Events

Published on January 25th, 2018 | by anaras

0

MONGKUT

by Arin Rungjang

January 12 – February 24, 2018
at Art Centre, Silpakorn University

1 มีนาคม 2015 ข่าวการโจรกรรมที่เกิดขึ้นในเวลาเช้ามืด ณ พิพิธภัณฑ์พระราชวังฟงแตนโบล (Palais de Fontainbleau) ชานกรุงปารีส กลายเป็นที่สนใจของสื่อไทยในวงกว้าง เนื่องจากโบราณวัตถุที่ถูกขโมยไปจากตู้จัดแสดงในห้องจีนนั้น มีเครื่องมงคลราชบรรณาการที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เคยส่งไปถวายจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 เมื่อปี 1861 รวมอยู่ด้วย ในจำนวนโบราณวัตถุล้ำค่าสิบห้าชิ้นที่หายไปนี้ ชิ้นที่สำคัญที่สุดและสื่อต่างๆ พร้อมใจกันนำมาเป็นพาดหัวหลักคือ “พระมหามงกุฎ”

พระมหามงกุฎที่ว่ามีลักษณะภายนอกเช่นเดียวกันกับพระมหาพิชัยมงกุฎ หนึ่งในเครื่องเบญจสิริราชกกุธภัณฑ์ของไทย ซึ่งถูกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้ช่างฝีมือในราชสำนักทำจำลองขึ้นด้วยทองคำลงยาสีเขียวและแดง ประดับเพชร 233 เม็ด ทับทิม 2,298 เม็ด มรกต 46 เม็ด และไข่มุก 9 เม็ด มีความสูงกว่าห้าสิบเซนติเมตร นับได้ว่าเป็นงานประณีตศิลป์อันละเอียดอ่อนและมีคุณค่า – มูลค่า อันประเมินมิได้ ซึ่งพระมหามงกุฎองค์นี้นับเป็นหนึ่งในสององค์ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่งไปถวายพระมหากษัตริย์ยุโรป โดยอีกองค์หนึ่งนั้นถูกส่งมอบให้พระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งอังกฤษในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน

ทว่า น้อยคนนักที่จะรู้ว่าอันที่จริงแล้วพระมหามงกุฎองค์นี้ถูกทำจำลองเอาไว้ก่อนการโจรกรรมเพียงไม่นาน โดยฝีมือของคนไทยนี่เอง

จากบริบททางประวัติศาสตร์อันน่าสนใจ ผนวกเข้ากับประสบการณ์ส่วนตัวที่มีเกี่ยวกับคนฝรั่งเศส อริญชย์ รุ่งแจ้ง ศิลปินร่วมสมัยไทยผู้มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ ได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะด้วยการจำลองพระมหามงกุฎองค์ดังกล่าวขึ้นอีกครั้ง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในนิทรรศการศิลปะ Satellite program 8 ที่พิพิธภัณฑ์ Jeu de Paume กรุงปารีส เมื่อปี 2015

กระบวนการสร้างสรรค์เริ่มต้นจากการศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ในสมัยนั้น ทั้งจดหมายเหตุและภาพวาดต่างๆ ที่บันทึกเหตุการณ์การเข้าเฝ้าถวายเครื่องมงคลราชบรรณาการของคณะทูตสยาม ก่อนจะลงไปสำรวจลักษณะของพระมหามงกุฎองค์จริงที่อยู่ในห้องจีน พิพิธภัณฑ์พระราชวังฟงแตนโบล คณะทำงานของศิลปินได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษในการเก็บข้อมูลทางกายภาพทั้งหมดของพระมหามงกุฎที่อยู่ภายในตู้จัดแสดง ด้วยเครื่องสแกนภาพสามมิติ ถ่ายภาพและวัดสัดส่วนต่างๆ อย่างละเอียด ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในการจำลองแบบที่เหมือนจริงมากที่สุดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

ช่างฝีมือที่อริญชย์ไปเสาะหามาได้คือ วรลักษณ์ ศุขสวัสดิ ณ อยุธยา ทายาทของช่างทำหัวโขนที่สืบต่อภูมิปัญญาอันประณีตมาจนกระทั่งปัจจุบัน การทำพระมหามงกุฎขึ้นมาใหม่นั้นเป็นไปตามกรรมวิธีการสร้างเครื่องศิราภรณ์สำหรับโขนทุกประการ เริ่มตั้งแต่การขึ้นโกลนด้วยไม้  ขึ้นลวดลายประดับด้วยรักสมุก ปิดทองแทนแผ่นทองคำ ก่อนจะประดับผ้า โลหะ แก้ว จำลองให้เหมือนพระมหามงกุฎของจริง กระบวนการเหล่านี้ล้วนทำด้วยมืออย่างประณีตบรรจง

