Events

Published on January 30th, 2018 | by Chalotorn Anchaleesahakorn

0

Early Years Project 2: Anticipation

โดย รวมศิลปิน

1 Dec 2017 – 11 Mar 2018 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

 

เริ่มนำเสนอโครงการอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สำหรับโครงการบ่มเพาะศิลปินรุ่นใหม่ ที่ฝ่ายนิทรรศการของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครเปิดพื้นที่บริเวณห้องจัดแสดงหลักชั้น 7 ทั้งชั้นเพื่อศิลปินรุ่นใหม่ทั้ง 10 คน คณิช ขจรศรี จรัสพร ชุมศรี ชานนท์ เดชะโสภณ ธนภณ อินทร์ทอง ยิ่งยศ เย็นอาคาร รุ่งเรือง สิทธิฤกษ์ วเรศ คุณาเจริญทรัพย์ สะรุจ ศุภสุทธิเวช สูไฮดี ซะตา และอลิสา ฉุนเชื้อ

Anticipation ความคาดหวัง คือตีมหลักของโครงการในครั้งนี้ เมื่อสำรวจผลงานทั้ง 10 ชุดจากศิลปินทุกท่านพบว่าความคาดหวังที่ปรากฏส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่ความคาดหวังทางสังคม ทั้งที่เราต้องการต่อสังคมและส่วนมากคือสังคมต้องการจากเรา ไล่เรียงไปตั้งแต่ทางเข้ากับเสาต้นใหญ่ที่เต็มไปด้วยรอยขีดขวน ‘Scramble’ผลงานของ ชานนท์ เดชะโสภณ รอยขีดเลอะเทอะบนเสาสีขาวไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อสร้างความลำบากให้เจ้าหน้าที่ทำความสะอาด แต่คือการสื่อสารตอบโต้กับระหว่างผู้ชมกับหุ่นยนต์ที่เคลื่อนที่อยู่ โดยภาษาที่ชานนท์ใช้เป็นสื่อกลางคืออัตราการเต้นของชีพจรเรา เมื่อเราสัมผัสที่เซนเซอร์หุ่นยนต์จะวัดอัตราการเต้นของชีพจรและสื่อสารกลับมาเป็นเส้นขึ้นลงซ้ายขวา นอกจากเส้นแล้วยังสร้างเสียงเพื่อโต้ตอบ นอกจากจะเป็นการกระตุ้นความคิดถึงโลกในอนาคตที่มีเทคโนโลยีแล้ว ยังเป็นการตั้งคำถามต่อผู้ชมอีกว่าสิ่งที่เราสื่อสารตรงหน้านั้นคือตัวตนของเราอีกด้านหนึ่งที่นำชีวิตไปผูกติดไว้กับเทคโนโลยีหรือไม่

เมื่อก้าวเข้าไปในห้องเราจะพบกับเครื่องแบบและอุปกรณ์ที่คุ้นตา รุ่งเรือง สิทธิฤกษ์ นำเสนอผลงาน ‘Remittance’ นำเสนอความเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยแรงงานข้ามชาติและแรงงานจากต่างจังหวัดเข้ามาทำงาน เนื้อหาของงานศิลปินเลือกใช้พื้นที่หอศิลป์ทั้งจัดแสดงและสร้างผลงานในเวลาเดียวกัน ภาพวิดีโอชีวิตประจำวันของพี่แม่บ้านและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ที่ส่วนใหญ่มีพื้นเพมาจากต่างจังหวัดเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ เพื่อส่งเงินกลับไปจุนเจือครอบครัว อุปกรณ์ทำงานถูกแปลงร่างกลายเป็นข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นแต่ศิลปินยังคงสภาพเดิมไว้เพื่อให้ผู้ชมได้ทราบถึงที่มาของสิ่งเหล่านี้ พร้อมตั้งคำถามสุดท้ายไว้ว่า สิ่งที่ทำและที่ที่อยู่ตอนนี้อาจเรียกว่าเป็นบ้านและชีวิตมากกว่าสถานที่และกลุ่มคนที่พวกเขาส่งเงินกลับไปให้

