Events

Published on July 20th, 2017 | by anaras

0

Live a Life กับเด็กสมัยนี้…

คุณเป็นผู้ใหญ่ที่ชอบพูดคำว่า “เด็กสมัยนี้….” แล้วตามด้วยประโยคต่อว่าหรือเปล่า

หากใช่แล้วล่ะก็ มันคงไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร เพราะยิ่งเราโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาย่อมทำให้ความคิดเราเปลี่ยนไป ช่องว่างระหว่างวัยอาจทำให้เกิดหลงลืมว่ากาลครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้วเราก็เคยเป็น ‘เด็กสมัยนั้น’ มาก่อน ซึ่งแท้จริงแล้ว ความพยายามทำความเข้าใจ ‘เด็กสมัยนี้’ ไม่ใช่เรื่องยากอะไร ก็คงเปรียบได้กับการย้อนอีดตกลับไปหาเหตุผลที่ในสิ่งที่เราเคยทำๆ มาในอดีตนั่นแหละ

โดยเฉพาะในแวดวงการศึกษา แน่นอนว่าคนเป็นครูย่อมเป็นผู้ที่ควรเข้าใจในตัวเด็กที่สมัครใจ (หรือถูกบังคับ) มาให้พวกเขาได้ใช้อำนาจของระบบป้อนข้อมูลที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตต่อไปในสังคมมากที่สุด เพราะการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ย่อมหมายถึงการสร้างรากฐานอันแข็งแรงสำหรับตัวเด็กเอง แม้ว่าหลักสูตรการศึกษาของบ้านเรานั้นไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามีข้อบกพร่องอยู่…บ้าง ก็ตาม แต่เมื่อเขาเติบโตขึ้น ความทรงจำที่ดีในวัยเยาว์จะคอยช่วยให้เขาสามารถก้าวต่อไปในทางที่เลือกได้ด้วยตัวเอง

ทรงวุฒิ แก้ววิศิษฎ์ ศิลปินหนุ่มจากขอนแก่น เป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งที่เข้าใจถึงปัญหาข้างต้นเป็นอย่างดี ทั้งจากความทรงจำในวัยเด็กอันสับสน และประสบการณ์จากการเป็นอาจารย์ประจำในมหาวิทยาลัย เกิดเป็นงานจิตรกรรมที่ตั้งคำถามกับเรื่องเล็กๆ อย่างช่องว่างระหว่างวัย ไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ อย่างระบบการศึกษาของประเทศนี้

ในส่วนแรก ทรงวุฒินำเสนอภาพบุคคลที่ไม่ใช่ภาพเหมือน แต่เป็นการโปะทับใบหน้าของเด็กแต่ละคนด้วยดินน้ำมัน ที่ผ่านการจัดการรูปแบบดังจะเห็นรอยนิ้วมือที่ประทับอยู่บนพื้นผิว แม้จะเป็นการหลอมรวมกันด้วยสีสันสดใส แต่ด้วยรูปทรงที่บิดเบี้ยว ก็ดูเหมือนจะแสดงให้เห็นว่าเป็นเพียงการปั้นแต่ง ซึ่งศิลปินเชื่อมโยงเข้ากับประเด็นที่ผู้ใหญ่มักบังคับให้เด็กทำนู่นทำนี่ที่ได้รับการยอมรับว่าถูกต้อง เหมาะสม ดีงาม ตามครรลองของสังคม ทั้งที่จริงๆ แล้ว การปล่อยให้เด็กได้คิดและสร้างสรรค์อะไรๆ ด้วยตัวเองต่างหากคือสิ่งที่ควรจะเป็น

ใบหน้าจริงๆ ของเด็กแต่ละคนจึงถูกปกปิดอยู่ภายใต้ ‘ความคาดหวัง’ จากบุคคลภายนอก ซึ่งเป็นได้ทั้งพ่อแม่และครู เราจึงเห็นแต่เพียงดวงตาที่เหมือนพลาสติกแปะเอาไว้บนดินน้ำมัน ไร้อารมณ์ความรู้สึก เป็นเพียงแววตาใสอันใสซื่อบริสุทธิ์ที่ถูกนิยามโดยผู้ใหญ่เท่านั้น

