Events

Published on October 8th, 2018 | by anaras

0

Grass is green at the edge of the bubble

by Justin Mill

September 6 – 27, 2018

at ba:nana:press

 

ไม่ไกลจากย่านเยาวราชอันจอแจ ริมถนนไมตรีจิตต์ ลึกเข้าไปในซอยนานา (ที่ไม่ได้อยู่ย่านสุขุมวิท) เป็นที่ตั้งของอาคารเก่าหลายหลังเบียดเสียดกันตลอดสองฟากฝั่ง ซอยนานาแห่งเยาวราชเป็นย่านที่อยู่อาศัยของคนไทยเชื้อสายจีนมาแต่ดั้งเดิม ปัจจุบันมีแกลเลอรี บาร์ และร้านกาแฟฮิปๆ ปรากฏตัวขึ้นมากมาย กลายเป็นย่านสร้างสรรค์แห่งใหม่ในเขตเมืองเก่า ทว่าสถานที่ที่เรากำลังจะไปเยือนในวันนี้ หลบซ่อนตัวอยู่ด้านหลังตึกแถวสไตล์โบราณที่ยังคงมีชีวิตชีวาทั้งหลาย อาคารสองชั้นเก่าๆ หลังหนึ่งที่แม้ว่าสภาพภายนอกจะดูคร่ำคร่าไม่แพ้ตึกที่อยู่ด้านหน้าของมัน ทั้งรอยกะเทาะหลุดร่อนของปูนฉาบ สีผนังที่ซีดจางไม่เท่ากัน หรือกระเบื้องหลังคาที่ดูก็รู้ว่าผ่านสภาพอากาศมาทุกรูปแบบ แต่โครงสร้างหลักก็ยังแข็งแรง และการตกแต่งภายในก็ดูเรียบง่าย โปร่งโล่ง ตอบสนองต่อการเป็นสตูดิโอศิลปะในชื่อ ba:nana:press ได้อย่างลงตัว

ในวันที่ผู้เขียนไปถึง ประตูบานเฟี้ยมไม้สีเข้มเปิดกว้างอยู่ เผยให้เห็นผลงานศิลปะสีสันหลากหลายติดตั้งกระจายอยู่บนผนัง ในคราวแรก ภาพวาดเหล่านี้ดูเหมือนจะไม่มีอะไรมากไปกว่าผลงานแอ็บสแตร็กต์เอ็กซเพรสชั่นนิสต์ทั่วไป ที่เน้นการใช้สีสันและเส้นสายนามธรรมในการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของศิลปิน ออกมาเป็นภาพที่ไม่ได้สื่อถึงเรื่องราวหรือรูปทรงอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ทว่าเมื่อเราเดินใกล้เข้าไปอีกนิดก็จะพบข้อความที่เขียนด้วยอักขระประหลาดๆ พาดอยู่บนทุกภาพ บ้างเป็นประโยคสั้นๆ บ้างเป็นเรียงความยาวเหยียด

ผลงานข้างต้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ ‘Grass is green at the edge of the bubble & Curated Memories’ จัดขึ้นร่วมกันระหว่างศิลปินชาวต่างชาติสองคนที่เข้ามาใช้ชีวิตและทำงานศิลปะในประเทศเป็นเวลานานหลายปี ภาพวาดสีสันสดใสที่จัดแสดงอยู่บริเวณชั้นล่างของสตูดิโอนี้เป็นผลงานของ จัสติน มิลล์ (Justin Mill) และถ้าเดินขึ้นบันไดแคบๆ ต่อไปยังชั้นสองและชั้นดาดฟ้า ก็จะพบกับผลงานภาพถ่ายและวิดีโอจัดวางของสหาย เซดริก อาร์โนล (Cedric Arnold) เราอาจตระหนักได้อย่างไม่ยากนักว่าแนวทางการทำงานของทั้งสองแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนหนึ่งภาพวาด คนหนึ่งภาพถ่าย แต่ภายใต้ความแตกต่างสุดขั้วนี้ ก็มีความน่าสนใจประหลาดๆ อยู่

