Artist Talk

Published on August 14th, 2018 | by anaras

0

Enchanting: Free your mind among nature

จิตรกรรมสีน้ำกับภาพทิวทัศน์ตามธรรมชาติ เป็นของคู่กันที่เรามักเห็นได้อยู่บ่อยครั้ง ด้วยลักษณะเฉพาะตัวที่ให้ความรู้สึกอ่อนโยน นุ่มนวล ชวนฝันของสีที่ผสมกับน้ำแต้มแต่งลงบนกระดาษ ทำให้ศิลปินผู้เขียนภาพทิวทัศน์ตามธรรมชาติมักเลือกใช้สีน้ำเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดสิ่งที่ตามองเห็น สีน้ำจึงมักถูกใช้ในภาพแบบเหมือนจริงที่อาจมีรายละเอียดสลับซับซ้อน หรือเรียบง่ายตัดทอนก็ตามแต่

ทว่า สำหรับศิลปินสาว ตุ่ย ทรัพย์มณี ชัยแสนสุข การวาดภาพสีน้ำไม่ใช่การลอกเลียนธรรมชาติเบื้องหน้า หากแต่เป็นการถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ภายในตัวตนของเธอเองออกมาสู่โลกภายนอก

อยากให้พี่ตุ่ยแนะนำตัวเองหน่อยครับ

ทรัพย์มณี ชัยแสนสุข ค่ะ เรียนจบสถาปัตย์จาก ม. ธรรมศาสตร์ ตอนนี้ทำงานเป็นเหมือน full time artist เพราะเพิ่งเริ่มทำเต็มเวลา เมื่อก่อนก็เป็นสถาปนิกที่อาศรมศิลป์ เป็นที่สุดท้ายที่เราทำงานประจำ

แล้วทำไมถึงตัดสินใจมาเป็นศิลปินเต็มตัว

อยากทำในสิ่งที่ตนเองรัก อยากใช้เวลากับมัน อยากมีความสุข เพราะอันที่จริงเราก็วาดรูปอยู่แล้วเป็นเงานอดิเรก แต่ก็เป็นงานอดิเรกที่จริงจัง เราแบ่งเวลามาทำในส่วนของงานศิลปะ แล้วก็เป็นสถาปนิกควบคู่กันไปในบริษัท

ผลงานภาพวาดในช่วงแรกๆ ของเราเป็นอย่างไร

เราเริ่มจากงานภาพวาดสีน้ำก่อน แรกๆ ทุกคนก็จะต้องวาด landscape เนาะ ก็จะมีการออกไปสเก็ตช์ตามสถานที่ต่างๆ หรือว่าวาดในสตูดิโอบ้าง ก็จะเป็นงานแบบ realistic หน่อย แล้วก็เริ่มพัฒนามาเรื่อยๆ จนเป็นแบบนี้ ประมาณว่าเป็น semi-abstract เราเริ่มวาดมาจากข้างในมากขึ้น เริ่มใช้จินตนาการเข้ากับข้อมูลที่เราชอบ คือเราชอบดูงานจำพวกภาพธรรมชาติ มันก็จะออกมาเวลาเราวาดด้วย เหมือนกับใส่จินตนาการเข้าไป

ตอนนั้นพอมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของเรา เรารู้สึกอย่างไร

นิทรรศการแรกชื่อ “Small Eye – Big View” ตอนนั้นก็ไม่เคยคิดว่าจะได้มีนิทรรศการเดี่ยวเป็นของตนเอง เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ทางแกลเลอรีเขาให้โอกาส เขาบอกว่าให้เราแสดงเดี่ยวได้เลย เราก็ทุ่มทุกอย่าง อยากลองดู เพราะเหมือนเราได้วาดรูปแล้ว มันก็เป็นความสุขของเรา และยิ่งมีโอกาสได้โชว์งานด้วยก็ยิ่งรู้สึกดีขึ้นไปใหญ่ เหมือนเป็นสิ่งที่ทำให้เราอยากทำงานขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าการโชว์งานมันทำให้เราได้พบเจอ พูดคุยกับคนอื่นด้วย มีความเห็น ทัศนคติ หรือคอนเซปต์ของงานที่ได้มาแลกเปลี่ยนคุยกัน ก็เลยชอบการแสดงงานตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา หลังจากนั้นทุกๆ ปีก็จะมีนิทรรศการเดี่ยวเรื่อยๆ เหมือนเป็นการพัฒนาตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆ นิทรรศการนี้ก็นับเป็นครั้งที่ 9 แล้ว

เคยจัดนิทรรศการมาเยอะขนาดนี้ ผลงานของเราก็ต้องพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ด้วย แต่แนวคิดหลักเรายังเป็นธรรมชาติเหมือนเดิมใช่มั้ย

ใช่ค่ะ แนวคิดหลักคือเรายังคงจับธรรมชาติรอบตัว เพราะว่าบ้านเกิดที่สาทร สมัยนั้นมันยังไม่เจริญเท่าตอนนี้ ก็จะมีธรรมชาติรายล้อม ยังเป็นพื้นที่สีเขียวที่ยังไม่ถูกนายทุนเอาไป การที่เราอยู่กับธรรมชาติมาโดยตลอด มันทำให้เราก็รู้สึกดี เหมือนธรรมชาติมันเป็นตัวเยียวยาจิตใจด้วย เวลาเราเครียด ไม่สบายใจ พอเรามองไปเห็นธรรมชาติ อย่างต้นหญ้าที่โดนแสงแดด ผีเสื้อบิน เราก็รู้สึกสบายใจขึ้น ก็เลยจับในส่วนนั้นขึ้นมาเป็นแรงบันดาลใจในการวาดภาพ

