News

Published on June 21st, 2016 | by Chalotorn Anchaleesahakorn

0

I THINK, I WRITE (LIKE) NAWAPOL A LOT.

INTERVIEW ABOUT : นิทรรศการ I WRITE YOU A LOT โดย นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์

ณ BANGKOK CITY CITY GALLERT

TEXT : PINKO

PIC : นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์

13413793_1094653170573356_739971448127651579_n

ภายในห้องนิทรรศการหนึ่ง ลูกตาลและอ็อปกำลังนั่งชมบรรยากาศภายนอกแกลเลอรีของตนเองบนเก้าอี้โรงหนัง แปลกจังทำไมมีเก้าอี้โรงหนังในแกลเลอรีนะ

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา เราได้มีโอกาสพูดคุยกับ เต๋อ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ถึงนิทรรศการภาพถ่ายที่จะจัดแสดง ณ BANGKOK CITY CITY GALLERY อ่านกันไม่ผิดหรอกค่ะ นิทรรศการภาพถ่ายของผู้กำกับ นักเขียน เต๋อ นวพล จริงๆ ผู้อ่านคงชินกับภาพผู้กำกับสินะคะ แต่งานนี้เป็นนิทรรศการโซโล่ครั้งแรกของเขาจริงๆ แหมไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมล่ะ มาดูกันดีกว่าว่าใครพาเขาเข้าวงการศิลปินเนี้ย เมื่อเดินเข้าไปภายในห้องจัดแสดงเล็กที่นัดกันไว้ สิ่งสะดุดตาเราที่สุดไม่ใช่คนที่เรานัดไว้แต่เป็นเก้าอี้โรงหนังสีแดงสดวางอยู่กลางห้องสีขาว บนพื้นยกสูง ด้านหน้าเป็นหน้าต่างบานใหญ่มองไปก็คล้ายกับจอภาพยนตร์ ภายในห้องเรายังไม่เห็นภาพถ่ายแม้แต่ภาพเดียว ทำให้ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาคือ “เอ๊ะหรืองานนี้จะฉายหนัง” หลังจากพูดคุยถึงคำถามที่จะสัมภาษณ์และจัดแจงตั้งกล้องแล้ว พี่เต๋อก็ถามขึ้นมาว่า “ให้เรามองกล้องหรือมองหน้าคนถาม” มองกล้องก็ได้ค่ะ “แต่พี่ว่ามองหน้าคนถามดีกว่านะ เหมือนคุยกัน จะได้สบายๆ” และการพูดคุยกันแบบสบายๆ ก็ได้เริ่มต้นขึ้น

นิทรรศการ I Write You A Lot เริ่มต้นได้ยังไง

นวพล : นิทรรศการนี้เริ่มมีการคุยกันกับพี่ลูกตาล (ศุภมาศ พะหุโล) และพี่อ็อป  (อรรคพล สุทัศน์ ณ อยุธยา) เจ้าของ  BANGKOK CITY CITY GALLERY มาตั้งแต่ปี 2558 เขาชักชวนเราให้มาร่วมงานกัน  ตอนแรกประหลาดใจมากเพราะงานที่ทำอยู่ (ผู้กำกับ เขียนบท เขียนหนังสือ) มันห่างไกลจากโลกของศิลปะอยู่มาก ตอนที่พี่ทั้งสองคนมาชวนก็ให้เหตุผลว่า ก็เพราะโลกที่เราอยู่ต่างกับโลกศิลปะมาก เลยอยากให้มาลองทำดู อยากให้เกิดการแลกเปลี่ยนและทำงานร่วมกันระหว่างสองโลก ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เรามีความฝันอยากจะจัดแสดงงานอยู่แล้ว แต่ไม่คิดว่าจะมีคนยื่นโอกาสมาให้จัดนิทรรศการเดี่ยว (Solo Exhibition) ที่ผ่านมาก็เคยมีนิทรรศการมาบ้าง แต่จะเป็นการนำผลงานไปจัดร่วมกับคนหลายๆ คน แล้วอีกเหตุผลหนึ่งคือเราอยากลองทำงานในสื่อรูปแบบอื่นบ้าง อยากรู้ว่าจะเป็นอย่างไร เพราะการแสดงภาพถ่ายในแกลเลอรีมันไม่ใช่แค่เรื่องภาพถ่ายที่เราถ่ายอยู่ทุกวันอย่างเดียว แต่คือเรื่องของการจัดการพื้นที่ด้วย เป็นเรื่องใหม่ที่เราอยากทดลอง

