Events

Published on December 4th, 2018 | by Nina NTK

0

Bangkok Art Biennale เทศกาลศิลปะนานาชาติใจกลางกรุงเทพฯ

อาคาร BAB Box

Bangkok Art Biennale เทศกาลศิลปะนานาชาติใจกลางกรุงเทพฯ

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยต่างเผชิญกับปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าในหลายพื้นที่ ทั้งปัญหาความรุนแรง การก่ออาชญากรรม ความขัดแย้งทางเชื้อชาติ ศาสนา ความไม่มีเสถียรภาพจากการปกครองทางการเมือง รวมถึงปัญหาจากเศรษฐกิจ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพลังในแง่ลบที่ส่งผลระยะยาวต่ออารมณ์เศร้าและความท้อแท้ภายในจิตใจของทุกคนไม่ว่าจะประสบกับเหตุการณ์เหล่านั้นโดยตรงหรือไม่ จนบางครั้งเราอาจลืมไปแล้วว่าความสุขของเราเคยมีหน้าตาอย่างไร? แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข? ในขณะที่ความสุขในชีวิตประจำวันค่อยๆ จางหายไปจากความวุ่นวายของชีวิต การใคร่ครวญถึงต้นตอของปัญหาจึงอาจนำพาให้เราคิดไปไกลกว่าความสุขที่เห็นอยู่ตรงหน้าหรือความสุขทั่วไป จนเกิดการตั้งคำถามใหม่ขึ้นมาว่า ความสุขที่แท้จริงคืออะไร? และจะทำอย่างไรให้ผู้คนภายในประเทศไปถึงจุดที่ว่านั้น?

‘Beyond Bliss’ จึงเป็นโจทย์แท้จริงที่เราทุกคนกำลังแสวงหาคำตอบบนโลกแห่งความวุ่นวาย ซึ่งเป็นที่มาของหัวข้อในเทศกาล Bangkok Art Biennale ครั้งนี้ เราจะได้เห็นการตีความของศิลปินมากกว่า 75 คน จาก 33 ประเทศทั่วโลก ในบทบาทที่แตกต่างกันโดยมีตัวแปรสำคัญคือ ชิิ้นงาน กลุ่มผู้ชม และพื้นที่จัดแสดงงาน โดยพื้นที่จัดแสดงยังแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ พื้นที่ใจกลางเมืองย่านศูนย์การค้าและธุรกิจ (city route) และพื้นที่เมืองเก่าติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา (river route) ความแตกต่างของพื้นที่จัดแสดงย่อมมีความสัมพันธ์โดยตรงต่อชิ้นงานที่จัดแสดง ดังนั้นบทความนี้จึงขอนำเสนอเนื้อหาที่มีประเด็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่กับชิ้นงาน โดยใช้พื้นที่ใจกลางเมือง ทั้ง 5 แห่ง มาเป็นส่วนวิเคราะห์ประเด็นดังกล่าว ได้แก่ บริเวณห้างสรรพสินค้าต่างๆ, อาคาร BAB Box, Alliance Française Bangkok, Theatre of Indulgence Gallery และบ้านปาร์คนายเลิศ

บริเวณศูนย์การค้าต่างๆ และพื้นที่ใจกลางเมือง

ห้างสรรพสินค้าต่างๆ และพื้นที่ใจกลางเมือง เช่น Central World /Siam Paragon/Siam Discovery/Siam Square One/ The EmQuartier/ Central Embassy และ พื้นที่ด้านหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร  คือ พื้นที่ที่ผู้ชมสามารถเข้าถึงได้ง่ายที่สุด ชิ้นงานที่จัดแสดงจึงมักมีขนาดใหญ่ สีสันสดใส และสะดุดตา พร้อมทั้งสามารถแสดงให้ผู้ชมดูได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของชิ้นงาน ป็อป อาร์ต โดยเนื้อหาส่วนใหญ่มักมีการเล่าเรื่องราวโดยใช้บริบททางสังคมเพื่อสะท้อนถึงประเด็นต่างๆ ผ่านผลงานศิลปะ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับสังคมบริโภคนิยมและวัตถุนิยม  ดังจะเห็นได้จากผลงานของ ชเว จอง ฮวา (Choi Jeng Hwa) ศิลปินและนักออกแบบชาวเกาหลีใต้ ที่มักหยิบจับวัสดุสำเร็จรูป วัสดุรีไซเคิล รวมถึงวัสดุที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะพลาสติกมาสร้างสรรค์เป็นผลงานศิลปะจัดวาง ประติมากรรม และแฟชั่น ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจตามรูปแบบวัฒนธรรมป็อป

