website statistics software
Visitors Since
June, 2007
 
 
 
รักในรอยศิลป์

บทที่ 9
พิธีการที่สบายๆ

สิทธิโชคมารับฉันที่โรงแรม เรานั่งแท็กซี่ไปด้วยกัน เป็นครั้งแรกที่ฉันได้มีโอกาสชมย่านใจกลาง
กรุงเทพมหานคร ยามเมื่อประดับประดาด้วยแสงไฟ ทำให้ดูดีกว่าที่ได้เห็นในเวลากลางวัน  
กรุงเทพยามราตรีเต็มไปด้วยสีสรร มีชีวิตชีวาและคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่วุ่นวายอยู่กับภารกิจหลาก
หลายบนบาทวิถี อย่างเช่น คนขายเสื้อผ้า ร้านอาหารข้างถนน คนขายของรถเข็น แผงลอยขาย
ของสารพัดสารพัน ผู้คนแออัดจนล้นทางเท้าลงไปเดินบนพื้นถนน  กรุงเทพกว้างใหญ่มหาศาลม
ีตึกระฟ้า คลาคละไปด้วยช่อฟ้าหลังคาโบสถ์และ ยอดเจดีย์ฉาบทอง ที่ตระหง่านอยู่จนสุดลูกห
ูลูกตา ต่างกับถนนในออสเตรเลียในยามค่ำคืนเช่นนี้ที่จะร้างผู้คน ที่ต่างก็กลับเข้าสู่เคหสถาน
เพลิดเพลินกับทีวี ไม่ก็ท่องอินเตอร์เนต หรือ เล่นวิดีโอเกม หาสนใจที่จะออกไปเสวนากับชีวิต
ภายนอกไม่

สิทธิโชคเป็นคนเงียบๆ และถ่อมตน ก็เหมือนกับศิลป์ อาจารย์ของเขานั่นเลย เมื่อสิทธิโชคพูดถึง
อาจารย์ของเขา น้ำเสียงก็จะเปี่ยมไปด้วยความเคารพและชื่นชมเสมอ ฉันจึงไม่ใช่คนเดียวที่ต้อง
มนต์เสน่ห์ของศิลป์ สิทธิโชคบอกฉันว่าลูกศิษย์ของศิลป์ส่วนมากจะเคารพบูชาศิลป์เสมอ ความ
เคารพบูชาที่คนไทยให้กับครูบาอาจารย์ของตนนั้นต่างกับที่ออสเตรเลียลิบลับ ความรู้สึกของฉัน
ที่มีต่อคนไทยที่เป็นครูสอนศิลปะนั้นตรงกันข้ามกับครูศิลปะออสเตรเลียตรงที่ว่า ครูศิลปะของ
ไทยนั้นเป็นศิลปินที่มีฝีมือด้วย

ท้องถนนแน่นขนัดไปด้วยรถยนต์ รถประจำทางซึ่งก็มีวิ่งอยู่ถึงสามแบบ แถมด้วยรถตุ๊กตุ๊ก และ
มอเตอร์ไซค์เครื่องยนต์สองจังหวะ แท็กซี่ของเราค่อยๆเคลื่อนตัวไปทีละนิดจนกระทั่งหยุดนิ่งใน
ที่สุด

“นานาอยู่ตรงมุมถนนนี่เอง” สิทธิโชคบอก พลางเปิดประตูแท็กซี่และจ่ายเงินให้คนขับ เราลงจาก
รถแล้วก็เดินต่อไปบนทางเท้าที่จอแจ แม้กระนั้นเราก็ยังแซงหน้ารถที่ติดการจราจรอยู่ได้อย่าง
ง่ายดาย รถขยับไปได้เป็นระยะทางช่วงสั้นๆพร้อมกับพ่นควันไอเสียหนาทึบทุกครั้งที่เคลื่อนตัว
ฉันยกมือเปล่าๆ ขึ้นปิดปากด้วยสัญชาตญาณที่ไม่ต้องการสูดเอามลพิษเข้าสู่ร่างกายทั้งๆที่มัน
ไม่ได้ช่วยอะไรได้เลย