13419116_1093304207374919_7343792714386719871_n

เค้วงคว้างกลางแกลเลอรี

การจัดการพื้นที่ในงานนิทรรศการมีความท้าทายยังไงบ้าง

นวพล : ปกติพื้นที่ของคนทำหนังคือจอสี่เหลี่ยม เป็นภาพ 2 มิติ เราสามารถควบคุมเรื่องราวได้จากเครื่องตัดต่อ ทุกอย่างอยู่ในมือเรา สามารถบังคับคนดูให้รับเรื่องตาม track ที่เราสร้าง ล็อคคนดูให้อยู่กับที่นั่งและจอสี่เหลี่ยมตรงหน้า ทุกคนมีจุดเริ่มต้นเรื่องเดียวกันโดยมีเราเป็นคนพาไปสู่จุดจบของเรื่องเหมือนกัน แต่แกลเลอรีเป็นพื้นที่เปิด เราไม่สามารถล็อคคนดูหรือบังคับให้เขาเดินไปดูรูปตามทิศทางที่เราต้องการได้ ผู้ชมสามารถเริ่มต้นจากภาพไหนหรือจุดไหนก็ได้และไปจบเรื่องที่จุดไหนเราก็ไม่รู้ เราไม่สามารถควบคุมหรือปูทางให้ผู้ชมเดินไปในทางเดียวกันเหมือนภาพบนจอได้ แล้วพอมาเจอพื้นที่จริงมันใหญ่มาก มันต่างจากจอที่เราคุ้นเคยโดยสิ้นเชิง

ภาพถ่ายในนิทรรศการ ‘I WRITE YOU A LOT’ คือภาพถ่ายจากช่วงไหน

นวพล : เป็นภาพที่ถ่ายตั้งแต่ปี 2008 เก็บมานานพอสมควร งานจะแบ่งออกเป็น 2 ห้อง ห้องเล็กจะจัดแสดงงานในยุคแรกๆ ช่วงปี 2008 -2011 ส่วนงานใหม่ทั้งหมดจะอยู่ที่ห้องใหญ่คือตั้งแต่ปี 2012 – 2016 โดยภาพชุดใหม่จัดจะแบบ Light Box ให้ความรู้สึกเหมือนเข้ามาดูหนังประมาณหนึ่งเพราะด้วยสไตล์ภาพที่ถ่ายมาเราคิดว่าเป็นภาพที่ให้อารมณ์ของหนัง การนำเสนอในกล่องจะมีภาพแล้วก็มีบท (Text) ควบคู่กันไป เป็นบทที่เขียนขึ้นจากภาพถ่าย พื้นที่ห้องใหญ่จะมืดให้ความรู้สึกเหมือนเดินเข้าไปในโรงภาพยนตร์

Screen Shot 2559-06-16 at 7.52.00 AM

เรื่องเล่าระหว่างทางจากตัวผู้เขียน ฉาก 1 ชายคนหนึ่งกำลังลุ้นให้หอยทากตัวน้อยเดินไปให้่ถึงเส้นชัย