‘Happy Happy Project: Basket Tower’ (2018) โดย ชเว จอง ฮวา Cr. BAB

ตามห้างสรรพสินค้าและพื้นที่ใจกลางกรุงอื่นๆ เรามักจะเห็นผลงานประติมากรรมและงานจัดวางของ ชเว จอง ฮวา ถูกจัดแสดงสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปในพื้นที่ต่างๆ ทั่วกรุงเทพมหานคร ในผลงานชุด Happy Happy Project แสดงเป็นรูปทรงของบอลลูนสีสันสดใสที่มอบความสุขให้กับผู้พบเห็น เช่น ‘Love Me Pink Pig’ (2013) ‘Fruit Tree’ (2017) ‘About Being Irritated’ (2016) ซึ่งเป็นรูปแบบที่คล้ายคลึงกับผลงาน ‘Equilibrium’ (2013) ของ สนิทัศน์ ประดิษฐ์ทัศนีีย์ ที่จัดแสดงในห้างสรรพสินค้า The EmQuartier นอกจากนี้ยังมีผลงานอื่นๆ ที่สะท้อนประเด็นเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมจากการใช้พลาสติกของคนในสังคมที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี เช่น ผลงาน ‘Basket Tower’ (2018) ในพื้นที่ของหอศิลป์กรุงเทพฯ และผลงาน ‘Anthuriums Flowers’ (2016-2017) หรือ ดอกหน้าวัวพลาสติกสีสด ที่สื่อให้เห็นถึงความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมในสังคมบริโภคนิยม พร้อมทั้งอธิบายถึงความไม่เป็นธรรมชาติและความล้นเกินของวัตถุที่ออกมาจากสีสันอันจัดจ้านของดอกไม้ รวมถึงการประชดประชัดที่แม้แต่พืชพรรณยังกลายเป็นพลาสติก คล้ายคลึงกับผลงาน ‘Breathing Flower’ (2017) หรือ ดอกไม้พลาสติกยักษ์ที่จัดแสดงอยู่ด้านหน้า BAB Box ที่ขยับเคลื่อนไหวราวกับลมหายใจของธรรมชาติที่กำลังโรยรา นอกจากผลงานของ ชเว จอง ฮวา แล้วยังมีผลงานของ ราฟ ทูเทน ที่ใช้บริบทของสภาพแวดล้อมในสัมคมเมืองเข้ามาสร้างบรรยากาศให้กับชิ้นงานดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

‘Happy Happy Project: About Being Irritated’ (2016) โดย ชเว จอง ฮวา

‘Happy Happy Project: Love Me Pink Pig’ (2013) โดย ชเว จอง ฮวา Cr. BAB

‘Happy Happy Project: Fruit Tree’ (2017) โดย ชเว จอง ฮวา

‘Happy Happy Project: Alchemy’ (2018) โดย ชเว จอง ฮวา

‘Happy Happy Project: Anthuriums Flowers’ (2018) โดย ชเว จอง ฮวา

ราฟ ทูเทน ช่างภาพที่มีชื่อเสียงจากภาพถ่ายแนวพอร์ตเทรตและสถาปัตยกรรมที่ ในปี 2003 ราฟได้ย้ายสตูดิโอมาที่กรุงเทพมหานครและเริ่มถ่ายภาพกรุงเทพยามค่ำคืน จนกลายมาเป็น photo book ชื่อ ‘Bangkok Noir’ ในผลงาน ‘Asian Workers Covered’ (2018) ที่จัดแสดงอยู่บริเวณด้านหน้าหอศิลป์กรุงเทพฯคือโปรเจคที่พัฒนาต่อมาจาก Ratchaburi Constrction Workers Open Air เป็นการนำเสนอภาพของผู้ใช้แรงงานหลากเชื้อชาติในเมืองราชบุรี เพื่อสื่อถึงปัญหาเกี่ยวกับปัญหาแรงงานในสังคมไทย รวมถึงการสะท้อนไปยังชนชั้นทางสังคมที่เกิดขึ้นจากระบบทุนนิยมดังกล่าว คล้ายคลึงกับประเด็นร่วมในผลงานของ กวิตา วัฒนะชยังกูร ที่จัดแสดงในพื้นที่ด้านนอกของศูนย์การค้า Central World ที่พูดถึงประเด็นของแรงงาน สิทธิสตรี และการผลิตในเชิงอุตสาหกรรม

‘Asian Workers Covered’ (2018)

ทั้งนี้ผลงานของทูเทนและกวิตาที่มีขนาดใหญ่และติดตั้งในพื้นที่ที่มีผู้คนสัญจรไปมายังเป็นการเรียกร้องให้ผู้คนตระหนักถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่เกิดขึ้น และเรียกร้องไปถึงคุณค่าของผู้ใช้แรงงานที่ควรได้รับสิทธิเท่าเทียมกับชนชั้นอื่นๆ ในสังคม นอกจากประเด็นเหล่านี้ ผลงานของ ทูเทน ยังพูดถึงปัญหาจากมลภาวะทางอากาศที่สะสมในกรุงเทพมหานครตามสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ในเขตก่อสร้างที่กำลังถูกพัฒนาให้เป็นย่านธุรกิจ หรือแม้แต่พื้นที่ใจกลางกรุงที่แน่นขนัดไปด้วยการจราจรอันคับคั่งก็ตาม สิ่งเหล่านี้สะท้อนไปถึงมลพิษที่กำลังก่อตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ และเป็นปัญหาสำคัญที่ผู้คนในสังคมเมืองกำลังเผชิญ

นอกจากผลงานที่มีประเด็นหนักๆ แล้ว ยังมีผลงานสีสันน่ารักสดใสที่คอยมอบความสุขให้กับผู้ชมที่จับจ่ายใช้สอยภายในพื้นที่ห้างสรรพสินค้า เช่น ผลงานฟักทองลายจุด ของ ยาโยอิ คุซามะ ในรูปแบบศิลปะจัดวางซึ่งจัดบริเวณพื้นที่โถงกว้างด้านในของห้างสรรพสินค้า Central World และ Siam Paragon  รวมถึง ผลงานของ อังกิ ปูร์บันโดโน ในผลงานชุด ‘Flower Power’ (2018) และผลงาน ‘Mamuang for BAB 2018’ ของ วิศุทธิ์ พรนิมิตร ที่ช่วยสร้างสีสันให้กับพื้นที่ภายในห้างสรรพสินค้าให้ผู้ชมสามารถใกล้ชิดกับผลงานได้อย่างอิสระ

’14 Pumpkins’ (2017)

