Events

Published on December 14th, 2020 | by anaras

0

ศิลปะ “สร้างเรื่อง” จากย่านเมืองเก่า

เช่นเดียวกันกับ Bangkok Art Biennale ครั้งแรกเมื่อปีก่อน พื้นที่แสดงผลงานในบางกอกอาร์ตเบียนนาเล่ปีนี้ยังคงแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่ม ได้แก่ พื้นใจกลางเมืองและพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งสองพื้นที่เป็นสัญลักษณ์ของกรุงเทพมหานครในบริบทของห้วงเวลาที่แตกต่างกัน — อดีตอันเรืองรองกับปัจจุบันอันอันทันสมัย — โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ริมน้ำ ซึ่งประกอบไปด้วยวัดวาอารามและสถานที่ทางวัฒนธรรมต่างๆ ที่ล้วนมีประวัติความเป็นมาอย่างยาวนาน และเปี่ยมไปด้วยบริบทเฉพาะตัว

ผลงานศิลปะที่จัดแสดงตามสถานที่เหล่านี้ จึงมักเป็นผลงานที่ถูกสร้างขึ้นใหม่เพื่อสร้างความหมายร่วมไปกับบริบทของพื้นที่ หรือหากไม่ได้เป็นผลงานใหม่ ก็จะเป็นการคัดเลือกผลงานที่มีอยู่แล้วมาทำให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่มากที่สุด ก่อให้เกิด “เรื่องราว” เฉพาะตัวของผลงานศิลปะที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “ศิลปะเฉพาะพื้นที่” (Site-specific art)

กลุ่มงานศิลปะเฉพาะพื้นที่ที่กระจายตัวอยู่ในย่านเมืองเก่า มีความจริงจังในการพยายามแทรกตัวเข้ากับบริบทของแต่ละพื้นที่ในระดับที่แตกต่างกัน ในขณะที่ศิลปินบางส่วนตั้งต้นจากประสบการณ์หรือทัศนคติของตัวเอง นำมาผูกเข้ากับความหมายพื้นที่ อีกส่วนหนึ่งก็เลือกที่จะขับเน้นความหมายของพื้นที่ให้โดดเด่นขึ้นด้วยผลงานศิลปะ ปฏิสัมพันธ์ที่สะท้อนกลับไปมาระหว่างศิลปิน งานศิลปะ และสถานที่จัดแสดง เช่นนี้เอง จึงทำให้งานศิลปะเฉพาะพื้นที่มีความน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

สำหรับสถานที่แสดงงานในย่านเมืองเก่าของ BAB2020 ยังคงประกอบไปด้วยวัดหลวงทั้งสามจากสองปีก่อน คือ วัดโพธิ์ วัดอรุณ และวัดประยูร บวกกับอีกสองสถานที่เพิ่มเข้ามาใหม่อย่างมิวเซียมสยาม และล้ง 1919 

อย่างไรก็ดี เนื่องด้วยสถานการณ์ COVID-19 ส่งผลให้ศิลปินต่างชาติจำนวนมากไม่สามารถเดินทางมาสร้างสรรค์ผลงานในประเทศไทยได้โดยตรง ภาพความหลากหลายของการตีความบริบททางวัฒนธรรมไทยโดยชาวต่างชาติที่เคยมีใน BAB2018 จึงขาดหายไปจากพื้นที่แสดงงานอันมีศักยภาพเหล่านี้ คงเหลือแต่ผลงานศิลปะจากศิลปินไทยเป็นส่วนใหญ่

มิวเซียมสยาม
(เอื้อเฟื้อภาพโดย Bangkok Art Biennale)

ผลงานที่น่าสนใจชุดแรกปรากฏขึ้นตรงสนามหญ้าหน้าอาคารจัดแสดงนิทรรศการหลักของ มิวเซียมสยาม หรือสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ ซึ่งแต่เดิมเคยเป็นที่ตั้งของวังเจ้านายตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ ก่อนจะมีการสร้างอาคารหลังปัจจุบันขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 เพื่อใช้เป็นที่ทำการของกระทรวงพาณิชย์ และปรับมาเป็นมิวเซียมสยามในปัจจุบัน ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้ยังมีทางเข้าสู่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินผุดขึ้นมาตรงกลางลานกว้างด้านหน้าอาคารพอดิบพอดี