ถ้าอย่างนั้นเริ่มต้นถ่ายภาพมาตั้งแต่ช่วง 2008 เลยหรือเปล่า

นวพล : เราถ่ายมาเรื่อยๆ แต่ไม่ใช่คนที่จะบอกว่า “ผมเกิดมาเพื่อเป็นช่างภาพ” ช่วงปี 2008 คือช่วงที่เราค้นพบสไตล์ภาพถ่ายที่ชอบ ภาพ Wide -Shot[1] ที่มีคนและสถานที่เป็นองค์ประกอบ เช่นคนในสถานที่ต่างๆ แสดงท่าทางแปลกๆ แต่ถ้าถ่ายรูปจริงๆ เริ่มตอน ม.6 เอากล้องไปถ่ายเพื่อนที่โรงเรียน ตอนนั้นใช้กล้อง Canon A20 จำได้แม่นเลยสมัยนั้นใครมีกล้องดิจิตอลถือว่าล้ำมาก ตอนนั้นคนยังไม่ได้นิยมใช้ดิจิตอล คนถ่ายรูปส่วนใหญ่ยังใช้กล้องฟิล์มอยู่ แต่การใช้กล้องดิจิตอลดีตรงที่เราสามารถทดลองอะไรได้หลายอย่าง ค่อยๆ ค้นพบรูปแบบที่เราชอบมากขึ้น เราสามารถดูภาพได้ทันทีที่เราถ่าย ถ่ายไปได้เรื่อยๆ เมื่อเจอภาพที่ชอบก็ค่อยเก็บไว้ ซึ่งจริงๆ แล้วก็คล้ายกับการถ่ายหนังด้วยกล้อง DSLR (Digital Single Lend Reflex) เพราะเวลาเราถ่ายหนังด้วยกล้อง DSLR เปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการถ่ายภาพและการถ่ายหนังมากขึ้น เราสามารถลองเปลี่ยนเลนส์ ปรับค่านู้นนี้ได้ตามที่ต้องการ ทำให้เราค้นพบว่า อ๋อ ถ้าใช้เลนส์แบบนี้ตั้งค่าเท่านี้ภาพที่ได้ออกมาจะเป็นในลักษณะนี้ แล้วเทคนิคต่างๆ เหล่านี้มันมาพร้อมยุคที่ดิจิตอลก้าวเข้ามาหาเรา เราได้เรียนรู้เองมากขึ้นและด้วยพื้นฐานของเราไม่ได้เรียนด้านนิเทศฯ หรือภาพถ่ายมา เรื่องชัตเตอร์หรือเทคนิคเฉพาะอะไรพวกนี้เราไม่ได้มีพื้นมาก่อน การลงมือทำจริงคือการเรียนรู้ไปในตัวเอง

Screen Shot 2559-06-16 at 8.14.58 AM

เรื่องเล่าระหว่างทางจากตัวผู้เขียน ฉาก 2 หญิงสาวคนหนึ่งเธอวิ่งมาด้วยความเร่งรีบเพื่อให้ทันรถไฟขบวนนั้น แต่เมื่อมาถึงรถไฟได้ออกไปแล้ว เธอเสียใจ วันนี้ก็สายเสียแล้ว(ทำงานไม่ทันแน่ๆ)

ภาพถ่ายของพี่เต๋อมีสไตล์แบบไหน

นวพล:  จะเรียกว่าการถ่าย Snap Shot หรือ Street Photo ก็ได้ ภาพที่นำมาจัดแสดงจะเป็นภาพจากการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ กล้องที่เอาไปถ่ายก็เลือกกล้องคอมแพคขนาดเล็กหน่อย เราไม่ใช่พวกที่ต้องเล็งจัดองค์ประกอบของภาพ ปรับค่าแสง ความเร็วซัตเตอร์ (Speed Shutter) มากมายก่อนจะกด ภาพที่ถ่ายออกมามันเกิดขึ้น ตอนเราเดินไปเจอจังหวะที่ชอบ อยากเก็บช่วงเวลานั้นเอาไว้ก็คว้ากล้องขึ้นมากดซัตเตอร์เก็บมันเข้าเมมโมรี่ แล้วเราถ่าย Wide -Shot เราอยู่ห่างจาก Subject มากพอสมควร เวลายกกล้องขึ้นมาถ่ายคนถูกถ่ายมักจะไม่รู้ตัว เราไม่ใช่ตากล้องสาย Portrait Street หรือตากล้องที่หาจังหวะจดจ่อค้างอยู่กับการรอกดซัตเตอร์ขนาดนั้น แต่ใช่ว่าไม่เล็งแล้วกดรัวๆ ไปนะ ก็ต้องเล็งแต่ถ้ามัวแต่เล็งแล้วปรับค่านู้นนี้จังหวะนั้นที่เราต้องการมันก็หายไปแล้ว ดังนั้นเราจะมองภาพรวมมากกว่า