 

‘I Carry on Living with The Pumpkins’ (2016)

BAB Box ที่ทำการหลักของบางกอก อาร์ต เบียนนาเล่

BAB Box พื้นที่ทำการหลักของ Bangkok Art Biennale อยู่บริเวณหัวมุมของแยกถนนวิทยุ ฝั่งตรงข้ามสวนลุมพินี พื้นที่นี้เป็นอาคารขนาด 2 ชั้น ที่รองรับผลงานของศิลปิน 9 คน ได้แก่ Marina Abramović, นที อุตฤทธิ์, AES+F, ศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ, กลุ่มฮูปแต้ม ลาว-ไทย, ชเว จอง ฮวา, จานัน และศิลปินในตำนานอีก 3 คน คือ ฟรานเชสโก้ คลีเมนเต้ ฌอง-มิเชล บาสเคีย และ แอนดี้ วอร์ฮอล์ โดยเนื้อหาที่ปรากฏในพื้นที่นี้มีการตีความหัวข้อ ‘Beyond Bliss’ ที่มีความแตกต่างกัน เช่น การตีความไปถึงความสงบและสันติสุข ความไม่จีรังของชีวิต หรือแม้แต่การจำลองสภาวะ Beyond Bliss ขึ้นมา ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่มักเชื่อมโยงกับความเชื่อทางศาสนา ความดี-ความชั่ว และสภาวะจิตใจ เช่น ผลงาน Standing Structures for Human Use, 2017 โดย Marina Abramović ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนเข้ามาสัมผัสกับแท่งคริสตัลบำบัด พร้อมกับการใส่ที่ครอบหูตัดเสียงรบกวนจากโลกภายนอก เพื่อค้นหาความสงบภายในจิตใจและสำรวจความนึกคิดของตนเองอย่างมีสติ คล้ายกับแนวทางปฏิบัติตามหลักพุทธศาสนา

‘Standing Structures for Human Use’ (2017) โดย Marina Abramović

 

นอกจากผลงานของ อบราโมวิช ที่เชิญชวนให้ผู้ชมเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับผลงานแล้ว ยังมีผลงานอีกจำนวนไม่น้อยที่เกี่ยวข้องกับศาสนา ซึ่งใช้การอุปมาอุปไมยเพื่ออธิบายแนวคิด เช่น ‘ความสุขสงบ’ (2018) และ ‘ความสุขสงบ…ในสวน’ (2018) ของศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ ในภาพวาดสีน้ำมันของโครงกระดูกมนุษย์ที่สื่อถึงความไม่ยั่งยืนของสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ซึ่งแสดงถึงทัศนคติเกี่ยวกับความตายของเธอว่าเสมือนการเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ นอกจากผลงานของศรีวรรณแล้ว ยังมีผลงานที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกันซึ่งใช้สัญลักษณ์ทางประติมานวิทยาเข้ามาเล่าเรื่อง เช่น ‘The introspection’ และ ‘Allegory of the end and resistance’ ของนที อุตฤทธิ์ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการสำนึกในบาป ความทรมาน ความหลงผิด หรือการบุบสลายของสังขารอันสะท้อนถึงความไม่แน่นอนของชีวิตบนโลก

‘The Introspection’ (2018) โดย นที อุตฤทธิ์

รวมไปถึงผลงานชั้นครูอย่างฟรานเชสโก้ คลีเมนเต้ ใน ‘Shadow IV-XI’ ที่มีการใช้สัญลักษณ์นามธรรม เช่น อวัยวะร่างกาย ธง ดาว พระจันทร์ ฯลฯ เข้ามาวาดบนฉากหลังด้วยลายเส้นแบบจิตรกรรมอินเดีย เพื่ออธิบายถึงเรื่องราวปริศนาธรรม การเวียนว่ายตายเกิด ธรรมชาติ และความไม่จีรังของชีวิต เนื้อหาเหล่านี้ยังสะท้อนไปถึงมุมมองทางศาสนา-ความเชื่อของชาวซีกโลกตะวันออก รวมถึงทัศนคติ การทำงานและประสบการณ์ส่วนตัวของศิลปินที่มีต่อชีวิตและการแสวงหาความสงบในโลกหน้า

‘Shadow IV-XI’ โดย ฟรานเชสโก้ คลีเมนเต้

นอกจากผลงานเชิงสัญญะที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับศาสนาแล้ว ยังมีผลงานอื่นๆ ที่สะท้อนถึงสภาพสังคมในปัจจุบันผ่านวิธีการเล่าเรื่องที่ต่างกัน เช่น จิตรกรรมชุด ‘สินไซ เดินดง’ (2018) โดยกลุ่มฮูปแต้ม ลาว-ไทย  ซึ่งใช้เค้าโครงเรื่องมาจากวรรณกรรมพื้นบ้านเรื่องสังข์ศิลป์ชัยที่เป็นเรื่องราวของชายหนุ่มผู้ออกเดินทางตามหานางสุมุนฑา ซึ่งถูกยักษ์ลักพาตัวไป วิธีการเล่าเรื่องในจิตรกรรมชุดนี้เป็นวิธีการเดียวกับการเล่าเรื่องของจิตรกรรมโบราณบนฝาผนังในโบสถ์-วิหาร ที่ปรากฏในสิมภาคอีสานและลาว โดยมีการปรับเนื้อหาและสภาพแวดล้อมในการเดินทางของสินไซจากเวียงจันทร์มายังกรุงเทพมหานครแทน พร้อมทั้งใช้บริบทแวดล้อมให้เป็นเรื่องราวในปัจจุบัน ‘สินไซ เดินดง’ (2018) จึงเป็นจิตรกรรมที่นำเสนอภยันตรายในรูปแบบใหม่ของโลกปัจจุบัน และการต่อกรกับอำนาจของความชั่วร้าย ด้วยสัญลักษณ์ความกล้าหาญและคุณความดีจากตัวเอกที่ดำเนินเรื่อง นอกจากนี้จิตรกรรมชุดดังกล่าวยังสอดแทรกเนื้อหาเกี่ยวกับการอนุรักษ์จิตรกรรมโบราณที่ในปัจจุบันเหลืออยู่ไม่มากนัก

