News 13413793_1094653170573356_739971448127651579_n

Published on June 21st, 2016 | by Pinko

0

I THINK, I WRITE (LIKE) NAWAPOL A LOT.

INTERVIEW ABOUT : นิทรรศการ I WRITE YOU A LOT โดย นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์

ณ BANGKOK CITY CITY GALLERT

TEXT : PINKO

PIC : นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์

13413793_1094653170573356_739971448127651579_n

ภายในห้องนิทรรศการหนึ่ง ลูกตาลและอ็อปกำลังนั่งชมบรรยากาศภายนอกแกลเลอรีของตนเองบนเก้าอี้โรงหนัง แปลกจังทำไมมีเก้าอี้โรงหนังในแกลเลอรีนะ

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา เราได้มีโอกาสพูดคุยกับ เต๋อ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ถึงนิทรรศการภาพถ่ายที่จะจัดแสดง ณ BANGKOK CITY CITY GALLERY อ่านกันไม่ผิดหรอกค่ะ นิทรรศการภาพถ่ายของผู้กำกับ นักเขียน เต๋อ นวพล จริงๆ ผู้อ่านคงชินกับภาพผู้กำกับสินะคะ แต่งานนี้เป็นนิทรรศการโซโล่ครั้งแรกของเขาจริงๆ แหมไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมล่ะ มาดูกันดีกว่าว่าใครพาเขาเข้าวงการศิลปินเนี้ย เมื่อเดินเข้าไปภายในห้องจัดแสดงเล็กที่นัดกันไว้ สิ่งสะดุดตาเราที่สุดไม่ใช่คนที่เรานัดไว้แต่เป็นเก้าอี้โรงหนังสีแดงสดวางอยู่กลางห้องสีขาว บนพื้นยกสูง ด้านหน้าเป็นหน้าต่างบานใหญ่มองไปก็คล้ายกับจอภาพยนตร์ ภายในห้องเรายังไม่เห็นภาพถ่ายแม้แต่ภาพเดียว ทำให้ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาคือ “เอ๊ะหรืองานนี้จะฉายหนัง” หลังจากพูดคุยถึงคำถามที่จะสัมภาษณ์และจัดแจงตั้งกล้องแล้ว พี่เต๋อก็ถามขึ้นมาว่า “ให้เรามองกล้องหรือมองหน้าคนถาม” มองกล้องก็ได้ค่ะ “แต่พี่ว่ามองหน้าคนถามดีกว่านะ เหมือนคุยกัน จะได้สบายๆ” และการพูดคุยกันแบบสบายๆ ก็ได้เริ่มต้นขึ้น

นิทรรศการ I Write You A Lot เริ่มต้นได้ยังไง

นวพล : นิทรรศการนี้เริ่มมีการคุยกันกับพี่ลูกตาล (ศุภมาศ พะหุโล) และพี่อ็อป  (อรรคพล สุทัศน์ ณ อยุธยา) เจ้าของ  BANGKOK CITY CITY GALLERY มาตั้งแต่ปี 2558 เขาชักชวนเราให้มาร่วมงานกัน  ตอนแรกประหลาดใจมากเพราะงานที่ทำอยู่ (ผู้กำกับ เขียนบท เขียนหนังสือ) มันห่างไกลจากโลกของศิลปะอยู่มาก ตอนที่พี่ทั้งสองคนมาชวนก็ให้เหตุผลว่า ก็เพราะโลกที่เราอยู่ต่างกับโลกศิลปะมาก เลยอยากให้มาลองทำดู อยากให้เกิดการแลกเปลี่ยนและทำงานร่วมกันระหว่างสองโลก ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เรามีความฝันอยากจะจัดแสดงงานอยู่แล้ว แต่ไม่คิดว่าจะมีคนยื่นโอกาสมาให้จัดนิทรรศการเดี่ยว (Solo Exhibition) ที่ผ่านมาก็เคยมีนิทรรศการมาบ้าง แต่จะเป็นการนำผลงานไปจัดร่วมกับคนหลายๆ คน แล้วอีกเหตุผลหนึ่งคือเราอยากลองทำงานในสื่อรูปแบบอื่นบ้าง อยากรู้ว่าจะเป็นอย่างไร เพราะการแสดงภาพถ่ายในแกลเลอรีมันไม่ใช่แค่เรื่องภาพถ่ายที่เราถ่ายอยู่ทุกวันอย่างเดียว แต่คือเรื่องของการจัดการพื้นที่ด้วย เป็นเรื่องใหม่ที่เราอยากทดลอง

