Events

Published on June 15th, 2017 | by anaras

0

ป๊อดอาร์ต: งานที่ออกจากคิด

POD ART by Thanachai Ujjin, 13 May – 26 June, 2017 at WOOF PACK SPACE

 

“ไอ้คิดไม่ออกน่ะไม่ค่อยมี เพราะเป็นงานที่ออกจากคิด งานของเราประเด็นคือเรื่องของความลื่นไหล อาจจะมีความละล้าละลัง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ไม่ได้คิดว่าเราจะต้องคล่องหรืออะไร เราชอบตรงที่เราเห็นตัวเอง เห็นความกลัวของตัวเอง”

หากพูดถึงนักร้องนักแต่งเพลงที่มีชื่อเสียงโด่งดังในหมู่วันรุ่นไทยมาหลายสิบปี ธนชัย อุชชิน หรือป๊อด โมเดิร์นด็อก คงเป็นชื่อที่ไม่ว่าใครก็รู้จักกันเป็นอย่างดี ด้วยดนตรีอัลเทอเนทีฟร็อคอันเข้มข้นและมีเนื้อหาแหวกแนว งานเพลงของโมเดิร์น
ด็อกจึงเป็นที่นิยมได้อย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ชีวิตในวงการดนตรีของป๊อดไม่ใช่อะไรที่จะสนุกสนานเพลิดเพลินไปเสียทุกขณะ จนนำมาสู่การหวนกลับไปหาเส้นทางศิลปะที่ถูกหลงลืมไปนาน

ยามบ่ายอันร้อนอบอ้าว แต่ภายในห้องแกลเลอรีขาวสะอาดของ WOOF PACK SPACE กลับเย็นสบายด้วยจนออกจะหนาว ภาพเขียนแอบสแตร็กส์สีสันสดใสขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กนับสิบภาพของป๊อดติดตั้งกระจายอยู่บนผนัง และแน่นอนว่าเมื่อเป็นงานแอบสแตร็กส์ เนื้อหาที่ศิลปินสื่อสารออกมาย่อมไม่ใช่อะไรที่เข้าใจตัวบทได้ สิ่งที่ผู้ชมจะได้จากการมองงานเหล่านี้ก็คือการสัมผัสอารมณ์ของทัศนธาตุอันแปลกใหม่และสีสันที่ถูกเลือกใช้ผ่านปลายพู่กัน ส่วนในเรื่องของความหมายนั้น ป๊อดกล่าวว่ามันเป็น “นามธรรมซึ่งมีอยู่แล้วในตัวของเรา ไม่ได้เกิดจากการแสวงหาภายนอก”

อย่างนั้นแล้ว สิ่งที่สำคัญคงไม่ใช่การมอง แต่เป็นการรู้สึก?

แรกเริ่มเดิมที ป๊อดไม่ได้ตั้งใจจะเป็นนักดนตรีอาชีพมาตั้งแต่แรก ศิลปะเป็นสิ่งที่เขาสนใจมาเสมอตั้งแต่สมัยเรียน ม. ปลายโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ป๊อดเคยมีโอกาสไปติวสอบเข้าคณะจิตรกรรมกับนักศึกษารุ่นพี่บ่อยครั้ง แต่หลังจากพลาดการสอบเอ็นทรานส์เข้าคณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ ที่ ม. ศิลปากร ป๊อดจึงเบนเข็มอุดมศึกษาไปยังหลักสูตรศิลปศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือครุศิลป์นั่นเอง ซึ่งเป็นที่ที่เขาต้องเรียนทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ เพราะนักศึกษาที่จบจากที่นี่จะต้องไปเป็นครูสอนศิลปะในโรงเรียนระดับต่างๆ จึงจำเป็นต้องเรียนรู้พื้นฐานเอาไว้ทั้งหมด

“เอาจริงๆ ตอนสมัยเรียนศิลปะ จะบ้าดนตรี จนครูที่คณะเคยบอกว่าทำไมเธอไม่ย้ายแผนกไปเรียนดนตรี วันๆ ครูเห็นเธอเล่นแต่กีตาร์ ไม่เห็นวาดรูปเลย” ภายใต้ความสนใจในงานศิลป์ ดนตรีก็เป็นอีกอย่างที่ป๊อดคลั่งไคล้ เขามีวงดนตรีร็อคของตนเองตั้งแต่อยู่ชั้น ม. 3 แต่พอขึ้นมหาวิทยาลัย ป๊อดก็มีความคิดว่าดนตรีไม่น่าเป็นอนาคตอันมั่นคงของชีวิตได้ เขาจึงตั้งใจเรียนศิลปะ โดยมุ่งไปที่งานกราฟิกดีไซน์เป็นหลัก และการเล่นดนตรีก็เป็นเพียงงานอดิเรกเท่านั้น