การวาดภาพสำหรับเราจึงเป็นกระบวนการเยียวยาจิตใจด้วย

ก็ส่วนหนึ่ง เหมือนเราเรียนรู้ธรรมชาติจากการวาดด้วยอีกทีหนึ่ง

พูดถึงผลงานของเรา หลายชิ้นมีการใช้สีสันที่หลากหลาย ดูแตกต่างกันมาก มีวิธีการออกแบบอย่างไร

จริงๆ ก็คือจากความชอบเป็นหลัก ด้วยความที่เราชอบการทดลองด้วย เราก็จะลองดูว่าถ้าสีนั้นมารวมกับสี้นี้ มันจะเกิดอะไรขึ้น การทำงานของเราเหมือนการทดลองไปด้วย คือจริงๆ ไม่มีหลักว่าจะใช้สีอะไร บางอย่างมันจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากรอบตัว เช่นสีของธรรมชาติ หรือว่าเกิดจากเวลาเราใช้เทคนิคน้ำกับสีผสมกัน มันก็จะมี effect เฉพาะขึ้นโดยธรรมชาติของมัน แล้วเราก็อ่านค่าจากตรงนั้น บวกกับจินตนาการเข้าไป แล้วเราก็วาดออกมาแบบอัตโนมัติ automatic painting ใส่สิ่งที่คิดอยู่ตอนนั้นลงไป

อารมณ์ของแต่ละภาพแตกต่างกันมั้ย

ขึ้นอยู่กับสี อย่างสีฟ้าๆ นี่ก็คือเราอยากจะวาดอะไรที่มันสงบ แต่ว่าถ้ามีสีสันหน่อยก็อยากให้มันสนุกสดใส แต่ว่าทุกภาพเวลาเริ่มมันก็จะมีส่วนที่เรามองว่าเป็นความลึกลับ เราอยากให้คนดูคิดต่อว่ามันจะเป็นอะไรในความคิดของเขา

เราสนใจธรรมชาติในเรื่องความซับซ้อนของมัน การซ้อนทับ ความลึกลับเฉพาะตัว คล้ายๆ กับเวลาที่เราชอบไปมองพุ่มไม้ มีรูๆ อยู่ เราก็คิดว่าข้างในมันจะมีอะไรหรือเปล่า ก็เลยคิดว่ามันน่าสนใจ อีกอย่างหนึ่งคือเรื่องของความเป็นอิสระ การเติบโตไปในทุกทิศทาง จริงๆ มันก็เหมือนว่าธรรมชาติช่วยเราในเรื่องของปรัชญาการใช้ชีวิต อย่างเรื่องของการปล่อยวาง ลมพัดก็พัดไป มันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อยู่ที่ว่าเราจะเลือกอยู่กับมันอย่างไร

เรามีการสเก็ตช์ภาพก่อนวาดหรือเปล่า

ช่วงหลังนี้ไม่มีสเก็ตช์ วาดไปเลย เพราะเรารู้สึกว่าตอนสเก็ตช์มันเหมือนกับมีแบบร่างในใจ แล้วเราจะเริ่มเห็นภาพสำเร็จของมัน ซึ่งมันไม่ค่อยท้าทายเท่ากับการเริ่มจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเลย เราชอบคิดจากสิ่งตรงหน้าไปเรื่อยๆ จนเรารู้สึกพอใจ มันก็จบ ก็เลยไม่รู้สึกกังวลถึงความสวยหรือไม่สวยของภาพเท่าไร

ในผลงานพวกนี้จะเห็นความเป็นน้ำได้ชัดเจนมากๆ

เพราะเราชอบความเป็นน้ำ มันทำให้รู้สึกถึงอิสระ โดยที่เราไม่ได้ไปควบคุมอะไรมันมาก เราอาจจะควบคุมได้แค่สีและทิศทาง แต่ว่าในความเป็น effect มันจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติของมัน เราก็เลยชอบความเป็นธรรมชาติของเทคนิคนี้

การใช้สีกับตัวเรามันเหมือนเป็นทีมเวิร์คซึ่งกันและกัน เราก็ปล่อยให้มันไหลไป ให้น้ำเป็นตัวกำหนดรูปร่าง แล้วก็มาดูว่าตรงไหนที่น่าจะเติมอะไรเข้าไปเพิ่ม

สีน้ำส่วนใหญ่จะวาดลงบนกระดาษ พอมาเป็นแคนวาส เทคนิคที่ใช้มันต่างกันมั้ย

มันต่างกันตรงที่แคนวาสจะควบคุมการไหลของน้ำยากกว่า เพราะพื้นผิวมันไม่ดูดซึม หรือดูดซึมน้อยมาก ไม่เหมือนกระดาษ ในความท้าทายของแคนวาสก็สนุกกว่าตรงที่เราจะทำอย่างไรให้มันมีเอฟเฟ็คแบบน้ำได้

ชมความสวยงามและค้นหาความลับในภาพแปลกตาของเธอได้ในนิทรรศการ Enchanting จัดแสดงตั้งแต่วันนี้ – 22 สิงหาคม 2561 ที่ La Lanta Fine Art นราธิวาส 22


About the Author

anaras



Back to Top ↑