Remittance ผลงานของ รุ่งเรือง สิทธิฤกษ์

ก่อนที่จะไปเดินสะดุดล้มกับของที่วางอยู่กลางห้อง เราแวะเข้าไปสำรวจห้องมืดที่อยู่ตรงหน้ากับผลงานของ สะรุจ ศุภสุทธิเวช ‘ยามรักษากาล’ บอกเล่าเรื่องราวอีกมุมหนึ่งของหอศิลป์ที่เราไม่เคยเห็น ยามวิกาล เรื่องเล่าของหอศิลป์ที่เพื่อนที่ทำงานในนั้นเล่าให้ฟังอย่างหอสตูดิโอชั้น 4 เวลาอยู่ดึกเพื่อจัดงานนิทรรศการ หรือการเดินคนเดียวเพื่อเช็คความเรียบร้อย เสียงที่ได้ยิน เรื่องเล่าที่ฟัง สะรุจนำเรื่องเล่าจากปากคำของพี่ยามและรูปทรงของสถาปัตยกรรมยามค่ำคืนที่ไม่ค่อยมีคนเห็นมาแปลงเป็นวิดีโอเพื่อให้ผู้ชมได้จินตนาการถึงสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ถึงเรื่องเล่าต่างๆ ที่เคยได้ยินมา สร้างผลงานที่แปลงความกลัวของใครหลายคนให้กลายเป็นสิ่งจับต้องได้ที่สวยงาม

ยามรักษาการ ผลงานของ สะรุจ ศุภสุทธิเวช

ขยับไปอีกห้องความมืดถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นห้องที่สว่างและสะอาดที่สุด อลิสา ฉุนเชื้อ กับผลงาน ‘Over Dose’ ยาเกินขนาด ห้องผ่าตัด อุปกรณ์การแพทย์ ชิ้นส่วนอวัยวะที่ถูกนำออกมา สะท้อนถึงความโหดร้ายของสังคมปัจจุบันที่ส่งผลต่อสุขภาพทั้งทางกายและทางจิตของผู้อยู่อาศัย โดยศิลปินนำประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้เข้าไปใช้ชีวิตร่วมกับผู้ป่วย การทำได้เพียงเฝ้ามองความเจ็บปวดของพวกเขาโดยที่ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ ช่วงเวลาที่เฝ้ามองทำให้เธอคิดได้ว่าชีวิตของเรานั้นช่างเปราะบางเหลือเกิน ท่ามกลางสังคมที่โหดร้ายขึ้นทุกวัน

Over Dose ผลงานของ อลิสา ฉุนเชื้อ

ขยับออกมาเจอความระเกะระกะโดยตั้งใจของ คณิช ขจรศรี กับผลงาน ‘Area Trans-Form’ การเปลี่ยนไปของพื้นที่สาธารณะในกรุงเทพฯ ที่ไม่สาธารณะอีกต่อไป ทางเดินเท้าที่ถูกปรับเปลี่ยนเป็นแผงขายของ ถนนสำหรับรถยนต์กลายเป็นทางเดิน โดยศิลปินสำรวจพื้นที่สามระดับ คือ ระดับก่อนก็คือพื้นที่ทั่วไปอย่างในความเข้าใจของเรา ยึดครองระดับกลางคือห่อของที่วางไว้แต่ยังพอมีพื้นที่ให้คนอื่นได้ใส่สอยได้ตามหน้าที่หลักของมัน และเต็มรูปแบบแผงขายของพ่อค้าแม่ค้าที่เข้ายึดพื้นที่โดยมิชอบ ทุกระดับสร้างรูปแบบการใช้สอยแบบใหม่ ศิลปินนำข้าวของแผงลอยมาจัดกระจายไว้ตามส่วนต่างๆ ของห้องจัดแสดง ทั้งกลางห้อง ริมขอบกำแพง หรือแม้กระทั่งตั้งปิดทางเดินไปยังพื้นที่แสดงอื่น (มีเพียงรูปภาพให้เห็นการจัดของบังทางเดิน)

