Events

Published on June 28th, 2017 | by Chalotorn Anchaleesahakorn

0

ปรัชญา ประ-ติ-บัติ โดย แอร์วิน วูร์ม (Erwin Wurm)

เรื่อง: สรณ วิริยะประสิทธิ์

 

ณ ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 9 แห่งหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ผู้คนมากหน้าหลายตาต่างเข้ามา “เล่น” กับวัตถุหรือเฟอร์นิเจอร์ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป บ้างจดจ้องด้วยความสงสัย บ้างหัวเราะขบขัน บ้างก็ช่วยกันถ่ายภาพขณะกำลังโพสท่าประหลาดๆ อย่างขะมักเขม้น พื้นที่สีขาวจัดแสดงงานศิลปะที่เคยเงียบสงบได้กลายสภาพเป็นสนามเด็กเล่นของทุกเพศทุกวัย บรรยากาศที่เปลี่ยนแปลงไปภายในหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครในวันนี้เป็นผลมาจากนิทรรศการของศิลปินชาวออสเตรีย แอวิน วูร์ม (Erwin Wurm) ผู้นำเสนอปฏิบัติการทางศิลปะแบบ “ศิลปะเชิงสัมพันธ์”[1]

ผลงานส่วนใหญ่ของเขาเป็นที่รู้จักกันดีด้วยการยึดปรัชญาที่ว่าสิ่งของทุกอย่างที่ปรากฏอยู่ในชีวิตประจำวันล้วนสามารถนำมาสร้างเป็นผลงานศิลปะได้ นั่นก็เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของบริบทร่วมสมัยของเราด้วยเช่นกัน ผลงานของวูร์มจึงมักแสดงออกถึงนัยของความเป็นมนุษย์ต่างๆ ผ่านวัตถุอันเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยเนื้อหาทางจิตวิทยา สังคม การเมือง บริบทร่วมสมัยที่ศิลปินพยายามตั้งคำถามกลับไปยังผู้ชมผ่านปฏิบัติการทางศิลปะรูปแบบต่างๆ ที่มากไปกว่าการนำเสนอสุนทรียศาสตร์เชิงรูปแบบนิยม แต่เป็นการนำเสนอสุนทรียศาสตร์เชิงสัมพันธ์ โดยเฉพาะในกลุ่มงาน “One Minute Sculpture” หรือประติมากรรมหนึ่งนาที ที่ถูกนำมาจัดแสดงอีกครั้งในนิทรรศการนี้

นิทรรศการถูกจัดแบ่งตามลักษณะพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน โดยในส่วนแรกนี้เองที่กลุ่มงานประติมากรรมหนึ่งนาทีต่างๆ ถูกจัดแสดงเอาไว้และดูจะเป็นจุดเด่นของผลงานทั้งหมดในภาพรวม ภายใต้อาณาบริเวณเชิงสัมพันธ์แห่งนี้ ผู้ชมงานมิได้เพียงเดินจ้องและมองผ่าน แต่จำเป็นต้องหยุดอ่านและลอง “เล่น” กับผลงานเหล่านั้นด้วย กลุ่มประติมากรรมหนึ่งนาทีประกอบไปด้วยงาน 10 ชิ้น แต่ละชิ้นสร้างขึ้นจากการนำวัตถุในชีวิตประจำวันมาจัดวางบนแท่นฐานสี่เหลี่ยมสีขาวสะอาด โดยแทบจะไม่ผ่านกระบวนการดัดแปลงใดๆ ศิลปินได้เชื้อเชิญให้ผู้ชมเข้ามามีส่วนร่วมกับวัตถุเหล่านี้ด้วยการเขียนข้อความแนะนำสั้นๆ พร้อมภาพตัวอย่างง่ายๆ วาดด้วยปากกาหมึกดำลงบนแท่นฐานสีขาว วิธีการเล่นกับประติมากรรมตามความหมายของศิลปินในที่นี้มีทั้งวิธีธรรมดาทั่วไป อย่างการขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ไม้และมองภาพมุมสูงของห้องนิทรรศการ การสอดศีรษะเข้าไปวางไว้ใต้โคมไฟที่ห้อยจากเพดานลงมายังแท่นวางด้านล่าง หรือการยืนถ่างขาบนเก้าอี้เตี้ยสองตัวและจินตนาการตัวเองเป็นโคลอสซัสแห่งโรดส์ และวิธีพิสดาร อาทิ เมื่อผู้ชมต้องพยายามยึดปากกาไว้ใต้คางกับปลายม้านั่งยาวในท่าแพลงกิ้ง หรือเมื่อเราต้องสอดตัวลงไปในช่องของพนักพิงเก้าอี้ไม้และยกมันขึ้นมา หรือการเลือกหนังสือปรัชญาที่ชอบขึ้นมาถือไว้ด้วยแขนและขาทั้งสองข้างพร้อมกันหลายๆ เล่ม เป็นต้น

