Events

Published on October 22nd, 2018 | by anaras

0

Early Years Project #3: COEVAL

 

September 21 – November 25, 2018
at Bangkok Art and Culture Centre

 

ก้าวสู่ปีที่สามกับโครงการบ่มเพาะศิลปินและสร้างสรรค์เครือข่ายศิลปินรุ่นใหม่ หรือ ‘Early Years Project #3’ โดยหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) มีจุดมุ่งหมายเพื่อสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ผู้มีความคิดสร้างสรรค์โดดเด่น โดยการคัดเลือกศิลปินจากทั่วประเทศ จำนวน 7 คน มาเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษาด้านศิลปะกับหอศิลป์และเครือข่าย โดยหลักๆ คือการสร้างผลงานขึ้นหนึ่งชุด จัดแสดงที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เป็นระยะเวลาประมาณ 3 เดือน ก่อนจะถูกตัดสินโดยกรรมการ จิตติ เกษมกิจวัฒนา เพื่อคัดเลือกเพียง 2 ผลงานสุดท้าย ศิลปินทั้งสองจะได้รับการสนับสนุนทุนในการเป็นศิลปินพำนักที่ต่างประเทศ

สิ่งที่น่าสนใจของโครงการนี้ คือการที่ผลงานแต่ละชิ้นที่เราได้เห็นตลอดตั้งแต่เริ่มระยะเวลาจัดแสดงจะไม่ใช่ผลงานที่เสร็จสมบูรณ์ ศิลปินยังต้องใช้ชีวิตช่วงเวลากลางวันในหอศิลป์ ต่อเติมเสริมแต่งรูปแบบและองค์ประกอบต่างๆ ของผลงานไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงช่วงเวลาของการตัดสินครั้งสุดท้ายในเดือนพฤศจิกายน

แนวคิดการจัดแสดงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่จะสร้างพื้นที่ของงานศิลปะร่วมสมัยที่มิใช่เพียงห้องจัดแสดงสีขาว แต่กลับเลือนจางขอบเขตระหว่างผู้สร้างและผู้ชมไปด้วย นั่นคือการเปิดเผยกระบวนการการสร้างผลงานที่แต่เดิมมักจะปกปิดอยู่เบื้องหลัง อย่างในสตูดิโอของศิลปิน สถานที่ปกปิดซึ่งคนทั่วไปไม่เคยได้รับรู้ว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นบ้างกว่าจะออกมาเป็นผลงานที่เห็นอยู่ตรงหน้า สอดคล้องกับกระแสของการทำงานศิลปะร่วมสมัย ที่เราต่างยอมรับกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันว่าศิลปะนั้นคือปฏิบัติการทางสังคมแบบหนึ่ง ที่เปิดกว้างต่อการคิดและตีความมากขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับแนวคิดหลักของโครงการในปีนี้ ถูกตั้งเอาไว้ว่า “COEVAL” ฟังแล้วอาจจะไม่ค่อยคุ้นหูนัก ด้วยว่าเป็นศัพท์ที่ค่อนข้างโบราณ อันที่จริงแล้วมันมีความหมายเดียวกันกับ “contemporary” หรือ “ร่วมสมัย” นั่นเอง และถึงแม้ว่าสองคำนี้จะสื่อความหมายถึงการเกิดขึ้นหรือดำรงอยู่พร้อมๆ กันของอะไรบางอย่างเหมือนกันก็ตาม แต่ก็มีข้อสังเกตเล็กน้อยเกี่ยวกับการเลือกใช้แต่ละคำ “coeval” มักถูกใช้ในบริบทที่ต้องการสื่อถึงอายุสมัยตามกาลเวลาที่ผ่านมานานแล้ว หรือความร่วมสมัยนั้นกินระยะเวลาต่อเนื่องยาวนานมากๆ ในขณะที่ “contemporary” ที่พบได้ทั่วไป จะกินระยะเวลาที่ไม่ห่างไกลไปจากปัจจุบันมากนัก ยกตัวอย่างเช่น คำว่าศิลปะร่วมสมัย “contemporary art” ความหมายโดยพื้นฐานก็คือศิลปะที่อยู่ร่วมกับ “เรา” ในสังคม ณ ตอนนี้นั่นเอง