Screen Shot 2559-06-16 at 8.14.45 AM

เรื่องเล่าระหว่างทางจากตัวผู้เขียน ฉาก 3 ทำงานโต้รุ่งแล้วออกมาดูพระอาทิตย์ยามเช้ามันดีอย่างนี้เองเนอะแก // บ้าหรอง่วงนอนจะเป็นลมอยู่แล้ว

ชอบงานชุดไหนของตัวเองมากที่สุด

นวพล: ก็คงเป็นชุดแรกๆ ช่วงปี 2008 ชุดที่ทำให้เราค้นพบสไตล์การถ่ายภาพของตัวเอง ภาพชุดนั้นถ่ายที่ประเทศโรมาเนีย เจออะไรที่ชอบก็ถ่ายกลับมาพอได้ดูภาพได้เลือกภาพก็พบว่าภาพที่เลือกมีอะไรบางอย่างที่คล้ายกันเลยนะ ภาพจะออกมาเป็น Wide -Shot คือมีคนและสถานที่ โดยคนเป็นองค์ประกอบเล็กๆ แล้วด้านหลังเป็นภาพสถานที่ คนในภาพต้องมี แอคชั่น (Action) บางอย่าง บางคนนั่งบิดตัวนิดเดียวก็เกิดเรื่องราวได้แล้ว บางคนยกมือขึ้นเราก็จินตนาการว่าเขาโบกมือให้เพื่อนแต่จริงๆ แล้วเขาอาจจะแค่เมื่อยแขนยกแขนขึ้นบิดเฉยๆ แค่ยกหรือขยับก็เกิดเรื่องราว ที่สามารถคิดจินตนาการต่อได้ โดยไม่ต้องไปยึดว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไร ซึ่งมันเป็นนิสัยของคนเขียนบทนั่นแหละ ที่เมื่อมองอะไรแล้วชอบจินตนาการเป็นเรื่องราว คนทั่วไปก็น่าจะมีเหมือนกันนะที่เวลามองแล้วชอบคิดต่อ บางทีคิดไปไกลกว่าเรื่องราวที่อยู่ตรงหน้าด้วยซ้ำ ยกตัวอย่างเช่น เราทุกคนมีภาพโตเกียวในแบบของเรา มีเพื่อนสนิทในแบบของเราเพราะเราสร้างแบบจากข้อมูลที่มีซึ่งบ่อยครั้งอาจจะไม่ตรงกับความเป็นจริง งานภาพถ่ายของเราเลยเหมือนงานภาพครึ่งหนึ่งงานเรื่องราว ครึ่งหนึ่งซึ่งมันก็คือการเขียนบทรูปแบบหนึ่ง คล้ายหนังเรื่อง Marry is happy นะ เพียงแค่สลับกันจากข้อความเป็นภาพกลับมาเป็นภาพเป็นข้อความ ซึ่งไอเดียการสร้างภาพและเรื่องราวในแบบของตัวเองเป็นสิ่งที่เราชอบก็เลยพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ

13413733_1094404577264882_666645845955221054_n

จอ จอ จอ

ช่างภาพในดวงใจ

นวพล: Gergory Crewdson  เป็นช่างภาพที่เวลาจะถ่ายภาพต้อง Set-up ฉาก ออกกองเหมือนถ่ายภาพยนตร์ มีการเลือกนางแบบนายแบบ จัดท่า แต่งหน้าทำผม ภาพที่ออกมาเหมือนภาพที่ Capture ออกมาจากจอภาพยนตร์เลย ถ้าเป็นช่างภาพสาย Snapshot ชอบงานของ Christopher Doyle ชอบในบทบาทที่เขาเป็นช่างภาพนะ เขาถนัดการถ่ายภาพSnapคนระยะใกล้ ภาพที่ได้ออกมาจะเบลอแต่สวยมาก เขาคุมแสงในภาพได้ดี ภาพเลยออกมาดี สิ่งที่สองคนนี้มีเหมือนกันคือความเป็น Cinematic Photography (ภาพถ่ายที่ให้อารมณ์เหมือนภาพยนตร์) เราดูงานของทั้งสองคนแล้วให้อารมณ์เหมือนดูภาพยนตร์เหลือเกิน