Area Trans-Form ผลงานของ คณิช ขจรศรี

ขยับออกจากความระเกะระกะทางเท้าก็มาเจอความไม่สะดวกในระดับสายตากับ ‘Symbols of Violence’ ของ สูไฮดี ชะตา ปืนกลแขวนลอยอยู่กลางอากาศ สัญลักษณ์ของความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ โดยศิลปะเลือกใช้กาบมะพร้าวมาเป็นวัสดุหลักในการสร้างสรรค์ผลงาน ห่อหุ้มปืนพลาสติกด้วยกาบมะพร้าวคล้ายต้องการลดทอนอำนาจของอาวุธปืนด้วยธรรมชาติ อีกทั้งกาบมะพร้าวยังถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงอย่างดีเมื่อจุดไฟเพียงเล็กน้อยจุดเดียว ไฟสามารถลุกลามได้อย่างรวดเร็วเป็นวงกว้าง สื่อถึงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ที่สถานการณ์รุนแรงและขยายขอบเขตออกไปเรื่อยๆ แม้ปัญหาจะอยู่ในระดับสายตาที่เราสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน และในบางครั้งปัญหาเข้ามากระทบตัวเราโดยตรงแต่ก็ไม่สามารถแก้ไขได้

Symbols of Violence ผลงานของ สูไฮดี ชะตา

กลับมาระวังทางเดินเท้าอีกครั้งกับผลงานของวเรศ คุณาเจริญทรัพย์ ‘212301505579’สนามกีฬาหน้าตาไม่สมประกอบ กับกรรมการท่าทางไม่เป็นมิตร เกมส์กีฬาที่มีกฎข้อบังคับชัดเจน พื้นที่ของความยุติธรรม มีคนกลางตัดสินแพ้ชนะกันอย่างเด็ดขาด ทว่าเกมส์ในสนามนี้กลับไม่ได้ใช้กฎสากลอย่างที่ควรเป็น พื้นที่สนามถูกตัดให้กระจายอยู่ตามพื้นที่รอบนอกคล้ายจะตะโกนบอกเราว่าถ้าอยากเล่นให้ครบทั้งสนามก็ต้องกระโดดออกมานอกกรอบของคำว่าสนามเดิมที่เคยมี กรรมการสื่อสารกันด้วยโทรศัพท์กระดาษอย่างที่เราเคยเล่นตอนเด็ก  รูปร่างหน้าตาแบบเด็กนักเรียน ทว่าท่าทางที่ดุดันออกคำสั่งคนทั้งสนามเหมือนเราได้เลือกกรรมการในการตัดสินเกมส์นี้มาผิด ทั้งด้วยวัยวุฒิและคุณวุฒิที่ยังไม่สามารถชี้ขาดตัดสินได้และด้วยกฎกติกาในครั้งนี้ไม่ได้มาตรฐานอย่างที่ควรเป็น ทำให้เกมส์สนามนี้คล้ายชีวิตจริงที่เราไม่อาจถามถึงและหาความยุติธรรมได้เจอ

212301505579 ผลงานของ วเรศ คุณาเจริญทรัพย์

เดินผ่านสนามขาดๆ เกินๆ มาเราก็พบกับการตั้งคำถามต่อระบบที่กรรมการจากสนามนั้นจบมา ผลงานของ ยิ่งยศ  เย็นอาคาร ‘I Try To Move Forward’ เหมือนต้องการตะโกนบอกกรรมการว่า “พยายามแล้ว แต่กฎมันไม่แฟร์จะชนะได้ยังไง” ศิลปินต้องเข้าไปอยู่ในระบบและพยายามหาทางออกโดยการพร่ำบอกกับตัวเองด้วยคำพูดเดิมๆ ให้กำลังใจตัวเองว่าสามารถก้าวออกมาได้ เสียงที่เกิดจากการวิ่งซ้ำไปมาวนอยู่ในเขาวงกตที่หาทางออกไปเจอ ความทรมานจากการถูกจองจำด้วยระบบที่ผู้ใหญ่เห็นว่าถูกต้อง ซึ่งผลงานชิ้นนี้แม้จะเป็นประสบการณ์ตรงของศิลปินต่อระบบหนึ่งทว่ากลับเป็นประสบการณ์ร่วมที่หลายคนเผชิญอยู่ในอีกหลายระบบ

