Editor Talk

Published on September 27th, 2017 | by Chalotorn Anchaleesahakorn

0

ถวัลย์ ดัชนี

ธวัชชัย  สมคง

บทความจากนิตยสาร FINE ART ฉบับปฐมฤกษ์  เดือนมกราคม ปี พ.ศ. 2547

ถวัลย์ ดัชนี

 

เกิดวันที่ 27 กันยายน 2482 ที่จังหวัดเชียงราย เขาศึกษาระดับประถมที่โรงเรียนเชียงรายวิทยาคม และจบการศึกษาในระดับมัธยมที่โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม จังหวัดเชียงราย จากนั้นได้รับทุนการศึกษาของจังหวัดเพื่อเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนเพาะช่าง และปิดฉากการใช้ชีวิตในโรงเรียนเพาะช่างด้วยการได้รับรางวัลนักเรียนดีเด่น เขาตัดสินใจเข้าศึกษาต่อที่คณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากรในปี พ.ศ.2500 และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้เห็นวิถีชีวิตของศิลปิน ได้พบปะกับผู้รู้และได้แลกเปลี่ยนทัศนะในแง่มุมต่างๆ กับเพื่อนและครูบาอาจารย์ ที่ศิลปากรถวัลย์เรียนรู้ทุกอย่างที่นักเรียนศิลปะควรรู้ และเนื่องจากเขาเป็นคนที่มีวิธีคิดที่เป็นระบบแบบแผน ดังนั้นเขาจึงเพาะบ่มตัวเองด้วยความมั่นคงและใช้ประโยชน์จากช่วงเวลาที่ศึกษาอย่างเต็มที่ ถวัลย์ทุ่มเททำงานศิลปะตลอดวัน ตลอดคืน ตลอดปี สุดท้ายก็เลือกจับงานที่เต็มไปด้วยการสร้างสรรค์ และวุ่นวายอยู่กับสิ่งมหัศจรรย์ในงานของเขาถึง 5 ปี หลังจากจบการศึกษาปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ถวัลย์เองก็ตระหนักถึงโครงสร้างทางการเมือง ศิลปวัฒนธรรม และวิถีความเชื่อของคนไทยที่ไม่เอื้อต่อการสร้างสรรค์งานศิลปะ เนื่องจากประเทศไทยไม่มีหน่วยงานที่จะสนับสนุนศิลปะ ไม่มีหอศิลป์ที่มีมาตรฐานและสื่อมวลชนก็ไม่ได้สนใจศิลปะเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นจึงยากมากที่จะดำรงชีวิตเป็นศิลปินอิสระเพื่อที่จะสร้างสรรค์งานศิลปะอย่างเต็มที่ เมื่อคิดได้ดังนี้แล้ว เขาจึงก้าวออกจากจุดที่เป็นปัญหานี้โดยการสอบชิงทุนไปศึกษาต่อ โดยการชี้แนะและสนับสนุนของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี จากกระทรวงวิทยาศาสตร์ วัฒนธรรมและการศึกษาของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ (RIJKS AKADEMIE VAN BEELDEN DE KUNSTEN AMSTERDAM NEDERLAND)