สำหรับบทความนี้ ผู้เขียนขอหยิบยกผลงานจำนวน 4 ชุด จากทั้งหมด 7 ชุด มาเล่าสู่กันฟัง ซึ่งเป็นผลงานที่ดูจะแสดงสถานะของนิยาม “Coevel” ได้อย่างน่าสนใจ

นิทรรศการเปิดเรื่องด้วยผลงานชิ้นแรกที่นำเสนอเนื้อหาค่อนข้างหนักเอาการ ประเด็นเรื่องวาทกรรมชาวอีสานในฐานะผู้ใช้แรงงานกลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้ สิทธิกร ขาวสะอาด สร้างสรรค์ผลงานจัดวางชุด ‘หจก มิตรภาพสองข้างทาง’ ประกอบไปด้วยผลงานสามชิ้น ได้แก่ (1) วิดีโอที่ศิลปินบันทึกภาพวิถีชีวิตผู้คนสองข้างทางถนนมิตรภาพ ทางหลวงแผ่นดินที่ทอดยาวจากภาคกลางไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ (2) ตู้ไฟใส่เอกสารม้วนงอ และ (3) ปึกกระดาษที่ยึดอยู่บนแผ่นเหล็กเหมือนสมุด

สิทธิกรย้อนกลับไปตั้งคำถามกับต้นตอของวาทกรรมดังกล่าวซึ่งเขามองว่ามีที่จาก “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1” และ “การสร้างถนนมิตรภาพและการตั้งโครงการปรับปรุงพันธุ์พืช” ที่เกิดขึ้นช่วงปลายทศวรรษ 2490 ถึงทศวรรษ 2510 และเป็นช่วงเดียวกันกับสงครามเย็น บริบทเชิงนโยบายระดับรัฐเมื่อประกอบเข้ากับวาทกรรม “ชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ” ที่ถูกโปรโมทขึ้นมาก่อนหน้าในลัทธิชาตินิยม จึงยิ่งสร้างภาพลักษณ์ให้คนทั่วไปมองว่าชนชั้นรากหญ้าผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีความหมายเท่ากับ “ผู้ใช้แรงงาน” ไปโดยปริยาย

วัตถุจัดแสดงสองชิ้นคือ ตู้ไฟใส่แถลงการณ์ของรัฐบาลและแผนพัฒนาเศรษฐกิจในสมุดปกเหล็ก จึงเป็นเสมือนภาพแทนประวัติศาสตร์ที่ยังคงเป็นคำถาม ในขณะเดียวกันงานวิดีโอซึ่งศิลปินบันทึกฉากเหตุการณ์ร่วมสมัยก็เป็นการพยายามหาคำตอบต่อคำถามดังกล่าว ที่อาจไม่มีคำตอบถูกต้องชัดเจน หากแต่ต้องใช้การสังเกตสถานการณ์ที่กำลังเป็นไปอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันในโลกแห่งความเป็นจริง

ผลงานชุดถัดไปยังคงเกี่ยวข้องกับสงครามและความขัดแย้งในอดีต แม้จะมีสเกลที่เล็กลงแต่ก็เข้มข้นมากกว่า ณัฐดนัย จิตต์บรรจง ใช้เรื่องราวภายในครอบครัวของเขาเองเป็นแกนกลางเชื่อมโยงตัวตนเข้ากับประวัติศาสตร์กระแสหลักของชาติ ปู่ของศิลปินเคยเป็นทหารที่เข้าร่วมรบในกองกำลังเสือพราน ที่จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2504 หรือที่รู้จักกันในชื่อ บก. 333 ประจำการสู้รบตามจุดยุทธศาสตร์ชายแดนติดกับประเทศลาว มีหน้าที่หลักในการรักษาความมั่นคงของประเทศไทยจากสถานการณ์รุนแรงภายในประเทศลาว นั่นคือการป้องกันภัยคุกคามคอมมิวนิสต์ที่กำลังขยายอิทธิพลอยู่ในเวียดนาม