กระบวนการของการจัดแสดงประติมากรรมหนึ่งนาทีถูกนิยามด้วยคำว่า “ประติมากรรมเชิงปฏิบัติ” วูร์มพัฒนาแนวคิดของงานลักษณะนี้มาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 แตกต่างจากการนำเสนอประติมากรรมในรูปแบบของภาพแทน (representation) แต่ศิลปินใช้ทั้งตัวเขาเองหรือนักแสดงในการสร้างสรรค์อิริยาบถที่หลากหลายต่อวัตถุ ความสัมพันธ์ที่เป็นไปได้ต่างๆ ระหว่างคนและสิ่งของได้ถูกจินตนาการและนำเสนอในรูปแบบของงานศิลปะจัดวางชั่วขณะ จนอาจกล่าวได้เช่นกันว่ามีความคล้ายคลึงกับศิลปะการแสดง (Performance art) ที่มีตัวบทเป็นการสนทนาประกอบท่าทางระหว่างผู้คนและสิ่งของในบริบทที่ถูกจำกัดดังกล่าว

สำหรับประติมากรรมหนึ่งนาทีทั้งแบบท่ายากและง่ายดังกล่าว อันที่จริงหากเราได้ลองทำตามคำแนะนำของศิลปินอย่างเคร่งครัดโดยค้างอยู่ในอิริยาบถดังกล่าวเป็นเวลาหนึ่งนาทีเต็ม นอกจากการรับรู้บริบทอันลึกซึ้งของวัตถุธรรมดาที่ศิลปินเลือกสรร แน่นอนว่าการรับรู้ด้านเวลาก็ย่อมบิดเบี้ยวไปด้วยเช่นกัน หนึ่งนาทีอาจดูเนิ่นนานเกินทนหากต้องแสดงท่าทางต่อหน้าธารกำนัล กระนั้นผู้ชมส่วนใหญ่ก็ให้ความร่วมมือปฏิบัติและเก็บภาพชั่วขณะของการกลายเป็นประติมากรรมกันอย่างสนุกสนาน บรรยากาศของห้องจัดแสดงจึงให้ความรู้สึกผ่อนคลาย (อย่างน้อยพนักงานรักษาความปลอดภัยก็ไม่เข้ามาห้ามไม่ให้เราแตะต้องผลงาน) ในที่สุดแล้ว กลวิธีทั้งหมดของประติมากรรมมนุษย์จึงแสดงให้เห็นถึงการสร้างสถานการณ์ที่ตัวตนของเราจะมีปฏิสัมพันธ์กับสังคมภายนอกในรูปแบบต่างๆ ผ่านสิ่งของในชีวิตประจำวันที่ถูกเปลี่ยนผันความหมาย

ข้ามมาอีกฟากหนึ่งของห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 9 แนวทางการนำเสนอผลงานแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากผลงานที่อาศัยการเข้ามามีส่วนร่วมของผู้ชม โลกของศิลปะที่เปิดกว้างในทางปฏิบัติได้ถูกบีบอัดเข้ามาสู่การนำเสนอตัวตนของปัจเจกและความเป็นจริงมากขึ้น นิทรรศการในส่วนนี้อาจเริ่มตั้งแต่กล่องใส่เสื้อสีน้ำตาลวางทิ้งเอาไว้บนพื้น พร้อมป้ายห้ามแตะต้องผลงาน (และต่อไปสถานะห้ามแตะต้องนี้ก็ได้กลายมาเป็นกฎเกณฑ์หลักของผลงานทั้งหมด)  ผลงานหลักของนิทรรศการในกลุ่มหลังนี้คือ การจัดแสดงหน้าอนุทินหลายสิบแผ่น วางเรียงรายภายใต้แผ่นกระจกใส กิจวัตรประจำวันธรรมดาเหล่านี้ประกอบไปด้วยเรื่องราวต่างตั้งแต่ตื่นนอน กินข้าว และกิจกรรมต่างๆ ในขณะที่บนฝาผนัง “Instruction for Idleness” นำเสนอภาพบุคคลของศิลปินกระทำกิจกรรมอันแสดงออกถึงความขี้เกียจทั้งหลาย ส่วนผนังตรงข้ามกันปรากฏแผนภูมิความคิดแสดงทฤษฎีปรัชญาจากปรมาจารย์นักคิดหลากยุคสมัย โดยทั้งหมดล้วนลากเส้นเชื่อมโยงมาที่ศูนย์กลางคือนามของศิลปิน