 

13450147_1094959040542769_866173854236315526_n

เรื่องเล่าระหว่างทางจากตัวผู้เขียน ฉาก 4 นวพลกำลังทำสควอชเพื่อกล้ามขาที่แข็งแรงของเขา

ตอนนีก้าวเข้ามาในโลกของศิลปะแล้ว รู้สึกยังไงกับโลกใบใหม่

นวพล: ตอนแรกกลัวนะเหมือนเราอยู่อีกโลก ไม่รู้ว่าโลกอีกฝั่งที่กำลังก้าวเข้าไปเป็นอย่างไร อารมณ์เหมือนตอนย้ายโรงเรียนใหม่ ต้องไปเจอสภาพแวดล้อมใหม่ บรรยากาศใหม่ที่ไม่คุ้นเคย ไม่แน่ใจว่าต้องทำตัวยังไง ถามว่าชอบดูงานศิลปะมั้ย ชอบนะ ตอนนั้นอยู่ฝั่งคนดูก็เลยไม่ได้รู้สึกกลัวอะไร แต่ตอนนี้ต้องย้ายมาฝั่งคนทำบรรยากาศมันก็เปลี่ยนไปตามบทบาท เราไม่แน่ใจว่าจะทำได้มั้ย บางคนอาจมองว่าหนังที่เราทำ มันก็หนังอาร์ต แต่จริงๆ มันไม่ได้อาร์ทขนาดนั้น เราแค่ทำหนังที่อยากทำ อย่างงานครั้งนี้ก็คือการทำในสิ่งที่อยากทำจะเป็นที่ยอมรับของคนในวงการนี้หรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ พอได้มีโอกาสคุยกับพี่ศิลปินหลายคน เขาคุยกับเราและเข้าใจความคิดเราก็ช่วยให้คลายความกลัวไปได้ แล้วก็คิดได้ว่าก็คงเหมือนกับตอนที่เราก้าวเข้ามาทำหนังใหม่ๆ ซึ่งสุดท้ายแล้วมันก็แค่ทำในอย่างที่เราอยากทำ ทำให้มันดีในแบบที่ควรจะเป็น แล้วที่เหลือก็มาลองดูกันว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร

บทบาทของนวพลตอนนี้วางตัวเองไว้ตรงจุดไหน

นวพล: ผู้กำกับคือบทบาทหลักๆ ที่หลายคนคุ้นเคย แต่บทบาทที่เหลือก็ใช่ว่าเราไม่จริงจังกับมันนะ เราจริงจังกับทุกบทบาท ทุกงานที่ทำไม่ใช่ว่าว่างๆ ค่อยมาทำ อย่างงานภาพถ่ายก็สะสมมาเรื่อยๆ ตั้งใจถ่ายทุกภาพเพราะถ้าไม่ได้มีโอกาสมาจัดแสดงงานในแกลเลอรีก็คงทำเป็น Photo Book ออกมาแน่นอน แต่เมื่อมีโอกาสจัดแสดงในพื้นที่ที่สมบูรณ์กว่าภาพถ่ายของเราเลยออกสู่สายตาคนดูในรูปแบบนี้แทน เปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือนคนทำหนังแล้วคิดว่าวันหนึ่งถ้าหนังไม่เข้าโรงก็คงอัดขายลงแผ่น แต่เมื่อมีโรงหนังมาเสนอพื้นที่ให้เรามันก็สมบูรณ์กว่าไม่ใช่หรอ การทำงานของเรามีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลาถ้าไม่ทำหนังก็เขียนหนังสือ ถ้าไม่เขียนหนังสือก็ถ่ายภาพ บางครั้งเอาหลายสื่อมารวมกัน อย่าง Facebook ของเราจะเห็นเลยว่ามีเรื่องเยอะแยะมาก บางโพสต์ก็เหมือนจะเขียนหนังสือเล่มใหม่ลงไปอยู่แล้ว บางโพสต์เป็นภาพถ่าย คือทุกอย่างที่ทำเป็นสิ่งที่เราให้ความสนใจมันก็จะมีการข้ามกันไปมา การได้ทำอะไรใหม่ๆ แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่เราไม่ถนัดแต่เราพร้อมที่จะเรียนรู้ สนุกที่จะได้ลอง ผลของมันจะออกมาดีหรือไม่ดีก็ได้ แต่ผลลัพธ์ที่เราได้ระหว่างการได้ลองมันคือความสนุกที่เรามีร่วมกับมัน

