Events

Published on January 25th, 2018 | by Chalotorn Anchaleesahakorn

0

AS FAR AS I CAN SEE

As far As I can see

โดย ชลิดา อัศวกาญจนกิจ

19 Jan – 23 Feb 2018 at Buffalo Bridge Gallery

การเดินทางคือการเรียนรู้ การเรียนรู้คือการเข้าใจ เมื่อเข้าใจเราก็จะรู้ว่าเรายังขาดอะไร เรามีอะไร เราต้องทำอย่างไร การเติบโตจึงเริ่มต้นขึ้น As far As I can see ไปให้ไกลเท่าที่เราจะไปได้ ไปเห็นให้มากที่สุดเท่าที่กำลังเราจะมี เท่าที่โอกาสจะเอื้ออำนวย ฟริ้ง ชลิดา อัศวกาญจนกิจ นักศึกษาสาวจากคณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร ตัดสินใจเรียนรู้สิ่งที่ตัวเองขาดจากนอกห้องเรียน การเดินทางออกนอกบ้านจึงเริ่มต้นขึ้น

ฟริ้งเริ่มเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรกตอนชั้นปีที่ 2 อินเดีย คือประเทศแรกที่เธอเลือกไปเยือน ด้วยคำกล่าวที่ว่า “ถ้าเราสามารถอยู่ที่อินเดียได้ เราก็สามารถอยู่ทุกที่บนโลกได้” ที่ใครหลายคนกล่าวไว้ ทำให้เธอเลือกพิสูจน์ตัวเองด้วยการเดินทางแสนโหดยังประเทศที่ทุกคนกล่าวขาน การเดินทางครั้งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นให้เธอเลือกปักหมุดที่ต่อไป ทว่าการเดินทางทุกครั้งที่ผ่านมาฟริ้งไม่ได้เดินทางคนเดียว เธอมีเพื่อนร่วมเดินทาง ช่วยคิด ช่วยวางแผน ช่วงกันแก้ปัญหา ประเทศส่วนใหญ่ที่ไปเยือนก็มีคนรู้จักพักอาศัยอยู่ แต่การเดินทางต้นกำเนิดนิทรรศการนี้ ถือเป็นการเดินทางนอกประเทศคนเดียวครั้งแรกที่ยาวนานกว่า 20 วัน 3 งานเทศกาลศิลปะ 2 ประเทศที่เต็มไปด้วยผู้คน อย่าง อิตาลีและเยอรมัน ภาษาอังกฤษที่เธอใช้สื่อสารในทุกที่ที่ไปมากลับไม่เป็นประโยชน์มากเท่าไหร่หากต้องการสื่อการกับคนท้องถิ่นของทั้งสองประเทศ ความใหม่ของทุกสิ่งอย่าง กลายเป็นเรื่องสนุกที่ท้าทายขีดความสามารถของเธอ มุมมองใหม่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางครั้งนี้

20 วันที่ผ่านมา

“มันสนุกจนเราอยากเอามาบอกคนอื่น” คือจุดเริ่มต้นของนิทรรศการที่เราเห็น Buffalo Bridge Gallery พื้นที่แนวใหม่ที่เปิดโอกาสให้งานทุกรูปแบบ กลุ่มคนทุกกลุ่ม สามารถเข้ามาสร้างสรรค์ จัดแสดง โชว์ของสื่อสารกับสาธารณะได้อย่างเต็มที่ ความที่เป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างต่องานศิลปะทุกรูปแบบทำให้ฟริ้งเลือกที่จะใช้พื้นที่แห่งนี้ในการนำเสนอผลงานของเธอเพื่อต้องการลบภาพนิทรรศการที่ผ่านๆ มา การทำงานศิลปะเพื่อตอบสนองหรือรองรับบางอย่างที่มากกว่าตัวเองคือระบบการสร้างสรรค์งานรูปแบบเดิมในสังคมไทย บางคนเดินเข้ามาอาจยังไม่รู้ว่าตอนนี้มีงานนิทรรศการจัดแสดงอยู่ แต่นั้นคือสิ่งที่เธอต้องการ ความต้องการที่อยากให้ศิลปะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ทุกคนสามารถเข้าถึงและเข้าใจในความงามของศิลปะได้

การจองที่พักที่ไม่ได้สวยงามแบบหน้าเวป

นิทรรศการแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ชั้นแรกเป็นเอกสารเล่าเรื่อง เคยมั้ยที่คุณเก็บตั๋วเครื่องบิน รถไฟ หนัง เอาไว้เพื่อระลึกถึงประสบการณ์ในครั้งนั้น ในส่วนนี้คุณจะได้พบกับเอกสารตั้งแต่ใบจองที่พักยาวไปจนถึงโปสการ์ดที่ส่งกลับบ้านหาตัวเองจากสถานที่ที่ไป ฟริ้งเล่าเรื่องการเดินทางตลอด 20 วันของเธอผ่านเส้น Timeline ให้เราได้ไล่ดู เหมือนเป็นไกด์บุ๊คการเดินทางขนาดย่อ ทุกชิ้นมีเรื่องราวแทรกอยู่ เริ่มต้นที่ใบจองที่พัก ความสวยหรูที่กฎในใบจองหาได้กฎเป็นที่พักจริง การจองล่วงหน้าบางครั้งเพื่อการขอเอกสารบางอย่าง แต่บางที่พักคล้ายคำพูดที่ว่า ไม่ตรงปก คือเมื่อไปถึงที่จริงกลับไม่ได้อย่างที่ต้องการ บางที่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่ม บางที่ความสะอาดไม่ได้มาตรฐานอย่างรุนแรง แต่แม้ที่พักจะไม่ได้ดีทุกที่ที่ไปแต่สิ่งที่ดีทุกครั้งที่เข้าที่พักคือเพื่อนใหม่ ข้อดีของการเดินทางคนเดียวคือคุณต้องคุยกับเพื่อนใหม่ไม่เช่นนั้นคุณก็ต้องคุยคนเดียว (บ้าไปอีก) หลายคนที่พบไม่ได้มาจากสายศิลปะการแลกเปลี่ยนจึงเกิดขึ้น ความรู้ใหม่ มุมมองใหม่ กรอบที่ขยายขึ้นจากที่ช่วยกันดันของคนรอบข้างทำให้เธอได้เติบโตขึ้น

