Events

Published on August 1st, 2018 | by Nina NTK

0

Only for “The Dead on Duty?”

ศิลปิน นรภัทร ศักดิ์อาธรทรัพย์

จัดแสดงที่ 1 PROJECTS Gallery

30 มิถุนายน – 19 สิงหาคม 2561

 

    

หากเราพูดถึง “ความตาย” อะไรคือสิ่งที่เรานึกถึงเป็นอันดับแรก? การสูญเสีย ความโศกเศร้า การหวนรำลึกถึงหรือจุดจบของบั้นปลายชีวิต? เมื่อเราพูดถึงความตาย อะไรคือสิ่งที่เรารู้สึก? ทำไมเราจึงมักหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงมัน? เพราะมันคือเรื่องต้องห้าม? หรือเป็นเพราะการพูดถึงมันอาจทำให้เรารู้สึกถวิลหาถึงผู้ที่จากไปในที่แสนไกล? บางครั้งความตายก็เสมือนตอนจบของนิยายรักที่มักไม่ได้รับการกล่าวถึง ความสุขสมหวัง ความปิติยินดีจึงอาจเป็นเพียงฉากหลังอันทุกข์ระทมของคนๆ หนึ่งหรือครอบครัวหนึ่งที่ถูกแอบซ่อนเอาไว้และทำได้เพียงเก็บความรู้สึกอันเศร้าสลดไว้ในอ้อมกอดของตัวเอง

 

ในขณะที่นรภัทร ศักดิ์อาธรทรัพย์ หรือ ‘บอล’ คือศิลปินไทยผู้กล้าผู้นำเรื่องราวของการสูญเสียอันมีเงื่อนงำกลับมาตีแผ่เพื่อไม่ให้การตายของพวกเขาเหล่านั้นถูกลืมเลือน โดยหากเรามองย้อนกลับไปในอดีตจะพบว่ามีศิลปินจำนวนไม่น้อยที่นำดอกไม้มาเป็นตัวชูโรงในผลงานของเขา เช่น Azuma Makoto กับงาน Exobiotanica และ Ice Flowers หรือ Rebacca Louise Law กับงาน 16,000 Flower Installation ดอกไม้จึงเสมือนเป็นสื่อบอกเล่าความในใจ เช่นเดียวกับนรภัทรที่ยังคงใช้ดอกไม้เป็นนักแสดงนำในการเล่าเรื่อง ดังงานครั้งก่อน อย่าง Gushing out my confuse confession ที่ Whitespace Gallery Bangkok ในปี 2558 แต่เนื้อหาและวิธีการนำเสนอสำหรับนิทรรศการนี้ค่อนข้างแตกต่างอยู่พอสมควร “งานที่แล้วเราพูดถึงสิทธิของเพศสภาพ-เพศทางเลือก โดยใช้ดอกชบาจากเขตต่างๆ ทั่วกรุงเทพเป็นตัวเล่าเรื่อง มันเลยเป็นเรื่องค่อนข้างส่วนตัว ต่อมาเราเลยอยากพัฒนาไปสู่ประเด็นคำถามที่ใหญ่ขึ้นซึ่งมันก็ยังคงเป็นเรื่องของสิทธิเหมือนกันแต่เป็นเรื่องที่ใหญ่กว่ามาก” ด้วยความหลงใหลในความงามของดอกไม้เป็นทุนเดิมประกอบกับความต้องการที่จะเผยเรื่องราวภายในใจจึงทำให้นิทรรศการ Only For “The Dead On Duty?” หรือ นิทรรศการสำหรับ “ผู้ตายในหน้าที่” ของนรภัทรเกิดขึ้น

 

เราจะมาไขข้อสงสัยกันว่า “ทำไมความตายที่ว่าจึงได้รับการนำเสนอผ่านความสวยงามของดอกไม้? และอะไรคือแรงบันดาลใจของนรภัทรให้สร้างสรรค์ผลงานชุดนี้?