แม้ว่าผลงานแต่ละชิ้นจะดูแยกขาดออกจากกันทั้งทางกายภาพและตัวบท แต่ประเด็นร่วมของงานทั้งหมดในพื้นที่ส่วนนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับตัวตนของบุคคลเป็นสำคัญ ประเด็นเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของมนุษย์ได้ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านสื่อหลากรูปแบบ อนุทินแสดงตัวตนผ่านข้อความ ภาพถ่ายบุคคลแสดงภาพตัวตนที่มองเห็นได้ หรือแผนภูมิความคิดที่ศิลปินสำคัญตนแตกแขนงออกไปยังทุกศาสตร์สาขาทางปรัชญา การนำเสนอตัวตนอย่างสุดโต่งดังกล่าวนี้จึงดูเหมือนว่ากำลังสะท้อนคำถามกลับมายังผู้ชมเพื่อส่องสำรวจความเป็นตัวตนของเราเอง โดยอาจมีจุดมุ่งหมายดังที่บทนิทรรศการนิยามเอาไว้ว่าเป็นความพยายามแรกเริ่มของ ‘การก้าวข้ามพรมแดนแห่งตัวตนเพื่อทำความเข้าใจประเด็นทางสังคมที่อยู่เบื้องหน้า’

การทำความเข้าใจกับประเด็นทางสังคมจะเกิดขึ้นได้อย่างไรหากเราสำคัญแต่เพียงตัวเอง การก้าวข้ามพรมแดนดังกล่าวอาจเริ่มจากการพิจารณาบริบทร่วมสมัยบางอย่างที่กำลังครอบงำโลกเราอยู่ งานวิดีโออาร์ตหลายชิ้นจัดวางกระจายอยู่ระหว่างพื้นที่ต่างๆ ของนิทรรศการอาจเป็นเสมือนคำใบ้ที่มีต่อปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะงานวิดีโอเรื่อง “Tell” ตลอดความยาวเจ็ดนาทีของภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้เป็นการสนทนาระหว่างชายหญิงคู่หนึ่งขณะขับรถ บทสนทนาที่เรื่อยเปื่อยดูเหมือนไร้สาระแต่กลับเต็มไปด้วยการตั้งคำถามกับความเป็นจริงอันซับซ้อน จนกระทั่งตอนจบของภาพยนตร์ตัวละครหญิงได้พารถยนต์ไต่ขึ้นไปจอดไว้บนผนังตึกอย่างไม่สนใจแรงโน้มถ่วง ความเป็นจริงที่ถูกบิดเบือนจนผิดปกติอย่างมากนี้แสดงให้เห็นถึงแนวทางการทำงานหลักของศิลปินได้อย่างน่าสนใจ ภายใต้บริบทเดียวกับการกำหนดท่าทางแปลกๆ เข้ามาในงานประติมากรรมหนึ่งนาทีข้างต้น บริบทของความจริงถูกมองในมุมใหม่ที่มิใช่ปกติ โดยมีวัตถุประสงค์ร่วมในการสร้างความงุนงงสงสัยให้กับตัวผู้ชมไปด้วย