ที่เนเธอร์แลนด์นับเป็นปฐมวิบากของถวัลย์ ที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคนานัปการในการสร้างสรรค์งานศิลปะ เมื่อต้องปรับตัวในแง่ของการใช้ชีวิตในต่างแดน และยังต้องพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นและยอมรับในสิ่งที่เขาทำและแสดงออกในสถานการณ์นั้น นับว่าเป็นธรรมดาของการพัฒนาที่จะต้องอาศัยทักษะ วิริยะ ศรัทธา และปัญญา เพื่อที่จะบรรลุจุดประสงค์แห่งการสร้างสรรค์ของศิลปิน (อุปสรรคที่ว่านี้ย่อมเกิดกับผู้ที่มีความสมบูรณ์พร้อมเท่านั้น) 3 ปีผ่านไป เมื่อทุกอย่างเริ่มผ่อนคลายลง เขาเริ่มตรวจสอบและหาบทสรุปภายในตัวของเขาในรูปแบบและเนื้อหาของความเป็นตะวันออกและความเป็นถวัลย์ โดยทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปกับการวิเคราะห์ การเขียนรูป การเข้าชมพิพิธภัณฑ์ที่เกี่ยวกับซีกโลกตะวันออก อาทิเช่น พิพิธภัณฑ์อินโดนีเซียในประเทศเนเธอร์แลนด์ พิพิธภัณฑ์กีเม่ ในฝรั่งเศส ที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมของประเทศลาว ฯลฯ และอาจเป็นเพราะว่าการที่ถวัลย์มีกัลยาณมิตรอย่าง ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ผู้เป็นปราชญ์สำคัญคนหนึ่งของไทยหรือการที่เขามีครูบาอาจารย์ในระดับชั้นบรมครูอย่างพระเทวาพินิจมิตร หลวงวิศาลศิลปกรรม พระพรหมพิจิตร และศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี แน่นอนบุคคลเหล่านี้ย่อมมีอิทธิพลและมีส่วนในการหล่อหลอมอัตลักษณ์ของถวัลย์ซึ่งอาจจะหมายรวมถึงรากฐานแห่งวิธีคิดของเขาด้วย และสืบเนื่องจากเขามักจะแสดงความยกย่องเชิดชูมหาบุรุษทั้งหลายอาทิเช่น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระมหาวีระแห่งศาสนาเชน ท่านระพินทรนาฏ ฐากูร หรือมหาเมธีคนสำคัญทางตะวันออกและตะวันตกหลายๆ ท่าน อีกทั้งยังมักจะยกเรื่องราวในพระไตรปิฎกในส่วนของสุตตันตปิฎกและอภิธรรมปิฎก รวมถึงคัมภีร์พระเวทและอุปนิษัทของพราหมณ์มาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างงานและเป็นแบบอย่างการดำรงชีวิต และนั่นย่อมหมายถึงถวัลย์ได้ปฏิบัติต่อสิ่งที่มีความสำคัญขั้นพื้นฐานในลำดับแรกของผู้ที่จะเป็นปราชญ์ใหญ่ นั่นคือ การเปิดรับเข้ามาเพื่อพัฒนาตน และนี่เป็นการสะสมความมั่นคงแห่งภูมิความรู้ของเขา (ถวัลย์ใช้ชีวิต 6 ปีที่เนเธอร์แลนด์ พ.ศ.2506 – 2512 จบการศึกษาปริญญาโท สาขาจิตรกรรมฝาผนัง อนุสาวรีย์ ผังเมือง และปริญญาเอก สาขาอภิปรัชญาและสุนทรียศาสตร์)

หลังจากกลับมาประเทศไทย ถวัลย์ได้จัดงานแสดงศิลปะอีกไม่กี่ครั้ง และหนึ่งในนั้นก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อรูปของเขาถูกกรีดทำลายโดยมือมีดนิรนาม นับเป็นการปฏิเสธงานของถวัลย์ที่รุนแรงที่สุด สาเหตุเดียวที่ทำให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นคือ การที่คนผู้นั้นขลาดเขลาและไปไม่ถึงความคิดของศิลปินนั่นเอง ข้าพเจ้าคิดถึงคำพูดของถวัลย์ที่พูดถึงศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรีที่ว่า “อาจารย์ศิลป์เป็นครูที่ยิ่งใหญ่ เพราะครูที่ยิ่งใหญ่นั้นย่อมยอมให้ศิษย์ปฏิเสธความคิดของครูได้” (แน่นอน การไม่ยอมรับในความคิดเห็นที่แตกต่างเป็นปัญญามาโดยตลอดในสังคมของเรา) หลังจากนั้นไม่นาน ถวัลย์ก็เลิกแสดงงานศิลปะในประเทศไทย และนี่เป็นการสูญเสียในแง่ทางการศึกษาของนิสิต นักวิชาการ รวมถึงศิลปินและผู้ที่สนใจในงานศิลปะที่ต้องเสียโอกาสจะได้เรียนรู้ถึงกระบวนการคิดและวิธีการแสดงออกในงานที่เป็นปัจเจกของภาพของถวัลย์ ดัชนี คงมีแต่เพียงได้เห็นผลงานของเขาในหนังสือต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นภาษาต่างประเทศและเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาสำหรับนิสิต นักศึกษาศิลปะเป็นอย่างมาก

เนื้อหา สัญลักษณ์ และการตีความในงานศิลปะของ ถวัลย์  ดัชนี

ข้าพเจ้ามีโอกาสได้พูดคุยกับถวัลย์ ดัชนี 3 – 4 ครั้ง ข้าพเจ้าก็ทราบถึงทัศนคติภายในของศิลปินที่ความชัดเจน กว้างขวางและลุ่มลึกในการมองโลก ดังนั้นผลงานของเขาไม่ได้หวังผลอย่างเดียว แต่ถวัลย์ได้เสนอแง่คิดผ่านสัญลักษณ์เพื่อเชื่อมต่อเนื้อหาพุทธปรัชญากับงานจิตรกรรมของเขาให้อยู่ในจุดที่ประสานกันได้อย่างลงตัว แต่ก็นั่นแหละ อีกด้านหนึ่งผลงานของถวัลย์ก็อาจจะล่อแหลมหมิ่นเหม่ต่อสถาบันศาสนาในสายตอของคนที่ไม่เท่าทันความคิดของเขา สัญลักษณ์ต่างๆ ที่ถวัลย์นำมาใช้ล้วนแต่ยากแก่การยอมรับสำหรับคนในยุคนั้น ประมาณ พ.ศ. 2506 – 2520) รูปเศียรพระพุทธรูป ภาพชายหรือหญิงเปลือย รูปวัด เจดีย์ วิหาร พระสงฆ์ รูปครึ่งคนครึ่งสัตว์ รูปสัตว์เดรัจฉานที่มาประกอบรวมกันในผลงาน

