Events

Published on November 22nd, 2018 | by anaras

0

Faith Beyond Earth

 

20 ตุลาคม – 20 ธันวาคม 2561
ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA)

 

นิทรรศการ ‘ศรัทธา’ (Faith Beyond Earth) เป็นอีกหนึ่งนิทรรศการล่าสุดที่เล่นประเด็นเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนา ภายใต้การรวมตัวของศิลปินไทย 18 คน ที่ได้รับการคัดเลือกมาโดยภัณฑารักษ์เฉพาะกิจ ธวัชชัย สมคง โดยสามารถจัดจำแนกตามรูปแบบการทำงานได้สองกลุ่ม กลุ่มแรก คือศิลปินที่มักสร้างผลงานแนวไทยประเพณีอันวิจิตรและมักถ่ายทอดเรื่องราวทางพุทธปรัชญา (เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ปัญญา วิจินธนสาร อลงกรณ์ หล่อวัฒนา ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ ชัชวาล รอดคลองตัน เริงศักดิ์ บุณยวาณิชย์กุล และสิโรจน์ พวงบุบผา) ตรงข้ามกับ กลุ่มที่สอง ซึ่งเป็นศิลปินร่วมสมัยที่ไม่ได้เน้นแนวทางไทยประเพณีหรือพุทธศาสนาเป็นหลัก (กฤช งามสม จักรี คงแก้ว จิรนันท์ จุลบท ธณฤษภ์ ทิพย์วารี ธีรวัฒน์ นุชเจริญผล ปาริชาติ ศุภพันธ์ พลุตย์ มารอด มนัส เหล่าอ่อน วราวุฒิ โตอุรวงศ์ ห่มสวรรค์ อู่ม่านทรัพย์ และวีรพงษ์ ศรีตระกูลกิจการ)

การคัดเลือกศิลปินที่ทำงานแตกต่างกันสองกลุ่มมารวมตัวกันในนิทรรศการเดียวกันนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจสภาวะของความศรัทธาจากทั้งสองมุมมอง โดยเฉพาะศิลปินกลุ่มที่สองซึ่งไม่ได้สร้างผลงานด้านพุทธศิลป์เป็นหลัก แต่ด้วยความที่เป็นมนุษย์ปุถุชนย่อมมีความเชื่อ – ความศรัทธาเฉพาะตัว จึงทำให้สามารถถ่ายทอดความศรัทธาที่แตกต่างออกไปจากศิลปินกลุ่มแรก และยังก่อให้เกิดพลวัตอันหลากหลายขึ้นในงานนิทรรศการนี้ด้วย

จิรนันท์ จุลบท

เริ่มต้นที่ผลงานของศิลปินหญิงอายุน้อยที่สุดในนิทรรศการ จิรนันท์ จุลบท เป็นที่รู้จักในแวดวงศิลปะร่วมสมัยจากผลงานภาพพิมพ์ด้วยสีธรรมชาติบนวัตถุสามมิติที่ได้รับรางวัลจากการประกวดมาแล้วหลายเวที สำหรับ ‘ศรัทธา’ จิรนันท์นำเสนองานประติมากรรมจัดวางที่เกิดจากเทคนิคการพิมพ์ที่เธอถนัด ในชื่อ ‘สาระ – รูป’ ตั้งเด่นอยู่กลางห้องจัดแสดง งานของเธอเป็นการประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนกระดาษสาย้อมสีไล่ระดับจากดำไปขาว ปะติดซ้อนทับกันราวกับเกล็ดปลาจนดูมีมิติแปลกประหลาด

ผลงานของจิรนันท์ได้สะท้อนให้เห็นความศรัทธาในธรรมชาติอย่างเข้มข้น ซึ่งมีที่มาจากการที่ศิลปินต้องการทำงานศิลปะภาพพิมพ์ที่ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมี รูปทรงแปลกประหลาดเหล่านี้ก็คือการแทนค่าการกลายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่ต้องรับสารเคมีเข้าไปเรื่อยๆ จนผิดไปจากธรรมชาติ ศิลปินได้ใช้แนวคิดธรรมชาตินิยมผสานเข้ากับหลักธรรมทางพุทธศาสนา โดยเฉพาะหลักไตรลักษณ์ ซึ่งอันที่จริวงก็เป็นสัจธรรมของธรรมชาติเช่นกัน ประเด็นที่สอดคล้องกันอย่างแยกไม่ออกดังกล่าวได้รับการสื่อแทนด้วยรูปทรงพระพุทธรูปที่วางอยู่ ณ จุดศูนย์กลางของกลุ่มผลผลิตพิสดารเหล่านี้