13419116_1093304207374919_7343792714386719871_n

เค้วงคว้างกลางแกลเลอรี

การจัดการพื้นที่ในงานนิทรรศการมีความท้าทายยังไงบ้าง

นวพล : ปกติพื้นที่ของคนทำหนังคือจอสี่เหลี่ยม เป็นภาพ 2 มิติ เราสามารถควบคุมเรื่องราวได้จากเครื่องตัดต่อ ทุกอย่างอยู่ในมือเรา สามารถบังคับคนดูให้รับเรื่องตาม track ที่เราสร้าง ล็อคคนดูให้อยู่กับที่นั่งและจอสี่เหลี่ยมตรงหน้า ทุกคนมีจุดเริ่มต้นเรื่องเดียวกันโดยมีเราเป็นคนพาไปสู่จุดจบของเรื่องเหมือนกัน แต่แกลเลอรีเป็นพื้นที่เปิด เราไม่สามารถล็อคคนดูหรือบังคับให้เขาเดินไปดูรูปตามทิศทางที่เราต้องการได้ ผู้ชมสามารถเริ่มต้นจากภาพไหนหรือจุดไหนก็ได้และไปจบเรื่องที่จุดไหนเราก็ไม่รู้ เราไม่สามารถควบคุมหรือปูทางให้ผู้ชมเดินไปในทางเดียวกันเหมือนภาพบนจอได้ แล้วพอมาเจอพื้นที่จริงมันใหญ่มาก มันต่างจากจอที่เราคุ้นเคยโดยสิ้นเชิง

ภาพถ่ายในนิทรรศการ ‘I WRITE YOU A LOT’ คือภาพถ่ายจากช่วงไหน

นวพล : เป็นภาพที่ถ่ายตั้งแต่ปี 2008 เก็บมานานพอสมควร งานจะแบ่งออกเป็น 2 ห้อง ห้องเล็กจะจัดแสดงงานในยุคแรกๆ ช่วงปี 2008 -2011 ส่วนงานใหม่ทั้งหมดจะอยู่ที่ห้องใหญ่คือตั้งแต่ปี 2012 – 2016 โดยภาพชุดใหม่จัดจะแบบ Light Box ให้ความรู้สึกเหมือนเข้ามาดูหนังประมาณหนึ่งเพราะด้วยสไตล์ภาพที่ถ่ายมาเราคิดว่าเป็นภาพที่ให้อารมณ์ของหนัง การนำเสนอในกล่องจะมีภาพแล้วก็มีบท (Text) ควบคู่กันไป เป็นบทที่เขียนขึ้นจากภาพถ่าย พื้นที่ห้องใหญ่จะมืดให้ความรู้สึกเหมือนเดินเข้าไปในโรงภาพยนตร์

Screen Shot 2559-06-16 at 7.52.00 AM

เรื่องเล่าระหว่างทางจากตัวผู้เขียน ฉาก 1 ชายคนหนึ่งกำลังลุ้นให้หอยทากตัวน้อยเดินไปให้่ถึงเส้นชัย