ข้าพเจ้าใคร่ขอยกตัวอย่างงานชิ้นหนึ่งช่วงที่ถวัลย์กลับจากเนเธอร์แลนด์ได้ไม่นานในแง่ของการตีความ ถวัลย์ ดัชนี เขียนรูปที่แสดงเนื้อหาเกี่ยวกับธรรม 2 คือ

โลกิยธรรม        ธรรมอันเป็นวิสัยของโลก

สังขารธรรม      ธรรมอันพ้นวิสัยของโลก

และโลก 3 คือ

สังขารโลก         โลก คือ สังขาร หมายถึง สิ่งที่ไม่มีจิตใจ เช่น ก้อนหิน ต้นไม้

สัตว์โลก             โลก คือ หมู่สัตว์ ได้แก่ สิ่งที่มีจิตใจ เช่น คนและสัตว์

โอกาสโลก        โลก คือ แผ่นดินที่คน สัตว์ สิ่งของ อาศัยอยู่

ขยายความ ถวัลย์ใช้โลก 3 เป็นแกนที่ตั้งแห่งความคิดและใช้สัญลักษณ์ของโลกิยธรรมเป็นรูปวัตถุ เจดีย์ โบสถ์ รูปคน (ร่างกายเนื้อ) ซึ่งกายเนื้อนั้นแทนค่าเบญจขันธ์ อันประกอบไปด้วย

รูปขันธ์              คือ ธาตุทั้ง 4  ประชุมกันเป็นกาย พร้อมรูปที่อาศัยธาตุทั้ง 4 ปรากฏ เช่น ความเป็นหญิง ความเป็นชาย

เวทนาขันธ์        คือ ความรู้สึกเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือ ไม่ทุกข์ ไม่สุข

สัญญาขันธ์        คือ ความจำได้หมายรู้ เช่น จำรูป จำเสียง

สังขารขันธ์        คือ ความคิด หรือ เจตนาที่ดีบ้าง ชั่วบ้าง

วิญญาณขันธ์     คือ ความรู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เช่น รู้สึกว่าเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น เป็นต้น

ในส่วนของโลกุตรธรรม เขาใช้เศียรพระพุทธหันเบื้องพระพักตร์ไปเบื้องหลัง ซึ่งแสดงนัยแห่งการหลุดพ้นและปล่อยวางจากโลกิยธรรม โดยพระเศียรหันเบื้องพระพักตร์ไปด้านหลังนั้นวางอยู่บนแต่ไม่ติดกับกายเนื้อ และมีรูปสังฆหวัตถุ โบสถ์ ตัวสิงห์ ระฆังและรูปคน (กายเนื้อ) ที่เขาแทนค่าเป็นโลกิยธรรมโดยมีเส้นโค้งครึ่งวงกลมมาแบ่งพาดผ่านระหว่างเศียรพระพุทธ (ที่แทนค่าเป็นโลกุตรธรรม) กับกายเนื้อ (ที่แทนค่าเป็นโลกิยธรรม)

ก่อนที่จะกล่าวถึงเรื่องสัญลักษณ์ของถวัลย์ที่นำมาใช้ในมุมกว้าง ข้าพเจ้าอยากที่จะชี้ให้เห็นถึงลักษณะของประเภทงานภาพเขียนของถวัลย์ ดัชนี ที่พอจะแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ดังนี้

งานวาดเส้นบนกระดาษ 

ถวัลย์มักจะผูกเรื่องขึ้นในรูปทรงใดรูปทรงหนึ่ง เช่น ใบหน้าคน หัวแม่มือ รูปร่างคน ฯลฯ โดยมีรายละเอียดเป็นรูปสัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์ของธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ผสมผสานกับรูปตัวคน (กายเนื้อ) หรือรูปหน้าพระพุทธ ผลงานชุดนี้เราจะเห็นทักษะชั้นเยี่ยมของถวัลย์ โดยเฉพาะเทคนิควาดเส้นด้วยปากกาลูกลื่นที่มีความประณีตสูงและเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ดังจะเห็นได้จากศิลปินใช้ปากกาลูกลื่นต่างชนิดต่างสีกัน ในการสร้างงานหนึ่งชิ้นให้ได้สีดำที่มีความแตกต่างกันไป และบางภาพของเขาจะมีพื้นที่ที่เป็นสีน้ำเงินอมม่วงดำเน้นออกมาเป็นพิเศษ นับว่าเป็นเสน่ห์ของงานวาดเส้นของเขา

ชุดพลังแผ่นดิน, 2545, ปากกาลูกลื่น ทองคำเปลวบนกระดาษ, 21 x 34 ซม.

