Events

Published on August 31st, 2017 | by Chalotorn Anchaleesahakorn

0

Life is the Heart of the Rainbow by YAYOI KUSAMA

9 June – 3 September 2017

At National Gallery Singapore

YAYOI KUSAMA ภาพจาก artsy.net

คุณป้า Polka Dot หรือคุณป้าฟักทองลายจุด คือชื่อเรียกที่เรามักใช้กับ ยาโยย คุซามะ (YAYOI KUSAMA) ศิลปินอาว็อง-การ์ด (Avant Garde) ชาวญี่ปุ่นที่ไปสร้างชื่อเสียงในนิวยอร์กช่วงยุค 60 ด้วยผลงานที่โดดเด่นอย่าง ลายจุด ฟักทอง กระจก ตาข่าย และอวัยวะเพศ ทำให้เธอกลายเป็นศิลปินหญิงที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งของยุค แต่กว่าจะมีชื่อเสียงระดับโลก เส้นทางของคุซามะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หรืออาจเรียกได้ว่ามีขวากหนามแหลมคมคอยทิ่มแทงเธออยู่ทุกย่างก้าว

ยาโยย คุซามะ เริ่มต้นการวาดรูปพร้อมกับอาการเห็นภาพหลอนของเธอตั้งแต่อายุ 10 ขวบ เด็กหญิงที่ไม่สามารถวิ่งเล่นได้แบบเด็กทั่วไป ต้องใช้ชีวิตผ่านการมองเห็นแสงไฟวูบวาบและลายจุดที่เรียงต่อกันอย่างหนาแน่น จนเธอต้องระเบิดมันออกมาบนพื้นผิวของทุกอย่างที่สามารถหาได้ วัยเด็กที่เจ็บปวดอยู่กับเธอตลอดมาไม่เว้นแม้แต่ยามที่เธอได้เป็นศิลปิน     คุซามะเริ่มต้นเรียนศิลปะที่มหาวิทยาลัยโตเกียวก่อนจะค้นพบว่าวงการศิลปะของญี่ปุ่นในยุคสมัยนั้นคับแคบและกีดกันศิลปินหญิง เธอจึงตัดสินใจเดินทางไปศึกษาศิลปะที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ด้วยวัยเพียง 27 ปี

ที่นิวยอร์กเธอพบกับสภาพแวดล้อมใหม่ที่เปิดกว้างกับงานสร้างสรรค์ทุกรูปแบบ พื้นผิวที่เธอระเบิดภาพในหัวลงไปมีมากมาย อาทิ ผ้าใบ รูปปั้น งานภาพถ่าย วิดีโอ การจัดวาง การทำงานตลอดเวลาของเธอนอกจากจะเป็นการบำบัดเรื่องภาพหลอนอย่างหนึ่งแล้ว ผลงานที่มาจากจิตวิญญาณที่ไม่เหมือนใครยังกลายเป็นแรงบันดาลใจแก่ศิลปินแนว pop art หลายคน อาทิ Andy Warhol และ George Segal เป็นต้น

หลังจากสร้างสรรค์ผลงานที่นิวยอร์กมาได้สักพัก ในปี 1973 คุซามะตัดสินใจเดินทางกลับมาพักรักษาตัวที่ประเทศญี่ปุ่น และตัดสินใจเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวชอย่างถาวร แต่การสร้างงานศิลปะยังคงดำเนินต่อไป เธอเลือกสร้าง       สตูดิโอไว้ใกล้กับโรงพยาบาล เพื่อจะได้เดินไปวาดรูปได้ทุกวัน เธอเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “ความฝันสูงสุดของฉันคือการเป็นศิลปินตราบวาระสุดท้าย”

