News

Published on October 12th, 2017 | by anaras

0

3 ข้อสังเกตจากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ

แม้ว่าปัจจุบัน วงการศิลปะในประเทศไทยจะเต็มไปด้วยการประกวดจำนวนมากที่จัดขึ้นในแต่ละปี โดยเฉพาะการประกวดในเวทีของภาคเอกชนต่างๆ มีธนาคารและกลุ่มธุรกิจที่หันมาให้ความสนใจสนับสนุนงานสร้างสรรค์ด้านศิลปวัฒนธรรมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนโยบายที่ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรต่อสังคม (CSR) การประกวดเหล่านี้มักให้เงินรางวัลที่มีมูลค่าสูงมากแก่ผู้ชนะ จึงสามารถดึงดูดศิลปินหลากหลาย และผลักดันให้เกิดการสร้างสรรค์งานชั้นเลิศ

ทว่า หากจะกล่าวถึงเวทีการประกวดที่ยังคงเป็นเป้าหมายสูงสุดของศิลปินไทยไม่ว่าจะยุคสมัยไหน ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าทุกคนจะต้องนึกถึง “การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ” เป็นอันดับหนึ่ง

โปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 63 ประจำปี พ.ศ. 2560

“การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ” คืองานประกวดผลงานศิลปะสมัยใหม่งานแรกของไทยที่มีกรรมการคัดเลือกและให้รางวัลอย่างเป็นระบบ จัดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2492 จากการผลักดันของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี บิดาของศิลปะสมัยใหม่ในประเทศไทย เพื่อกระตุ้นการสร้างสรรค์ผลงานของศิลปินและเผยแพร่ความเข้าใจด้านศิลปะให้กว้างขวางมากขึ้น โดยมีมหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นผู้รับผิดชอบหลักมาจนกระทั่งปัจจุบัน ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 63 แล้ว

การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ จึงเป็นเสมือนเวทีหลักในการแข่งขันระหว่างศิลปินด้วยกันเอง ตลอดระยะเวลากว่าหกทศวรรษ ผลงานที่ได้รับคัดเลือกให้ได้รับรางวัลหรือร่วมแสดงคือการบันทึกความก้าวหน้า (?) ในแต่ละยุคสมัยของหน้าประวัติศาสตร์ศิลปะของไทย นับตั้งแต่การเริ่มต้นศิลปะสมัยใหม่ จนกระทั่งศิลปะร่วมสมัยทุกวันนี้ ครอบคลุมงานตั้งแต่จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ และสื่อประสม

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ติดตามแวดวงงานประกวดศิลปะต่างๆ ย่อมตระหนักได้ไม่ยากว่าการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงการประสบสภาวะบางอย่างเช่นเดียวกันกับการประกวดอื่นๆ โดยอาจจำแนกได้เป็นสามข้อสังเกตใหญ่ๆ ได้แก่

ประการแรก ศิลปินที่ส่งผลงานเข้ามาประกวด มากกว่าครึ่งเป็นศิลปินหน้าเดิมๆ ที่เจนจัดในการประกวดอยู่แล้ว และมีความคุ้นเคยกับการประกวดเป็นอย่างดี อาจจะด้วยทัศนคติที่ว่าศิลปกรรมแห่งชาติคืองานที่ใหญ่ที่สุด สำคัญที่สุด และมีการแข่งขันสูงที่สุด

ปัญญา วิจินธนสาร ศิลปินแห่งชาติ หนึ่งในคณะกรรมการตัดสินในปีนี้มีความเห็นว่า

“ศิลปินที่ส่งผลงานเข้าประกวดศิลปกรรมแห่งชาติเป็นเพียงกลุ่มศิลปินกลุ่มหนึ่ง ที่เขาเห็นว่า ศิลปกรรมแห่งชาติ เป็นรางวัลเกียรติยศที่ใครเคยแสดงหรือได้รางวัล แม้เงินรางวัลจะน้อย แต่ก็มีเกียรติถ้าเทียบกับการประกวดอื่นศิลปินก็คิดว่ามันเป็นเกียรติประวัติ เพราะมันเก่าแก่ที่สุด ก็เลยถือว่า ทุกคนอยากผ่านประสบการณ์ชีวิตที่นี่”

ประการที่สอง แม้ว่าสังคมโลกร่วมสมัยจะผันเปลี่ยนไปตลอดเวลา ศิลปะร่วมสมัยได้สะท้อนความเป็นไปของโลกอย่างปัจจุบันทันด่วน ทว่าจากการที่มีแต่ศิลปินหน้าเก่าเสียเป็นส่วนใหญ่ ผลงานที่เราเห็นได้จากการประกวดจึงเป็นงานในแนวทางเดิมๆ  จนยากจะหาความแปลกใหม่ สิ่งนี้ถือเป็นปัญหาที่น่าหนักใจ เพราะอันที่จริงแล้ว การที่เราเห็นว่ามีผลงานในลักษณะเดิมๆ เข้ามาร่วมจัดแสดงหรือได้รางวัลได้ก่อให้เกิด “มาตรฐาน” เฉพาะตัวของการประกวดไปโดยปริยาย เหล่านี้ส่งผลกระทบไปยังกระบวนการตัดสินและคัดเลือกผลงานด้วย ปัญญากล่าวต่อไปว่า