 

จุดเริ่มต้นของผลงานชุดนี้นรภัทรเปิดใจกับเราว่าเกิดขึ้นจากความรู้สึกฝั่งใจในวัยเด็กที่ต้องเข้าเรียนเป็นนักศึกษาวิชาทหารรักษาดินแดนช่วงมัธยมปลาย “เราไม่อยากเรียนร.ด. และก็ไม่อยากเกณฑ์ทหาร”ตอนนั้นสำหรับเราการเรียน ร.ด. มันคือช่วงเวลา 3 ปีที่ขมขื่นมาก” โดยเฉพาะเมื่อมีการตายของนักเรียนเตรียมทหารและพลทหารปรากฏเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์อยู่เป็นประจำ ดังเช่นข่าวล่าสุดที่เกิดขึ้นในปี 2560 ในคดีของ ‘น้องเมย’ ผู้เสียชีวิตที่ตายจาก ‘ภาวะหัวใจล้มเหลว’ พร้อมกับอวัยวะภายในจำนวนมากที่หายไป นรภัทรให้สัมภาษณ์ต่อว่าการทำงานครั้งนี้มีการสืบค้นข้อมูลจากแหล่งข่าวต่างๆทั้งในอินเตอร์เน็ตและสื่ออีกมากมายที่ปรากฏในสังคมไปจนกระทั่งการสัมภาษณ์กับครอบครัวผู้เสียชีวิตโดยตรง ภายหลังจากที่รวบรวมข้อมูลแล้วบอลจึงนำรูปดอกไม้หน้างานศพของเหล่าผู้เสียชีวิตมาเป็นต้นแบบเพื่อจำลองและสร้างดอกไม้หน้าศพขึ้นใหม่โดยเน้นให้รายละเอียดต่างๆเหมือนจริงมากที่สุดไม่ว่าจะเป็นแบบตัวอักษรลวดลายเล็กๆน้อยๆและที่สำคัญคือดอกไม้ที่ใช้ต้องเป็นดอกไม้ที่ใกล้เคียงกับของจริง หลังจากนั้นจึงบันทึกเป็นภาพถ่ายไว้

 

 

 

 

เมื่อเดินเข้ามาภายในห้องจัดแสดงงานเราพบรูปถ่ายดอกไม้นานาชนิดที่ประดับเป็น “ดอกไม้หน้าศพ” เช่น ดอกหน้าวัวสีแดง ดอกเบญจมาศสีขาว ดอกคาร์เนชั่นสีชมพู ดอกกล้วยไม้ หรือแม้แต่ดอกไม้ปลอม ซึ่งจะเห็นว่าภาพดอกไม้แต่ละภาพมีการระบุวันเดือนปีเกิดของผู้ตายรวมถึงวันที่มรณกรรม ภาพดอกไม้หน้าศพมีการจัดวางอยู่เฉพาะในพื้นที่ด้านบนของภาพและไม่เห็นใบหน้าของผู้เสียชีวิต ส่วนด้านล่างทิ้งไว้เป็นฉากหลังสีดำเพื่อสื่อให้เห็นถึงความคลุมเครือและการตั้งคำถามมากมายที่ยังไม่ได้รับคำตอบ ภาพบางภาพภายในนิทรรศการไม่ปรากฏแม้กระทั่งวันเดือนปีเกิดและวันมรณะ

 

 

 

ความเศร้าประการหนึ่งที่เราสามารถสัมผัสได้คือขณะเดินดูภาพ เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นป้ายชาตะมรณะ สำหรับผู้ชมมันคือการคำนวนอยู่ภายในใจอย่างเงียบๆ 18 23 26 ‘ผู้ตายเสียชีวิตด้วยวัยอันน้อยนิด’ ในขณะที่คำบรรยายที่ปรากฏระหว่างศพที่ 1-6 ยิ่งสะท้อนให้เห็นสาเหตุการตายที่น่าสลดยิ่งกว่า เช่น “การผูกคอผู้เสียชีวิตด้วยเสื้อผ้าของผู้ตายติดกับคานของลูกกรงพร้อมกับดึงขึ้นดึงลง” เป็นต้น จากข้อเท็จจริงในข่าวต่างๆ ที่ศิลปินได้ค้นคว้า การตายเหล่านี้ล้วนเกิดจากบทลงโทษอันรุนแรง ซึ่งไม่ว่าสาเหตุการตายที่ปรากฏในคำบรรยายใต้ภาพจะเป็นเรื่องจริงมากน้อยเพียงใดหรือเป็นเพียงคำบอกเล่า สิ่งหนึ่งที่พิสูจน์ได้อย่างตรงไปตรงมาคือ “ความตายที่เกิดขึ้น” อันแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงและการทารุณกรรมที่ยังคงมีทั่วทุกหย่อมหญ้า ซึ่งคนบางกลุ่มเชื่อว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นคือ“การฝึกความอดทน” และ “การฝึกวินัย” ขั้นสูง

 

  

 

