Events

Published on November 24th, 2017 | by anaras

0

Islandscape

ด้วยทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์และภูมิทัศน์อันสวยงาม ประเทศไทยจึงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติในอันดับต้นๆ ของโลกอยู่เสมอ โดยเฉพาะบริเวณภาคใต้ของประเทศไทย ธุรกิจท่องเที่ยวถือเป็นรายได้หลักที่สามารถทำเงินมหาศาลให้กับคนในพื้นที่ ทะเลสวย น้ำใส หาดทรายขาว ทั้งบนชายฝั่งและเกาะกลางทะเล เป็นภาพจำที่ไม่ว่าใครก็ต้องคุ้นตากับทะเลไทย ตลอดจนกิจกรรมและบริการสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่สร้างความสนุกสนานเพลิดเพลินในการมาเยือนให้กับนักท่องเที่ยว ก็สามารถดึงดูดผู้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ เข้ามาได้อยู่เรื่อยๆ

ทว่า ปราโมทย์ แสงพลสิทธิ์ ศิลปินรุ่นใหญ่ชาวปักษ์ใต้ ไม่ได้มีความสนใจในทะเลไทยเช่นเดียวกับภาพจำที่คนทั่วไปนึกถึง เขาเกิดและเติบโตที่นครศรีธรรมราช จังหวัดหนึ่งในภาคใต้ที่แทบไม่มีเกาะใหญ่ๆ ที่สามารถเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมได้ บ้านของปราโมทย์อยู่ชายทะเล เวลาตื่นเช้ามามองออกไปก็จะเห็นเกาะสมุยของจังหวัดสุราษฎร์ธานีอยู่ลิบๆ นั่นคือความประทับใจแรกของปราโมทย์ ที่มีต่อทัศนียภาพเฉพาะตัวแห่งนี้

“พอในที่สุดเมื่อเราเริ่มเจริญวัยขึ้นมา เราก็เลยกลับไปเห็นว่าเกาะมันมีเสน่ห์ คือเป็นแผ่นดินขนาดเล็กลอยอยู่กลางน้ำ เหมือนกระทง มีเส้นนอน – เส้นตั้งตัดกัน เราจะเห็นทั้งเส้นขอบฟ้า เส้นขอบน้ำ และเส้นขอบภูเขา”

ปราโมทย์จึงได้ใช้เวลาช่วงเก้าเดือนนับจากปลายปีที่แล้ว เสาะหาเกาะที่เหมาะสมต่อการสร้างสรรค์เป็นผลงานศิลปะ ผลลัพธ์ที่เขาได้กลับมา คือภาพเขียนสีอะคริลิกคและภาพวาดเส้นจำนวนหนึ่งที่นำมารวมกันเป็นนิทรรศการ ‘Islandscape’ โดยมีที่มาจากการเดินทางในสองรูปแบบ ได้แก่ การเดินทางที่เกิดขึ้นในโลกแห่งความจริง กับการเดินทางลึกลงไปในจิตใจของศิลปินเอง

เกาะภูเก็ตและเกาะพิทักษ์ คือสองจุดหมายปลายทางของการเดินทางในโลกแห่งความจริง สำหรับเกาะแรกปราโมทย์คุ้นเคยกับเกาะแห่งนี้ตั้งแต่วัยรุ่น หลังจากเรียนจบใหม่ๆ เขาเคยเดินทางไปหางานทำที่ภูเก็ต ราว พ.ศ. 2518 สมัยนั้นภูเก็ตยังไม่ได้เจริญมากเท่าปัจจุบัน ธุรกิจการท่องเที่ยวยังไม่ใช่แหล่งรายได้หลักของคนในพื้นที่ ก่อนหน้าที่ชาวโลกจะรู้จักจังหวัดภูเก็ตในนามของไข่มุกแห่งอันดามัน ธุรกิจเหมืองแร่ดีบุกเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในระบบเศรษฐกิจ การเข้ามาของการทำเหมือง ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตวัฒนธรรมของชาวภูเก็ตครั้งสำคัญ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไม่มีการทำเหมืองดีบุกในภูเก็ตอีกต่อไปแล้ว คงเหลือเพียงพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเรื่องราวและเหมืองร้างหลายแห่งเท่านั้น