I Try To Move Forward ผลงานของ ยิ่งยศ เย็นอาคาร

มองสังคมภาพใหญ่กันไปแล้วคราวนี้ขอพาย้อนกลับมามองหน่วยของสังคมที่เล็กที่สุดหน่วยหนึ่งอย่างครอบครัว กับผลงานของ ธนภณ อินทร์ทอง ‘I-D 1229900394905’ เลข 13 หลักที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด เลขพวกนี้มาจากไหน ไม่เคยมีใครตั้งคำถาม เหมือนกับที่เราไม่เคยย้อนกลับไปมองว่าที่เราเป็นอยู่ทุกวันนี้จุดเริ่มต้นคืออะไร ศิลปินย้อนกลับไปสำรวจครอบครัว เพื่อน ประสบการณ์ต่างๆ ที่พบเจอจนกลายมาเป็นเอกลักษณ์ในการสร้างงานศิลปะของตนเองทุกวันนี้ โดยเลือกที่จะส่งเสียงเพื่อหาคำตอบ บอกเล่าความต้องการของตัวเองผ่านบทกวีขนาดสั้น สัญลักษณ์ ตัวอักษร สี และแสง ทั้งหมดไม่ได้มีคำอธิบายเฉพาะเพียงปล่อยให้ผู้ชมได้จินตนาการสิ่งที่เขาประสบ รู้สึกร่วมกับบางประสบการณ์ที่ผู้ชมเคยได้รับ แสบๆ คันๆ กับคำพูดเชิงเสียดสีที่บางคำเราก็เคยกล่าวออกมาดังๆ

I-D 1229900394905 ผลงานของ ธนภณ อินทร์ทอง

ผลงานชุดสุดท้าย ‘Instrend’ ของจรัสพร ชุมศรี จากจุดเริ่มต้นที่เธอเลือกวาดภาพสังคมสวยงามที่คัดเลือกออกมาจาก Instagram พื้นที่สื่อสังคมออนไลน์ที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน ภาพวาดที่เธอเลือกเป็นภาพที่เต็มไปด้วยความสุขความสมบูรณ์ ทว่าเบื้องหลังภาพเหล่านั้นไม่มีใครรู้ความจริงเป็นเช่นไร เช่นเดียวกับเธอที่เมื่อภาพวาดเสร็จและออกแสดงในพื้นที่ทางศิลปะ แกลเลอรีที่ทุกอย่างจัดไว้อย่างลงตัว แต่ไม่มีใครรู้ว่าสตูดิโอที่ทำงานของเธอเป็นเช่นไร ความสงสัยในพื้นที่เบื้องหลัง Instagram ทำให้เธอดึงเอาพื้นที่เบื้องหลังภาพวาดของเธอออกมานำเสนอในพื้นที่สาธารณะ การสร้างพื้นที่เสมือนจากพื้นที่จริงเพื่อจำลองให้ผู้ชมเห็นความจริงที่เกิดขึ้น การจำลอง พื้นที่เสมือน ย้อนกลับมาตั้งคำถามกับเราอีกครั้งว่าพื้นที่ตรงหน้าที่ศิลปินนั่งวาดรูปอยู่คือพื้นที่จริงหรือพื้นที่เสมือน เรากำลังมองความจริงชุดไหนอยู่

Instrend ผลงานของจรัสพร ชุมศรี

ผลงานทั้ง 10 ชุดของศิลปินหน้าใหม่ทั้ง 10 คน เริ่มต้นจากความคาดหวังของสังคมที่ต้องการจากเรา กรอบของสังคมที่ค่อยๆ บีบรัดกระชับพื้นที่เขามาเรื่อยๆ ทำให้ความสะดวกสบายทั้งทางกายและใจเริ่มถดถอย จนพื้นที่เหลือเป็นความคาดหวังของคนในสังคมต่อคนในสังคมด้วยกันเอง ความเอื้อเฟื้อที่หลายครั้งถูกเอาเปรียบกลับถูกเรียกร้องไม่ขาดสาย จนสุดท้ายเราต้องย้อนกลับมาถามตัวเองว่า ความคาดหวังในอนาคตของตนเองคืออะไร ในสภาพสังคมที่เห็นอยู่ตอนนี้และในอีก 10 ปีข้างหน้า เราคาดหวังจะเติบโตไปในสังคมแบบไหน ก่อนเดินออกจากห้องเรายังคงพบผลงานความตั้งใจระเกะระกะของ คณิช ขจรศรี อีกครั้ง การรุกรานพื้นที่สาธารณะอาจเป็นสิ่งแรกที่เราเริ่มต้นจัดการก็เป็นได้

 

 

 


About the Author

Chalotorn Anchaleesahakorn

ชอบเดินทาง เขียนได้บ้าง ดื่มได้เยอะกว่า



Back to Top ↑