‘สินไซ เดินดง’ (2018) โดย กลุ่ม ฮูปแต้ม ลาว-ไทย Cr. BAB

งานศิลปะอีกชิ้นที่สะท้อนสังคมผ่านการจำลองสภาวะ Beyond Bliss ในผลงาน ‘Inverso Mundus’ (2015) ของ AES+F กลุ่มศิลปินชาวรัสเซีย ในภาพยนตร์สั้นนี้เราจะได้เห็นเรื่องราวที่กลับตาลปัตรและการกลับหัวกลับหางของผู้คนในสังคมปัจจุบัน เช่น คนจนกลับกลายเป็นคนรวย หน้าที่ของผู้ชายกลับกลายเป็นของผู้หญิง หรือ การต่อสู้ระหว่างเด็กและคนแก่ สิ่งเหล่านี้คือจินตนาการในสภาวะจำลองที่สร้างขึ้นมาพร้อมสัตว์หน้าตาประหลาด จินตนาการเหล่านี้ยังอ้างอิงไปสู่ความคิดเรื่องความเสมอภาค การถ่ายเทจากยุคอำนาจเก่าไปสู่อำนาจใหม่ ซึ่งเรื่องทั้งหมดไม่อาจบังเกิดขึ้นจริงได้ในโลกยุคปัจจุบัน พื้นที่ในโลกสภาวะจำลองนี้จึงอาจหมายถึงโลกที่ทุกคนสามารถมีตัวตนและสามารถมีเสรีภาพได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งคล้ายคลึงกับเนื้อหาของผลงานในพื้นที่ชั้นล่างของจานัน ในผลงานชุด ‘Animal Kingdom’ (2017) ศิลปินได้สร้างดินแดนมหัศจรรย์ในจินตนาการขึ้นมาตามแนวคิดจักรวาลวิทยาอาหรับคล้ายคลึงกับแนวคิดไตรภูมิตามความเชื่อของศาสนาพุทธ พร้อมกับเหล่าสัตว์น้อยใหญ่บนผืนดินและบนฟากฟ้าในลักษณะของคู่ตรงกันข้าม สิ่งเหล่านี้แสดงถึงการอุปมาระหว่าง ความดี-ความชั่ว ภายใน-ภายนอก หรือ ความสุข-ความทุกข์ เพื่อจำลองสภาวะแห่งความก้ำกึ่งทั้งไม่สุขและไม่ทุกข์ เฉกเช่นเดียวกับดินแดน Beyond Bliss

‘Inverso Mundus’ (2015)โดย AES+F Cr. BAB

‘Animal Kingdom’ (2017) โดย จานัน Cr. BAB

ในขณะที่พื้นที่สนามหญ้าด้านนอก BAB Box เป็นส่วนหนึ่งของ One Bangkok ยังมีผลงานของ ชเว จอง ฮวา และผลงานของ โยชิโตโมะ นาระ ในผลงาน ‘Your Dog’ (2017) ที่แสดงเป็นประติมากรรมสุนัขสีขาวขนาดใหญ่ คล้ายคลึงกับประติมากรรมสุนัขสีทองของออเรล ‘Lost Dog Ma Long’ (2018) ที่มาพร้อมรอยยิ้มน่ารักสดใสเชิญชวนให้ผู้ชมเข้ามายืนถ่ายรูปคู่กับเจ้าสุนัขตัวนี้

‘Your Dog’ (2017) โดย โยชิโตโมะ นาระ

Alliance Française

Alliance Française หรือ สมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพ เป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้ๆ กับอาคาร BAB Box บนถนนวิทยุ สถานที่แห่งนี้มีผลงานของศิลปินชาวจีน 2 คน คือ หยาน เฟ่ย หมิง ในผลงานชื่อ ‘Ma Mére’ (2018) ใช้เทคนิคสีน้ำมันบนผืนผ้าใบ และ ‘The Dusk of Teheran’ (2014) ของ เถา ฮุย ซึ่งเป็นผลงานวิดีโอ ถึงแม้ว่าผลงานทั้ง 2 ชุด จะมีการใช้เทคนิคที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน แต่เนื้อหากลับมีความสัมพันธ์โดยตรง ซึ่งพูดถึงบทบาทของเพศหญิงในฐานะ “แม่” และ “ภรรยา” ทั้งยังเกี่ยวข้องกับการอยู่ร่วมกันของสมาชิกในสังคมเมือง