นานาแน่นขนัดไปด้วยผู้ให้บริการทางเพศคนไทย บรรดาชายชาวต่างประเทศที่มาเที่ยวย่อมหา
คู่หิ้วได้แสนจะง่ายดาย สิทธิโชคพาฉันเดินเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ลานกว้างที่มีอาคารสามชั้นล้อมอยู่
ชั้นสองและชั้นสามเป็น “บาร์ผู้หญิงบริการ” ส่วนชั้นล่างสุดเป็นที่ที่มีผู้คนนับร้อยจากทุกมุมโลก
มานั่งซดเบียร์อยู่ด้วยกัน การที่ได้เห็นหญิงสาวเยาว์วัยชาวตะวันออกถูกชายชาวตะวันตกส่วน
มากล่วงล้ำหาประโยชน์ ทำให้ฉันเกิดความรู้สึกสะอิดสะเอียนขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้  ฉันกวาด
ตามองดูจนทั่วก็ไม่เห็นว่าจะมีผู้หญิงผิวขาวสักคนส่วนพวกผู้ชายถ้าจะมองก็เพราะอยากรู้อยาก
เห็นว่าฉันมาทำอะไรในที่อย่างนี้ ไม่เช่นนั้นก็จะไม่สนใจฉันเลยคล้ายกับว่าฉันไม่ใช่ผู้หญิงนั่นแหละ

“เล็กกับหมู ทำงานอยู่ชั้นสอง เราไปคุยกับสองคนนี้ก่อน แล้วค่อยไปหาเพื่อนผมอีกสามคนที่
ทำงานอยู่ที่พัฒน์พงษ์” สิทธิโชคพูดกับฉัน

เราเดินขึ้นไปบนบาร์ที่อยู่ชั้นสอง ด้านนอกประดับด้วยไฟนีออนกระพริบดัดเป็นรูปหญิงเปลือย
เต้นรำอยู่บนผนังกำแพง ภายในบาร์ก็ไม่แตกต่างจากที่ฉันคิดไว้มากนัก มีหญิงสาวรุ่นสวมชุด
ว่ายน้ำจีสตริงเกาะเสาสเตนเลสเต้นรำอย่างไร้ชีวิตชีวา  ที่น่าแปลกใจสำหรับฉันก็คือ พวกหล่อน
ไม่ได้เปิดอกอย่างที่ฉันเคยนึกไว้

เราหาที่นั่งและทำความรู้จักกับสถานที่ แทบทุกโต๊ะจะมีชายต่างชาตินั่งดื่มกับ “ผู้หญิงบาร์”
แถบทุกคนไม่ว่าจะมาจากตะวันออกหรือตะวันตก สิ่งหนึ่งที่ฉันเห็นได้คือ ผู้หญิงเบื่อความซ้ำซาก
จำเจของอาชีพ ส่วนผู้ชายจัดว่าเป็นอะไรที่น่าเบื่อยิ่งนัก

อย่างน้อยพวกผู้หญิงก็จับกลุ่มหาเพื่อนคุยเพื่อฆ่าเวลาและคลายความเบื่อหน่ายได้บ้างซึ่งพวก
ผู้ชายไม่มีทางที่จะทำอย่างนั้นได้อย่างจริงใจ  เพราะที่ทำอยู่ก็คือบทสนทนาที่ซ้ำซาก อ้าปากก็
แทบจะเห็นลิ้นไก่  แถมมีพฤติกรรมหื่นกระหายราวกับสัตว์ป่าที่ใช้อวัยวะสืบพันธุ์คิดแทนสมอง
กระนั้น จู่ๆ ฉันเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่าอยากจะเข้าไปถามพวกผู้ชายพวกนี้สักคนสองคนว่าจิต
ประสาทแบบไหนที่ผลักดันพวกผู้ชายเผ่าพันธุ์นี้มาให้เข้าฝูงกัน ณ สถานที่อย่างนี้ได้ แต่คิดๆ ไป
ฉันก็เปลี่ยนใจไม่ถามดีกว่า คนแบบนี้ไม่มีอะไรน่าสนใจเลย และถ้าถามไปก็ทายได้เลยว่าต้อง
ได้ยินคำตอบแบบไร้สมองแน่ๆ  ฉันไม่เคยเห็นพวกซื่อบื้อมาเข้ากลุ่มกันอย่างนี้มาก่อน ไม่ว่าอะไร
จะเกิดขึ้น ฉันตัดสินใจว่าจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับคนพวกนี้อย่างเด็ดขาด