แต่หลังจากการชนะเลิศการประกวดโค้กมิวสิคอวอร์ด เมื่อปี พ.ศ. 2535 เป็นต้นมา เส้นทางดนตรีของป๊อดก็เริ่มต้นขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยด้วยความรู้สึกที่ว่า “เราไม่อยากให้วงดนตรีของเราแค่ชนะแล้วก็สลายตัว เราก็เลยตั้งใจทำอัลบัมชุดแรกขึ้น ซึ่งก็เสร็จตอนจบปีสี่พอดี” และเมื่อได้ออกอัลบัมชุดแรก ‘โมเดิร์นด็อก-เสริมสุขภาพ’ ในปี พ.ศ. 2537 เพลง ‘ก่อน’ ก็ได้กลายมาเป็นเพลงฮิตทั่วบ้านทั่วเมืองอย่างรวดเร็ว ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวใหญ่ๆ ของความก้าวหน้าในแวดวงดนตรีอัลเทอเนทีฟไทยอย่างมาก

ดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตป๊อด เช่นเดียวกันกับที่เป็นส่วนหนึ่งของภาพจำที่คนทั่วไปมีต่อป๊อด แต่สำหรับนิทรรศการครั้งนี้ ‘POD ART’ ไม่มีดนตรีของเขาเป็นส่วนประกอบเลย (ไม่นับ wall text ที่เป็นคำอธิบายแนวคิดศิลปินที่มีการหยิบยกเนื้อเพลงบางช่วงบางตอนที่ฮิตติดหู และมีนัยสื่อสารถึงความคิดของศิลปิน แต่อันที่จริงนั่นก็ไม่ใช่ดนตรีแบบที่ต้องได้ยินจริงๆ อยู่ดี) แฟนเพลงอาจจะงงๆ ไปบ้าง หากในทางตรงกันข้าม เสียงดนตรีหนึ่งเดียวที่ช่วยสร้างบรรยากาศอันน่ารื่นรมย์ให้กับห้องสีขาวแข็งกระด้างกลับเป็นเพลงบรรเลงเปียโนเนิบช้า เรียบง่าย และฟังสบายหู จนเราอาจไม่ทันสัมผัสได้ว่านักดนตรีนิรนามคนี้กำลังบรรเลงคลอไปในทุกชั่วขณะที่เราพินิจงานศิลป์

ความพิเศษของเพลงบรรเลงนี้คือ มันเป็นฝีมือของเด็กน้อยอายุไม่กี่ขวบ ซึ่งเป็นลูกชายของแม่บ้านที่มาทำความสะอาดแกลเลอรีระหว่างการติดตั้งงานนิทรรศการ ความบังเอิญที่เกิดจากการกดคีย์เปียโนเล่นๆ นี้ช่างน่าสะดุดใจจนป๊อดต้องบันทึกเสียงบรรเลงจากนักเปียโนมือสมัครเล่นตัวน้อยนั้นเอาไว้ และนำมาเปิดเป็นแบคกิ้งแทร็คสำหรับนิทรรศการในครั้งนี้ พร้อมทั้งยังมีการบันทึกลงแผ่นซีดีวางขายเอาไว้ด้วยเช่นกัน