12202175_1048153605264509_454231342_n

นวพล อิน ไต้หวัน

การเดินทางนอกจากจะให้โอกาสในการบันทึกภาพและเรื่องราวแล้ว ยังให้อะไรกับเราอีกบ้าง

นวพล: มันคือการเปิดโลก เปิดประสบการณ์ อย่างการเดินทางไป New York ซึ่งเป็นเมืองที่เรียกได้ว่าเป็นมหานครด้านศิลปะเมืองหนึ่งของโลกเลยก็ว่าได้ ทั้งเมืองเต็มไปด้วยความหลากหลาย งานมีหลายรูปแบบให้เลือกดูมาก มีโอกาสได้ไปดูงาน Human Interest : Portraits from the Whitney’s Collection ที่ Whitney Museum[2] เป็นงานนิทรรศการที่จัดแสดงภาพ Portrait ผลงานของศิลปินหลายๆ คน มีงานหลายแบบจัดแสดงทั้งภาพวาด ภาพถ่าย สื่อผสม เรื่องการจัดวางผลงานก็จัดวางแบบผสมผสานคือ งานภาพวาดอยู่ข้างๆ กับงานภาพถ่าย ทำให้เราเห็นว่าจริงๆ โลกมีความหลากหลายอยู่มาก ขนาดในพื้นที่เดียวกันยังจัดงานได้หลากหลายขนาดนี้ โลกกว้างขนาดนั้นจะเต็มไปด้วยความหลากหลายขนาดไหน พอเราเห็นความเป็นไปได้ของทุกๆ อย่าง ก็ย้อนกลับมาคิดที่ถึงงานนิทรรศการของเราเอง ตอนแรกที่กลัวอยู่เรากลัวเพราะอะไร กลัวว่าเราจะทำอะไรไม่ดีลงไปในโลกใบใหม่ที่เพิ่งก้าวเข้ามา แต่พอได้ไปสถานที่ต่างๆ ทำให้เราคิดได้ว่า ทำในสิ่งที่เราชอบนั่นแหละดีที่สุด ทำไปเถอะ ทำในสิ่งที่เราอยากทำ “คุณสามารถเป็นอะไรก็ได้” การเดินทางครั้งนี้ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้เรา เราไม่รู้หรอกว่าอันไหนดีหรือไม่ดีเราก็แค่ลองและสนุกไปกับสิ่งเหล่านี้

ใครที่มีโอกาสได้ไปชมนิทรรศการมาแล้ว เราอยากให้มาแลกเปลี่ยนกัน แล้วมาดูกันว่า ฉากที่เราเห็นจะเหมือนหรือต่างกันขนาดไหน สามารถติดตามความเคลื่อนไหวเข้าไปอ่านเรื่องราวของ พี่เต๋อ นวพล ได้ทาง

เฟสบุ๊คเพจ https://www.facebook.com/ternawapol/?em=1

และทางเวบไซต์ http://nawapolnawapol.com/post/about/about

 

 

 

 

 

[1] Wide – Shot คือ รูปแบบการถ่ายภาพที่ต้องการให้เห็นภาพรวมของฉากมากที่สุด โดยมีวัตถุหลักยืนอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมโดยรอบ

[2] www.whitney.org


About the Author

Chalotorn Anchaleesahakorn

ปิ๊งโกะ ชอบพูดชอบคุย เจ้าของสโลแกนผูกมิตรทั่วหล้า มักได้เพื่อนเพิ่มจากวงสนทนาใหม่ๆ เสมอ ชอบดื่มเบียร์มากกว่าเหล้า ชอบกินไอติมเป็นชีวิตจิตใจ อ่านหนังสือเวลาต้องเดินทางโดยรถสาธารณะ ชอบเดินแกลเลอรี ฝันอยากเดินทางรอบโลก



Back to Top ↑