การเปลี่ยนแปลงอันมีสีสันตลอดระยะเวลานับร้อยปีเหล่านี้ เป็นที่เข้าใจโดยคนรุ่นหลังได้ก็ด้วยกระบวนการทางโบราณคดี มิวเซียมสยามถือเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ของกรุงเทพฯ ชั้นในที่มีการขุดค้นทางโบราณคดีบ่อยครั้งมากที่สุด นับตั้งแต่การปรับปรุงเป็นอาคารจัดแสดงหลักของมิวเซียมสยามเมื่อปี พ.ศ. 2550 ก่อนจะได้รับการขุดค้นอีกครั้งเมื่อคราวก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงิน สถานีสนามไชย ซึ่งทุกวันนี้ก็ได้มีการจัดแสดงหลุมขุดค้นทางโบราณคดีจำลองพร้อมนิทรรศการขนาดย่อมเอาไว้ที่มุมหนึ่งของสถานี เปิดโอกาสให้ผู้คนที่เดินทางผ่านไปมาได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของย่านเก่าแห่งนี้อีกด้วย

นิพันธ์ โอฬารนิเวศน์ ศิลปินและอาจารย์สอนศิลปะจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เริ่มต้นสร้างผลงานสำหรับ BAB2020 จากความสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาอันยาวนานของพื้นที่แห่งนี้ โครงการศิลปะระยะยาวของเขาจะทำการขุดลงไปในพื้นดินของลานด้านหน้ามิวเซียมสยาม เมื่อพบอะไรก็จะนำขึ้นมาจัดแสดงภายในห้องว่างบริเวณชั้นหนึ่งของอาคารจัดแสดงหลัก ในขณะเดียวกันก็จะบันทึกภาพการทำงานของศิลปินถ่ายทอดออกอากาศอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาการจัดแสดงนิทรรศการถึงปลายเดือนมกราคม

Arunothai (Dawn) จึงเปรียบเสมือนการเชื่อมโยงบริบทของประวัติศาสตร์เข้ากับความเป็นร่วมสมัย ผ่านการลอกเลียนกระบวนการทางโบราณคดี ควบคู่ไปกับการนำเสนอในนามศิลปะร่วมสมัย เป็นเรื่องน่าสนใจว่าสองศาสตร์ที่ซึ่งดูเหมือนจะอยู่ตรงกันข้ามอย่างสุดขั้วนี้จะประสานเข้าด้วยกันได้อย่างไร และศิลปินจะทำอย่างไรให้ผลงานของเขาไม่ใช่เพียง “งานโบราณคดีสมัครเล่น” (pseudoarchaeology)

ถัดออกมาไม่ไกลที่วัดโพธิ์หรือ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร — วัดหลวงประจำรัชกาลที่ 1 อันเต็มไปด้วยงานช่างไทยอันวิจิตรตระการตา — เป็นที่อยู่ของผลงานจากศิลปินต่างชาติและศิลปินไทย คือ อนิช คาพัวร์ (Anish Kapoor) และอัฐพร นิมมาลัยแก้ว

ผลงานของ อัฐพร นิมมาลัยแก้ว มีที่มาจากภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ปรากฏอยู่ภายในวัดโพธิ์ เขาถ่ายทอดภาพบุคคลปัจจุบันและโบราณหลากหลายเชื้อชาติในท่านั่งสมาธิ นำเสนอด้วยวิธีที่เขาถนัดอย่างการวาดภาพบนผ้าโปร่งบางเบา ซ้อนทับสลับกันหลายชั้น แขวนลอยเอาไว้ภายในวิหารนาคปรก (หนึ่งในวิหารทิศทั้งสี่รอบพระอุโบสถของวัดโพธิ์) นอกจากภาพบุคคลนั่งสมาธิแล้ว บนผืนผ้าพลิ้วไหวยังกระจัดกระจายไปด้วยทีแปรงสีสะท้อนแสง ส่องประกายเจิดจรัสท่ามกลางความสงบด้านในวิหาร