งานจิตรกรรมขนาดใหญ่ แบ่งเป็น 2 จำพวกได้แก่

งานจิตรกรรมสี งานชุดนี้ส่วนใหญ่เป็นผลงานยุคแรกๆ ของถวัลย์ มีการใช้สีหลายสีเข้ามาสนับสนุนเนื้อหาในงานมาก ยุคนี้ถวัลย์มักนิยมใช้สีที่มีน้ำหนักตัดกันได้แก่ สีแดง สีดำ สีฟ้า สีเหลือง แต่ในบางครั้งใช้สีที่ผสมด้วยสีดำไล่น้ำหนักอ่อนแก่ในพื้นที่เกือบทั้งหมดของภาพเช่น ภาพพาลี เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวในรามเกียรติ์ รูปชุดทศชาติ รูปแม้วลงผี รูปเสือขบม้า เสือขบควาย และอื่นๆ

งานจิตรกรรมขาวดำ งานชุดนี้มีเนื้อหาสอดคล้องกับงานชุดวาดเส้น แต่แตกต่างกันในแง่ของเทคนิค คือ ศิลปินใช้เทคนิคสีน้ำมันบนผ้าใบ ได้แก่ งานชุดมารผจญ ชุดพุทธปรัชญา และอื่นๆ (งานชุดนี้บางครั้งมีการใช้ทองคำเปลวและสีแดงด้วย)

งานจิตรกรรมแนวไทย

ถวัลย์สร้างลายรูปสัตว์ รูปครึ่งคนครึ่งสัตว์ เขียนในลักษณะสีแบนแล้วตัดเส้นเหมือนลายรดน้ำโบราณ แต่รูปทรงและเรื่องราวที่เขาเขียนยังคงเป็นเรื่องเดียวกับงานทุกชุด จะต่างกันด้วยเทคนิคและวิธีการเขียน จุดเด่นของงานจิตรกรรมแนวไทยของเขาคือ การวางองค์ประกอบและการจัดการกับเรื่องช่องไฟและรูปทรงต่างๆ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในงานภาพเขียนไทยโบราณ ได้แก่ งานชุดตู้พระธรรม ชุดมารผจญ รวมไปถึงงานแกะสลักบานประตูวัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงราย งานสลักประดับบ้านดำ จังหวัดเชียงราย และอื่นๆ

งานเขียนแนวฉับพลันแบบภาพเขียนเซน

ถวัลย์เขียนรูปด้ายสีดำโดยใช้พู่กันขนาดใหญ่ ป้ายสีแบบฉับไวเป็นรูปสัตว์ที่กำลังเคลื่อนไว วิ่ง เดิน หรือกระโดดด้วยฝีแปรงเพียงไม่กี่ครั้ง ซึ่งเราเรียกภาพเขียนแบบนี้ว่าภาพเขียนแบบเซน คือ ศิลปินจะคงไว้แต่ส่วนที่เป็นสาระเท่านั้น โดยจะลดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นออกให้หมด ดังนั้นความงามของผลงานจึงไม่ได้อยู่ที่รายละเอียดของภาพ แต่ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของฝีแปรงเพียงไม่กี่ครั้งที่สามารถเข้าถึงแก่นของสาระในสิ่งที่ศิลปินต้องการนำเสนอ ภาพเขียนของถวัลย์ชุดนี้ยังคงแสดงคุณลักษณะที่เป็นไทยอยู่ แม้เขาจะนำเสนอในลักษณะภาพเขียนเซน ดังจะเห็นได้จากรายละเอียดบริเวณส่วนที่เป็นตาและหาง หรือข้อเท้าของสัตว์ เช่น ช้าง ม้า กระทิง เป็นต้น

นอกจากการสร้างงานจิตรกรรมแล้ว ถวัลย์ยังมีผลงานทางสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นจนเป็นที่ยอมรับในวงการสถาปนิก (ถวัลย์ได้เสร้างศิลปะสถานอาคารบ้านเรือนมากกว่า 30 หลังที่ดอยนางแล จ.เชียงราย)

ภาพฝีแปรงชุดเสือ, 2547,สีน้ำมันบนผ้าใบ, 90 x 120 ซม.