สิทธิโชคนั่งจิบสก๊อตโค้ก ส่วนฉันนั่งละเลียดดื่มวอดก้าน้ำส้ม ผู้หญิงสองคนโบกมือทักทายเขา
เล็ก กับ หมู เป็นหญิงสาวสวยหน้าตาสดใส เห็นได้ชัดว่าฉลาดพอ ในการที่จะไม่ลดตัวไปเกลือก
กลั้วกับการเป็นทาสรับใช้ทางเพศ เพราะการที่เธอทั้งสองและเพื่อนร่วมงานคนอื่นทำงานโดยใช้ขา
เกี่ยวกระหวัดเสาเหล็ก  ต่อจากนั้นหากโดนหิ้วไปใช้ขาเกี่ยวคล้องกับอย่างอื่นอีก  ถือเป็นความ
สูญเปล่าของพรสวรรค์ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่พวกเธออาจจะมีอยู่ภายใน ก็พรสวรรค์ของพวกเธอ
เหล่านี้ที่ฉันต้องการให้ถ่ายทอดผ่านงานศิลปะ

เล็กกับหมูมานั่งร่วมกับเรา หลังจากหมดรอบการเต้นของเธอแล้ว ทั้งสองดีใจที่ได้พบสิทธิโชค
และฉัน และเต็มใจรับคำเชิญที่จะไปรับประทานอาหารกลางวันกับฉันที่ศิลปากรในวันรุ่งขึ้น

“เรายินดีที่จะช่วยค่ะ” หมูพูดเร็วทีเดียว

“ขอบคุณที่มาหาเรานะคะ” เล็กกล่าวเสริม “แต่ว่าตอนนี้ต้องไปคุยกับแขกที่จะเลี้ยงดื่มก่อนนะคะ”

“ให้ฉันเลี้ยงดื่มคุณก็ได้นะคะ” ฉันลองเสนอตัว

“มันไม่เหมือนกันหรอกค่ะ” หมูบอก

“เราต้องไปแล้วนะคะ เจ้านายมองอยู่” เล็กพูด พลางมองไปที่ผู้ชายไทยแต่งตัวดีที่อยู่อีกด้าน
ของห้องซึ่งกำลังจับตามองหญิงสาวทั้งสองอยู่

ทั้งสองไปนั่งกับแขกรูปร่างใหญ่ยักษ์สองคน ลักษณะท่าทางเหมือนนักท่องเที่ยวเซ็กส์ทัวร์อะไร
เทือกนั้น  ฉันรู้สึกสลดหดหู่เมื่อนึกถึงความทารุณที่หญิงสาวเรือนร่างเล็กบางจะต้องทนรับในเวลา
ที่ถูกผู้ชายร่างยักษ์คร่อมร่าง ฉันว่าคนพวกนี้ต้องเป็นผู้ชายประเภทที่มีจิตอำมหิตเกลียดชังผู้หญิง
อย่างแน่นอนไม่เช่นนั้นคงไม่ทารุณกรรมผู้หญิงเพื่อสนองการเสพย์สมทางเพศของตนเองแต่เพียง
ฝ่ายเดียวอย่างนี้  แต่ในขณะเดียวกันความรู้สึกบอกว่าตัวเองนั้นรักความเป็นผู้หญิงอย่างยากจะหา
ใดเปรียบ ฉันรำๆที่จะลุกขึ้นไปดึง หมูกับเล็ก ออกมา และจะจัดการกับเจ้าสัตว์ป่าสองตัวนั้น
รวมทั้งเจ้านายคนไทยของพวกหล่อน ไม่ว่าหน้าไหน นักเลงคุมบาร์ หรือใครก็ตามที่มาขัดขวาง 
ฉันพร้อมที่จะช่วยเธอทั้งสองออกไปจากที่นี่ สิทธิโชค ผู้ดูเหมือนจะสำเหนียกได้ถึงความเดือด
ดาลของฉัน  ก็บอกว่าเราควรจะไปพัฒน์พงษ์กันได้แล้ว