สำหรับชั่วโมงนี้ ป๊อดดูเหมือนจะไม่อยากจับสิ่งใดเลยนอกจากงานศิลปะ

ชีวิตนักดนตรีไอดอลเด็กแนวของป๊อดดำเนินมาด้วยดีจนกระทั่งช่วงจบอัลบัมที่สอง (ประมาณ ปี พ.ศ. 2543) เขาได้ “เกิดอาการตัน แต่งเพลงไม่ออก” อาการที่ว่าพาตัวเขาเดินทางกลับไปยังมหานครนิวยอร์กอีกเป็นครั้งที่สอง (ป๊อดเคยไปนิวยอร์กมาแล้วครั้งหนึ่งหลังจบอัลบัมแรก เพื่อเรียนถ่ายภาพที่ SVA (School of Visual Arts) โดยเน้นการใช้กล้องแมนนวลเป็นหลัก) ที่นั่นแรงบันดาลใจใหม่ในการสร้างสรรค์งานศิลปะได้เกิดขึ้นอย่างง่ายๆ “เราไปเจอพวกฟลายเออร์ หนังสือ สมุดแจก ก็เอากลับบ้านมาตัดแปะ ก็ได้กลับมาเป็นเล่มๆ” ยิ่งไปกว่านั้น ภาพในสมุดเล่มดังกล่าวยังได้กลายมาเป็นปกอัลบัมชุดที่สามของวงโมเดิร์นด็อก (Love Me Love My Life) อีกด้วย แสดงให้เห็นถึงการประสานกันระหว่างงานศิลปะและงานเพลงในที่สุด และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาหันมาให้ความสนใจกับงานศิลปะอีกครั้ง เพราะความรู้สึกสนุกที่ได้คิดอะไรๆ นอกเหนือจากการแต่งเพลง

“แต่ทีนี้มีอยู่วันหนึ่งรุ่นน้องมาดูงาน เราก็เปิดให้ดูที่บ้าน มันก็บอกว่าเราวาดอะไรเหมือนเด็กอนุบาลเลย แล้วเราก็เสียเซลฟ์จนหยุดวาดไปเป็นสิบปี” เหตุการณ์ที่เปรียบเสมือนฟ้าผ่าลงมาที่ใจกลางความสนุกในการวาดภาพและทำงานคอลลาจนี้ เป็นเหตุให้เขาเลิกทำงานศิลปะไปเป็นเวลานานพอตัว แต่ก็ไม่นานจนเกินไป ด้วยจิตวิญญาณของนักเรียนสายศิลป์ เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง ป๊อดหยิบงานเก่าๆ มาปัดฝุ่นอีกครั้ง และความคิดก็ได้เปลี่ยนไป “จนกระทั่งเราไปรื้อๆ แล้วก็หยิบมาดู ก็รู้สึกว่ามันสวยมากเลยนะ แต่ทำไมเราหยุดไป (สวยมากในที่นี้คือบอกกับตัวเองนะ) หลังจากนั้นก็เลยไม่หยุดแล้ว ใครจะบอกว่าอนุบาลยังไงแต่คือเราเอนจอยกับมัน”

นอกจากภาพจิตรกรรมแอบสแตร็กส์ที่เป็นพระเอกของนิทรรศการในครั้งนี้ บริเวณผนังห้องจัดแสดงด้านนอกของ WOOF PACK SPACE ป๊อดก็ไม่ปล่อยให้ว่างเปล่า วอลเปเปอร์ที่ถูกนำมาปะติดจนเต็มผนังคืองานคอลลาจจากสมุดเล่มนั้นที่ได้รับการสร้างสรรค์ที่นิวยอร์ก สิ่งละอันพันละน้อยต่างๆ ทั้งใบปลิวโฆษณา ตั๋วเข้าชมการแสดง หน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ ถูกตัดแยกและแปะติดลงบนหน้าสมุดโน้ตที่ยังเห็นร่องรอยได้จากสันห่วงที่ถูกสแกนมาพร้อมกัน  ก่อนจะนำมาสแกนเพื่อทำเป็นเวอเปเปอร์เต็มผนัง

พื้นที่ของงานศิลปะจึงมิได้จำกัดขอบเขตแต่เพียงสิ่งที่ไม่อาจอธิบายความหมายอย่างภาพจิตรกรรมนามธรรม งานคอลลาจเหล่านี้นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงการกำกับองค์ประกอบศิลป์อย่างง่ายๆ ในงานชุดแรกๆ ของเขาแล้ว ยังสื่อความหมายโดยตรงถึงตัวศิลปินเอง มันคือการนำเสนอความทรงจำจากประสบการณ์ส่วนตัวของเขา เพื่อสะท้อนกลับไปยังผู้ชม ณ ชั่วขณะที่กำลังสังเกตและเรียนรู้ประเด็นเดียวกันนี้จากภาพวาด

เพราะชื่อนิทรรศการก็บอกอย่างตรงไปตรงมาอยู่แล้วว่าป๊อดอาร์ต คือ ศิลปะของป๊อด

 