ผลงานชุดนี้มีชื่อว่า Invisible World โลกที่มองไม่เห็นหรือมิติที่เหนือไปจากการรับรู้ของเรา ในที่นี้อาจหมายถึงสภาพแวดล้อมที่ตัวชิ้นงานได้สร้างขึ้นซ้อนทับอยู่ภายในอาคารโบราณสถานอันเก่าแก่ อัฐพรปลุกบริบทของสิ่งที่หลับไหลอยู่แต่ในความทรงจำอันรางเลือน (เรือนร่างในภาพจิตรกรรมเก่าแก่) ประกอบสร้างเป็นภาพอันน่าประทับใจและน่าเกรงขามที่รายล้อมผู้ที่เข้ามาสักการะพระนาคปรก อีกทั้งยังเชื่อมโยงบริบทไปถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพื้นที่อีกด้วย

ภายในศาลาการเปรียญวัดโพธิ์ ปรากฏวัตถุสีแดงขนาดใหญ่มหึมาอยู่ตรงกลางห้อง ก้อนขี้ผึ้งสีแดงเข้มรูปครึ่งวงกลมถูกยึดเอาไว้ด้วยโครงสร้างที่ประกอบจากคาน โซ่ และใบมีดเหล็ก ทำหน้าที่เสมือนเครื่องจักรที่บรรจงเจียรผิวขี้ผึ้งให้กลายสภาพเป็นส่วนโค้งสมบูรณ์แบบ เศษขี้ผึ้งสีแดงหล่นกระจายอยู่ด้านล่างดูตัดกับพื้นหินอ่อนสีขาวสะอาด แต่ในทางกลับกัน สีแดงนั้นก็ดูละม้ายคล้ายสีแดงชาดของเพดานศาลาการเปรียญ

งานประติมากรรมจัดวางชุดนี้เป็นหนึ่งในผลงานอีกหลายชิ้นของ อนิช คาพัวร์ ที่ถูกคัดมาจัดแสดงใน BAB2020 Push Pull II (2009) เป็นผลงานที่มีชื่อเสียงมากชิ้นหนึ่งของคาพัวร์ ได้รับการจัดแสดงมาแล้วหลายครั้งทั่วโลก จังหวะของการผลักและการดัน เมื่อประกอบเข้ากับตัววัสดุขี้ผึ้งสีแดงเลือด เปรียบเสมือนการสื่อถึงจังหวะแห่งชีวิตต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการทำงานประสานระหว่างสองกระบวนการ อย่างการหายใจ หรือการคลอดลูก ผลงานชิ้นนี้จึงสื่อสารถึงวิถีแห่งชีวิตตามธรรมชาติ และดูจะสมเหตุสมผลเป็นอย่างดีเมื่อมันถูกนำเข้ามาติดตั้งในศาสนสถาน เบื้องหน้าพระประธานภายในศาลาการเปรียญ สะท้อนถึงสัจธรรมอันเป็นแก่นของปรัชญาทางพุทธศาสนา

ผลงานอีกชิ้นหนึ่งของคาพัวร์จัดวางโดดเด่นกลางสนามหญ้าด้านหน้าพระปรางค์สูงใหญ่ของ วัดอรุณราชวราราม Sky Mirror (2018) ไม่มีอะไรมากไปกว่าแผ่นสเตนเลสทรงเลนส์เว้าผิวเงาวับ ตั้งเอียงรับเงาสะท้อนจากท้องฟ้าสมชื่อ