ภาพฝีแปรงชุดช้าง 1, 2547, สีน้ำมันบนผ้าใบ, 90 x 120 ซม.

 

ที่มาของแรงบันดาลใจและสัญลักษณ์ในงานของ ถวัลย์ ดัชนี

บาหลี ดินแดนที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ ศิลปะทุกแขนงล้วนอยู่ในวิถีชีวิตของชาวบาหลี พิธีกรรมเช่น สรวงบูชาถูกจัดการด้วยศิลปะอย่างประณีต เพื่อแสดงความเคารพบูชาและการวิงวอนร้องขอ บาหลีอาจจะได้รับอิทธิพลศาสนาและความเชื่อจากอินเดีย แต่บาหลีเองก็มีรูปแบบเฉพาะเป็นของตนเอง ถวัลย์ใช้ชีวิตบางช่วงอยู่และซึมซับความพิศวงในดินแดนที่ร่ำรวยศิลปะแห่งหนึ่งของโลก ความสว่างไสวของขนบจารีตประเพณีในบาหลีก็ดีพอที่จะเชื่อมต่อพลังความคิดและศรัทธาของถวัลย์ ดัชนีได้

ในเนื้อหางานของถวัลย์ ดัชนี ส่วนใหญ่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากพุทธปรัชญาในแนวหินยานที่เหลือเป็นมหายาน พราหมณ์ ฮินดู และอื่นๆ ในส่วนของมหายานที่ปรากฏในงานของถวัลย์ได้แก่ มหายานในลัทธินิกาย “พุทธตันตระ” ซึ่งเป็นลัทธินิกายที่รุ่งเรืองในทิเบต และลัทธิโยคาจารที่รุ่งเรืองในญี่ปุ่น เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เซน (ZEN)

การสร้างและการใช้สัญลักษณ์ในงานของศิลปินนั้น ไม่ใช่เขาเป็นผู้คิดขึ้นเองทั้งหมด ส่วนหนึ่งถวัลย์ได้รับความเชื่อมากจากท้องถิ่นและความเชื่อจากประเทศอินเดีย โดยเฉพาะอินเดียมีการใช้สัญลักษณ์ในงานจิตรกรรมและปฏิมากรรมอย่างกว้างขวางมาแต่โบราณ อาทิเช่น สัญลักษณ์ดิน  นักปราชญ์อินเดียแทนค่าเป็นรูปช้าง สัญลักษณ์น้ำใช้รูปงูหรือนาค สัญลักษณ์ลมใช้รูปนกวายุภักษ์หรือรูปครุฑ ส่วนสัญลักษณ์ไฟใช้รูปคชสีห์หรือราชสีห์ และเนื่องจากถวัลย์มีภูมิความรู้ในทางปรัชญาศาสนาอย่างดียิ่ง เขาจึงมองเปรียบเทียบไปยังการใช้สัญลักษณ์ในลัทธิศาสนาของชาวอียิปต์โบราณ ซึ่งมีการใช้สัญลักษณ์จากการตีความแทนค่าถึงเทพเจ้าต่างๆ เช่น ‘โฮรุส’ เทพเจ้ารูปเหยี่ยว มีดวงตาเป็นดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ‘เชเบค’ เทพเจ้ามีเขาเหมือนโค และมีดวงอาทิตย์อยู่บ้านบนศีรษะ ฯลฯ

นอกจากนี้ชาวอียิปต์โบราณยังใช้สัญลักษณ์รูปแมลงชแคแร็บ (SCARAB BEETLE) แทนค่าสัญลักษณ์ดิน เพราะแมลงชแคแร็บเป็นสัตว์ที่สร้างรังโดยขนเอาดินมาทีละน้อยๆ ทำเป็นรังใหญ่ ชาวอียิปต์โบราณถือว่าต้องให้ความเคารพบูชา เพราะเป็นตัวแทนของพระเจ้าผู้สร้างโลก สัญลักษณ์น้ำใช้รูปงูและรูปดอกบัวซึ่งมีอยู่มากตามฝั่งแม่น้ำไนล์ สัญลักษณ์ลมใช้รูปนกแร้งหรือปีกนก สัญลักษณ์ไฟใช้รูปดวงอาทิตย์ วิธีตีความและสร้างสัญลักษณ์ของปราชญ์โบราณมักใช้รูปสัตว์หรือรูปลักษณ์ที่ทรงพลังน่าเกรงขามในท้องถิ่นนั้นๆ ซึ่งมีวิถีเกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณ ขนบประเพณี วัฒนธรรมความเชื่อ ความเป็นอยู่ของชาติ จากจุดนี้ถวัลย์ได้สร้างสัญลักษณ์ใหม่ขึ้น ดังจะเห็นได้งานหลายๆ ชิ้นของเขาที่ใช้รูปตัวลิ่นที่อยู่ในดินแทนค่าสัญลักษณ์เป็นดิน ใช้รูปเต่าแทนค่าสัญลักษณ์เป็นน้ำ และจักจั่นแทนค่าสัญลักษณ์เป็นลมและไฟ (เมื่อจักจั่นบิน ปีกของมันจะเปล่งประกายแสง)