ปราโมทย์ได้ไปยืนอยู่ตรงปากเหมืองร้างอันเงียบสงัด ทอดสายตามองไปยังความเวิ้งว้างที่สะท้อนรอยอดีตที่ยังประทับอยู่ในความทรงจำของเขา ซึ่งนอกจากเหมืองร้างแล้ว ศิลปินยังได้นำภูมิทัศน์ของหาดในยางและทัศนียภาพที่มองเห็นจากเขารัง จุดที่สามารถเห็นภูเก็ตได้ทั้งเกาะ มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะสามรูปแบบ กล่าวคือ ภาพเสมือนจริงที่ยังคงรูปลักษณ์อันระบุได้ว่าเป็นอะไร ภาพกึ่งนามธรรมที่เริ่มตัดทอนรูปทรงออกไป และภาพนามธรรมที่สื่ออารมณ์ด้วยเทคนิคและสีสันเข้มข้น

นอกจากเกาะภูเก็ตแล้ว ศิลปินยังมีอีกเกาะหนึ่งที่เขาประทับใจ ในลักษณะตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิงกับภูเก็ตที่เต็มไปด้วยความเจริญและผู้คนมากมาย “เกาะพิทักษ์” เป็นเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากชายฝั่งจังหวัดชุมพร บนเกาะมีชาวบ้านอาศัยอยู่ประมาณ 400 คน ธุรกิจการท่องเที่ยวบนเกาะพิทักษ์มีลักษณะแบบพอเพียง คือเป็นไปในรูปแบบโฮมสเตย์ขนาดเล็กไม่กี่สิบหลัง นักท่องเที่ยวที่ปรารถนาวิถีชีวิตอันเรียบง่ายนิยมมาเยือนเกาะแห่งนี้  ปราโมทย์ได้ไปสัมผัสบรรยากาศของเกาะนี้หลายต่อหลายครั้งในรอบปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่การเดินทางไปครั้งแรกที่มีเพียงสมุดโน้ตให้สเก็ตช์ภาพลายเส้น ศิลปินก็ได้สร้างสรรค์ภาพเขียนสามรูปแบบสามสไตล์เช่นเดียวกันกับเกาะภูเก็ตข้างต้น รวมไปถึงภาพวาดลายเส้นที่มีการแรเงาจนดูคล้ายภาพขาวดำ ซึ่งศิลปินนิยามว่ามันคือ “การดรอว์อิ้งอย่างเพนท์”

แม้ว่าสถานที่จะต่างกัน แต่สิ่งที่ภาพเขียนจากเกาะทั้งสองมีเหมือนกันก็คือความสงบเรียบง่าย เพียงทัศนียภาพที่ศิลปินมองเห็น เขาได้ส่งความรู้สึกหรือความทรงจำออกมาให้ผู้ชมได้เห็นผ่านเส้นตั้งและเส้นนอน ผ่านรูปทรงที่ปรากฏให้เห็นทั้งในระดับสายตา เหนือสายตา และต่ำกว่าระดับสายตา การเดินทางในรูปแบบที่สองนี้จึงเป็นการเดินทางของจิตใจ สื่อแทนได้ด้วยการเปลี่ยนผ่านระหว่างภาพวาดสามรูปแบบ อันแสดงให้เห็นถึงกระบวนการของความคิดสร้างสรรค์ของศิลปินได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ จุดมุ่งหมายในท้ายที่สุดคือการแสดงความคิดเห็น ไม่ใช่ในลักษณะของภาพวาดทั้งหลาย หากแต่เป็นในชื่อ “อันที่จริงแล้ว เกาะพิทักษ์เป็นคอนเซปต์ของงาน ที่ภูเก็ตเราไม่สามารถเยียวยาได้แล้ว แต่พิทักษ์เรายังดูแลได้ พอจับมารวมกันก็เป็น ‘พิทักษ์ภูเก็ต’”

สิ่งที่ปราโมทย์ทิ้งท้ายเอาไว้อาจทำให้เราได้ฉุกคิดถึงสิ่งเล็กๆ ที่มีความหมายในบริบทของสิ่งแวดล้อม สังคม และการพัฒนาความเจริญอย่างรวดเร็ว.


About the Author

anaras

นักโบราณคดีที่ชอบใช้เวลาในแกลเลอรีมากกว่าหลุมขุดค้น



Back to Top ↑