แววตาของเด็กจริงๆ ถูกแสดงออกมาในอีกส่วนของนิทรรศการ ที่ศิลปินได้จำลองสภาพของห้องเรียนด้วยการจัดวางโต๊ะเรียนไม้เก่าๆ พร้อมเก้าอี้แบบที่เราพบได้ทั่วไปไว้หน้ากระดานดำจำลอง ภาพวาดที่จัดแสดงอยู่ตามผนังห้องเรียนเล็กๆ นี้ต่างออกไปจากส่วนแรก ทรงวุฒิไม่ได้ใช้ดินน้ำมันอีกต่อไป แต่เป็นกระดาษสมุดแทน ในหลายๆ ภาพกระดาษเหล่านั้นถูกปั้นจนเป็นก้อนกลม ถูกเผาจนเกิดรอยไหม้ไปทั่ว หรือถูกขย้ำจนยับ

กระดาษสมุดที่มีลายเส้นจางๆ คือสัญลักษณ์อย่างดีในการสื่อถึงเด็กในระบบการศึกษา บนกระดาษบางแผ่นมีการวาดภาพลายเส้นด้วยดินสอที่เด็กมักวาดเล่นในสมุด สื่อถึงจินตนาการสมวัย แต่กลับไม่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ที่ขย้ำก้อนกระดาษนั้นครอบทับหัวเด็ก หรือกระดาษจากหน้าสมุดจดที่หน้าด้านซ้ายเรียบสนิท แต่ด้านขวามีแต่รอยยับ ก็แสดงถึงการแบ่งกลุ่มเด็กเก่งและไม่เก่งในระบบสถานศึกษา ที่ทรงวุฒิเคยประสบมากับตัวเองสมัยเรียนประถม เมื่อเพื่อนของเขาที่เรียนไม่เก่งแต่เล่นกีฬาเก่ง ถูกจัดสรรไปอยู่ห้องท้ายๆ ซึ่งในเด็กบางคน ก็กระทำดังกล่าวอาจหมายถึงอนาคตที่เขาจะโตมาเป็นผู้ใหญ่อย่างไรเลยทีเดียว

ทำไมผู้ใหญ่จึงมีอำนาจในการจัดการชีวิตของเด็กมากถึงขนาดนั้น นี่เป็นคำถามที่ควรจะถูกถามมากที่สุดในระบบการศึกษาแบบไทยๆ เราต่างรู้ว่ามีหลายสิ่งควรได้รับการแก้ไข แต่ก็แทบไม่มีใครลุกขึ้นมาผลักดันมันอย่างจริงจัง ข่าวเด็กไทยคว้าชัยจากการแข่งขันตอบปัญหาทางวิชาการระดับโลกมีมาให้ได้ยินเรื่อยๆ แต่ที่มากกว่านั้นก็คือความล้มเหลวในระบบการศึกษาที่เด็กส่วนใหญ่กำลังประสบ

บางทีเราอาจจะเริ่มจากการเลิกตั้งแง่กับ “เด็กสมัยนี้…” พยายามทำความเข้าใจและเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับพวกเขา ดังภาพวาดของทรงวุฒิ ที่เลือกจะนำเสนอมุมมองจากตัวของเด็กเองให้สังคมได้รับรู้และฉุกคิดเสียที.

________________________

เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อเด็กสมัยนี้เสียใหม่ได้ที่

Live a Life ให้ชีวิตมีสิทธิ์ใช้ ให้หัวใจได้เป็นอิสระ
S.A.C. Subhashok the Arts Centre (ซอยสุขุมวิท 39)
จัดแสดงวันที่ 1 – 31 กรกฎาคม 2560


About the Author

anaras

นักโบราณคดีที่ชอบใช้เวลาในแกลเลอรีมากกว่าหลุมขุดค้น



Back to Top ↑