“ผลงานที่ส่งมาให้กรรมการตัดสิน พอมันไม่เห็นความแตกต่างในแต่ละปี มันก็ไม่มีโอกาสที่กรรมการจะได้เลือกงานที่แตกต่างออกไปมากนัก นิทรรศการที่ออกมาแต่ละปีจะใกล้เคียงกัน ส่วนงานที่ได้รางวัล แม้เราอยากจะเห็นความแตกต่าง แต่ศิลปินมักจะคิดว่าพอเป็นงานศิลปกรรมแห่งชาติ มันก็ต้องทำงานลักษณะนี้ เป็นแนวนี้ถึงจะมีโอกาส ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ใช่เลย”

กล่าวอีกนัยหนึ่ง การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติจึงไม่อาจสะท้อนให้เห็นภาพความเคลื่อนไหวหรือความสดใหม่ที่เป็นปัจจุบันของศิลปะร่วมสมัยไทยได้อย่างชัดเจนมากนัก เพราะถูกมาตรฐานที่กลายเป็น “จารีตประเพณี” ของการประกวดอย่างเป็นทางการดังกล่าวครอบทับเอาไว้นั่นเอง จึงสังเกตได้ว่า ผลงานที่เรามักพบเจอตามแกลเลอรีเอกชนต่างๆ ที่มักจัดนิทรรศการใหม่ๆ ในทุกๆ เดือน จึงมีลักษณะแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับผลงานที่ส่งเข้ามาประกวด (แต่เราก็ต้องยอมรับความจริงที่ว่าผลงานตามแกลเลอรีทั่วไปนั้น มักไม่สามารถผ่านเกณฑ์การประเมินคุณภาพจากคณะกรรมการผู้ทรง “คุณวุฒิ” และ “วัยวุฒิ” แน่ๆ)

ประการที่สาม ด้วยเงื่อนไขสองประการข้างต้น ทำให้การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติมีแง่มุมพิเศษที่ไม่เหมือนงานประกวดอื่นๆ นั่นคือการมีรางวัล “ศิลปินชั้นเยี่ยม” เป็นรางวัลพิเศษอีกรางวัลหนึ่ง ซึ่งไม่ได้มีทุกปี แต่จะมอบให้กับศิลปินที่สามารถทำสถิติการได้รับรางวัลอย่างใดอย่างหนึ่ง นั่นคือ (1) รางวัลประกาศนียบัตรเกียรตินิยม อันดับ 1 เหรียญทอง 3 ครั้ง ในสาขาเดียวกัน หรือ (2) รางวัลประกาศนียบัตรเกียรตินิยม อันดับ 1 เหรียญทอง 2 ครั้ง และ อันดับ 2 เหรียญเงิน 2 ครั้ง ในสาขาเดียวกัน

ปัญญาอธิบายว่า “งานศิลปกรรมแห่งชาติจะแตกต่างจากงานประกวดที่อื่นๆ อยู่อย่างตรงที่ว่า เราดูวิวัฒนาการของศิลปินด้วย งานประกวดอื่นๆ บางทีเขาจะดูแค่งานที่อยู่ตรงหน้าว่าชิ้นไหนดี ชิ้นไหนโดดเด่นที่สุด”

การใส่ใจติดตามผลงานของศิลปินแต่ละคนนี้เปรียบได้กับการสนับสนุนตัวศิลปินไปพร้อมๆ กันกับการคัดเลือกงานศิลปะที่ดีที่สุดด้วยนั่นเอง ซึ่งในส่วนของศิลปิน ก็เหมือนจะกลายเป็นแรงผลักดันให้สร้างสรรค์ผลงานที่ดีมากขึ้นไปเรื่อยๆ นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีศิลปินที่ได้รับรางวัลนี้แล้วทั้งสิ้น 23 คน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นศิลปินชื่อดังของประเทศทั้งสิ้น การได้รับรางวัลศิลปินชั้นเยี่ยม จึงถือเป็นเกียรติยศที่มีคุณค่าอย่างมาก เพราะต้องอาศัยระยะเวลาในการสั่งสมประสบการณ์หลายปีทีเดียว

การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติที่เปรียบเสมือนมรดกตกทอดชิ้นสุดท้ายจากศาสตราจารย์ศิลป์ ยังคงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในสังคมไทย ทำหน้าที่เป็นผู้เล่นหลักในแวดวงศิลปะ โดยหากมองในแง่ของการประกวด เวทีแห่งนี้เต็มไปด้วยมนต์ขลังที่ชักชวนให้ศิลปินส่งผลงานเข้ามาประชันกัน ทว่าในแง่ของการเป็นตัวแทนสะท้อนภาพลักษณ์ความเคลื่อนไหวในงานศิลปะร่วมสมัยไทย ก็ยังดูห่างไกลจากความเป็นจริง ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับเวทีการประกวดอื่นๆ.

Tags: ,


About the Author

anaras

นักโบราณคดีที่ชอบใช้เวลาในแกลเลอรีมากกว่าหลุมขุดค้น



Back to Top ↑