ขณะที่เราเดินชมภาพถ่ายภายในนิทรรศการเราจะได้กลิ่นของดอกไม้ชนิดหนึ่ง “ดอกซ่อนกลิ่น” ซึ่งตามความหมายโบราณดอกซ่อนกลิ่นมักจะนำมาประดับไว้ในงานสำหรับการซ่อนกลิ่นศพ ดอกซ่อนกลิ่นจึงเป็นเสมือนตัวแทนของความเศร้าและการพลัดพรากอันไม่มีวันหวนกลับ ความหอมหวนของดอกซ่อนกลิ่นจึงคล้ายกับการร่ำร้อง มันคือความหอมที่ปะปนคละเคล้าไปทั้งความสุขและความเศร้า การมีความหวังและการสูญเสีย เหมือนกับจะเป็นสิ่งคอยปลอบประโลมใจให้กับครอบครัวของผู้ตาย ในขณะเดียวกันก็เป็นการแสดงความคารวะต่อความตายที่ไม่มีวันหวนกลับ ดอกไม้หน้างานศพของนรภัทรจึงเสมือนทำหน้าที่เป็นตัวแทนของผู้เสียชีวิต ความอาลัยรัก และความระลึกผ่านสถานะของดอกไม้อันเปราะบาง การผูกเรื่องราวของความตายเข้ากับการเบ่งบานของดอกไม้ดูจะเป็นเรื่องที่หลายๆ คนอาจไม่เคยคาดถึง แต่นรภัทรคือหนึ่งคนนั้น “เราคิดว่าดอกไม้ก็เหมือนกับชีวิตของคนๆนึงมีวันที่เบ่งบาน และมีวันที่ร่วงโรย” “ในขณะที่การหยิบเอาภาพถ่ายเข้ามาพูดถึงงานมันคือการระลึกถึงในชั่วขณะ เป็นช่วงเวลาที่จะเตือนความทรงจำ” 

 

หลังจากเดินชมนิทรรศการ Only For “The Dead On Duty?” เราควรย้อนกลับมาถามตัวเราเองว่าเรารู้สึกอย่างไรกับการสูญเสียเหล่านี้? และอะไรคือสิ่งที่เราควรแก้ไขเพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก? บางครั้งการตั้งคำถามกับตัวเองอาจเป็นหนทางที่ทำให้เรากลับมาทบทวนพร้อมกับการพิจารณาเสียใหม่ถึงความหมายของความอดทนอย่างชายชาติทหารหรือการเล่นละครเพื่อรับใช้วาทกรรมของ “ความรุนแรง” ถึงแม้เนื้อหาภายในนิทรรศการจะเต็มไปด้วยเรื่องราวของการสูญเสีย ความเจ็บปวดจากครอบครัวผู้เสียชีวิต แต่มันคือข้อมูลอันประจักษ์ และเป็นเหตุการณ์ที่หลายๆ คนอาจหลงลืม นิทรรศการ สำหรับ “ผู้ตายในหน้าท่ี?” จึงเป็นการตั้งคำถามกลับไปยังสังคมที่เฝ้ามองเหตุการณ์พร้อมกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องว่า

 

 

 

 

“ทำไมการตายของพวกเขาจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง? แล้วในอนาคตมันจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่? หรือนี่เป็นเพียงแค่ช่วงเริ่มต้นเท่านั้น?” เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอันเป็นปริศนามันคือความดำมืดที่สมควรได้รับการเปิดเผยไปสู่สาธารณชน “อำนาจที่อยู่เหนือความถูกต้อง” และอำนาจอื่นที่อยู่นอกเหนือไปจากกระบวนการยุติธรรมมีจริงหรือไม่? และอะไรคือสิ่งที่ทำให้การตายของพวกเขาเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องราวกับว่ามันจะไม่มีวันสิ้นสุด? ในขณะที่วาทกรรม “การรับใช้ชาติ” มันคือการเชิดชูผู้ตายในหน้าที่จริงๆ หรือคำตอบเหล่านี้เป็นเพียงการชดเชยที่มีปูมหลังของความอยุติธรรมที่กระบวนการยุติธรรมยังเข้าไปไม่ถึง

 

 

 

 

ขอขอบคุณ

นรภัทร ศักดิ์อาธรทรัพย์ (ศิลปิน)

และครอบครัวผู้เสียชีวิตทุกท่าน

 

 

Tags:


About the Author

Nina NTK

ความสวยงามของชีวิตคือการได้ทำในสิ่งที่หัวใจโหยหา



Back to Top ↑