หากเราเคยติดตามผลงานของ หยาน เฟ่ย หมิง มาบ้าง เราก็จะรู้ว่าเขาคือศิลปินที่มักวาดภาพของบุคคลสำคัญมากมายในประวัติศาสตร์ของศตวรรษที่ 20 เช่น ภาพของ ไมเคิล แจ็คสัน, บรูซ ลี, ปาโบล ปีกัสโซ รวมไปถึง ‘Epic-sized’ ภาพเหมือนขนาดใหญ่ ของเหมา เจ๋อตง ในขณะที่ผลงานชิ้นนี้ ศิลปินกลับวาดภาพของบุคคลผู้ใกล้ชิด อย่างมารดาผู้ให้กำเนิดของเขาซึ่งเพิ่งเสียชีวิตไป ภาพวาด ‘หม่ามี้’ จึงมีความหมายต่อศิลปินโดยตรงในแง่ของความผูกพันและความรักซึ่งถูกแสดงออกด้วยการวาดทับไปทับมาบนผืนผ้าใบเดิมซ้ำๆ ทั้งยังชวนให้ผู้ชมหันกลับมามองถึงบุคคลสำคัญที่อยู่ใกล้ๆ ตัว และกลับไปแสวงหาความอบอุ่นภายในครอบครัวที่หาได้ยากยิ่งในสังคมแห่งความวุ่นวาย

‘Ma Mére’ (2018) โดย หยาน เฟ่ย หมิง Cr. BAB

ในขณะที่ ‘The Dusk of Teheran’ (2014) ของ เถา ฮุย คือ วิดีโอบันทึกบทสนทนาของดาราสาวฮ่องกง เหมย เยี่ยน ฟาง หรือ Anita Mei ในวัยใกล้ 40 ปี บนรถยนต์ส่วนตัว ขณะขับแล่นผ่านไปตามสถานที่ต่างๆ ในเมืองเตหะราน ก่อนที่เธอจะเสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งปากมดลูก บทสนทนาครั้งนี้คือการเปิดเผยปมปัญหาภายในใจของนักแสดงสาวที่มีต่อการแต่งงานและความคาดหวังของผู้หญิงที่มีต่อการเริ่มต้นชีวิตในครอบครัว พร้อมทั้งการให้ข้อคิดจากบทเรียนในอดีตที่ไม่อาจหวนคืนของเธอ ดังคำพูดตอนหนึ่งที่ว่า “ผู้หญิงทุกคนต่างก็ฝันอยากมีชุดแต่งงานเป็นของตัวเองและได้แต่งงาน ฉันว่าฉันคงเสียโอกาสนั้นไปแล้ว ฉันเป็นนักร้องนักแสดงถึงจะได้สวมชุดแต่งงานมาแล้วหลายครั้ง แต่ไม่มีชุดไหนเป็นของฉัน… บางครั้งคุณคิดว่าคุณจะได้สิ่งที่หวังหรือสิ่งที่คุณคิดว่าจะได้ แต่จริงๆ แล้วไม่เลย…ขอบอกว่าถ้าคุณรักใครแล้ว อย่าเสียเวลาคิดนานเกินไป เพราะคนข้างๆ คุณ อาจเดินจากไปถ้าหากคุณคิดนาน”

‘The Dusk of Teheran’ (2014) โดย เถา ฮุย Cr. BAB

การเปิดวิดีโอบทสนทนานี้วนซ้ำๆ จึงเสมือนการฝากข้อความไปถึงผู้หญิงยุคใหม่จากบทเรียนขมขื่นในอดีตที่เธอได้เผชิญ ในขณะที่บทสนทนาดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างของผู้หญิงในสองวัฒนธรรม ระหว่างหญิงสาวฮ่องกงที่มักครองตนเป็นโสดกับผู้หญิงในเตหะรานที่ไม่มีอิสรภาพในการเลือกคู่ครองมากนัก

เมื่อผลงานของศิลปินทั้งสองได้มาจัดแสดงในพื้นที่เดียวกันจึงแสดงให้เห็นถึงเนื้อหาของชิ้้นงานที่มีความเชื่อมโยงต่อกันโดยตรงซึ่งพูดถึงประเด็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ภายในครอบครัว ในขณะที่พื้นที่ที่รองรับชิ้นงานอาจไม่มีความเกี่ยวข้องต่อเนื้อหาของชิ้นงานที่จัดแสดงมากนัก

Theatre of Indulgence Gallery By Lotus Arts de Vivre

เธียร์เตอร์ ออฟ อินดัลเจนซ์ แกลเลอรี โดย Lotus Arts de Vivre ของรอล์ฟ วอน บูเรน (Rolf von Bueren) มหาเศรษฐีและนักสะสมงานศิลปะ ตั้งอยู่บริเวณริมถนนพระราม 3 เป็นแกลลอรีขนาดใหญ่ที่จัดแสดงภาพถ่ายและวีดีโอของศิลปินทั้ง 3 คน ได้แก่ ตุลย์ หิรัญญลาวัลย์, ราฟ ทูเทน, และกวิตา วัฒนะชยังกูร เมื่อเข้าไปยังพื้นที่ด้านในผู้ชมจะสามารถสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ต่างออกไปจากพื้นที่จัดแสดงงานที่อื่น ด้วยความเงียบสงบของสถานที่ พร้อมทั้งมีการควบคุมปริมาณของแสงในพื้นที่อย่างพอเหมาะ ผู้ชมจะสามารถชื่นชมได้ทั้งผลงานไปพร้อมๆ กับบรรยากาศอับเงียบสงัดที่รายล้อมอยู่รอบตัว ซึ่งนอกจากจะจัดแสดงผลงานของศิลปินในงาน บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ แล้ว พื้นที่แห่งนี้ยังมีผลงานอื่นๆ ที่จัดแสดงอยู่ร่วมกันด้วย เช่น ผลงานภาพวาดของ ถวัลย์ ดัชนี และ งานประติมากรรมแกะสลักไม้ตกแต่งอาคาร

