยู่จริง
ในตัวแบบ เพียงแต่ศิลป์เป็นคนจริง ๆ ฉันไม่ต้องเป็นฝ่ายเข้าไปสัมผัส แต่ราศีนั้นก็จับใจฉันได้เอง
และดูเหมือนว่าจะมีสายใยที่ไม่สามารถมองเห็นได้ เป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างเราสองคน ลำแสง
ซึ่งแม้จะไม่อาจมองเห็นได้ แต่ฉันรู้สึกได้ถึงความร้อนวูบวาบขณะที่มันปะทะเข้าที่หัวใจของฉัน
ที่ฉันห่วงอยู่เพียงอย่างเดียวก็คือ เขาจะรู้สึกถึงรังสีของพลังงานที่เชื่อมระหว่างเราอย่างที่ฉันรู้สึก
หรือไม่ เขาคงจะต้องรู้สึกด้วยเป็นแน่ แม้จะเป็นแค่แสงสลัว ๆ ถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว ทำไมเขาจะต้อง
มาหาฉันบ่อยอย่างที่คนกระจอกงอกง่อยจะเชื่อได้ แล้วทำไม่เราจึงถูกชักนำให้มาพบกันทั้งๆ ที่
อยู่แสนจะห่างไกลกัน?

ขณะที่มองเขาจิบน้ำและพูดเนิบๆ ถึงเรื่องราวต่างๆ ที่ไม่สลักสำคัญอะไร ฉันจึงฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า
ฉันกำลังตกอยู่ในห้วงของความรัก แม้ว่าฉันจะไม่เคยมีความรักและไม่รู้ว่าความรักจะเป็นอะไรอื่น
ไปได้นอกอุดมคติที่เป็นไปไม่ได้ หรือแค่โครงสร้างของอำนาจในแง่ของเพศ ฉันตระหนักแล้วว่า
ฉันหลงรักผู้ชายคนนี้ทันทีที่ฉันสบตากับเขา ไม่ใช่ ก่อนหน้านั้นอีก ตอนที่เขาสัมผัสฉัน หรืออาจ
จะก่อนหน้านั้นอีก ตอนที่เขามาหาฉันในฝัน จินตนาการของฉันไร้ที่สิ้นสุด แต่ฉันก็ยังไม่อาจ
จินตนาการว่าเขา ผู้ที่จิตใจดีที่สุดกว่าชายหญิงคนใด ๆ ที่ฉันเคยได้พบ จะบังคับจิตใจฉัน

เราเดินกินลมกลับสู่คณะ และขณะที่ยืนห่างกันเล็กน้อยอยู่เบื้องล่างของรูปหล่อสัมฤทธิ์ของ
อาจารย์ ศิลป์ พีระศรี เราไหว้ลากัน ฉันไม่อยากแยกจากเขา ฉันอยากจะแบ่งปันเรื่องราวความฝัน
ของฉันให้เขาได้รับรู้ และถามไถ่เขาถึงเรื่องภรรยาของเขา แต่แล้ว ฉันก็ได้แค่ส่งคำพูดสุดท้าย
ของฉันไล่หลังเขาในขณะที่เขากำลังเดินห่างออกไป “พรุ่งนี้ทานมื้อกลางวันด้วยกันไหมคะ?”

เขาหยุดเดิน ใช้ส้นเท้าเป็นแกนหมุนตัวกลับมายิ้มและโน้มตัวคำนับ “แล้วพรุ่งนี้ทานมื้อกลางวัน
ด้วยกันครับ”


 
 
 
 
 

Silpa: the Art of Love

Thai

• เรื่องย่อ
• บทที่ 1
• บทที่ 2

• บทที่ 3
• บทที่ 4
• บทที่ 5
•
บทที่ 6
•
บทที่ 7
•
บทที่ 8
•
บทที่ 9
•
บทที่ 10
•
บทที่ 11
•
บทที่ 12
• บทที่ 13
• บทที่ 14

English

• Trailer
• Chapter 1
• Chapter 2
• Chapter 3
• Chapter 4
• Chapter 5
• Chapter 6
• Chapter 7
• Chapter 8
• Chapter 9
• Chapter 10
• Chapter 11
• Chapter 12
• Chapter 13
• Chapter 14


 
©2007 FINE ART MAGAZINE
•The Great Fine Art Co.,Ltd.   919/1 The Silom Galleria Room 302 Silom Soi 19 Bangruk Bangkok 10500 Tel/Fax. 0 2630 3426 •
• Hill Park Condominium1 APT#1304, 9 M.1 Changpuek A.muang Chiang Mai 50300 Tel/Fax. 053-220522  E-mail: fineart@fineart-magazine.com •