หากจะกล่าวถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดผลงานศิลปะป๊อดอาร์ตในครั้งนี้ ก็คงต้องเล่าย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน หลังจากป๊อดเริ่มสนุกกับการสร้างงานศิลปะที่โดนนิยามว่าช่างอนุบาลเหลือเกิน เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่แอพพลิเคชันในมือถือสำหรับวาดรูปเล่นแล้วแชร์เข้าโลกโซเชียลกำลังได้รับความนิยม จนลามมาถึงเหล่าสมาชิกวงด้วย “เมธี น้อยจินดา มือกีตาร์ เขาเริ่มเล่นก่อนตอนไปทัวร์ต่างจังหวัด เราเห็นเขาถูๆ เอ้ะ ถูอะไรวะ เขาก็บอกว่าเป็นแอพ เราก็โหลดใส่มือถือ พอถูๆ เสร็จก็ปล่อยลงอินสตาแกรม” อีกหนึ่งความสนุกจากการทำงานศิลปะจึงเกิดขึ้นโดยบังเอิญด้วยประการฉะนี้

สำหรับผลงานชุดนี้ ก็เป็นผลมาจากความสงสัยว่าไอ้ตัวที่เขาวาดๆ ถูๆ ในแอพนั้น ถ้านำมาสร้างเป็นงานศิลปะที่จับต้องได้จริงๆ แล้วจะให้อารมณ์แบบไหน จึงเกิดเป็นชุดภาพวาดที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 ซึ่งเป็นงานสีอะคริลิกทั้งหมด เหตุผลที่ป๊อดเลือกใช้สีอะคริลิกอย่างเดียวนั้นก็เพราะว่าพักอยู่คอนโด ด้วยสภาพพื้นที่จำกัดจึงไม่เหมาะกับการใช้สีน้ำมันที่มีกลิ่นแรง จากจุดเริ่มต้นด้วยการ์ดบอร์ดหรือแม้แต่กระดาษลังที่เขาเอาใช้แทนผ้าใบวาดภาพ สู่เฟรมผ้าใบเล็กๆ ของจริง ก่อนขยายออกมาเป็นเฟรมขนาดใหญ่ขึ้น แนวคิดการทำงานของป๊อดยังคงเน้นไปที่แอบสแตร็กส์เป็นหลัก ป๊อดให้เหตุผลที่เขาเลือกที่จะถ่ายทอดแต่ศิลปะไร้เนื้อหานี้เอาไว้ง่ายๆ ว่า

“เราอยากหนีจากการเล่าเรื่อง เพราะเรารู้สึกเหมือนว่าถูกบีบให้เล่าเรื่อง การที่เราต้องแต่งเพลง คือการต้องหาเรื่องมาเล่า แล้วเราก็แต่งเพลงมาเกือบยี่สิบปี หัวข้อต่างๆ มันก็เอามาแต่งไปหมดแล้ว เหงา เศร้า โกรธ โวยวาย ขอบคุณ ซาบซึ้ง เรารู้สึกว่าเราอยากออกจาก ‘เรื่อง’ คือถ้าเราไม่ต้องคิดเรื่อง เราจะมีผลงานออกมาได้แบบไหน เราก็คิดว่างานเพนท์ติ้งมันมารองรับตรงนี้ ทำให้เราได้ปลดปล่อยข้างในออกไป”

ภาพเขียนบนเฟรมผ้าใบขนาดเล็กถูกจัดแสดงเอาไว้เป็นกลุ่มก้อนเดียวกันบนผนังกึ่งกลางด้านในสุด หากเราลองมองภาพเหล่านี้และค่อยๆ ขยับไปมองภาพต่อไป ก็จะสามารถสังเกตเห็นพัฒนาการของการสร้างสรรค์ของศิลปินได้ ซึ่งเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง ทั้งการเลือกใช้สีสันที่แทบจะไม่ซ้ำกันเกินสองภาพ รูปทรงที่บางทีก็ไร้รูปร่าง บางทีก็เป็นรูปเหลี่ยมชัดเจน หรือฝีแปรงที่ยากต่อการคาดคะเนทิศทาง ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นดังที่ป๊อดต้องการให้เกิดสภาวะ “ไร้เรื่องราว” ภาพวาดที่ปราศจากการเล่าเรื่องจึงโอนย้ายใจความสำคัญไปยังความรู้สึก เพราะว่า “การทำงานศิลปะของป๊อดถูกครอบงำด้วยความรู้สึก ณ ขณะนั้น ไม่ได้ถูกครอบด้วยความคิด”

ในเมื่อศิลปินก็ไม่ได้คิดอะไร แล้วผู้ชมยังจะต้องคิดอะไรอีกหรือ.


About the Author

anaras

นักโบราณคดีที่ชอบใช้เวลาในแกลเลอรีมากกว่าหลุมขุดค้น



Back to Top ↑