ถ้าอย่างนั้นเริ่มต้นถ่ายภาพมาตั้งแต่ช่วง 2008 เลยหรือเปล่า

นวพล : เราถ่ายมาเรื่อยๆ แต่ไม่ใช่คนที่จะบอกว่า “ผมเกิดมาเพื่อเป็นช่างภาพ” ช่วงปี 2008 คือช่วงที่เราค้นพบสไตล์ภาพถ่ายที่ชอบ ภาพ Wide -Shot[1] ที่มีคนและสถานที่เป็นองค์ประกอบ เช่นคนในสถานที่ต่างๆ แสดงท่าทางแปลกๆ แต่ถ้าถ่ายรูปจริงๆ เริ่มตอน ม.6 เอากล้องไปถ่ายเพื่อนที่โรงเรียน ตอนนั้นใช้กล้อง Canon A20 จำได้แม่นเลยสมัยนั้นใครมีกล้องดิจิตอลถือว่าล้ำมาก ตอนนั้นคนยังไม่ได้นิยมใช้ดิจิตอล คนถ่ายรูปส่วนใหญ่ยังใช้กล้องฟิล์มอยู่ แต่การใช้กล้องดิจิตอลดีตรงที่เราสามารถทดลองอะไรได้หลายอย่าง ค่อยๆ ค้นพบรูปแบบที่เราชอบมากขึ้น เราสามารถดูภาพได้ทันทีที่เราถ่าย ถ่ายไปได้เรื่อยๆ เมื่อเจอภาพที่ชอบก็ค่อยเก็บไว้ ซึ่งจริงๆ แล้วก็คล้ายกับการถ่ายหนังด้วยกล้อง DSLR (Digital Single Lend Reflex) เพราะเวลาเราถ่ายหนังด้วยกล้อง DSLR เปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการถ่ายภาพและการถ่ายหนังมากขึ้น เราสามารถลองเปลี่ยนเลนส์ ปรับค่านู้นนี้ได้ตามที่ต้องการ ทำให้เราค้นพบว่า อ๋อ ถ้าใช้เลนส์แบบนี้ตั้งค่าเท่านี้ภาพที่ได้ออกมาจะเป็นในลักษณะนี้ แล้วเทคนิคต่างๆ เหล่านี้มันมาพร้อมยุคที่ดิจิตอลก้าวเข้ามาหาเรา เราได้เรียนรู้เองมากขึ้นและด้วยพื้นฐานของเราไม่ได้เรียนด้านนิเทศฯ หรือภาพถ่ายมา เรื่องชัตเตอร์หรือเทคนิคเฉพาะอะไรพวกนี้เราไม่ได้มีพื้นมาก่อน การลงมือทำจริงคือการเรียนรู้ไปในตัวเอง

Screen Shot 2559-06-16 at 8.14.58 AM

เรื่องเล่าระหว่างทางจากตัวผู้เขียน ฉาก 2 หญิงสาวคนหนึ่งเธอวิ่งมาด้วยความเร่งรีบเพื่อให้ทันรถไฟขบวนนั้น แต่เมื่อมาถึงรถไฟได้ออกไปแล้ว เธอเสียใจ วันนี้ก็สายเสียแล้ว(ทำงานไม่ทันแน่ๆ)

ภาพถ่ายของพี่เต๋อมีสไตล์แบบไหน

นวพล:  จะเรียกว่าการถ่าย Snap Shot หรือ Street Photo ก็ได้ ภาพที่นำมาจัดแสดงจะเป็นภาพจากการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ กล้องที่เอาไปถ่ายก็เลือกกล้องคอมแพคขนาดเล็กหน่อย เราไม่ใช่พวกที่ต้องเล็งจัดองค์ประกอบของภาพ ปรับค่าแสง ความเร็วซัตเตอร์ (Speed Shutter) มากมายก่อนจะกด ภาพที่ถ่ายออกมามันเกิดขึ้น ตอนเราเดินไปเจอจังหวะที่ชอบ อยากเก็บช่วงเวลานั้นเอาไว้ก็คว้ากล้องขึ้นมากดซัตเตอร์เก็บมันเข้าเมมโมรี่ แล้วเราถ่าย Wide -Shot เราอยู่ห่างจาก Subject มากพอสมควร เวลายกกล้องขึ้นมาถ่ายคนถูกถ่ายมักจะไม่รู้ตัว เราไม่ใช่ตากล้องสาย Portrait Street หรือตากล้องที่หาจังหวะจดจ่อค้างอยู่กับการรอกดซัตเตอร์ขนาดนั้น แต่ใช่ว่าไม่เล็งแล้วกดรัวๆ ไปนะ ก็ต้องเล็งแต่ถ้ามัวแต่เล็งแล้วปรับค่านู้นนี้จังหวะนั้นที่เราต้องการมันก็หายไปแล้ว ดังนั้นเราจะมองภาพรวมมากกว่า