สำหรับบทความนี้ ผู้เขียนจะให้ความสนใจเฉพาะผลงานของมิลล์ก่อนเพื่อไม่ให้เนื้อหาโดยรวมยืดยาวเกินไป ดังที่ได้กล่าวไปบ้างแล้ว อักขระที่ประทับอยู่บนภาพวาดสีน้ำมันเหล่านี้คือ “เนื้อเพลง” หรือบทกวีที่ศิลปินประทับใจ ด้วยความที่ตัวเขาเองเป็นดีเจควบไปพร้อมๆ กับการเป็นศิลปินด้วย ทำให้เขามีสต็อกเพลงโปรดในใจค่อนข้างมาก ไล่เรื่อยตั้งแต่เพลงยุคเก่าจนกระทั่งเพลงใหม่ไม่กี่ปี มิลล์ได้เลือกบางท่อนของเนื้อเพลงเหล่านั้นซึ่งมีความหมายกับตัวเขาเอง หรือสามารถสื่อสารสิ่งที่ตัวเองคิดได้ มาใส่ไว้ในภาพ บางภาพเริ่มจากการมีภาพก่อนแล้วค่อยมีข้อความ แต่บางภาพก็เริ่มจากการมีข้อความก่อนแล้วตามมาด้วยภาพ หรืออาจจะมาพร้อมๆ กัน แล้วแต่ความรู้สึกของศิลปินในช่วงเวลานั้นๆ

อย่างไรก็ตาม มิลล์มองว่าการเขียนข้อความลงไปให้ผู้ชมงานอ่านได้ตรงๆ เป็นอะไรที่ง่ายเกินไป แต่ก็ไม่ใช่เพราะศิลปินอยากให้ผู้ชมอ่านไม่ออก เขาเพียงแต่ “ชะลอ” กระบวนการรับรู้นั้นให้ช้าลงสักหน่อย ด้วยการแปลงมันเป็นอักขระพิเศษที่ตัวเขาคิดขึ้นเอง ข้อความทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษอย่างง่ายๆ อักษรโรมันแต่ละตัวบ้างถูกเพิ่มเส้น บ้างกลับด้าน บ้างกลับหัว กลายสภาพเป็นเหมือนรหัสลับที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ถ้าหากใช้เวลาพิจารณาสักเล็กน้อย เราก็จะสามารถอ่านมันได้ไม่ยากเกินไปนัก (หรือหากขี้เกียจแกะ ป้ายชื่อผลงานที่ติดอยู่ข้างๆ ก็คือข้อความเดียวกันกับที่มิลล์เขียนเอาไว้ในภาพนั่นแหละ)

ผู้เขียนมองว่าปฏิบัติการดังกล่าวมีทั้งผลบวกและผลลบต่อการชมงาน ในแง่ของผลบวก ผู้ชมจะต้องใช้เวลากับผลงานแต่ละชิ้นนานกว่าปกติ เพราะยิ่งเป็นภาพวาดนามธรรม คนส่วนใหญ่ก็มักจะมองผ่านเลยไปอย่างรวดเร็วมากกว่าภาพที่มีเรื่องราวปรากฏชัดเจนเสียอีก การที่เราต้องมาจดจ้องถอดรหัส ทำให้หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องชมภาพวาดที่อยู่ด้านหลังไปด้วย ทว่าการพยายามถอดรหัสก็ทำให้เกิดผลลบต่อการเข้าใจความหมายไปด้วย ประมาณว่าพอเราพยายามจนอ่านคำนี้ออกแล้ว เราก็ลืมความหมายของคำก่อนหน้าไปเสียแล้ว เพราะสมาธิที่จะต้องใช้ไปในการแกะแต่ละคำเปรียบเสมือนการโฟกัสเฉพาะที่ จนทำให้มองไม่เห็นภาพรวมทั้งหมดของเนื้อหาเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ก็แก้ได้ง่ายๆ ด้วยการย้อนกลับไปดูป้ายชื่อผลงานที่กำกับอยู่ แล้วหันกลับมาดูใหม่อีกครั้งหนึ่ง

Pink Moon, 2018, Oil on canvas, 90 x 130 cm

เราลองมาแกะเรื่องราวจากสักภาพสองภาพกันดีกว่า เริ่มด้วยภาพที่ผู้เขียนชอบมากที่สุด (และเป็นภาพที่ศิลปินชอบมากที่สุดเช่นเดียวกัน) ‘Pink Moon’ เป็นภาพวาดสีชมพูพาสเทลหวานๆ แต้มแต่งด้วยฝีแปรงสีส้ม น้ำตาล และแดง สอดคล้องกับชื่อผลงานที่มีที่มาจากบทเพลงของ Nick Drake ศิลปินหนุ่มผู้จากไปก่อนวัยอันควร บทเพลงนี้เป็นเพลงหลักของอัลบัมชื่อเดียวกัน วางจำหน่ายเมื่อปี 1972 ถือเป็นอัลบัมที่มีชื่อเสียงที่สุดและเป็นผลงานเพลงชุดสุดท้ายในชีวิตของเขา แม้ ‘Pink Moon’ จะเป็นเพลงสั้นๆ ที่เนื้อเพลงไม่กี่ประโยคถูกขับร้องซ้ำๆ ไปมาภายในเวลาแค่สองนาทีกับอีกหกวินาที แต่ความหมายง่ายๆ ของมันกลับมีพลังอย่างประหลาด จนมิลล์ประทับใจและเลือกหยิบมาใส่ไว้ในภาพของเขา