นัยของสัญลักษณ์ที่ปราชญ์โบราณคิดไว้ บางครั้งก็มีนัยมากกว่า 1  ความหมายเช่น รูปนาค เป็นสัญลักษณ์แทนน้ำ แต่ในขณะเดียวกันก็อาจหมายถึง พระโกนาคมนพุทธ ในลักษณะคล้ายคลึงกันถวัลย์กำหนดรูปเต่าเป็นสัญลักษณ์แทนน้ำและอาจจะหมายถึง พระกัสสปพุทธเจ้าด้วย

พระพุทธเจ้า 5 พระองค์ในกับป์นี้ที่ถวัลย์นำมาใช้ในงานของเขาได้แก่

พระกกุสุสันธพุทธเจ้า     ใช้สัญลักษณ์เป็นรูปไก่ (จริงๆ แล้วเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ 22 จากจำนวน 25 พระองค์ ไม่รวมถึงพระศรีอริยเมตไตรย)

พระโกนาคมนพุทธเจ้า    ใช้สัญลักษณ์เป็น รูปนาค

พระกัสสปพุทธเจ้า         ใช้สัญลักษณ์เป็น รูปเต่า

พระโคตมพุทธเจ้า          ใช้สัญลักษณ์เป็น รูปวัว

พระศรีอริยเมตไตรย     ใช้สัญลักษณ์เป็น รูปเสือ

ดังนั้นในงานของถวัลย์ชุดเสือขบวัว จึงมีนัยเกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงของพระพุทธศาสนาในยุคของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เข้าสู่ยุคพระศรีอริยเมตไตรย มากกว่าจะตีความหมายเป็นเรื่องของกฎธรรมชาติ แต่ในขณะที่รูปเสือกัดม้าของเขากลับแปลความหมายเป็นเรื่องของสุริยคราส เพราะความเชื่อท้องถิ่นคือเสือเป็นสัญลักษณ์ของพระอาทิตย์ ม้าคือสัญลักษณ์ของพระจันทร์ การมองงานของถวัลย์นอกจากเนื้อหาที่ลุ่มลึกแล้ว รสชาติที่แท้จริงก็คืออัตลักษณ์ของตัวถวัลย์และปัจเจกภายในงานของเขา

ชุดภวตัณหาและวิภวตัณหา, 2547, สีน้ำมัน ทองคำเปลวบนผ้าใบ, 200 x 185 ซม.

 

ผลงานของถวัลย์ ดัชนี ในยุคหลังปี 2540

ผลงานส่วนใหญ่ของถวัลย์ชุดนี้สร้างขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติถึงองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน และหลังจากถวัลย์ได้รับรางวัล ARTS AND CULTURE PRIZE จากFUKUOKA ASIAN CULTURE PRIZE COMMITTEE ประเทศญี่ปุ่น เราก็ได้เห็นผลงานเดี่ยวในนิทรรศการ “เฟือนตะวัน” ที่กรุงเทพฯ