Screen Shot 2559-06-16 at 8.14.45 AM

เรื่องเล่าระหว่างทางจากตัวผู้เขียน ฉาก 3 ทำงานโต้รุ่งแล้วออกมาดูพระอาทิตย์ยามเช้ามันดีอย่างนี้เองเนอะแก // บ้าหรอง่วงนอนจะเป็นลมอยู่แล้ว

ชอบงานชุดไหนของตัวเองมากที่สุด

นวพล: ก็คงเป็นชุดแรกๆ ช่วงปี 2008 ชุดที่ทำให้เราค้นพบสไตล์การถ่ายภาพของตัวเอง ภาพชุดนั้นถ่ายที่ประเทศโรมาเนีย เจออะไรที่ชอบก็ถ่ายกลับมาพอได้ดูภาพได้เลือกภาพก็พบว่าภาพที่เลือกมีอะไรบางอย่างที่คล้ายกันเลยนะ ภาพจะออกมาเป็น Wide -Shot คือมีคนและสถานที่ โดยคนเป็นองค์ประกอบเล็กๆ แล้วด้านหลังเป็นภาพสถานที่ คนในภาพต้องมี แอคชั่น (Action) บางอย่าง บางคนนั่งบิดตัวนิดเดียวก็เกิดเรื่องราวได้แล้ว บางคนยกมือขึ้นเราก็จินตนาการว่าเขาโบกมือให้เพื่อนแต่จริงๆ แล้วเขาอาจจะแค่เมื่อยแขนยกแขนขึ้นบิดเฉยๆ แค่ยกหรือขยับก็เกิดเรื่องราว ที่สามารถคิดจินตนาการต่อได้ โดยไม่ต้องไปยึดว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไร ซึ่งมันเป็นนิสัยของคนเขียนบทนั่นแหละ ที่เมื่อมองอะไรแล้วชอบจินตนาการเป็นเรื่องราว คนทั่วไปก็น่าจะมีเหมือนกันนะที่เวลามองแล้วชอบคิดต่อ บางทีคิดไปไกลกว่าเรื่องราวที่อยู่ตรงหน้าด้วยซ้ำ ยกตัวอย่างเช่น เราทุกคนมีภาพโตเกียวในแบบของเรา มีเพื่อนสนิทในแบบของเราเพราะเราสร้างแบบจากข้อมูลที่มีซึ่งบ่อยครั้งอาจจะไม่ตรงกับความเป็นจริง งานภาพถ่ายของเราเลยเหมือนงานภาพครึ่งหนึ่งงานเรื่องราว ครึ่งหนึ่งซึ่งมันก็คือการเขียนบทรูปแบบหนึ่ง คล้ายหนังเรื่อง Marry is happy นะ เพียงแค่สลับกันจากข้อความเป็นภาพกลับมาเป็นภาพเป็นข้อความ ซึ่งไอเดียการสร้างภาพและเรื่องราวในแบบของตัวเองเป็นสิ่งที่เราชอบก็เลยพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ

13413733_1094404577264882_666645845955221054_n

จอ จอ จอ

ช่างภาพในดวงใจ

นวพล: Gergory Crewdson  เป็นช่างภาพที่เวลาจะถ่ายภาพต้อง Set-up ฉาก ออกกองเหมือนถ่ายภาพยนตร์ มีการเลือกนางแบบนายแบบ จัดท่า แต่งหน้าทำผม ภาพที่ออกมาเหมือนภาพที่ Capture ออกมาจากจอภาพยนตร์เลย ถ้าเป็นช่างภาพสาย Snapshot ชอบงานของ Christopher Doyle ชอบในบทบาทที่เขาเป็นช่างภาพนะ เขาถนัดการถ่ายภาพSnapคนระยะใกล้ ภาพที่ได้ออกมาจะเบลอแต่สวยมาก เขาคุมแสงในภาพได้ดี ภาพเลยออกมาดี สิ่งที่สองคนนี้มีเหมือนกันคือความเป็น Cinematic Photography (ภาพถ่ายที่ให้อารมณ์เหมือนภาพยนตร์) เราดูงานของทั้งสองคนแล้วให้อารมณ์เหมือนดูภาพยนตร์เหลือเกิน