นิทรรศการใหญ่ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คุณป้า Polka dot ขนผลงานชิ้นสำคัญมาจัดแสดงมากกว่า 120 ชิ้นไว้บริเวณชั้น 3 ของ National Gallery Singapore โดยแบ่งห้องจัดแสดงออกเป็น 3 ห้อง คือ A ,B และ C จัดแสดงตามไทม์ไลน์ชีวิต แต่ผลงานของคุซามะไม่ต้องเดินเข้ามาถึง National Gallery เราก็สามารถพบเห็นได้ เพียงเดินขึ้นมาจากรถไฟฟ้าสถานี City Hall ทางออก B เราก็จะพบกับหลังคาทางเดินลายจุดต้อนรับอยู่ คล้ายมานำทางให้เราเดินไปชมชีวิตของเธอ ระหว่างทางไม่ได้มีแค่จุดสีแดงกระจัดกระจายเท่านั้น บริเวณโดยรอบทางเดินยังมีงานศิลปินอื่นๆ จัดแสดงเพิ่มสีสันอีกด้วย ช่วงนี้ป้านำทางเรามาจนถึงประตูด้านข้างของอาคารแกลเลอรีเพราะพื้นที่ด้านหน้าปิดซ่อมแซมผิวฟุตบาท เมื่อก้าวเข้ามาในแกลเลอรีสิ่งดึงดูดสายตาเราจากจุดประชาสัมพันธ์คือลูกโป่งสีเหลืองลายจุดสีดำใบใหญ่ที่แขวนลอยอยู่กลางโถงทางเดิน คุซามะออกมาต้อนรับด้วยงาน Installation ชิ้นใหญ่

เมื่อก้าวไปเข้ายังจุดขายตั๋วเจ้าหน้าที่จะทำการแนะนำนิทรรศการทั้งหมดที่จัดขึ้นในแกลเลอรี นอกจากนิทรรศการ Life is the Heart of the Rainbow ของคุซามะแล้ว ยังมี Gallery Chindren’s Biennale ที่จัดกิจกรรมให้เด็กเข้ามามีส่วนร่วมและเรียนรู้งานศิลปะ และ Homogenizing And Transforming World ของ Teamlab อีกด้วย

Infinity Net

นิทรรศการของคุซามะตั้งอยู่ที่บริเวณชั้น 3 ของอาคาร City Hall โดยแบ่งการจัดแสดงออกเป็น 3 ห้องหลักคือ ห้อง A หรือเรียกง่ายๆ ว่า ห้องตาข่าย ‘Infinity Net’ ภาพตาข่ายเป็นหนึ่งในภาพหลอนที่คุซามะเห็น ภาพที่ไม่มีจุดเริ่มต้น จุดสิ้นสุดและจุดกึ่งกลาง เธอระบายสีพื้นทั่วทั้งผ้าใบก่อนจะลากเส้นตัดต่อกันจนเป็นตาข่าย คุซามะเคยกล่าวว่า ตอนเธอลากเส้นตาข่ายเธอลากมันไปเรื่อยๆ ตาข่ายเหล่านี้ได้ขยายออกไปไม่สิ้นสุด จนกลืนกินความเป็นตัวตนของเธอไป เมื่อเดินเข้าไปเรื่อยๆ จะพบว่าห้องนี้ไม่ได้มีเพียงผลงานเพ้นท์ภาพตาข่ายเท่านั้นยังมีงานที่สื่อถึงการกำเนิดของมนุษย์ อย่าง ‘Imagery of Human-Beings’ (1987) ที่หากมองไกลๆ คล้ายกับจุดสีขาวบนผ้าใบพื้นสีม่วง แต่หากเข้าไปดูใกล้ๆ จะพบกับอสุจิหลายร้อยตัวกำลังแหวกว่ายไปมา  ‘Death of a Nerve’ (1976) ผลงานชิ้นแรกที่เธอสร้างหลังจากกลับมาพักรักษาตัวที่ญี่ปุ่น คุซามะในเวลานั้นที่รู้สึกสิ้นหวังได้เริ่มสร้างผลงานสื่อผสมขึ้นมาชิ้นหนึ่ง ผ้าสีขาวลายจุดสีดำยาวกว่า 100 เมตร ถูกเย็บติดกันเป็นทรงกลมจัดวางระโยงรยางค์เต็มพื้นที่แสดงถึงความสับสนกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจากกลับมาใช้ชีวิตที่โตเกียวอีกครั้ง ‘Status of Venus Obliterated by Infinity Nets No.2’ (1998) ผลงานชิ้นนี้คุซามะลบล้างความหมายในความงามของ Venus de Milo นำพื้นผิวลายจุดของเธอแทรกแซงและสร้างความหมายของ Venus ขึ้นมาใหม่ เมื่อเดินดูครบทุกชิ้นคล้ายกับเรากำลังถูกดึงเข้าไปในโลกของจุด ที่ไม่สามารถหาทางออกได้ เหมือนเราติดกับจุดของคุซามะเข้าให้แล้ว