เมื่อเสร็จสมบูรณ์ผลงานพระมหามงกุฎนี้ได้กลายมาเป็นวัตถุจัดแสดงหลักของนิทรรศการ ‘MONGKUT’ การปะทะระหว่างบริบทของอดีตและปัจจุบันคือสิ่งที่อบอวลอยู่ในบรรยากาศของห้องนิทรรศการทั้งหมด ปฏิบัติการทางศิลปะมิใช่เพียงการจำลองพระมหามงกุฎขึ้นมาเฉยๆ และนำมาจัดวางบนแท่นสีขาว แต่เขาได้นำเสนอบริบททางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกันเอาไว้ด้วย บริบทของเวลาที่เกิดขึ้นจึงถูกตัดสลับไปมาระหว่างอดีตและปัจจุบัน ดังวิดีโอสารคดีที่ฉายเอาไว้ในห้องมืดชั้นล่าง นักวิชาการชาวฝรั่งเศส และช่างผู้ทำพระมหามงกุฎ คือผู้บรรยายหลักที่มีบทบาททั้งหมดในวิดีโอ ส่วนแรก เป็นการวิเคราะห์ความสำคัญของพระมหามงกุฎ ที่เชื่อมโยงกับการดำเนินนโยบายทางการทูตของสยามสมัยรัชกาลที่ 4 ในขณะที่ส่วนที่สองเป็นบันทึกการจัดสร้างพระมหามงกุฎที่บรรยายโดยคุณวรลักษณ์ เล่าถึงงานช่างทำหัวโขนที่สืบต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ

สารจากวิดีโอชุดนี้เปรียบเสมือน “ที่มาและความสำคัญ” ของผลงาน ที่สร้างกรอบแนวคิดเกี่ยวกับอดีตและปัจจุบัน ตัวบททั้งสองถูกนำมาวางเคียงข้างกัน เริ่มจากการปูพื้นฐานให้ผู้ชมได้รับรู้บริบทของอดีตที่แฝงซ่อนอยู่ตัวพระมหามงกุฎ และการผลิตซ้ำทำใหม่ ก็มีกระบวนการต่างๆ ที่เต็มไปด้วยความหมายเช่นกัน ภาพและเสียงที่ถูกรับรู้ในห้องมืดหล่อหลอมนิยามใหม่ของพระมหามงกุฎของอริญชย์ให้กลายเป็น “วัตถุทางศิลปะ” (art object) ที่ดำรงตนอยู่ในพื้นที่พิเศษอันไม่ใช่ทั้งอดีตและปัจจุบัน ประการแรก มันไม่ใช่โบราณวัตถุจากอดีต เพราะวัสดุที่นำมาใช้ปราศจากความเก่าแก่ เป็นการประยุกต์วัสดุที่หาได้ในปัจจุบัน แม้จะมีฝีมือเชิงช่างอันประณีต แต่ก็ไม่ได้มีมูลค่าเทียบเท่า ตลอดจนบริบทของการใช้งานก็ไม่ได้มีความศักดิ์สิทธิ์แต่อย่างใด ประการหลัง แต่มงกุฎก็ไม่ใช่ของจำลองขึ้นมาใหม่เฉพาะตัวของมันเอง ความหมายบางประการยังคงต้องหลงเหลืออยู่ การนำเสนอพระมหามงกุฎในชั่วขณะของนิทรรศการจำเป็นต้องอาศัยบริบททางประวัติศาสตร์เพื่อสร้างความหมาย ด้วยการยึดโยงตัวตนของวัตถุกลับไปยังอดีต ทั้งในแง่กายภาพก็ยังเป็นสิ่งที่ดูเหมือนกันกันแทบทุกส่วน พระมหามงกุฎจึงไม่สามารถเป็นของใหม่ได้อย่างสมบูรณ์ ความลักลั่นดังกล่าวจึงนำมาสู่สถานะของการเป็นอื่น – เป็นวัตถุทางศิลปะ