สำหรับผลงานของ ราฟ ทูเทน ที่จัดแสดงในพื้นที่ เธียร์เตอร์ ออฟ อินดัลเจนซ์ แกลเลอรี ในผลงานชื่อ ‘Eyes of Wisdom’ (2002) เคยจัดแสดงมาแล้วครั้งแรกที่ประเทศเยอรมนี ก่อนที่ทูเทนจะย้ายสตูดิโอมาพำนักอยู่ในประเทศไทย และจัดแสดงอีกครั้งในปี 2004 ในไทย เนื้อหาในผลงานชิ้นนี้พูดถึงประเด็นที่ค่อนข้างต่างออกไปจากผลงานภาพถ่าย ‘Asian Workers Covered’ ที่จัดแสดงอยู่บริเวณหน้าหอศิลป์กรุงเทพฯ แต่ยังคงความหมายตามหัวข้อ Beyond Bliss ไว้อย่างน่าสนใจ ด้วยการเลือกนำเสนอภาพถ่ายบนแผ่นฟิล์มของเหล่าบุคคลสำคัญทางศาสนาจากทั่วโลก เช่น ‘His Holiness Pope Shenouda III, Cairo, Egypt’ (2000) ‘Brother Roger, Taizé, France’ (2002) ‘Master Yang Min Jang, Chengdu, Szechuan, China’ (2001) ‘Acharya Sri 108 Vidyanandaji Muniraj, Delhi, India’ (2001) จัดแสดงคู่กับข้อความเชิงปรัชญาที่พวกเขาเหล่านั้นเคยกล่าวไว้ ดังเช่นคำพูดของ Gensho Hozumi Roshi ที่เคยนิยามและกล่าวถึงความหมายของสันติสุขไว้ว่า

“สันติสุขไม่ได้เกิดขึ้นโดยทฤษฎีต่างๆ ไม่ว่าเราจะประกาศด้วยเสียงอันดังสักเพียงใดก็ตาม สันติสุขหาเกิดขึ้นไม่ หากแต่สันติสุขจะเกิดขึ้นเมื่อบุคคลให้ความเคารพต่อทุกๆ สรรพชีวิตเท่านั้น แล้วสันติสุขจะมาจากที่อื่นใดได้อีกเล่า”

Gensho Hozumi Roshi, Kyoto, Japan (1999)

‘Eyes of Wisdom’ (2002) โดย ราฟ ทูเทน

นอกจากผลงานภาพถ่ายของ ราฟ ทูเทน ที่จัดแสดงในเธียร์เตอร์ ออฟ อินดัลเจนซ์ แกลเลอรี ยังมีผลงานภาพถ่ายขาว-ดำของตุลย์ หิรัญญลาวัลย์ ในชุด ‘Embryo 1-10’ (2018) เป็นภาพถ่ายหญิงสาวในร่างเปลือยเปล่าที่ผสมผสานเข้ากับธรรมชาติอันลึกลับ ซึ่งถ่ายทอดความงามของหญิงสาวและการกำเนิดของมนุษย์ ด้วยท่าทางการห่อตัวคุดคู้กลมกลืนไปกับธรรมชาติราวกับทารกในครรภ์มารดา ความนิ่งสงบของภาพและบรรยากาศท่ามกลางความดำทะมึนอันกว้างใหญ่ของธรรมชาติยังชวนให้ผู้ชมที่อยู่อีกฝากหนึ่งสัมผัสถึงความลี้ลับ ความโดดเดี่ยวอ้างว้าง และความมืดหม่น ไปพร้อมกับความงดงามจากร่มเงาน้อยใหญ่ของสิ่งแวดล้อม ภาพของตุลย์จึงเสมือนดินแดนมหัศจรรย์ที่ก้ำกึ่งระหว่างความงามจากการกำเนิดของชีวิตและความทุกข์ระทมที่มีปะปนกันราวกับสรวงสวรรค์และขุมนรก

‘Embryo 1-10’ (2018) โดย ตุลย์ หิรัญญลาวัลย์

ต่อเนื่องกับผลงานวิดีโอ ‘Untangled’ (2018) ของ กวิตา วัฒนชะยังกูร ที่ยังคงมีเนื้อหาเกี่ยวกับระบบทุนนิยม อุตสาหกรรมการผลิต การใช้แรงงาน ซึ่งอ้างอิงไปถึงความเท่าเทียมทางเพศ และสิทธิสตรี ด้วยการเปรียบเทียบร่างกายของศิลปินให้กลายเป็นสิ่งของต่างๆ ที่เราพบเห็นในชีวิตประจำวัน ‘Untangled’ ยังเป็นส่วนหนึ่งของผลงานชุด ‘Performing Textiles’ (2018) ซึ่งจัดแสดงมาแล้วก่อนหน้าในนิทรรศการไทยร่วมสมัย ‘ABSURDITY IN PARADISE’ (2018) ร่วมกับศิลปินอื่นๆ ในพิพิธภัณฑ์ Fridericianum เมืองคาสเซิล ประเทศเยอรมนี ในผลงานชิ้นนี้กวิตาสวมบทบาทเป็นลูกกลิ้งทาสี เพื่อเปรียบเปรยตนเองในฐานะผู้หญิงและผู้ใช้แรงงานเข้ากับเครื่องมือแห่งการหมุนวน การทำซ้ำๆ และความเปรอะเปื้อนบนร่างกายของเธอจึงแสดงถึงร่องรอยของการใช้แรงงานที่ต้องการให้ผู้ชมตระหนักถึงคุณค่าในกลุ่มคนที่ซ่อนเร้นอยู่จากโลกภายนอก