วราวุฒิ โตอุรวงศ์

รูปทรงของพระพุทธรูปไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์สื่อแทนศาสนาพุทธเท่านั้น อันที่จริงแล้วมันยังแฝงไปด้วยความหมายโดยนัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมทางพุทธศาสนา ซึ่งคนส่วนใหญ่ทุกวันนี้มักหลงลืมไปว่าการกราบไหว้พระพุทธรูปที่ทำๆ กันอยู่นั้นแท้จริงแล้วกระทำไปเพื่ออะไรกันแน่ ภาพลักษณ์ของพระพุทธรูปได้กลายเป็นเพียงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ควรเคารพบูชา มากกว่าจะทำให้เราได้คิดพิจารณาถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า

วราวุฒิ โตอุรวงศ์ ศิลปินหนุ่มผู้นิยมนำเสนอภาพของมนุษย์และวัตถุสิ่งของที่สะท้อนประเด็นทางสังคมร่วมสมัย ได้สร้างสรรค์ผลงานเพื่อตั้งคำถามกับความจริงแท้ของพระพุทธรูป ‘Images of the buddha on canvas’ เป็นภาพของพระพุทธรูปองค์สำคัญๆ ของประเทศไทยตรงตัวตามรูปศัพท์ ทว่ามันไม่ใช่ภาพถ่ายหรือภาพวาด แต่เป็นเพียงการประทับร่องรอยโครงร่างของพระพุทธรูปด้วยเกซโซ่ (gesso) บนผ้าใบ ระบายพื้นหลังด้วยสีเพียงสีเดียวจนเต็มแผ่น

ผลงานที่ดูเหมือนภาพนูนต่ำสไตล์มินิมอลของวราวุฒิ แฝงไว้ซึ่งการตั้งคำถามอันแยบยลเกี่ยวกับสถานะของพระพุทธรูป การใช้เพียงสีและพื้นผิวเพื่อสร้างภาพโครงร่างอันรางเลือนของพระพุทธรูปสำคัญขึ้นมา เปรียบเสมือนการกำจัดบริบททางสังคมต่างๆ ของพระพุทธรูปออกไปอย่างหมดจด ไม่มีลักษณะสวยงามตามประเพณี มีเพียงหลักธรรมที่ไม่อาจเห็นได้ด้วยตา แต่ต้องใช้การพิจารณาอย่างลึกซึ้งด้วยจิตใจ

มนัส เหลาอ่อน

ผลงานของจิรนันท์และวราวุฒิแสดงให้เห็นการใช้รูปเคารพทางศาสนาในการสื่อแทนความหมายเชิงนามธรรม แนวทางเช่นนี้ปรากฏเช่นเดียวกันในงานของ มนัส เหลาอ่อน ทว่าเปลี่ยนตัวบทจากพุทธเป็นพราหมณ์ – ฮินดู

โดยปกติแล้ว มนัสจะใช้งานจิตรกรรมเหนือจริงของเขาสื่อสารเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตที่แฝงไปด้วยหลักธรรมทางพุทธศาสนา สำหรับผลงานชุด ‘สัจจะและดุลยภาพแห่งชีวิต’ ทั้งสองภาพนี้ มนัสนำเสนอภาพประติมากรรมพระพรหมและพระศิวะ ที่มีลักษณะไม่สมบูรณ์ อย่างพระพรหมที่ปราศจากพระกร หรือพระศิวะที่ไร้พระเศียร ด้านหน้าของรูปปั้นมีดอกไม้ร่วงโรยอยู่

แม้ว่าภาพวาดของมนัสจะเลือกใช้รูปเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู เป็นหลัก แต่สิ่งที่ศิลปินต้องการจะสื่อยังคงไม่ต่างอะไรกับแนวทางที่เขาสร้างสรรค์มาตลอด นั่นคือความเป็นจริงของชีวิตอย่างหลักไตรลักษณ์ สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของทุกสรรพสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธสภาวะของการเสื่อมสลายไปได้ ไม่ต่างอะไรกับรูปปั้นเทพเจ้าหักพังเหล่านี้ อย่างไรก็ดี การใช้พระพรหม (ผู้สร้าง) และพระศิวะ (ผู้ทำลาย) ก็ดูจะเหมาะสมกับสาระของผลงานอยู่ไม่น้อย

ปาริชาติ ศุภพันธ์

ประเด็นเกี่ยวกับการใช้รูปเคารพเป็นส่วนหนึ่งองค์ประกอบของงานศิลปะ ได้ถูกตีความใหม่ในแบบป๊อปๆ โดยศิลปินหญิงผู้มักนำเสนอภาพสาวเปรี้ยวในชุดสีฉูดฉาด ปาริชาติ ศุภพันธ์ กับผลงานชุด ‘นางกวัก 2018’ คือชื่อของประติมากรรมสองชิ้นที่มีลักษณะภายนอกเหมือนกัน ต่างกันแค่ขนาดและวัสดุ แสดงร่างของหญิงสาวในอุดมคติตามแบบฉบับของปาริชาติ นั่งกรีดกรายบิดเอวเอสอยู่บนหลังม้าที่กำลังดีดขาหลังเหมือนว่ากำลังพุ่งไปข้างหน้า