Imagery of Human-Beings

นอกจากงานตาข่ายที่ลบเลือนตัวตนและความเข้าใจแรกที่คิดว่าป้าวาดจุดแล้ว ไฮไลท์อีกอย่างของห้องนี้คือ ‘The Spirits of the Pumpkins Descended into the Heavens’ (2017) ห้องสี่เหลี่ยมสีเหลืองจุดสีดำ ที่ไล่ไปตั้งแต่พื้นห้องยันเพดาน ตรงกลางมีห้องกระจกให้เราได้สะท้อนตัวตนของตัวเองที่ภายในบรรจุฟักทองหลายลูกเอาให้กลางห้องช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ และบันไดสีเหลืองนำเราให้เราโผล่ศีรษะเข้าไปเสมือนอยู่กลางฟักทองลายจุดสีเหลืองเต็มไปหมด ภายในคุซามะตั้งใจสร้างเป็นกระจกเพื่อสะท้อนรูปแบบของลวดลายของฟักทองที่เธอเห็นในทุกมุมให้แก่ผู้ชมได้รับรู้เช่นเธอ

The Spirits of the Pumpkins Descended into the Heavens

เดินออกมาระหว่างห้อง A และห้อง B เราจะพบกับมุมหนังสือเล็กๆ ที่มีประติมากรรมฟักทองยักษ์ติดตั้งนั่งอยู่เป็นเพื่อนเราขณะอ่านหนังสือ ห้อง B หรือเรียกง่ายๆ ว่า ห้องกระจกนูน (อารมณ์คล้ายกระจกที่ติดอยู่ตามโค้งแยกให้ส่องดูรถอีกฝั่ง) ติดอยู่ทั้งบนผนัง เพดาน ก่อนเข้าไปภายในห้องเจ้าหน้าที่จะแจ้งกฎระเบียบสำหรับห้องนี้ โดยการห้ามจับ ห้ามใช้แฟรชในการถ่ายภาพ ห้องนี้นอกจากจะได้ส่องแล้ว ไฮไลท์อีกอันหนึ่งคือ ‘Infinity Room – Gleamed Light of the Soul’ (2008) เราได้เข้ายืนอยู่ให้ห้องกระจกท่ามกลางแสงไปนับร้อย เหมือนลอยอยู่ในห้วงอวกาศที่ไม่มีที่สิ้นสุด ก่อนออกจากห้อง คุซามะส่งเราด้วยเสียงเพลงกับวิดีโอ ‘Song of a Manhattan Suicide Addict’ (2010) ทั้งภาพ เสียง และเรื่องราวจากเนื้อเพลงที่กล่าวถึงภาวะซึมเศร้าและการเห็นภาพหลอนที่เธอเป็นทำให้เราขยับเข้าใกล้กับคุซามะมากขึ้น