‘Untangled’ (2018) โดย กวิตา วัฒนชะยังกูร

บ้านปาร์คนายเลิศ

ณ ใจกลางกรุงเทพมหานครยังคงมีพื้นที่สีเขียวกว่า 60 ไร่ ที่เต็มไปด้วยธรรมชาติอันร่มรื่นจากต้นไม้นานาพันธุ์บริเวณบ้านพักตากอากาศ ของนายเลิศ เศรษฐบุตร หรือ พระยาภักดีนรเศรษฐ ผู้ก่อตั้งรถประจำทางสายแรกของประเทศไทยในชื่อ ‘รถเมล์นายเลิศ’ หรือที่คนทั่วไปมักเรียกกันว่า ‘รถเมล์สีขาว’ ราวปี พ.ศ. 2428 ปัจจุบัน ‘บ้านปาร์คนายเลิศ’ เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่สำคัญซึ่งเก็บรวบรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จากพื้นที่ทางประวัติศาสตร์เมื่อผสมผสานเข้ากับบรรยากาศอันร่มรื่นที่หาได้ยากใจกลางกรุง สถานที่แห่งนี้จึงเสมือนขุมทรัพย์อันล้ำค่าที่เหมาะต่อการจัดแสดงผลงานศิลปะและการพักผ่อน

‘Miss Forest’ (2017) โดยโยชิโตโมะ นาระ

เมื่อเราเดินเข้ามาในสวนเราจะพบกับประติมากรรมสำริด ‘Miss Forest’ (2017) ของโยชิโตโมะ นาระ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากความเชื่อเหนือธรรมชาติในเรื่องของภูตผี หรือ “นางไม้” ผู้ปกปักษ์คุ้มครองธรรมชาติ ผลงานชิ้นนี้ยังมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมที่มาจากความเชื่อพื้นถิ่น การสร้างผู้ดูแลผืนป่าเพื่อปกป้องธรรมชาติ ยังสอดคล้องกับสถานการณ์ของสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันที่นับวันกำลังค่อยๆ ถูกทำลายลงด้วยน้ำมือของมนุษย์ เมื่อชิ้นงานนี้ถูกติดตั้งในพื้นที่สีเขียวชอุ่มจึงช่วยขับเน้นชิ้นงานให้มีบริบทที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับ ผลงานของ ชเว จอง ฮวา ใน ‘Breathing Flower’ (2017) ซึ่งติดตั้งอยู่ภายในบ่อน้ำขนาดใหญ่ของสวน ที่ยังคงมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมในสังคมบริโภคนิยม ผลงานดอกไม้พลาสติกขนาดใหญ่ที่กำลังขยับเคลื่อนไหวจึงเป็นการเสียดสีต่อโลกในยุคโลกาภิวัตน์ ที่แม้แต่ธรรมชาติก็ยังต้องปรับตัวเองให้กลายเป็นพลาสติกเพื่อที่จะได้มีชีวิตอยู่ในโลกยุคปัจจุบันได้

 

‘Happy Happy Project: Breathing Flower’ (2017) โดย ชเว จอง ฮวา

 

Happy Happy Project: ‘Breathing Flower’ (2017) โดย ชเว จอง ฮวา

อีกหนึ่งผลงานสีสันสดใสที่ชื่อ ‘Stupa’ (2018) ที่ศิลปินสร้างขึ้นจากวัสดุรีไซเคิลด้วยการนำวัสดุเหลือใช้ต่างๆ เช่น ตะกร้า กระทะ ยางรถยนต์ ฯลฯ นำมาสร้างเป็นประติมากรรมสถูปและติดตั้งอยู่ข้างๆ ทางเดินที่มีต้นไม้น้อยใหญ่รายล้อม ความแปลกปลอมของสีสังเคราะห์ รวมถึงรูปร่างของมัน ยิ่งสะดุดตามากขึ้นเมื่อนำมาจัดวางไว้ภายในบริบทร่มรื่นของต้นไม้ที่แน่นขนัด รวมทั้งชื่อของชิ้นงานที่เสียดสีสังคมบริโภคนิยมในชื่อ ‘สถูป’ ซึ่งแน่นอนว่าหากเราตายไป เราคงไม่อยากให้พลาสติกเหล่านี้มาเป็นอนุสาวรีย์ของเราเป็นแน่ การสร้างอนุสาวรีย์สถูปจึงเป็นการล้อเลียนไปกับสังคมบริโภคนิยม ที่วัตถุกลายเป็นอำนาจที่สำคัญกว่าจิตใจไปเสียแล้ว

‘Happy Happy Project: Stupa’ (2018) โดย ชเว จอง ฮวา

ความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่กับชิ้นงาน

คงไม่บ่อยครั้งนักที่เราจะได้เห็นเทศกาลศิลปะระดับนานาชาติจัดแสดงในพื้นที่ใจกลางเมืองอย่างกรุงเทพมหานครเป็นระยะเวลาต่อเนื่องถึง 4 เดือน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เป็นแหล่งศูนย์การค้าและย่านธุรกิจของประเทศ ซึ่งเวลาเป็นปัจจัยหลักในการดำเนินชีวิตของคนในเมืองหลวง เมื่อความเร่งรีบกลับกลายเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของผู้คนในเมืองใหญ่ๆ ความจอแจที่เกิดขึ้นตั้งแต่เช้าวันจันทร์ไปจนถึงหัวค่ำของวันเสาร์-อาทิตย์จึงเป็นเรื่องที่พบเห็นได้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งนั่นหมายถึงช่วงเวลาอันน้อยนิดที่ผู้คนจะหันมาหยุดพิจารณากับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัว ได้อย่างถนัดตา

เมื่อความสะดวกสบายได้ย่างกรายเข้ามาทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์แบบ ผู้คนสามารถชื่นชมงานศิลปะได้โดยง่าย จนบางครั้งก็อดสงสัยไม่ได้ว่าศิลปะที่แทรกตัวอยู่ในพื้นที่สาธารณะเหล่านี้ยังคงมีคุณค่าในตัวมันเองหรือไม่? สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงสิ่งประดับอันฉาบฉวยเพื่อสนองต่อวิถีชีวิตอันเร่งรีบของเรา? หรือชิ้นงานเหล่านี้ต้องการบริบทแวดล้อมเพื่อแสดงถึงเนื้อหาและคุณค่าที่ซ่อนอยู่ภายใน?