หญิงสาวผู้นี้ก็คือนางกวักในแบบของศิลปินเอง มีที่มาจากความเชื่อเกี่ยวกับการค้าขายของคนไทยที่ทุกร้านจะต้องมีหุ่นนางกวักเอาไว้บูชา เพื่อให้การค้าขายประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม นางกวักของปาริชาติแตกต่างจากนางกวักแบบประเพณีที่เรามักคุ้นชิน เธอไม่ใช่หญิงสาวห่มสไบนั่งพับเพียบกวักมือเรียกด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ทว่าเป็นสาวเปรี้ยวแต่งตัววับๆ แวมๆ มีจริตจะก้าน ดูแล้วไม่มีความอ่อนหวานนอบน้อมแต่อย่างใด ในเบื้องต้นนอกจากจะเป็นการปรับภาพลักษณ์ให้มีความทันสมัยตามแบบหญิงสาวรุ่นใหม่แล้ว ปาริชาติยังต้องการสื่อว่าการค้าขายของคนยุคปัจจุบันไม่อาจใช้เพียงท่าทางเรียบร้อยได้อีกต่อไป แต่ต้องมีกลวิธีต่างๆ ในการดึงดูดความสนใจของลูกค้า อย่างที่เรามักจะเห็นการใช้เรือนร่างของสตรีเป็นจุดขายหลักมากกว่าตัวสินค้าบางประเภทเสียอีก

ธณฤษภ์ ทิพย์วารี

จากนางกวักในร่างหญิงสาว เรามาดูผลงานที่มีตัวละครหลักเป็นชายหนุ่มกันดูบ้าง อันที่จริงตัวละครหลักในผลงานชุด ‘อันเนื่องมาจากพระแม่ธรณีเป็นพยาน’ (Because of the Mother Earth is a Witness) ก็คือตัวศิลปินเอง เขาคือ ธณฤษภ์ ทิพย์วารี ศิลปินมือวาดภาพเหมือนบุคคลที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของไทย

เรามักคุ้นเคยกับผลงานของธณฤษภ์อย่างภาพเหมือนบุคคลที่ประกอบไปด้วยโทนสีฉูดฉาดอันเกิดจากอารมณ์และความรู้สึกส่วนตัวของศิลปิน ในงานชุดใหม่นี้ ก็มีภาพเหมือนของศิลปินเป็นองค์ประกอบหลักเช่นกัน ภาพวาดใบหน้าของธณฤษภ์ความสูงกว่าสี่เมตรแขวนอยู่บนผนังสีดำ รายล้อมด้วยงานประติมากรรม ‘รูปสมมติ’ หมายเลขต่างๆ ที่มีลักษณะเฉพาะตัว อาทิ มนุษย์ที่มีแขนมากมายหลายคู่ยืนและนั่ง ร่างกายท่อนบนโผล่ขึ้นมาจากพื้น หรือศีรษะขนาดใหญ่ ทั้งหมดล้วนมีจุดร่วมเดียวกันคือการใช้ใบหน้าของศิลปินเองเป็นแบบในการสร้าง

ผลงานของธณฤษภ์เป็นการสำรวจตัวตนครั้งยิ่งใหญ่ จากภาพเหมือนบุคคลธรรมดาๆ กลับกลายมาเป็นงานประติมากรรมจัดวางที่สะท้อนความหมายลึกซึ้งมากกว่าความเหมือน ความศรัทธาของศิลปินในงานนี้จึงมิได้อ้างอิงอยู่กับรูปเคารพของเทพเจ้าหรือศาสดาใดๆ ทว่าเป็นตัวของเขาเอง ผนวกเข้ากับความเชื่อทางศาสนาเกี่ยวกับความดีและความชั่ว ที่แสดงออกผ่านความมืดและความสว่างบนใบหน้าของศิลปินในภาพวาด ในขณะเดียวกัน ประติมากรรม ‘รูปสมมติ’ ทุกชิ้นล้วนหลับตาเสมือนการทำสมาธิก็เปรียบได้กับการมีสมาธิใคร่ครวญประเด็นอันลึกซึ้งทางจิตใจด้วยเช่นกัน 

ในภาพรวม เมื่องานเหล่านี้มาจัดวางเคียงคู่กันกับงานไทยประเพณีจากศิลปินรุ่นใหญ่อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพพระพิฆเนศของเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ภาพเทพชุมนุมของอลงกรณ์ หล่อวัฒนา หรือประติมากรรมพระพรหมของธงชัย ศรีสุขประเสริฐ แม้จะมีความขัดแย้งในแง่ของเทคนิควิธีการมากอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อพิจารณาถึงเนื้อหาสาระ เราก็จะพบอะไรที่คล้ายๆ กัน นั่นคือความพยายามในการนำเสนอรูปธรรมของ “ความศรัทธา” ออกมาให้เราได้เห็น


About the Author

anaras



Back to Top ↑