ต่อจากนั้นเราก็ได้เห็นผลงานชุด ตรีมูรติ จากนิทรรศการ จิตวิญญาณไทย (THAI SPIRITUAL TIES) ที่หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คำว่า ตรีมูรติ เกิดขึ้นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของศาสนาพราหมณ์กลายเป็นศาสนาฮินดู ในยุคศาสนาพราหมณ์มีเทพเจ้าองค์เดียวคือพระพรหม ต่อมาศาสนาพุทธและศาสนาเชนรุ่งเรืองมากในประเทศอินเดีย ทำให้ศาสนาพราหมณ์มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เป็นศาสนาฮินดู เริ่มด้วยการที่ศาสนาพราหมณ์นำเอาพระศิวะกับพระวิษณุมาแต่งตั้งให้สูงเท่ากับพระพรหมกลายเป็นตรีมูรติ จากนั้นจึงเกิดมีลัทธิอวตารซึ่งเป็นลัทธิวิธีการใหม่สำหรับการปรับปรุงลัทธิศาสนาฮินดู ถึงจุดนี้ลัทธิอวตารก็นำพระวิษณุหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า พระนารายณ์ อวตารออกไปเป็นปางต่างๆ ถึง 10 ปาง (พระนารายณ์ 10 ปาง ปรากฏอยู่ในงานของถวัลย์ในงานชุดก่อนหน้านี้)  ต่อมาก็มากถึง 20 ปาง (พระพุทธเจ้าก็ถูกบรรจุให้เป็น 1 ปางของพระนารายณ์) แต่นัยที่แท้จริงในงานชุดตรีมูรติของถวัลย์ ดัชนี น่าจะเป็นสิ่งสูงสุด 3 ประการ อันได้แก่ ชาติ เขาใช้สัญลักษณ์เป็นพระพรหม (ผู้สร้างโลก)  ศาสนา เขาใช้สัญลักษณ์เป็นพระวิษณุ (ความเชื่อจากลัทธิอวตารในเรื่องพระพุทธเจ้าเป็นปางหนึ่งของพระวิษณุ) พระมหากษัตริย์ เขาใช้สัญลักษณ์เป็นพระศิวะหรือเรียกอีกอย่างว่า พระอิศวร (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นอัครศิลปิน และพระองค์ให้การสนับสนุนศิลปะในแขนงต่างๆ พระอิศวรมีโอรสคือ พระคเณศ) นอกจากนี้เขายังมีผลงานชิ้นอื่นที่มาสนับสนุนแนวคิดนี้ได้แก่งาน พลังแผ่นดิน 1-2 ซึ่งเป็นงานอาเศียรวาทแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ในความเชื่อที่ว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์สมมติเทพ

มาถึงงานชุดใหม่ล่าสุดของถวัลย์ ดัชนี งานชุดนี้มีความโดดเด่นตรงที่ถวัลย์นำรูปทรงของท่อนลำตัวมนุษย์มาเป็นโครงสร้างของงานและในส่วนของรายละเอียดนั้น จะเห็นการทับซ้อนของสัญลักษณ์รูปสัตว์ต่างๆ เคลื่อนไหวอย่างอิสระ บริเวณส่วนของดวงตาของสัตว์เหล่านั้นแสดงนัยของการเกิดดับ การเปิดรับผ่องถ่ายของอายตนะ บางครั้งปรากฏเหมือนกลุ่มดาวที่กำลังร่ายรำอยู่ในรัตติกาล และหนึ่งในงานชุดนี้เป็นภาพที่ถวัลย์เขียนขึ้นมาเพื่อรำลึกถึงนกเค้าแมวตัวโปรดที่ตายจากไป

ผลงานชิ้นสำคัญในระดับ MASTER PIECE อีก 2 ชิ้นที่ต้องกล่าวถึงได้แก่ งานจิตรกรรมขาวดำขนาดใหญ่ ขนาดประมาณ 7 x 9 เมตร ถวัลย์ทุ่มเทใช้เวลาเขียนนานหลายปีเพื่อทิ้งไว้เป็นมรดกของประเทศชาติ ซึ่งขณะนี้ใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว ในส่วนของรายละเอียดและเนื้อหาของงานชุดนี้ข้าพเจ้าจะไม่ขอกล่าวถึง แต่ใคร่ขอเชิญชวนให้ทุกท่านหาโอกาสไปเยี่ยมชมเอาเองที่ บ้านดำ จังหวัดเชียงราย

ทุกวันนี้ถวัลย์ ดัชนี ยังคงสานต่อศิลปะด้วยพลังศรัทธาแห่งวิญญาณของศิลปิน เขาเป็นประมุขบ้านดำแห่งดอยนางแล และเป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิตแก่ศิลปินน้อยใหญ่ เป็นผู้นำที่พยายามปลุกกระแสในดินแดนล้านนาให้เป็นศูนย์กลางของศิลปวัฒนธรรมโดยร่วมกับองค์การเอกชนและภาครัฐจัดกิจกรรมทางศิลปะอย่างต่อเนื่อง ถวัลย์กับกลุ่มศิลปินเชียงรายกำลังผลักดันโครงการสร้างหอศิลป์เชียงรายซึ่งเป็นหอศิลป์แห่งแรกในประเทศไทยที่ถูกสร้างโดยกลุ่มศิลปิน จังหวัดเชียงราย ข้าพเจ้าในฐานะคนไทยคนหนึ่งรู้สึกภาคภูมิใจที่ประเทศไทยวันนี้มีศิลปินอย่างถวัลย์ ดัชนี ผู้เปล่งประกายความเป็นผู้นำและนับว่าเขาคือศิลปินซึ่งเปรียบประดุจลมหายใจของวงการศิลปะไทยอย่างแท้จริง

Irag, สีน้ำมันและทองคำเปลวบนผ้าใบ, 152 x 203 ซม.