แตกต่างจากความกลมกลืนของขี้ผึ้งสีแดงที่วัดโพธิ์ ความแวววาวของวัสดุสเตนเลสอันเป็นตัวแทนของยุคสมัยใหม่ จึงดูขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับสิ่งต่างๆ ที่รายล้อมตัวมันอยู่ กลวิธีที่แตกต่างกันมากนี้แสดงถึงความหมายของผลงานที่ไม่เหมือนกัน จากขี้ผึ้งไร้รูปถูกใบมีดผลักและดันซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนโค้งสมส่วน สะท้อนถึงนัยแห่งชีวิตที่ก่อกำเนิดจาก “ภายใน” ส่วนกระจกสเตนเลสกำลังสะท้อนปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นท่ามกลางสภาพแวดล้อม “ภายนอก” เมื่อเราไม่สามารถควบคุมธรรมชาติของก้อนเมฆ สายลม แสงแดด หรือหยาดฝนได้ ภาพที่ปรากฏให้เห็นบนแผ่นสเตนเลสจึงไม่อาจ—และไม่สามารถ—จะเหมือนกันได้เลยแม้สักวินาทีเดียว

อาณาบริเวณรอบพระบรมธาตุมหาเจดีย์ วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร เป็นที่จัดแสดงผลงานที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและความตาย เมื่อพูดถึง “ความตาย” ในแวดวงศิลปะร่วมสมัยไทย แน่นอนว่าชื่อแรกๆ ที่หลายคนจะนึกถึงต้องเป็นศิลปินหญิงรุ่นใหญ่ อารยา ราษฎร์จำเริญสุข เธอยังคงใช้ความตายเป็นหัวข้อหลักสำหรับผลงานศิลปะใน BAB2020 ซึ่งเข้ากันได้เป็นอย่างดีกับบริบทของเจดีย์ ศาสนสถานอันมีที่มาจากการระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ปรินิพพานไปแล้ว

(เอื้อเฟื้อภาพโดย Bangkok Art Biennale 2020)

ผลงานของอารยาไม่ได้ปรากฏให้เห็นเป็นรูปเป็นร่าง แต่สามารถได้ยินผ่านงานจัดวางเสียงที่ดังออกมาจากลำโพงตัวเล็กๆ ติดตั้งกระจายไปตามซุ้มโค้งรอบระเบียงคด เสียงเหล่านี้คือเนื้อหาที่ตัดตอนมาจากนิยายเรื่องใหม่ A Novel in Necessity’s Rhythm ซึ่งอารยาแต่งขึ้นสำหรับ BAB2020 โดยเฉพาะ เป็นเรื่องราวของการหวนระลึกถึงความทรงจำในอดีตที่ปรากฏผ่านม่านหมอกของความตาย โดยท่อนที่เธอเลือกมาบรรยายนี้เป็นบทสนทนาระหว่างวิญญาณสองดวง—ผู้หญิงชุดดำและชายชรา—ที่ท่าน้ำโรงพยาบาลศิริราช ตัวชายชราเองดูจะปล่อยวางชีวิตทางโลกได้แล้ว ทว่าหญิงชุดดำกลับยังห่วงหาอาลัยเหมือนคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ก่อให้เกิดความลังเลว่าจะไปเกิดใหม่ดีหรือไม่

เสียงจากลำโพงแต่ละตัวจะค่อยๆ ดังออกมาเมื่อมีคนเดินผ่านเซนเซอร์ที่ติดเอาไว้ตามเสาแต่ละต้น เกิดเป็นห้วงกังวานของเสียงพูดผะแผ่วของอารยา เปล่งสลับกันไปมาส่อสำเนียงให้เกิดความรู้สึกลึกลับ สอดรับกับบรรยากาศโดยรอบของผนังระเบียงคดที่ประดับด้วยช่องเก็บอัฐิเรียงรายยาวไปไม่สิ้นสุด

ปิดท้ายกลุ่มผลงานจากย่านเมืองเก่าด้วยสถานที่จัดแสดงใหม่ที่เพิ่งได้รับการเพิ่มเข้ามาในปีนี้ นั่นคือ ล้ง 1919 ย่านโกดังและท่าเรือเก่าที่ถูกปรับมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวริมน้ำ แหล่งรวมร้านค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และแกลเลอรีร่วมสมัย แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของอาคารเก่าอายุกว่าร้อยปี และศาลเจ้าแม่หม่าโจ้วอันศักดิ์สิทธิ์