 

13450147_1094959040542769_866173854236315526_n

เรื่องเล่าระหว่างทางจากตัวผู้เขียน ฉาก 4 นวพลกำลังทำสควอชเพื่อกล้ามขาที่แข็งแรงของเขา

ตอนนีก้าวเข้ามาในโลกของศิลปะแล้ว รู้สึกยังไงกับโลกใบใหม่

นวพล: ตอนแรกกลัวนะเหมือนเราอยู่อีกโลก ไม่รู้ว่าโลกอีกฝั่งที่กำลังก้าวเข้าไปเป็นอย่างไร อารมณ์เหมือนตอนย้ายโรงเรียนใหม่ ต้องไปเจอสภาพแวดล้อมใหม่ บรรยากาศใหม่ที่ไม่คุ้นเคย ไม่แน่ใจว่าต้องทำตัวยังไง ถามว่าชอบดูงานศิลปะมั้ย ชอบนะ ตอนนั้นอยู่ฝั่งคนดูก็เลยไม่ได้รู้สึกกลัวอะไร แต่ตอนนี้ต้องย้ายมาฝั่งคนทำบรรยากาศมันก็เปลี่ยนไปตามบทบาท เราไม่แน่ใจว่าจะทำได้มั้ย บางคนอาจมองว่าหนังที่เราทำ มันก็หนังอาร์ต แต่จริงๆ มันไม่ได้อาร์ทขนาดนั้น เราแค่ทำหนังที่อยากทำ อย่างงานครั้งนี้ก็คือการทำในสิ่งที่อยากทำจะเป็นที่ยอมรับของคนในวงการนี้หรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ พอได้มีโอกาสคุยกับพี่ศิลปินหลายคน เขาคุยกับเราและเข้าใจความคิดเราก็ช่วยให้คลายความกลัวไปได้ แล้วก็คิดได้ว่าก็คงเหมือนกับตอนที่เราก้าวเข้ามาทำหนังใหม่ๆ ซึ่งสุดท้ายแล้วมันก็แค่ทำในอย่างที่เราอยากทำ ทำให้มันดีในแบบที่ควรจะเป็น แล้วที่เหลือก็มาลองดูกันว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร

บทบาทของนวพลตอนนี้วางตัวเองไว้ตรงจุดไหน

นวพล: ผู้กำกับคือบทบาทหลักๆ ที่หลายคนคุ้นเคย แต่บทบาทที่เหลือก็ใช่ว่าเราไม่จริงจังกับมันนะ เราจริงจังกับทุกบทบาท ทุกงานที่ทำไม่ใช่ว่าว่างๆ ค่อยมาทำ อย่างงานภาพถ่ายก็สะสมมาเรื่อยๆ ตั้งใจถ่ายทุกภาพเพราะถ้าไม่ได้มีโอกาสมาจัดแสดงงานในแกลเลอรีก็คงทำเป็น Photo Book ออกมาแน่นอน แต่เมื่อมีโอกาสจัดแสดงในพื้นที่ที่สมบูรณ์กว่าภาพถ่ายของเราเลยออกสู่สายตาคนดูในรูปแบบนี้แทน เปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือนคนทำหนังแล้วคิดว่าวันหนึ่งถ้าหนังไม่เข้าโรงก็คงอัดขายลงแผ่น แต่เมื่อมีโรงหนังมาเสนอพื้นที่ให้เรามันก็สมบูรณ์กว่าไม่ใช่หรอ การทำงานของเรามีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลาถ้าไม่ทำหนังก็เขียนหนังสือ ถ้าไม่เขียนหนังสือก็ถ่ายภาพ บางครั้งเอาหลายสื่อมารวมกัน อย่าง Facebook ของเราจะเห็นเลยว่ามีเรื่องเยอะแยะมาก บางโพสต์ก็เหมือนจะเขียนหนังสือเล่มใหม่ลงไปอยู่แล้ว บางโพสต์เป็นภาพถ่าย คือทุกอย่างที่ทำเป็นสิ่งที่เราให้ความสนใจมันก็จะมีการข้ามกันไปมา การได้ทำอะไรใหม่ๆ แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่เราไม่ถนัดแต่เราพร้อมที่จะเรียนรู้ สนุกที่จะได้ลอง ผลของมันจะออกมาดีหรือไม่ดีก็ได้ แต่ผลลัพธ์ที่เราได้ระหว่างการได้ลองมันคือความสนุกที่เรามีร่วมกับมัน