ภายหลังจากที่ปู่จากไป วัตถุสิ่งของของปู่หลากหลายชิ้นที่เป็นเสมือนมรดกตกทอดในครอบครัวถูกค้นพบโดยศิลปิน ซึ่งในที่สุดเขาได้นำพวกมันมาจัดการเสียใหม่ ภายใต้ผลงานจัดวางชุด ‘333 JITBUNJONG: THE HEIRS’ ไม่ว่าจะเป็นดาบปลายปืนที่ถูกนำมาใช้ตัดต้นไม้ รูปถ่ายของปู่ที่พ่อพกติดตัวอยู่เสมอ กระสุนปืนเก่าที่เคยเป็นของเล่นสมัยเด็กของศิลปิน และกระบอกระเบิดมือบรรจุเปลือกหอยสมัยที่พ่อยังเป็นเด็ก วัตถุแห่งความหลังเหล่านี้ถูกจัดเรียงเอาไว้ในตู้ เปรียบเสมือนสัญลักษณ์แทนความทรงจำในครอบครัวของณัฐดนัย ไม่ไกลออกไปศิลปินยังได้จัดฉายวิดีโอบันทึกภาพอนุสรณ์สถานสีขาวอันเงียบสงบ ซี่งเป็นสัญลักษณ์ของ “พื้นที่แห่งความทรงจำ” (site of memory) ถึงวีรกรรมของกองทหารเช่นกัน

ผลงานสองชุดแรกนี้ล้วนเลือกช่วงเวลาสำหรับกรอบแนวคิดเดียวกัน นั่นคือช่วงสงครามเย็น เมื่อทศวรรษ 2490 – 2500 ทั้งสิทธิกรและณัฐดนัยกำลังก่อร่างเรื่องราวที่มีพื้นฐานจากอดีตอันห่างไกลเดียวกัน ซึ่งเต็มไปด้วยนัยแฝงมากมายให้ชวนขบคิด แต่กระบวนการทำงานของทั้งสองก็ดูจะอยู่ตรงข้ามกัน กล่าวคือในขณะที่ ‘หจก มิตรภาพสองข้างทาง’ เลือกใช้การนิรนัยจากกรอบกว้างๆ อย่างบริบททางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย เข้ามาสู่พื้นที่จำเพาะอย่างภาคอีสาน และสถานะของคนอีสานในปัจจุบัน ‘333 JITBUNJONG: THE HEIRS’ ก็ใช้การอุปนัยจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของคนในครอบครัว ขยายขอบเขตออกไปสู่เรื่องราวที่ใหญ่กว่า อย่างเรื่องราวของสงครามเย็นที่ส่งผลต่อโครงสร้างของสังคมไทย เขาได้พาผู้ชมดำดิ่งลงไปสู่อดีตอันลึกซึ้งและน่าสะเทือนใจไปพร้อมๆ กัน

ผลงานที่น่าสนใจชุดต่อไปจัดแสดงอยู่ภายในกล่องไม้สี่เหลี่ยม อัครวินท์ ไกรฤกษ์ สร้างบรรยากาศที่ดูเหมือนห้องจัดแสดงวัตถุในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ หรือห้องปฏิบัติการทางชีววิทยา หลังคาของห้องคลุมด้วยวัสดุกึ่งโปร่งแสงเต็มไปด้วยคราบสีน้ำตาลเปรอะเปื้อนไปทั่ว ผนังภายในติดกล่องไฟจำนวนหนึ่ง แสดงภาพขยายจากกล้องจุลทรรศน์ของอะไรบางอย่างชวนขยะแขยง ผู้ชมจะหาคำตอบของสิ่งแปลกปลอมรอบๆ ห้องได้จากแฟ้มข้อมูลหนาๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะตัวเดียวภายในห้อง เอกสารข้อเขียนเชิงวิชาการ ภาพถ่าย กระดาษบันทึกจำนวนมากถูกจัดเรียงเอาไว้ให้เราพลิกเปิดอ่านไปมาได้

