News

Published on June 20th, 2017 | by FAM TEAM

0

Kyoto Garden of Fine Arts

บทความโดย อรุณ ภูริทัต

โครงการ Kyoto Garden of Fine Arts จัดเป็นพื้นที่แสดงงานศิลปะซึ่งค่อนข้างแปลกแตกต่างไปจากพื้นที่แสดงงานศิลปะโดยทั่วไป เนื่องด้วยพื้นที่แสดงงานศิลปะแห่งนี้แวดล้อมไปด้วยน้ำ อีกทั้งภายในโครงการนี้ได้มีการนำเอาผลงานจิตรกรรม reproduction บนแผ่นเซรามิคจากหลากหลายยุคสมัยมาจัดแสดงร่วมกันโดยตัวโครงการได้รับการสนับสนุนจาก Kyoto Prefectural Government ส่วนงานด้านสถาปัตยกรรมนั้นออกแบบโดย Tadao Ando ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี ค.ศ.1994  ซึ่งหากเรามองโครงการนี้จากฝั่งถนนKitayama แทบจะไม่เห็นร่องรอยของตัวอาคารเลย Andoใช้วิธีฝังพื้นที่อาคารทั้งหมดลงไปใต้ดินมีเพียงกำแพงคอนกรีตเปลือยและแผงกำแพงกระจกขนาดใหญ่เท่านั้นที่โผล่พ้นระดับพื้นดินขึ้นมา เหตุผลหนึ่งก็อันเนื่องจากบริเวณที่ตั้งของ Kyoto Garden of Fine Arts นั้นอยู่ใกล้กันกับสวนพฤกษศาสตร์เมืองเกียวโต Andoไม่ต้องการให้อาคารที่เขาออกแบบไปบดบังทัศนียภาพอันสวยงามระหว่างตัวสวนพฤกษศาสตร์กับภูเขา

คานคอนกรีตแทยงตัดกันพาดผ่านเหนือทางเดิน

เมื่อเดินมาถึงยังบริเวณด้านหน้าโครงการเราจะมองเห็นแนวกำแพงคอนกรีตเปลือยและคานคอนกรีตขนาดใหญ่วิ่งตัดทแยงขวางกันไปมาในขณะที่ทางเดินลาดเอียงก็พุ่งเป็นแนวแกนตรงไปยังเบื้องล่าง โดยมีบ่อน้ำขนาดใหญ่แทรกตัวอยู่โดยรอบ ภาพวาด Water liles-Morning ของ Claude Monet บนแผ่นเซรามิคถูกวางไว้อยู่ใต้บ่อน้ำตื้นๆ บริเวณปากทางเข้ารอต้อนรับผู้มาเยือนเป็นด่านแรก เมื่อเดินไปจนเกือบสุดทางลาดเราจะได้ยินเสียงน้ำตกที่ไหลผ่านกำแพงขนาดยักษ์ซึ่งอยู่ด้านในสุดของโครงการ ภาพ the Last Judgment บนแผ่นเซรามิคขนาดเท่าจริงของ Michelangelo เริ่มปรากฏตัวให้เห็นบนกำแพงคอนกรีตที่มีความสูงร่วม 14 เมตร พื้นที่อาคารถูกแบ่งออกเป็น 3 ระดับ สถาปนิกใช้ทางลาดที่ค่อยลดระดับลงไปเรื่อยๆ เป็นทั้งทางเดินสัญจรและจุดที่ใช้ยืนชมภาพเขียน แกนกำแพงหลักที่เป็นโครงสร้างรับน้ำหนักทางลาดยังถูกใช้เป็นที่ติดตั้งผลงานศิลปะอีกด้วย

แผงกำแพงน้ำตกขนาดใหญ่ที่อยู่ลึกด้านในสุดของโครงการ

Kyoto Garden of Fine Arts ถูกออกแบบเน้นหนักในเรื่องของ space ทางสถาปัตยกรรมมากกว่าที่เป็นการ จะก่อรูปทรงทางสถาปัตยกรรม (form) ขึ้นมา แสงและ space ยังเป็นเนื้อหาหลักในงานสถาปัตยกรรมของ Ando เสมอ และที่สำคัญในโครงการนี้ Andoได้ผนวกเอาน้ำเข้ามาช่วยสร้างบรรยากาศให้กับตัวสถาปัตยกรรม รวมไปถึงการใช้ทางลาดและบันไดในการสร้างลำดับการมองเห็นและเชื่อมพื้นที่ส่วนต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน

มุมมองจากชั้นใต้ดินด้านล่างสุดที่เห็นแนวแกนบันไดและแผงกำแพงคอนกรีตขนาดใหญ่

ผลงานจิตรกรรมเซรามิคที่ทำซ้ำจากงานจิตรกรรมต้นฉบับที่มีชื่อเสียงอย่าง “The Last Supper” โดย Leonardo da Vinci  ซึ่งที่มีขนาดเท่าจริง ภาพ “Road with Cypresses and Star” โดย Van Gogh และ “On the Terrace” โดย Renoir ถูกนำมาขยายให้มีขนาดใหญ่กว่าผลงานต้นฉบับถึงสี่เท่าและติดตั้งบนผนังคอนกรีตลอยตัวแล้วกรอบด้วยเหล็กรูปพรรณ งานจิตรกรรมบนแผ่นเซรามิคเหล่านี้ได้ถูกวางแทรกไว้ตามมุมต่างๆ ของสระน้ำที่รายรอบอยู่ทั่วโครงการในขณะที่ภาพเขียนโบราณแบบจีนและของญี่ปุ่นนั้นถูกติดตั้งอยู่บนแกนกำแพงหลักที่เป็นโครงสร้างรองรับทางลาดเอาไว้ สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยน้ำและความชื้นนั้นค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปตามส่วนต่างๆ ของแผงคอนกรีตเปลือยจนเกิดเป็นคราบหินปูน รวมไปถึงตะไคร่สีเขียวและคราบไคลซึ่งเกาะอยู่ทั่วไปตามพื้นและผนัง สีสันบนแผ่นซารามิคเองก็เริ่มจืดจางไปตามกาลเวลาเนื่องจากตั้งอยู่กลางแจ้งซึ่งต้องเผชิญกับสภาวะอากาศทั้งร้อนและเย็นและแสงแดดมานานนับร่วมทศวรรษ วัฒนธรรมการเสพผลงานศิลปะของชาวญี่ปุ่นกลุ่มใหญ่นั้นมักยึดโยงเข้ากับผลงานศิลปะคลาสิกที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากตะวันตกจากยุคสมัยต่างๆ ซึ่งเราจะเห็นได้จากการคัดเลือกผลงานจิตรกรรมที่นำเข้ามาจัดแสดงใน  Kyoto Garden of Fine Arts ก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ยืนยันรสนิยมการเสพศิลปะของคนญี่ปุ่นจำนวนมากที่ยังอิงอยู่กับความงามที่ได้รับการรับรองยืนยันบอกเล่าผ่านประวัติศาสตร์และสื่อต่างๆ ของญี่ปุ่นเอง

มุมมองไปยังภาพ the Last Judgment เมื่อกับขนาดความสูงของผู้เข้าชม

ภาพ the Last Judgment ขนาดใหญ่เมื่อมองจากระดับใต้ดินที่อยู่ลึกลงไปร่วม 14 เมตร

จำนวนผู้เข้าชมงานศิลปะตามพิพิธภัณฑ์ศิลปะใหญ่ๆ ของญี่ปุ่นก็สะท้อนให้เห็นสถิติในเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน จำนวนผู้ชมจะวิ่งซึ่งขึ้นไปแตะจำนวนหลักแสนทันทีเมื่อมีนิทรรศการผลงานศิลปะของ Leonardo da Vinci , Van Gogh หรือว่า Renoir รวมไปถึง Claude Monet ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มงานศิลปะร่วมสมัยจะมีจำนวนผู้ชมเพียงหลักหมื่นเท่านั้น อีกสาเหตุหนึ่งก็อันเนื่องมาจากต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงในการจัดแสดงงานนิทรรศการศิลปะอิมเพรสชั่นนิสม์หรือว่าผลงานศิลปะในอดีตจากตะวันตกนั้นโดยมากจะได้รับการสนับสนุนจากสื่อทีวีและหนังสือพิมพ์เสียเป็นส่วนมาก ดังนั้นผู้สนับสนุนเหล่านี้จึงมักเลือกนำเสนอเฉพาะศิลปะของศิลปินในยุคศตวรรษที่ 16 รวมไปถึงงานศิลปะที่มีชื่อเสียงในยุคอิมเพรสชั่นนิสม์เสียเป็นส่วนมาก และจะมีการโปรโมทประวัติของศิลปินและผลงานผ่านสื่ออย่างหนักก่อนที่นิทรรศการจะเริ่มต้นซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง content ของตัวสื่อเองเพื่อตอบสนองต่อตลาดขนาดใหญ่
—————————————————————————————————————————-

ผลงาน The Last Supper โดย Leonardo da Vinci ถูกล้อมรอบด้วยกำแพงคอนกรีตเปลือย

แนวแกนคานคอนกรีตที่ทำมุมทแยงกับแกนหลัก 22 องศา

ระดับใต้ดินชั้นที่ 2 ที่ทำให้เห็นคานคอนกรีตลอยตัวตัดทแยงกับทางลาดและแนวกำแพงคอนกรีต

 

บทความนี้ได้รับจากสนับสนุนจาก API Fellowships Program
โครงการปัญญาชนสาธารณะแห่งเอเชีย


About the Author

กองบรรณาธิการนิตยสารไฟน์อาร์ท จะเรียกว่ามีความสนใจในเรื่องเดียวกันทุกคนก็ใช่ว่าจะถูก บางคนสนใจต้นไม้ บางคนสนใจเรื่องอาหารการกิน บางคนสนใจเรื่องภาพยนตร์ ดนตรี บางคนสนใจเรื่องสุขภาพ โยคะเป็นหลัก บางคนสนใจเรื่องเทคโนโลยี แต่ถ้าจะให้บอกว่าเราสนใจอะไรร่วมกัน ถ้าตอบว่าเรื่องศิลปะก็คงจะดูประดิษฐ์เกินไป แต่เอาจริงๆ เราก็สนใจเรื่องศิลปะเหมือนกันแหละ เพราะทุกอย่างที่กล่าวมาก็มีศิลปะเป็นองค์ประกอบหนึ่งทั้งสิ้น



Back to Top ↑