I saw it written and I saw it say
A pink moon is on its way
And none of you stand so tall
Pink moon gonna get ye all

พระจันทร์สีชมพูกำลังมาและจะพาเราไป ไม่มีใครหลีกเลี่ยงมันได้เลย ประโยคสั้นๆ นี้ชวนให้เรานึกถึงมหันตภัยล้างโลกที่ดวงจันทร์กำลังจะเข้ามาชนอะไรแบบนั้น ในทางดาราศาสตร์ “พระจันทร์สีชมพู” หมายถึงดวงจันทร์เต็มดวงในเดือนเมษายน มีที่มาจากความเชื่อทางโหราศาสตร์ของชาวนาอเมริกาเหนือในอดีต ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากความเชื่อของกลุ่มคนพื้นเมืองอีกต่อหนึ่ง อันที่จริงสีชมพูในที่นี้หมายถึงสีของดอกไม้ที่ผลิบานช่วงต้นฤดูใบไม้ผลินั่นเอง พระจันทร์สีชมพูจึงสื่อถึงการเกิดใหม่ด้วยเช่นกัน

ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเดรกตระหนักถึงข้อเท็จจริงเหล่านี้หรือเปล่า แต่เมื่อพิจารณาว่าช่วงที่เขาเริ่มทำเพลงสำหรับอัลบัมนี้ เดรกต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้าที่ครอบงำเขามาสักระยะหนึ่ง ประกอบกับการที่อัลบัมสองชุดแรกไม่ค่อยถูกใจเขาเท่าไรนัก อัลบัมชุดที่สามนี้จึงเปรียบเสมือนการเริ่มต้นใหม่ เป็นการทำดนตรีที่เป็นตัวเขาจริงๆ สังเกตได้จากไลน์ดนตรีที่เรียบง่าย ใช้เครื่องดนตรีน้อยชิ้น เสียงกีตาร์และเปียโนสอดประสานเข้ากับเนื้อเพลงสั้นๆ อันที่จริงทั้งอัลบัมที่มีทั้งหมด 11 เพลง มีความยาวรวมกันไม่เกินครึ่งชั่วโมงเท่านั้น แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่เดรกพึงพอใจมากที่สุด และมันก็ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างดี (แม้จะสวนทางกับยอดขาย) อัลบัมนี้จึงเหมือนเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเขาด้วย อย่างไรก็ตาม ความพยายามนี้ก็ดูจะประสบผลสำเร็จเพียงครู่หนึ่ง เพราะเดรกไม่เคยหลุดรอดจากวังวนของโรคซึมเศร้าได้เลย เขาเสียชีวิตจากการกินยารักษาเกินขนาดในอีกสองปีต่อมา

The lion has three heads, And someone will eat the skin that he sheds, 2018, Oil on canvas, 120 x 120 cm

เพลงต่อมาเป็นของศิลปินรุ่นใหญ่ผู้มีเสียงร้องและแนวเพลงอันเป็นเอกลักษณ์ Tom Waits แต่สิ่งที่ทำให้ผลงานของเวตส์เป็นที่กล่าวถึงมากที่สุดคือเนื้อเพลงอันแปลกประหลาด ให้บรรยากาศพิศวง หรือแม้แต่ความล่มสลายและความหดหู่ ดังเช่นท่อนหนึ่งของเพลง ‘Earth Died Screaming’ ที่มิลล์เลือกนำมาเขียนลงบนแคนวาสขนาดใหญ่จนเต็ม เนื้อความยาวเหยียดนี้ในทีแรกอาจดูเหมือนบทกวีความเรียงชิ้นหนึ่ง แต่จริงๆ แล้วมันก็คือข้อความที่ตัดจากเนื้อเพลงออกมาเรียงต่อกัน

The lion has three heads
And someone will eat the skin that he sheds
There was thunder, there was lightning
Then the stars went out
And the moon fell from the sky
It rained mackerel, it rained trout
And the earth died screaming
While I lay dreaming
Dreaming of you

ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ในเนื้อเพลงที่เหมือนกวีนิพนธ์ของเวตส์ ‘Earth Died Screaming’ ให้อารมณ์คลับคล้ายกับ ‘Pink Moon’ แต่ออกจะรุนแรงมากกว่า วันโลกาวินาศถูกบรรยายให้เห็นภาพอย่างแจ่มแจ้ง ด้วยองค์ประกอบสุดพิลึกพิลั่นต่างๆ ท่ามกลางสิงโตสามหัว ฟ้าร้องฟ้าผ่า ดาวลับฟ้า พระจันทร์ร่วงหล่น หรือฝนตกเป็นปลาแมคเคอเรลกับปลาเทราต์ แต่ระหว่างที่โลกกำลังจะแตกนั้น ผมกลับนอนฝันถึงคุณ … โอเค อย่างน้อยมันก็ฟังดูโรแมนติกบ้างล่ะ