วัตถุจัดแสดงทั้งหมดของ ‘Transforming’ ให้อารมณ์งานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมบางอย่าง ศิลปินต้องการสื่อถึงภัยจากปัญหามลพิษที่เกิดขึ้นเป็นปกติในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร เชื้อโรคซึ่งเป็นต้นเหตุของความเจ็บไข้ได้ป่วยต่างๆ ล้วนแฝงตัวอยู่ในโลกเล็กๆ ที่เรามองไม่เห็นรอบตัว ศิลปินจึงนำเสนอมันออกมาผ่านภาพจากกล้องจุลทรรศน์ ส่วนปัญหาฝุ่นละอองที่เปรียบประหนึ่งรอยเปื้อนสีน้ำตาลบนเพดานห้องก็ดูเหมือนว่ากำลังจะครอบงำเราอยู่ตลอดเวลาที่ยืนอยู่ในห้อง อัครวินทร์พยายามสื่อสารว่าทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากความก้าวหน้าของวิถีชีวิตแบบคนในเมือง ประกอบกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ที่ยิ่งส่งเสริมให้เมืองกลายเป็นสถานที่บั่นทอนสุขภาพของมนุษย์ไปเรื่อยๆ

ผลงานชุดสุดท้ายที่สมควรกล่าวถึง คือการอ้างอิงผลกระทบของการก้าวไปข้างหน้าตามแนวคิดสมัยใหม่นิยมเช่นกัน โครงสร้างนั่งร้านขนาดมโหฬารตั้งตระหง่านภายในห้องนิทรรศการอีกฟากหนึ่ง ‘(UN)RECOGNIZED PROJECTION’ ของ ณัท เศรษฐ์ธนา นำเสนอสาระของการเปลี่ยนแปลงที่สัมพันธ์กันภายในบริบทของพื้นที่และเวลา ศิลปินได้เฝ้าสังเกตปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ย่านเจริญกรุง – บางรัก ทั้งอสังหาริมทรัพย์ใหม่ๆ และวิถีชีวิตที่ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปของผู้คน เขาได้บันทึกมันเอาไว้เป็นภาพนิ่ง ก่อนจะขยายขนาดให้ใหญ่เท่าโปสเตอร์ นำมาห้อยตามโครงนั่งร้านเหล็กเหล่านี้ ซึ่งก็จะมีการผลัดเปลี่ยนภาพและตำแหน่งไปเรื่อยๆ ตลอดระยะเวลาจัดนิทรรศการ

ในสภาพแวดล้อมของเมือง ย่านที่อยู่อาศัยเก่าแก่ย่อมถูกพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามความเจริญทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่เข้ามาแทรกแซง ก่อให้เกิด “กระบวนการปรับเปลี่ยนของเมือง” (gentrification) คือ ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับบริบทเชิงพื้นที่ อย่างตึกแถวเก่าที่ถูกรีโนเวทให้กลายเป็นร้านค้าสมัยใหม่ หรือกระทั่งการรื้อย้ายชุมชนเพื่อลงทุนสร้างอาคารสำนักงานใหญ่โต ปรากฏการณ์เหล่านี้ล้วนเต็มไปด้วยปัจจัยต่างๆ พันเกี่ยวกันอย่างแยกไม่ออกกับผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่แต่เดิม มันจึงเป็นเรื่องของการปะทะสังสรรค์ระหว่างวัฒนธรรมเก่าและใหม่

โครงสร้างนั่งร้านชั่วคราวขนาดใหญ่นี้จึงแสดงตัวราวกับสัญลักษณ์แทนโครงสร้างทางสังคมอันมีระเบียบแบบแผน แม้จะดูซับซ้อนแต่ก็จัดเรียงกันอย่างมีระบบ เมื่อศิลปินนำภาพถ่ายไปห้อยแขวนเอาไว้ตามจุดต่างๆ ก็อาจเทียบได้กับการสร้างพลวัตเข้าไปในโครงสร้างอันหยุดนิ่ง ซึ่งมันได้ทำหน้าที่แทรกแซงบริบทอันมีระเบียบไปพร้อมๆ กับสร้างระเบียบใหม่ขึ้นจนดูซับซ้อนวุ่นวาย กระบวนการทางศิลปะที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตลอดระยะเวลาสามเดือนไม่ต่างอะไรกับปฏิบัติการในโลกแห่งความเป็นจริงที่ไม่หยุดนิ่ง และสำหรับตัวศิลปินเอง ภาพถ่ายที่เกิดจากการบันทึกปรากฏการณ์ที่ผ่านการสังเกต ได้กลายเป็นสื่อสะท้อนความคิดเห็นที่เขามีต่อสถานการณ์ที่รายรอบตัว เป็นดั่งบทสนทนาระหว่างปัจเจกบุคคลกับสังคมภายนอก

