Events

Published on December 7th, 2017 | by Chalotorn Anchaleesahakorn

0

Museum of KIRATI ความรักของเราต่างหากนพพร ความรักของเราเกิดขึ้นที่นั่น ที่ Bangkok City City Gallery

ข้างหลังภาพ ที่เต็มไปด้วยความทรงจำ เขามิตาเกะ ที่ที่ความรักของทั้งสองคนเริ่มต้นขึ้น

จากบทประพันธ์ ข้างหลังภาพ ของ ศรีบูรพา (2479) และบทภาพยนตร์ของเชิด ทรงศรี (2544) ถูกนำมาRemake ใหม่โดย เข้ จุฬญาณนนท์ ศิริผล (2559) การเล่าเรื่องแบบย้อนกลับของศรีบูรพา และบทสนทนาที่ถูกปรับใหม่ของเชิด ผสานกับฉากในบริบทเมืองสมัยใหม่ในยุคของจุฬญาณนนท์ ทำให้ ข้างหลังภาพ ฉบับ 2559 ถูกเล่าเรื่องโดยผสมกลิ่นอายของทุกยุคสมัยเข้าด้วยกัน

หลายคนคงเคยพบกับคุณหญิงกีรติและนพพรมาบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการพบผ่านตัวอักษร หรือพบผ่านภาพเคลื่อนไหวบนแผ่นฟิล์ม แต่สำหรับผู้เขียนนี่เป็นครั้งแรกที่ได้ทำความรู้จักกับคุณหญิงและนพพร ความรู้สึกแรกเมื่อรู้ว่านพพรทำพิพิธภัณฑ์ให้คุณหญิงกีรติ คือ คุณหญิงทำโชคดีเช่นนี้ มีคนรักคุณหญิงมากขึ้นขนาดทำอนุสรณ์ของความรักไว้ให้ แต่เมื่อขยับเข้าไปใกล้เรื่องราวของทั้งสองมากขึ้น กลับพบว่าชีวิตรักของทั้งสองไม่ได้โชคดีอย่างที่เราคิด สำหรับใครที่ยังไม่รู้จักทั้งสองมาก่อนเราจะขอเล่าเรื่องย่อให้ฟังคร่าวๆ นพพรคือชายหนุ่มชนชั้นกลางอายุ 22 ปีที่เดินทางไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่น วันหนึ่งได้รับจดหมายจากพระยาอธิการบดีผู้เป็นเพื่อนของบิดาว่าตนกำลังจะเดินทางไปฮันนีมูนกับภรรยาคนใหม่ หม่อนราชวงศ์กีรติ และต้องการความช่วยเหลือของนพพรให้เป็นไกด์ช่วยพาคุณหญิงท่องเที่ยวในญี่ปุ่น การพบกันครั้งแรกที่สถานีรถไฟโตเกียว และการได้ใช้เวลาร่วมกันกับคุณหญิงทำให้ชายหนุ่มที่ไม่เคยรู้จักความรักมาก่อน ค่อยๆ ขยับเข้าใกล้ความรู้สึกรักครั้งแรก แม้จะเป็นเรื่องที่ผิดแต่ที่ภูเขามิตาเกะนพพรได้เผยความในใจและทั้งสองก็จำต้องแยกย้ายจากกัน เราจะขอเกริ่นนำเรื่องเพียงเท่านี้ และวนกลับเข้าไปทำความรู้กับทั้งสองในเวอร์ชั่น 2559 ในสไตล์การเล่าเรื่องของ จุฬญาณนนท์ ศิริผล

ต้นกำเนิดของนิทรรศการล่าสุดนี้ มีที่มาจาก ‘ข้างหลังภาพ’ (Behind the Painting) ภาพยนตร์สั้นที่เกิดจากการได้รับเชิญจาก Japan Foundation และ Aomori Contemporary Art Center ให้เข้าร่วมโครงการศิลปินในพำนักที่เมืองอะโอโมริ ประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลา 2 เดือน เพื่อร่วมแสดงในนิทรรศการกลุ่ม MEDIA/ART KITCHEN AOMORI – Politics of Humor and Play เมื่อปี พ.ศ. 2557  และถูกนำกลับมาจัดแสดงอีกครั้งในประเทศไทยที่หอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ เมื่อปี พ.ศ. 2558 โดยต่อมาในปี พ.ศ. 2559 ผลงานชุดนี้ได้กลายมาเป็นรากฐานให้กับงานวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทของเขาอีกด้วย

สองนิทรรศการก่อนหน้าดังกล่าวมีรูปแบบการจัดแสดงต่างกันออกไป แต่จะมารวมกันอยู่ในพื้นที่ของ Bangkok City City Gallery อีกครั้ง