หากพิจารณาถึงความเหมาะสมของพื้นที่ที่ใช้จัดแสดงงานในสถานที่ต่างๆ จึงเป็นเรื่องปฏิเสธไม่ได้ที่สภาพแวดล้อมจะมีผลโดยตรงต่อชิ้นงานและการรับรู้ของผู้ชม ผลงานหลายชิ้นในเทศกาล Bangkok Art Biennale มีการติดตั้งในพื้นที่หลายส่วนทั้งบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา และพื้นที่ใจกลางเมือง ดังนั้นการนำชิ้นงานไปจัดแสดงในพื้นที่ที่มีความแตกต่างกันจึงอาจช่วย ‘ขับเน้น’ หรือ ‘ลดคุณค่า’ ต่อชิ้นงานที่จัดแสดงได้ เช่น การแสดงของ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ ภายในอาคารอีสต์เอเชียติค หรือ ผลงาน Asian Workers Covered ของ ราฟ ทูเทน ด้วยรูปขนาดใหญ่ในพื้นที่ที่มีคนจอแจด้านหน้าหอศิลป์กรุงเทพฯ ย่อมสร้างพลังให้กับชิ้นงานได้อย่างน่าสนใจ ในขณะที่ผลงานของ ยาโยอิ คุซามะ และผลงานของอังกิ ปูร์บันโดโน กลับถูกลดความโดดเด่นลงไปจนกลายเป็นเพียงงานประดับภายในห้างสรรพสินค้า

อย่างไรก็ตาม เมื่อผลงานศิลปะถูกจัดแสดงในพื้นที่ที่ต่างกัน การรับรู้ของผู้ชมต่อผลงานย่อมแตกต่างกันไปด้วย ซึ่งแน่นอนว่าในพื้นที่ปิดแบบหอศิลป์ผู้ชมสามารถละเมียดละไมไปกับความประณีตของชิ้นงานได้อย่างอิสระ ซึ่งอาจเหมาะสมกับชิ้นงานบางประเภทที่ต้องการให้ผู้ชมมุ่งความสนใจไปที่ตัวงานโดยตรง เช่น ผลงาน ‘Eyes of Wisdom’ ของราฟ ทูเทน หรือ ‘Embryo 1-10’ ของตุลย์ หิรัญญลาวัลย์ ในขณะที่ชิ้นงานบางชิ้นอาจต้องการบริบททางสังคม และสภาพแวดล้อมอื่นๆ ช่วยทำให้ชิ้นงานสร้างผลกระทบต่อคนดูมากกว่า ดังนั้นพื้นที่จัดแสดงผลงานจึงอาจเป็นได้ทั้งข้อจำกัดหรืออาจเป็นประโยชน์ ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะชิ้นงานและบริบทแวดล้อมว่ามีความสัมพันธ์ต่อกันอย่างไร

ในขณะที่อีกแง่มุมหนึ่งการนำงานศิลปะมาจัดแสดงในพื้นที่สาธารณะก็อาจเป็นสิ่งที่ช่วยให้เปิดโอกาสให้ผู้ชมสามารถเข้าถึงชิ้นงานได้อย่างง่ายดาย พร้อมทั้งยังเป็นการขยายขอบเขตของผู้ชมที่ไม่ค่อยรู้จักงานศิลปะให้รู้จักชิ้นงานต่างๆ มากขึ้นด้วย การติดตั้งชิ้นงานในพื้นที่สาธารณะจึงเป็นเสมือนการเปิดโลกใบใหม่ให้กับผู้คนที่ไม่เคยย่างกรายเข้ามาในโลกของศิลปะ เพื่อให้พวกเขาได้ทำความรู้จักกับมัน ซึ่งแตกต่างไปจากการจำกัดให้อยู่ในพื้นที่ปิดอย่างหอศิลป์หรือพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเป็นที่ที่ผู้คนจะต้องเดินทางมาหาชิ้นงานโดยตรง

เมื่อโลกเปลี่ยนไป ศิลปะก็สามารถแฝงตัวอยู่ได้ในทุกๆ ที่ ไม่ว่าจะอยู่ในหอศิลป์ กลางห้างสรรพสินค้า บนกำแพง หรือแม้แต่ถ้วยกาแฟ ศิลปะในปัจจุบันจึงไม่ใช่เรื่องสูงส่งหรือเข้าถึงยาก แต่กลับเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันและง่ายต่อการเข้าถึง ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานๆ เพื่อต่อแถวเข้าชม ปรากฏการณ์นี้จึงแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวของศิลปะต่อการอยู่ร่วมกับสังคมมากขึ้น เพื่อเชิญชวนให้ผู้คนหันกลับมามองความงดงามที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวเราในแต่ละวันมากกว่าการออกไปเสาะแสวงหาความคาดหวังที่ยังมาไม่ถึง

Tags: ,


About the Author

Nina NTK

ความสวยงามของชีวิตคือการได้ทำในสิ่งที่หัวใจโหยหา



Back to Top ↑