ตั๋วเข้างาน Venice Biennale และแผ่นพับงานต่างๆ

จุดหมายของการเดินทางครั้งนี้คือเทศกาลศิลปะอย่าง Venice Biennale (อิตาลี, จัดขึ้นทุก 2 ปี) Documenta 14 (เยอรมัน, จัดขึ้นทุก 5 ปี) และ Skulptur Projekte (เยอรมัน, จัดขึ้นทุก 10 ปี) สามงานเทศกาลศิลปะขนาดใหญ่ของยุโรปที่จัดขึ้นในรอบเวลาต่างกันแต่ในปี 2017 ที่ผ่านมา ทั้ง 3 งานวนกลับมาครบรอบพร้อมกัน นี่คือเหตุผลใหญ่ที่ทำให้ฟริ้งตัดสินใจเดินทางต่อทั้งๆ ที่เพื่อนร่วมเดินทางไม่สามารถมาด้วยกันด้วย การตะลุยสามเทศกาลสองประเทศจึงเริ่มต้นขึ้น ผลงานที่จัดแสดงในงานเทศกาลทั้งสามคือสิ่งที่ได้รับการคัดสรรจากทั่วโลก ในส่วนของเทคนิค วิธีการ การนำเสนอความคิดคงไม่มีอะไรน่ากังขา ความใหม่ในโลกของศิลปะคือสิ่งที่เธอได้กลับมาเต็มๆ แต่สิ่งที่แฝงกลับมาคือสภาพบ้านเรือนและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนทั้งสองประเทศ เมืองที่เป็นรากฐานของศิลปะตะวันตก การวางผังเมือง ความกลมกลืนของสถาปัตยกรรมทั้งเก่าและใหม่ ความสวยงามจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ศิลปะถูกสอดแทรกอยู่ในทุกย่างก้าวของชีวิตประจำวันจนกลายเป็นส่วนหนึ่ง ผู้คนซึมซับศิลปะและสุนทรีย์เข้าไปโดยไม่รู้ตัว บางคนสร้างสรรค์งานศิลปะรูปแบบใหม่จากชีวิตประจำได้อย่างอิสระ ทุกก้าวที่เธอเดินไปจึงเป็นเส้นทางสายศิลปะทั้งสิ้น จึงเกิดเป็นผลงานในชั้นถัดไป งานไฟสีรุ้ง

ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเส้นทางรถไฟที่เธอใช้เป็นการเดินทางหลักในครั้งนี้

งานไฟสีรุ้ง คือการนำหลอดไฟนีออนสีต่างๆ มาต่อกันเป็นเส้นทาง โดยล้อมาจากทางเดินรถไฟที่เธอใช้โดยสารไปมาในช่วงเวลา 20 วัน เส้นสายของไฟเปรียบเสมือนสีการสะบัดสีไปบนเฟรมผ้าใบขนาดใหญ่ที่ในที่นี้คือห้องจัดแสดง สีแทนอารมณ์ตามจุดแลนด์มาร์คของแต่ละที่อาทิ เวนิส ฟลอเรนซ์ มิลาน และคัสเซอร์ เป็นต้น  ในส่วนของงาน Perfromance ดัดแปลงมาจากงาน VDO ที่เธอคอลลาจออกมาเป็นคลิปเดียวกันแล้วแปลงภาพให้เหลือเพียงแค่เสียงและส่งต่อให้นักแสดง Impervise เป็นการโต้ตอบแบบทันทีเพื่อส่งเสริมให้สื่อสารอารมณ์ออกมาได้อย่างเต็มที่

สุดท้ายแล้วการเดินทางในครั้งนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากอินเดียหรือความอยากไปงานเทศกาลศิลปะทั้ง 3 แห่ง แต่เริ่มต้นจากความกล้า ลบคำว่ากลัวออกไปจากหัวของตัวเอง กล้าที่จะออกเดินทางคนเดียว กล้าที่จะตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเอง กล้าที่จะรับผิดชอบชีวิตตัวเองในทุกก้าวที่เดิน และกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเอง สิ่งที่ได้กลับมาก็ไม่ใช่งานศิลปะหรือมุมมองทางด้านศิลปะเช่นกัน แต่คือมุมมองในการเลือกใช้ชีวิตในเส้นทางที่ตัวเองต้องการ สุดท้ายนี้ฟริ้งได้ขยายความคำว่างานนิทรรศการศิลปะและผลงานศิลปะอย่างที่เราเคยเข้าใจออกไปในอีกระดับหนึ่ง แม้ตัวเองจะยังเรียนอยู่และยังติดอยู่ในระบบ แต่ความคิดของเธอนั้นได้วางแผนเส้นทางนอกกรอบเอาไว้เรียบร้อยแล้ว

ชลิดา อัศวกาญจนกิจ


About the Author

Chalotorn Anchaleesahakorn

ชอบเดินทาง เขียนได้บ้าง ดื่มได้เยอะกว่า



Back to Top ↑