งานวิดีโออาร์ตอีกสองชิ้นเป็นผลงานที่มีหลักการเดียวกัน และมีลักษณะทับซ้อนกับความเป็นประติมากรรมไปในตัว ได้แก่ “Am I a House” และ “I Love My Time, I Don’t Like My Time” งานชิ้นแรกดัดแปลงมาจากผลงานประติมากรรม “Fat House” ของศิลปินเอง บ้านหลังน้อยสีขาวที่ผนังบวมปูดเข้าด้านในฝังหน้าจอแสดงวิดีโอของบ้านในลักษณะเดียวกันกำลังถกเถียงกับตัวเองในความเป็นตัวเองของมัน ส่วนงานชิ้นหลังเป็นรถยนต์ที่มีลักษณะสมบูรณ์เหมือนกัน “Fat Car” ก็นำเสนอตัวตนผ่านการตั้งคำถามที่วกไปวนมาเกี่ยวกับการใช้สารเสพติดชนิดต่างๆ นอกเหนือไปจากแนวคิดวัตถุนิยมที่ปรากฏในประติมากรรมหนึ่งนาทีที่ประกอบด้วยสิ่งของทั่วไป บ้านและรถยนต์ถือได้ว่าเป็นวัตถุในชีวิตประจำวันที่มีสถานะแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด มากไปกว่าการใช้งานที่ตอบสนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์อย่างการอยู่อาศัยและการเดินทาง บ้านและรถยนต์ยังคงมีความหมายในแง่ของวัตถุในลัทธิบริโภคนิยม ที่ซึ่งความหมายของมันเป็นมากกว่าสิ่งของ แต่เป็นวัตถุที่แสดงถึงสถานะทางสังคมต่างๆ ด้วยเช่นกัน กล่าวคือ ทั้งคู่ล้วนเป็นสัญลักษณ์ที่จับต้องได้ของความสำเร็จในชีวิตแบบสมัยใหม่ ศิลปินนำเสนอภาพบ้านและรถยนต์ที่บวมปูดเหมือนผู้ป่วยโรคอ้วนสะท้อนให้เห็นความหมายที่ถูกโปะทับเข้าไปเรื่อยๆ ในตัววัตถุ จนมีสภาพไม่ต่างอะไรกับคนที่บริโภคอาหารเข้าไปจนเกินพอดี อุปมาดั่งบ้านจึงต้องตั้งคำถามกับความเป็นที่อยู่อาศัยของมัน หรือรถยนต์ที่เสพยาเกินขนาดจนเพ้อพร่ำซ้ำไปมา

“ปรัชญา ประ-ติ-บัติ” จึงเป็นนิทรรศการที่เต็มไปด้วยการตั้งคำถามและวิพากษ์สังคมปัจจุบัน ผ่านปฏิบัติการทางศิลปะที่ครอบคลุมสุนทรียศาสตร์ทั้งแบบสัมพันธ์และรูปแบบนิยมได้อย่างแยบคาย ด้วยการสร้างประสบการณ์ร่วมระหว่างผู้ชมและตัวงานได้ส่งผลให้นิทรรศการมีทั้งความสนุกสนานและเคร่งเครียดไปด้วยในเวลาเดียวกัน เป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่าการจัดแบ่งตำแหน่งนิทรรศการออกเป็นสองส่วนนั้นแทบจะไม่มีความหมายใดๆ เลย บริบทของการเดินชมสามารถเกิดขึ้นได้ไม่ว่าผู้ชมจะเลือกจะเลี้ยวขวาเข้าสู่พื้นที่ของการแสดงออกเชิงปัจเจกนิยมก่อนหรือเลี้ยวขวาไปยังอาณาบริเวณเชิงปฏิสัมพันธ์ก่อนก็ตาม ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็จะยังคงสะท้อนกลับมายังความเป็น “ปรัชญา” ของการ “ปฏิบัติ” ผ่าน “ประติมากรรม” ของศิลปิน ดังแผนภูมิความคิดที่มีศูนย์กลางเป็นนาม “แอร์วิน วูร์ม” นั่นเอง.

[1] ศิลปะเชิงสัมพันธ์ เป็นแนวคิดหนึ่งของงานศิลปะร่วมสมัยที่เริ่มปรากฏขึ้นราวทศวรรษ 1990 อาศัยหลักการของสุนทรียศาสตร์เชิงสัมพันธ์ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายให้ผู้ชมรับรู้ความสัมพันธ์ระหว่างบริบทและปัจจัยต่างๆ ที่อยู่ภายในและภายนอกผลงานศิลปะ โดยมีกลวิธีสื่อสารที่สำคัญคือการเชื้อเชิญให้ผู้ชมเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างความหมายให้กับผลงาน ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการมองเห็น จึงอาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ศิลปะแห่งการมีส่วนร่วม” (Participatory art)


About the Author

Chalotorn Anchaleesahakorn

ชอบเดินทาง เขียนได้บ้าง ดื่มได้เยอะกว่า



Back to Top ↑
  • Fine Art Magazine No.135

  • 10th UOB Painting of The Year

    10th UOB Painting of The Year

    นิทรรศการออนไลน์
    การประกวดจิตรกรรมยูโอบี ครั้งที่ 10

  • International Biennial Print 2020 R.O.C

    International Biennial Print 2020 R.O.C

    Call for Submissions 2019.12.3 – 2020.2.5
    www.ntmofa.gov.tw

  • Sylvie Blum – Naked Beauty

  • Archives