ในส่วนของภาพวาด มิลล์เลือกใช้สีดำทาทับทั้งแคนวาส ก่อนจะเขียนข้อความด้วยสีเขียวอ่อน ชวนให้นึกถึงภาพยนตร์ชุด ‘The Matrix’ ที่ตัวโปรแกรมเมทริกซ์แสดงผลโค้ดสีเขียวบนฉากหลังสีดำ เนื้อหาหลักของภาพยนตร์กล่าวถึงยุคหลังอารยธรรมที่มนุษย์ถูกปกครองโดยเครื่องจักร การใช้ชีวิตในโลกของเรากลายเป็นเพียงการนอนฝันอยู่ในเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าในร่างกายเป็นแหล่งพลังงานหล่อเลี้ยงพวกจักรกล ทั้งหมดนี้ก็ฟังดูคล้ายๆ กับสิ่งที่เวตส์สื่อสารออกมาในเพลงของเขาเสียจริงๆ และหากเราลองเข้าไปมองใกล้ๆ ก็จะเห็นว่าพื้นผิวของผลงานนั้นไม่ได้เนียนเรียบ แต่ถูกขีดเป็นเส้นตารางเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วทั้งภาพ ยิ่งดูเหมือนกับระบบตารางเมทริกซ์เข้าไปอีก

Justin Mill กับผลงาน The Future, 2018, Oil on canvas, 190 x 190 cm

แนวทางการใส่ข้อความลงบนฉากหลังสีเดียวปรากฏเช่นกันในภาพวาดขนาดใหญ่ที่สุดของนิทรรศการ รองรับเนื้อหาอันลุ่มลึกและเปี่ยมไปด้วยความหมายจากนักแต่งเพลงผู้มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของศตวรรษที่ 20 เนื้อเพลงของ Leonard Cohen เป็นเสมือนบทกวีที่สำรวจเรื่องราวทางศาสนา จิตวิญญาณ สังคม การเมือง เพศ และความสัมพันธ์ส่วนตัว งานของเขาจึงสะท้อนสังคมและความเป็นมนุษย์ได้อย่างครอบคลุมลึกซึ้ง

สำหรับเพลงที่มิลล์เลือกมาเขียนด้วยตัวอักษรสีขาวบนพื้นหลังสีแดงเข้มคือเพลง ‘The Future’ ข้อความยาวเหยียดนี้เป็นเสมือนคำทำนายจากผู้ล่วงรู้อนาคต ถึงโลกที่ระบบสังคมล่มสลาย จารีตศีลธรรมพังทลาย จนกระทั่งวันโลกาวินาศมาถึง สรุปได้ด้วยประโยค “I’ve seen the future, brother. It is murder” ทั้งนี้ เนื้อเพลงสอดแทรกแนวคิดและสัญลักษณ์จำนวนมากที่ผู้เขียนไม่อาจจะหยิบยกมาไว้ ณ ที่นี้ได้ทั้งหมด อย่างน้อยที่สุด ศิลปินก็บอกกับเราว่าเหตุที่เขาเลือกเนื้อเพลงนี้มาสร้างผลงาน ก็เพราะว่าในบางขณะมันก็แทนความรู้สึกของตัวเขาเองที่มีต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมไทยได้เป็นอย่างดี

Deep in the Shadows of Your Deepest Secrets, 2018, Oil on canvas, 120 x 120 cm

ผลงานของมิลล์ในนิทรรศการนี้จึงให้อารมณ์ความรู้สึกที่หลากหลาย แม้ว่าสามเพลงข้างต้นออกจะดูรุนแรงไปบ้าง แต่มิลล์ก็ได้เลือกเนื้อหาที่มีความสบายๆ หรือบางทีก็ไม่ได้สื่ออะไรเลยมาใส่ในผลงานชิ้นอื่นๆ ของเขา กระบวนการคัดสรรเนื้อหานี้ทำให้นิทรรศการมีความน่าสนใจ และในขณะเดียวกันก็แฝงไปด้วยความลึกลับ อย่างน้อยที่สุดก็คือนัยที่แทรกอยู่ในความหมายของข้อความในรูปแบบรหัสที่ไม่ลับจนเกินไป และเราจะต้องนำมันมาลากเส้นเชื่อมโยงกับภาพที่ศิลปินภูมิใจเสนอพร้อมกันด้วย จึงจะสามารถรับรู้ถึงความหมายที่แท้จริงที่ศิลปินต้องการสื่อได้อย่างสมบูรณ์.


About the Author

anaras



Back to Top ↑