สำหรับผลงานสองชุดหลังนี้ อัครวินทร์และณัทได้ทำการวิพากษ์สภาวะโลกสมัยร่วมสมัยที่อะไรๆ ก็ดูจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว นำมาซึ่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของมนุษย์ แม้ว่ามุมมองหลักจะแตกต่างกัน ‘Transforming’ นำเสนอปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ส่วน ‘(UN)RECOGNIZED PROJECTION’ เลือกถ่ายทอดปรากฏการณ์ทางสังคมวัฒนธรรม แต่จุดร่วมอย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือทั้งสองผลงานใช้บริบทของพื้นที่และเวลาเดียวกัน นั่นคือเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร ในห้วงเวลาปัจจุบันที่ศิลปินเติบโตและใช้ชีวิตอยู่ มุมมองของพวกเขาจึงเป็นมุมมองของผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์เหล่านี้ ซึ่งในท้ายที่สุด ทั้งสองล้วนเรียกร้องให้เกิดการรับรู้ในปัญหาที่กำลังเปลี่ยนแปลงตัวตนของปัจเจกบุคคลอย่างไม่ทันตั้งตัวเช่นเดียวกัน

จากตัวอย่างผลงานทั้งสี่ชุดข้างต้น จึงทำให้เราพอจะเห็นภาพว่าอะไรคือการร่วมสมัย “coeval” นิทรรศการไม่ได้กำลังจะบอกว่าผลงานทั้งหมดคือศิลปะร่วมสมัยเพราะมันเต็มไปด้วยแนวความคิดซับซ้อนอันประกอบขึ้นจากสื่อวัสดุอันหลากหลาย แต่เป็นการนิยามถึงกระบวนการที่ความหมายของผลงานได้สื่อออกมา ทั้งผลงานสองชุดแรกที่เลือกประเด็นจากอดีตอย่างสงครามเย็นมาเป็นแกนหลัก และผลงานสองชุดหลังที่ใช้ประโยชน์จากสภาวะของโลกปัจจุบัน จึงแสดงให้เห็นถึงการ “ร่วมกัน” อย่างชัดเจนในแง่มุมใดแง่มุมหนึ่ง

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นใน Early Years Project #3 จึงเป็นนิยามที่ดีที่สุดในกล่าวถึงศิลปะ ในฐานะของงานสร้างสรรค์ซึ่งแฝงไปด้วยความต้องการของผู้สร้างที่มุ่งเสนอสาระบางอย่างเกี่ยวกับสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง งานศิลปะจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่พร้อมๆ กับการแสดงออกเชิงความคิดที่มนุษย์มีต่อโลกรอบตัว นับเนื่องตั้งแต่ศิลปะก่อนประวัติศาสตร์มาจนถึงศิลปะร่วมสมัยในทุกวันนี้ ศิลปะยังคงเป็นเครื่องมือในการสื่อสารระหว่างตัวตนภายในและโลกภายนอกของมนุษย์เสมอมา อย่างไรก็ตาม เนื้อหาของผลงานย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยนั้นๆ แน่นอนว่าหากผู้คนในอดีตได้เห็นงานศิลปะร่วมสมัยในปัจจุบันก็คงไม่อาจเข้าใจความหมายที่ศิลปินต้องการจะสื่อได้ เนื่องด้วยโลกทัศน์ของสังคมเป็นสิ่งที่แปรเปลี่ยนไปตลอด ผลงานศิลปะจึงจะสามารถมีความหมายได้เพียงภายใต้ความสัมพันธ์เฉพาะในบริบทของสังคมที่มันเกิดขึ้นและดำรงอยู่เท่านั้น.


About the Author

anaras



Back to Top ↑