Museum of KIRATI ลบคำว่า Gallery ­ของพื้นที่เดิมออกไปจนหมด อาคารสีขาวที่เราคุ้นเคยจากงานนิทรรศการที่ผ่านมาถูกปรับให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ทั้งในแง่ของพี้นที่และตัวความหมาย เริ่มตั้งแต่โปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ที่บอกเราว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เพิ่งเปิดครั้งแรกและกำลังจัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียนครั้งที่ 1 รวมทั้งการแต่งกายของเจ้าหน้าที่ภายใน (ที่หลายคนเราคุ้นเคยอยู่ในลุคอื่น) ก็หลอกเราว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์ เมื่อเดินดูผลงานกลับพบว่าความหมายของพิพิธภัณฑ์ที่เรารับรู้ยังถูกศิลปินหลอกทับอีกหนึ่งชั้น ด้วยแนวคิดในการทำงานและอารมณ์ขันของตัวศิลปินทำให้ก้าวต่อไปที่เราจะเข้าไปทำความรู้จักคุณหญิงและนพพรต้องก้าวอย่างระมัดระวังมากกว่านี้

หลังม่านสีดำสิ่งที่แรกที่ปะทะสายตาคือจอภาพยนตร์ขนาดใหญ่ “ข้างหลังภาพ” (2559) เข้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมาใหม่ ด้วยเอกลักษณ์ของตัวเอง การนำหนังสั้นที่มีทั้งบท โลเคชั่น ตัวละคร มาผสมกับงานวิดีโออาร์ทที่เล่นเรื่องความคิดและสัญลักษณ์ต่างๆ ภาพยนตร์ขนาดยาว 50 นาที ได้คงบทพูดเวอร์ชั่นของผู้กำกับเชิด ทรงศรี กับการแสดงออกที่ไม่เป็นธรรมชาติคือความจงใจที่ผู้กำกับทิ้งไว้ พร้อมฉากร่วมสมัยที่เข้ปรับเข้าไป อาทิ การส่งจดหมายเปลี่ยนเป็นการส่งอีเมล การนั่งเรือกลับประเทศกลายเป็นการนั่งเครื่องบิน

นอกจากทำหน้าที่เป็นผู้กำกับแล้ว เข้ยังกระโจนลงไปเป็นตัวละครด้วย โดยในครั้งนี้เขาสวมบทเป็นทั้งคุณหญิงกีรติและนพพร เพื่อสื่อสารและตั้งคำถามกับผู้ชมว่าหากเป็นยุคสมัยปัจจุบันความรักของคนทั้งสองจะเป็นอย่างไร? ทั้งสองจะสามารถอยู่ด้วยกันได้หรือไม่? แม้จะคงบทพูดสุดคลาสสิคไว้ แต่ข้างหลังภาพเวอร์ชั่นนี้กลับเหมือนเข้กำลังเขียนบทละครเรื่องใหม่ซ้อนทับเข้าไป ความรักของทั้งสองถูกตั้งคำถามมากมาย ความรักที่เกิดขึ้นผิดเวลาก่อให้เกิดโศกนาฎกรรม คำถามคือใครคือผู้ถูกกระทำในบทละครเรื่องนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณหญิงกีรติแท้จริงแล้วเธอกระทำตนเองให้เป็นเหยื่อหรือไม่ เข้บอกกับเราว่า การกระทำของคุณหญิงที่วางตนอยู่ในสถานะของพี่สาวทั้งๆ ที่ตนก็มีใจให้นพพร คือการกระทำให้ตนเองตกเป็นเหยื่อ และประโยคที่คุณหญิงกีรติกล่าวว่า “ความรักของเรานพพร ความรักของเธอเกิดขึ้นที่นั่นและตายที่นั่น ในขณะที่ความรักของอีกคนหนึ่งยังรุ่งโรจน์อยู่ในร่างที่กำลังจะแตกดับ” คือการกระทำที่ตอกย้ำความเป็นเหยื่อของตัวเองและยัดเยียดความผิดให้กับนพพร เงื่อนไขความรักของทั้งสองสะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคมในยุคสมัยนั้น ค่านิยม ชนชั้น สิทธิเสรีภาพ ที่ถ้าเกิดขึ้นในยุคปัจจุบันมันมีความเป็นไปได้มากที่คุณหญิงและนพพรจะลงเอยกันด้วยความสุข