ถัดมากับห้องสุดท้าย ห้อง C มีความพิเศษกว่าห้องจัดแสดงอื่น ภายในส่วนจัดแสดงแบ่งห้องย่อยออกกว่า 3 จุด คือห้อง Painting เต็มไปด้วยภาพวาดชุด ‘Love Forever’ ผลงานในช่วงปี 2004 – 2007 และ ‘Life is the Heart of the Rainbow’ ที่รวมงาน painting ของป้าตั้งแต่ปี 2009 จนตอนนี้ป้าวาดมาแล้วกว่า 500 รูป!!! แต่คัดเลือกนำมาจัดแสดงบางส่วนเท่านั้น ผลงานชุดแรกๆ เป็นภาพขาวดำ กลางห้องเราจะพบกับตู้กระจกอีกครั้ง ให้ความรู้สึกคล้าย Infinity Room แต่ครั้งนี้เราสามารถเข้าไปได้แค่ศีรษะเท่านั้น แต่ช่องศีรษะนั้นอยู่ทั้งสี่มุมของห้อง เมื่อเราโผล่เข้าไปจะพบกับใบหน้าของคนอีก 3 คนที่โผล่เข้ามาทักทายเรา จาก ‘Infinity Room’ ที่ให้ความรู้สึกเหมือนล่องลอยอยู่กลางอวกาศ ห้องนี้กลับให้ความรู้สึกแรกพบเพื่อนใหม่มากกว่า ขยับมาอีกห้องกับผลงาน ‘With all my love for the tulips, I pray forever’ (2013-2017) ห้องตัวแทนภาพหลานในวัยเด็ก ที่เธอมักเห็นทุกพื้นผิวเต็มด้วยจุดและแสงสว่างที่จ้าเกิดกว่าปกติ ห้องสีขาวจุดหลากสี เมื่อก้าวเข้าไปเราจะรู้สึกแสบตากับความสว่างของไฟที่ทางแกลเลอรีบรรจงเพิ่มแสงให้สว่างกว่าปกติ จุดกลมสีสันต่างๆ แต่งแต้มอยู่ทั่วทั้งห้อง พื้น เพดาน ผนัง ประติมากรรมรูปดอกทิวลิปต์ แทนสวนหน้าบ้านที่เมื่อเธอก้าวออกไปภาพหลอนลายจุดเหล่านี้จะตามหลอกหลอนเธอ ขยับมาอีกห้องเราจะพบกับงานเพ้นท์ครั้งนี้เป็นภาพสีและจุดสุดท้ายของห้องนี้เป็นลูกบอลกระจกขนาดต่างๆ จัดวางอยู่บนพื้นห้องจัดแสดง

Love Forever

Pollen

With all my love for the tulips, I pray forever

With all my love for the tulips, I pray forever

เราจะพบว่าผลงานของคุซามะเกิดจากการปลดปล่อยสภาวะบีบคั้นภายในจิตใจของเธอ ภาพหลอนที่ตามหลอกเธอตั้งแต่เด็ก เธอได้สร้างผลงานที่ทำให้เราเข้าใกล้ภาวะนั้นโดยการล่อหลอกการรับรู้ของเราตั้งแต่งานชุดแรก ‘Infinity Net’ ที่กลืนกินเราเข้าไปอยู่ในงานได้อย่างมึนงง เรื่อยมาจนถึงผลงานที่เธอนำกระจกเข้ามาใช้เป็นส่วนประกอบหลัก กระจกที่สะท้อนตัวตนทั้งของเธอและของเรา ให้เราได้พินิจพิเคราะห์ตัวเอง แม้จะเป็นการจำลองมุมมองของเธอ แต่ก็เป็นการสร้างมุมมองใหม่ให้แก่เราเช่นกัน จนกระทั่งผลงานวิดีโอที่เธอบอกเล่าความเจ็บปวดออกมาอย่างตรงๆ ผ่านเนื้อเพลงที่บรรยายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอมาตลอดเวลากว่า 80 ปี คุซามะเคยให้สัมภาษณ์ว่า หากเธอไม่ได้สร้างงานศิลปะ เธอคงจบชีวิตของตนเองไปตั้งนานงาน นิทรรศการครั้งนี้ คือเรื่องราวความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับคนเป็นโรคจิตเภท ไม่เฉพาะ ยาโยย คุซามะ เท่านั้น แต่มันคือเรื่องราวของทุกคนที่ประสบสภาวะเช่นนี้

ปล. ชั้นแรกฝั่งตรงข้ามเคาเตอร์ขายบัตรยังมีห้อง ‘The Obilteration Room’ ให้เราได้เอาจุดไปแปะตามที่ต่างๆ แต่จุดไม่ฟรีนะ ต้อง donate กัน ขั้นต่ำ 2 SGD หรือจะมากกว่านั้นก็ได้ แปะเถอะ จะได้เหมือนช่วยป้าทำงาน

 

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติม ได้ทาง https://www.nationalgallery.sg/

The Obilteration Room

The Obilteration Room


About the Author

Chalotorn Anchaleesahakorn

ปิ๊งโกะ ชอบพูดชอบคุย ชอบดื่ม ชอบไอติม ชอบอ่านหนังสือ ชอบเดินแกลเลอรี ฝันอยากเดินทางรอบโลก



Back to Top ↑