แม้ว่าวัตถุทางศิลปะนี้จะถูกจัดแสดงในหอศิลป์ ภายใต้นามของศิลปินและองค์กรทางศิลปะ แต่จุดสังเกตที่น่าสนใจก็คือ สถานการณ์ทั้งหมดกำลังบอกเราว่าอันที่จริงศิลปินมิใช่ผู้สร้างผลงานเสียทีเดียว กลับเป็นช่างฝีมือที่แทบจะไม่มีใครรู้จักชื่อมาก่อนต่างหากที่ทำมงกุฎนี้ขึ้น ศิลปินคือผู้จัดการกรอบเกณฑ์ต่างๆ ว่าจะต้องทำอะไร ทำแบบไหน และทำอย่างไร จนกระทั่งเกิดเป็นนิทรรศการ ในขณะที่ความหมายของผู้สร้างดูสับสนวุ่นวาย กลับสะท้อนให้เห็นปรากฏการณ์ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นลักษณะเฉพาะของศิลปะเชิงแนวคิด (conceptual art) ได้อย่างชัดเจน นั่นคือการตั้งคำถามกับความเป็น “ผู้สร้าง”

หน้าที่แต่ดั้งเดิมของศิลปินแทนที่จะเป็นการสร้าง “ผลงานศิลปะ” ศิลปินกลับกลายเป็นผู้สร้าง “ความหมาย” ของบางสิ่งให้กลายเป็น “ผลงานศิลปะ” ด้วยการจัดวางแนวคิดลงไปภายใต้กรอบของคำว่า “นิทรรศการ” สิทธิ์ในการสื่อสารของผู้สร้างตัวจริงอย่างช่างฝีมือมีบทบาทเพียงไม่กี่นาทีของงานวิดีโอเชิงสารคดี ที่ถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสื่อความหมายของผลงานโดยรวม อันประกอบขึ้นด้วยวัตถุอื่นๆ อีกหลายชิ้น

บริเวณชั้นบนเป็นที่จัดแสดงพระมหามงกุฎ วัตถุเพียงหนึ่งเดียวตั้งอยู่กลางห้องโล่งกว้าง บนพื้นระบุขอบเขตไม่ให้ผู้ชมเดินเข้าไปใกล้มากเกินไปและห้ามสัมผัส รายรอบในห้องข้างๆ กัน คือ (1) ภาพวาดสีน้ำมันที่ถอดแบบมจากภาพบันทึกเหตุการณ์คณะราชทูตสยามถวายเครื่องมงคลราชบรรณาการแด่จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ณ ท้องพระโรงพระราชวังฟงแตนโบล ของ Jean-Léon Gérôme (2) ภาพวาดแบบพระมหามงกุฎที่มีการวัดส่วนอย่างละเอียด (3) ภาพการเข้าเฝ้าของคณะราชทูตสยาม ตีพิมพ์ในหนังสือ Le monde illustré ฉบับวันที่ 20 มีนาคม 1858 และ (4) ตู้กระจกจัดแสดงตัวอย่างวัสดุที่ใช้ประดิษฐ์พระมหามงกุฎจำลอง

วัตถุเล็กๆ น้อยๆ ที่รายล้อมเปรียบเสมือนส่วนสนับสนุนบริบทความหมายของพระมหามงกุฎ ไม่ใช่ในแค่การเคยเป็นเครื่องมงคลราชบรรณาการ แต่เป็นบริบทของการเป็นวัตถุทางศิลปะ โดยมีทั้งบริบทของอดีตและปัจจุบันเช่นเดียวกัน ทว่าเมื่อการรับรู้เริ่มครอบคลุมถึงบริบทต่างๆ มากขึ้นกว่าสิ่งที่ได้ฟังและดูจากวิดีโออันแรก ภาพการถวายเครื่องมงคลราชบรรณาการของเฌโรมกับภาพข่าวจากหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสคืออดีต และภาพการวัดสัดส่วนพระมหามงกุฎกับตู้จัดแสดงวัสดุคือปัจจุบัน การจัดวางวัตถุต่างกรรมต่างวาระสลับสับไปมาสะท้อนกลวิธีในการสร้างความหมายตัวงานศิลปะให้กลายเป็นความร่วมสมัยที่มีประเด็นอันน่าสนใจ

เมื่อนาฏกรรมการสื่อความหมายต่างๆ ในนิทรรศการประกอบเข้าด้วยกันกับการกลายเป็นวัตถุทางศิลปะของพระมหามงกุฎ จึงทำให้เกิดม่านหมอกพร่ามัวขึ้น ณ พรมแดนระหว่างงานศิลปะกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ บางเรื่องที่เราหลงลืมไปนานแล้ว กลับถูกปลุกขึ้นมาใหม่ภายใต้นิยามของงานศิลปะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพระมหามงกุฎคือสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อความเป็นเอกราชของชนชั้นนำสยามในยุคสมัยแห่งการล่าอาณานิคม เนื้อหาที่กลับมาเล่นซ้ำอีกครั้งในห้องนิทรรศการจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและอาจไม่สามารถกล่าวถึงได้อย่างอิสรเสรี …


About the Author

anaras



Back to Top ↑