นอกจากภาพยนตร์ยาว 50 นาทีแล้ว ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังประกอบด้วยผลงานรูปแบบอื่น เข้พยายามขยายกรอบการทำงานของตัวเองให้มากกว่าการทำภาพเคลื่อนไหว ภาพวาด ประติมากรรม ภาพถ่าย performance ซึ่งในท้ายที่สุดทุกงานยังตั้งอยู่บนฐานของงานวิดีโอที่เขาถนัด การนำผลงานทั้งหลายมาแปรสภาพเป็นภาพเคลื่อนไหว ทำให้เรื่องราวที่ปรากฏในพิพิธภัณฑ์กลับมามีชีวิตอีกครั้ง เข้พยายามบิดความหมายของคำว่าพิพิธภัณฑ์ที่เราคิดว่าเป็นเพียงสถานที่เก็บของเก่า เรื่องราวของอดีต ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาแล้ว ให้เป็นสถานที่ที่มีชีวิต มีความเคลื่อนไหว ให้รู้สึกเหมือนคนตรงหน้ายังอยู่กับเรา เหมือนความรักของนพพรที่มีต่อคุณหญิงกีรติ นอกจากนี้หน้าที่ของพิพิธภัณฑ์ที่ทำหน้าที่เลือกและเก็บสิ่งที่ต้องการ คัดกรองและตัดทิ้งส่วนที่ไม่ต้องการ ซึ่งสอดคล้องกับเรื่องที่เกิดขึ้นในสังคมที่เราต้องการนำเสนอเพียงด้านดีและเลือกฝังกลบเรื่องไม่ดีไว้ข้างใต้ การทำงานของเข้ยังคงต้องคำถามต่อระบบชนชั้น จารีตประเพณี และบรรทัดฐานของสังคม

ผลงานเกือบ 20 ชิ้นถูกจัดแสดงไว้ในพื้นที่ที่หลอกเราตั้งแต่ก้าวเข้าไป แกลเลอรีที่หลอกเราว่าเป็นพิพิธภัณฑ์​ ภาพความทรงจำของนพพรที่มีต่อคุณหญิงกีรติที่หลอกเราว่าคุณหญิงยังมีชีวิตอยู่ พิพิธภัณฑ์ที่สร้างขึ้นจากความรักของนพพรที่หลอกตัวเองว่าเขาไม่ได้เป็นต้นเหตุในการตายของคุณหญิง การตรอมใจตายของคุณหญิงกีรติที่หลอกตัวเองว่าไม่ได้รักนพพร และการหลอกตัวเองของผู้ชมว่าถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับตัวเองเราจะไม่ทำอย่างที่คุณหญิงทำ (เพราะผู้เขียนอาจจะทำอย่างที่คุณหญิงทำ) การหลอกลวงที่เกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา เกิดขึ้นได้กับทุกคน เกิดขึ้นได้แม้เราจะรู้ว่าถูกหลอกแต่ก็ยังเต็มใจที่จะรับคำลวงนั้นมากกว่าการยอมรับความจริง สังคมที่บิดเบี้ยว ความจริงที่ถูกบดบัง ความคิดที่ย้อนแย้ง คือวัตถุดิบสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานในอนาคตของเข้ จุฬญาณนนท์ ศิริผล

 

เพิมเติ่ม

  • ปรี ภรรยาของนพพร เข้ตั้งใจให้รับบทโดยสาวประเภทสองเพื่อสื่อสารถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพทางเพศในสังคมปัจจุบัน
  • ภาพวาดผสมกับงานวิดีโอเพื่อนำเสนอกระบวนการย้อนกลับ จากภาพที่สมบูรณ์ค่อยๆ เลือนหายไปทีละนิด
  • ภาพความฝันถึงรักที่สมหวัง นพพรจินตนาการภาพจูบกับคุณหญิง ในขณะที่ฝั่งคุณหญิงเข้เลือกให้เธอนั่งต่อจิ๊กซอร์เติมเต็มภาพความรักที่สมหวัง
  • นพพรคือตัวแทนของชนชั้นกลาง คุณหญิงกีรติคือตัวแทนของชนชั้นสูง ความรักของทั้งสองในยุคสมัยนั้นไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ในปัจจุบันชนชั้นกลางขยับฐานะขึ้นมาเป็นผู้สนับสนุนทางการเงิน ชนชั้นสูงคือผู้อุปถัมภ์ในด้านชื่อเสียง ทั้งสองชนชั้นสามารถเกื้อกูลและเอื้อผลประโยชน์แก่กันได้
  • Forget me not ไม่ใช่แค่ชื่อดอกไม้ แต่คือเสียงของเข้ที่ต้องการให้งานในครั้งนี้เป็นความทรงจำของทุกคน
  • อีกด้านของจอฉายภาพยนตร์ปรากฏภาพวาดฉากเขามิตาเกะ สถานที่ที่ความรักของทั้งสองเริ่มต้นขึ้น ภาพยนตร์ที่ฉายอยู่เปรียบเสมือนความรู้สึกที่ซ้อนอยู่ของความรักในครั้งนั้น การสำรวจภาพยนตร์ที่อยู่ข้างหลังภาพวาด คือการเดินทางไปข้างหลังภาพอย่างแท้จริง


About the Author

Chalotorn Anchaleesahakorn

ชอบเดินทาง เขียนได้บ้าง ดื่มได้เยอะกว่า



Back to Top ↑