โปรดศึกษาผลงานและเรื่องราวของถวัลย์  ดัชนี เพิ่มเติมได้จาก

– หนังสือถวัลย์  ดัชนี จิตรกรรมไทยสากลวิญญาณตะวันตก (พิมพ์ 3 ภาษา คือ ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน) โดยกิลเบิร์ท บราวน์สโตน)

– หนังสือภาพร่างเส้นในวิญญาณ ถวัลย์  ดัชนี (พิมพ์เป็นภาษาเยอรมัน) โดย อูลลิช บาร์คอสสกี้

– หนังสือชีวิตและงานของถวัลย์ ดัชนี ระหว่าง พ.ศ. 2505-2535 (พิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ) โดย รัสเชล มาร์คัส

– หนังสืออ้างอิงชีวประวัติเล่มแรกของจิตรกรไทยที่มีชีวิตและประวัติศาสตร์วงการศิลปะลายเส้นพุทธปรัชญานิกายหินยาน ทศชาติชาดก โดย ดร.เคล้าส์ เว้งค์

– ภาพยนตร์ 16 ม.ม. เรื่องแรกโดย ยูซิส แห่งประเทศไทย (2505)

– ภาพยนตร์สารคดีศิลปะร่วมสมัย ปรัชญา พุทธศาสนานิกชน (2512) สถาบันวัฒนธรรมเยอรมัน มิวนิค ประเทศเยอรมัน

– ภาพยนตร์ เสี้ยวรังสรรค์ของถวัลย์ ดัชนี โดย บรรจง โกศลวัฒน์ อำนวยการสร้างโดย สฤษฎิเดช สมบัติพานิช (2518)

– ภาพยนตร์สารคดี ศิลปวัฒนธรรม ทีวีเยอรมัน จากนครโคโลญจน์ เยอรมัน (2528) เรื่องราวรูปเขียน สัญญาลักษณ์ ความหมาย ปรัชญาและพลังรังสรรค์ของ ถวัลย์ ดัชนี ในปราสาทครอททอร์ฟ เยอรมัน

– ภาพยนตร์สารคดี ศิลปวัฒนธรรมไทยแลนด์พาโนรามา โดย บีบีซี อังกฤษ (2532) เรื่องราวนำเสนอพลังเนรมิต ความฉับพลันของสภาวะจิต ความขัดแย้งระหว่างอุปาทานขันธ์ สมมติ สัจจะ และ ปรมัติสัจจะ

– ภาพยนตร์สารคดีชีวิต ถวัลย์ ดัชนี จิตรกรในพำนัก มหาวิทยาลัยเมเบิร์น ออสเตรเลีย (2537) เรื่องราวเกี่ยวกับบ้านที่อยู่อาศัย สถาปัตยกรรมท้องถิ่น ความคิดศรัทธาและความเห็นชอบในอริยมรรคของถวัลย์ ดัชนี

ฯลฯ

หนังสืออ้างอิง

  • พระไตรปิฎก ฉบับสำหรับประชาชน ย่อความจากพระไตรปิฎกฉบับภาษาบาลี 45 เล่ม พิมพ์รวมเล่มเดียวจบ ครั้งที่ 16/2539 มหามกุฎราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์
  • ปรัชญาอินเดีย : ประวัติและลัทธิ สุนทร ณ รังษี
  • ศาสนาสากล 1, 2, 3 พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ
  • ศิลปินแห่งชาติ 2544 สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ

 

ชุดพระศรีอาริยะเมตตรัย, 2545,ปากกาลูกลื่น ทองคำเปลวบนกระดาษ, 34 x 21 ซม.

ภาพฝีแปรงชุดม้า 2, 2547, สีน้ำมันบนผ้าใบ, 90 x 120 ซม.

Desirable and Undersirable, สีน้ำมันและทองคำเปลวบนผ้าใบ, 109.5 x 135 ซม.

ชุดรอยสัก, 2546, ปากกาลูกลื่น ทองคำเปลวบนกระดาษ, 21 x 34 ซม.

เครื่องประดับที่ทำจากกระดูก เขี้ยว เล็บ ของสัตว์ต่างๆ

ชุดสุริยุปราคา 2 , 2547, สีน้ำมัน ทองคำเปลวบนผ้าใบ, 90 x 110 cm.

ภาพฝีแปรงชุดหมูป่า, 2547,สีดำอีนาเมลบนกระดาษ, 110 x 79 ซม.

ถวัลย์ ดัชนี


About the Author

Chalotorn Anchaleesahakorn

ปิ๊งโกะ ชอบพูดชอบคุย ชอบดื่ม ชอบไอติม ชอบอ่านหนังสือ ชอบเดินแกลเลอรี ฝันอยากเดินทางรอบโลก



Back to Top ↑