จุรีพร เพชรกิ่ง ศิลปินไทยเชื้อสายจีนเลือกใช้ห้องเล็กๆ จำนวนสองห้องในตึกแถวโบราณของล้ง เป็นสถานที่จัดแสดงงานศิลปะจัดวางและการแสดงสด ในแต่ละห้องกองสุมไปด้วยกระสอบพลาสติกหลายใบที่พอง-ยุบ สลับกันไป ด้วยกลไกมอเตอร์ที่สูบลมเข้าและออก ชั่วขณะหนึ่งพวกมันจะขยายใหญ่จนกินเนื้อที่เกือบถึงเพดาน ก่อนจะค่อยๆ ลดระดับลงจนแบนราบเกือบติดพื้น 

กระสอบพลาสติกเหล่านี้คือการเปรียบเปรยถึงกระสอบข้าวสารที่ชาวจีนอพยพส่วนใหญ่จำต้องแบกหามเมื่อครั้งอดีต พวกเขาต้องอดทนต่อความยากลำบากและการเลือกปฏิบัติของชาวสยาม อาชีพใช้แรงงานจึงเป็นอาชีพหลักของชาวจีนโพ้นทะเล ก่อนจะสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาได้ อาการพองยุบชวนให้เรานึกถึงลมหายใจอันเหน็ดเหนื่อยที่คอยผลักดันชีวิตให้ก้าวต่อไปในแต่ละวัน

(เอื้อเฟื้อภาพโดย Bangkok Art Biennale 2020)

เรื่องราวที่บอกเล่าผ่านผลงาน Chinese: Place of Diasporas (2020) พาเราย้อนกลับไปพิจารณาบทบาทของดั้งเดิมของล้ง 1919 ซึ่งเคยถูกใช้เป็นท่าเรือรับส่งสินค้าจากหัวเมืองต่างๆ มาก่อน นอกจากนี้ ภาพของแรงงานชาวจีนพลัดถิ่นในอดีตยังถูกปลุกให้มีชีวิตอีกครั้งผ่านการแสดงสด จุรีพรจะเย็บกระสอบพลาสติกทีละใบๆ บนจักรเย็บผ้าตลอดทั้งวันเพื่อสื่อถึงหน้าที่ประจำวันอันน่าเบื่อหน่ายของหญิงสาวชาวจีนที่เคยอาศัยอยู่ที่ล้งในช่วงเวลาหนึ่ง       

แม้ความหลากหลายของพื้นที่จัดแสดงและตัวผลงานจะลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด แต่เราก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าผลงานศิลปะข้างต้นเหล่านี้ไม่มีความน่าสนใจ ทางคณะผู้จัดงานยังคงประสบความสำเร็จในการจัดวางตำแหน่งแห่งที่ให้กับผลงานแต่ละชิ้นได้อย่างเหมาะสม จนสามารถนิยามได้ว่าเป็นงานศิลปะเฉพาะพื้นที่ได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะการสร้างบริบทเชิงความหมายที่ค่อนข้างหนักแน่นให้กับผลงานชุดเก่าของอนิช คาพัวร์ ถือเป็นการพลิกแพลงที่น่าสนใจไม่น้อย.


About the Author

anaras



Back to Top ↑
  • Fine Art Magazine No.135

  • 10th UOB Painting of The Year

    10th UOB Painting of The Year

    นิทรรศการออนไลน์
    การประกวดจิตรกรรมยูโอบี ครั้งที่ 10

  • International Biennial Print 2020 R.O.C

    International Biennial Print 2020 R.O.C

    Call for Submissions 2019.12.3 – 2020.2.5
    www.ntmofa.gov.tw

  • Sylvie Blum – Naked Beauty

  • Archives