เรานั่งแท็กซี่ไปจนถึงทางเข้าถนนคนเดินที่มีแผงลอยวางอยู่สองแถวซึ่งตั้งอยู่ระหว่างทั้งสองฟาก
ของบาร์มีผู้หญิงบริการ  ที่นี่ก็เหมือนกับที่นานา คือมีคนมาเที่ยวพลุกพล่าน ต่างกันตรงที่ที่นี่มีอ
ัตราส่วนของนักท่องเที่ยวทั่วไปกับคนไทยค่อนข้างจะสมดุลกัน แถมยังมีผู้หญิง และ เด็ก
มาทำให้เห็นว่านี่คือสถานท่องเที่ยวยามราตรีของประเทศไทยที่ชื่อดังก้องโลกอีกด้วย ฉันเดิน
ตามสิทธิโชคฝ่ากลุ่มผู้คนไปจนถึงเชิงบันไดที่จะขึ้นไปยังบาร์ที่อยู่ชั้นสองของตัวอาคาร

สภาพภายในบาร์ดูแย่กว่าบาร์ที่นานาที่เราเพิ่งไปมามาก บนเวทีมีหญิงสาวเปลือยอกกลุ่มหนึ่งยืน
ส่ายเอวพริ้วสะโพก พวกหล่อนใส่แค่จีสตริงเพียงตัวเดียว เห็นได้ว่าต่างกล้ำกลืนฝืนสร้างความรู้สึก
ปลอมๆ เพื่อทำให้เห็นว่าพอใจกับงานที่กำลังทำอยู่เป็นนักหนา ขณะเดียวกันที่หญิงสาวคนอื่นๆ
เข้าไปนัวเนียอยู่กับแขก จนสายจีสตริงของหล่อนถูกดึงออกพร้อมกับถูกลูบไล้อย่างโจ่งแจ้ง
สิทธิโชคชี้ให้ฉันดูหญิงสาวสามคนที่กำลังเต้นอยู่บนเวทีและบอกว่าสามคนนี่แหละที่จะมาพบกับเรา

สิทธิโชคสั่งเครื่องดื่ม ส่วนฉันก็มองไปรอบๆ ใจคอไม่สู้ดีด้วยไม่รู้ว่านาทีไหนสาวนักเต้นพวกนั้น
จะถอดจีสตริงแล้วไปเป่าทรัมเปต หรือ ยิงลูกปิงปองเข้าใส่ผู้ชม อย่างที่ได้เคยอ่านในอินเตอร์เนต
ฉันค่อยรู้สึกโล่งใจขึ้นเมื่อหมดรอบและหญิงสาวเหล่านั้นกระจายตัวกันเข้าไปหาแขก ในขณะเดียว
กันกับที่นักเต้นกลุ่มใหม่ก้าวขึ้นเวที เพื่อที่จะระบายไม่ให้มันตกค้างอยู่ในใจ ฉันอดไม่ได้ที่จะพูด
กับสิทธิโชคว่า “สาวๆ แต่ละคนเยี่ยมๆ ทั้งนั้น” ซึ่งก็หมายความถึงสาวนักเต้นกลุ่มใหม่นั่นเอง
“เสียดายจริงๆ ผู้หญิงน่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้” สิทธิโชคพยักหน้าแล้วมีท่าทีขยะแขยง
“ใช่ครับ แต่นั่นไม่ใช่ผู้หญิงหรอกนะ ดูคอสิครับ เห็นลูกกระเดือกไหมครับ  พวกนี้เป็นกระเทย
หนุ่ม-หญิงนะครับ”

ฉันมองแล้วมองอีก แต่ก็มองไม่ออก  ทันใดความคิดที่จะนำสาวแปลงเพศคนหนึ่งหรือสองคน
เข้ามาร่วมงานแสดงศิลปะก็แวบเข้ามาในสมอง ก็เลยถามขึ้นว่า “แล้วคนที่เราจะมาพบนี่คือคน
ไหนหรือคะ?”

สิทธิโชคหัวเราะแล้วตอบว่า “ไม่ต้องห่วงครับ พวกเธอเป็นหญิงแท้”