12202175_1048153605264509_454231342_n

นวพล อิน ไต้หวัน

การเดินทางนอกจากจะให้โอกาสในการบันทึกภาพและเรื่องราวแล้ว ยังให้อะไรกับเราอีกบ้าง

นวพล: มันคือการเปิดโลก เปิดประสบการณ์ อย่างการเดินทางไป New York ซึ่งเป็นเมืองที่เรียกได้ว่าเป็นมหานครด้านศิลปะเมืองหนึ่งของโลกเลยก็ว่าได้ ทั้งเมืองเต็มไปด้วยความหลากหลาย งานมีหลายรูปแบบให้เลือกดูมาก มีโอกาสได้ไปดูงาน Human Interest : Portraits from the Whitney’s Collection ที่ Whitney Museum[2] เป็นงานนิทรรศการที่จัดแสดงภาพ Portrait ผลงานของศิลปินหลายๆ คน มีงานหลายแบบจัดแสดงทั้งภาพวาด ภาพถ่าย สื่อผสม เรื่องการจัดวางผลงานก็จัดวางแบบผสมผสานคือ งานภาพวาดอยู่ข้างๆ กับงานภาพถ่าย ทำให้เราเห็นว่าจริงๆ โลกมีความหลากหลายอยู่มาก ขนาดในพื้นที่เดียวกันยังจัดงานได้หลากหลายขนาดนี้ โลกกว้างขนาดนั้นจะเต็มไปด้วยความหลากหลายขนาดไหน พอเราเห็นความเป็นไปได้ของทุกๆ อย่าง ก็ย้อนกลับมาคิดที่ถึงงานนิทรรศการของเราเอง ตอนแรกที่กลัวอยู่เรากลัวเพราะอะไร กลัวว่าเราจะทำอะไรไม่ดีลงไปในโลกใบใหม่ที่เพิ่งก้าวเข้ามา แต่พอได้ไปสถานที่ต่างๆ ทำให้เราคิดได้ว่า ทำในสิ่งที่เราชอบนั่นแหละดีที่สุด ทำไปเถอะ ทำในสิ่งที่เราอยากทำ “คุณสามารถเป็นอะไรก็ได้” การเดินทางครั้งนี้ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้เรา เราไม่รู้หรอกว่าอันไหนดีหรือไม่ดีเราก็แค่ลองและสนุกไปกับสิ่งเหล่านี้

ใครที่มีโอกาสได้ไปชมนิทรรศการมาแล้ว เราอยากให้มาแลกเปลี่ยนกัน แล้วมาดูกันว่า ฉากที่เราเห็นจะเหมือนหรือต่างกันขนาดไหน สามารถติดตามความเคลื่อนไหวเข้าไปอ่านเรื่องราวของ พี่เต๋อ นวพล ได้ทาง

เฟสบุ๊คเพจ https://www.facebook.com/ternawapol/?em=1

และทางเวบไซต์ http://nawapolnawapol.com/post/about/about

 

 

 

 

 

[1] Wide – Shot คือ รูปแบบการถ่ายภาพที่ต้องการให้เห็นภาพรวมของฉากมากที่สุด โดยมีวัตถุหลักยืนอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมโดยรอบ

[2] www.whitney.org


About the Author

Pinko

ชโลธร อัญชลีสหกร (ปิ๊ง) จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ปี 2552 และปริญญาโท คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ปี 2557 Chalotorn Anchaleesahakorn (Pink) graduated with a bachelor’s degree from the Faculty of Archaeology, Silpakorn University in 2009 and a master’s degree from the Faculty of Social Science and Humanities, Mahidol University, in 2014. Her first article on cultural arts was published in Fine Art and Art Square magazines in 2015.



Back to Top ↑