ก่อนที่ฉันจะพูดอะไรต่อไป สิทธิโชคก็แนะนำให้ฉันรู้จักกับ รัตน์ ริน และ เทีย ฉันรู้สึกว่าฉัน
เหมือนปลาผิดน้ำ  ที่ต้องมายืนท่ามกลางโนมเนื้อที่แทบเปล่าเปลือย ไหนจะยอดอกที่แข็งตรง
ผนวกกับกลุ่มผู้ชายที่ส่งสายตาหื่นๆ มาหา สาวทั้งสามไม่ได้ใส่ใจกับสภาพความเปลือยเปล่าบน
เรือนร่างของพวกเธอ เธออาจจะคิดว่านี่คือเครื่องแต่งกายสำหรับงานแสดง ส่วนตัวเองก็กำลังรับ
บทบาทในการแสดงเป็นทาสกามชาวเอเชียของชายผู้มีเพศรสปรารถนาความวิตถาร พวกเธอก็
คล้ายกับหมูและเล็ก หน้าตาเฉลียวฉลาด และ หัวเราะง่ายเวลาคุยกันเอง แต่อยู่ภายใต้หน้ากาก
แห่งอารมณ์สมยอม ในเวลาที่ต้องเอาอกเอาใจลูกค้าทั้งไทยและเทศ

เธอสามคนตกลงจะมาพบกับฉันตอนเที่ยงของวันพรุ่งนี้ โดยไม่อิดออดหรือต่อรองอะไรทั้งสิ้น
สิทธิโชคคงจะได้คุยกับพวกเธอทางโทรศัพท์แล้วเรื่องงานแสดงศิลปะ หลังจากที่ได้สร้าง
สัมพันธภาพกับหญิงสาวทั้งสามด้วยวิธีการอื่น ที่ไม่ใช่การจ่ายเงินเพื่อการเข้าถึงอวัยวะส่วนนั้น
ของพวกเธอ การพบปะกันคืนนี้ก็เป็นเพียงแค่พิธีการที่สบายๆเท่านั้นเอง ขณะที่พวกเรากำลังนั่ง
คุยกันอยู่  จู่ๆก็มีนักท่องเที่ยวเยอรมันขี้เมาสองคนแทรกพรวดเข้ามากลางวง เข้ามาตะคอกใส่
ริน และ เทีย ด้วยประโยคเชิญชวนที่นักท่องราตรีกรุงเทพมหานครใช้มานมนานกาเลแล้วว่า
“ทั้งคืนเท่าไหร่ ที่รัก” กับ “คิดเป็นชั่วโมงหรือเปล่าจ๊ะ น้องหนู”

“ถึงเวลาต้องทำงานแล้วนะคะ” รินพูดขึ้น

ผู้หญิงที่โต๊ะถัดไป ถอดจีสตริงออกแล้วเข้าไปคลอเคลียกับแขก เราขอบิลและเผ่นออกจากที่นั่น
โดยด่วนและมาเรียกแท็กซี่ที่ถนนใหญ่ พอเข้าไปนั่งเบาะหลังเข้าที่เข้าทางดีแล้ว สิทธิโชคก็พูด
ขึ้นว่า “ผมไม่ค่อยชอบมาที่อย่างนี้เท่าไหร่”

“ยังไงก็ขอบคุณที่อุตส่าห์ทำเพื่อฉันและแนะนำเพื่อนๆคุณให้ฉันรู้จักนะคะ”

“ด้วยความยินดีครับ คุณอยากจะไปที่ไหนอีกหรือเปล่าครับ”

“คิดว่าแค่นี้คงพอแล้วนะคะ ถ้าคุณไม่มีเพื่อนคนอื่นที่จะไปหาอีก ฉันขอกลับโรงแรมก็แล้วกัน
นะคะ”



 
 
 
 
 

Silpa: the Art of Love

Thai

• เรื่องย่อ
• บทที่ 1
• บทที่ 2

• บทที่ 3
• บทที่ 4
• บทที่ 5
•
บทที่ 6
•
บทที่ 7
•
บทที่ 8
•
บทที่ 9
•
บทที่ 10
•
บทที่ 11
•
บทที่ 12
• บทที่ 13
• บทที่ 14

English

• Trailer
• Chapter 1
• Chapter 2
• Chapter 3
• Chapter 4
• Chapter 5
• Chapter 6
• Chapter 7
• Chapter 8
• Chapter 9
• Chapter 10
• Chapter 11
• Chapter 12
• Chapter 13
• Chapter 14


 
©2007 FINE ART MAGAZINE
•The Great Fine Art Co.,Ltd.   919/1 The Silom Galleria Room 302 Silom Soi 19 Bangruk Bangkok 10500 Tel/Fax. 0 2630 3426 •
• Hill Park Condominium1 APT#1304, 9 M.1 Changpuek A.muang Chiang Mai 50300 Tel/Fax. 053-220522  E-mail: fineart@fineart-magazine.com •