Events

Published on November 21st, 2017 | by anaras

0

POLA – Patterns of Meaning

หากกล่าวถึงบาติก เราคงจะนึกไปถึงผืนผ้าที่มีลวดลายและสีสันหลากหลาย มักพบได้ทั่วไปในแถบภาคใต้ของประเทศไทย เรื่อยไปจนกระทั่งมาเลเซียและอินโดนีเซีย โดยเฉพาะในร้านค้าตามแหล่งท่องเที่ยว บาติกในรูปแบบต่างๆ คือสินค้าที่เหมาะสมอย่างยิ่งต่อการซื้อหากลับไปเป็นของฝาก หรือสัญลักษณ์แทนการมาเยือนสถานที่ท่องเที่ยวเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม หากถามว่าบาติกที่แท้จริงคืออะไร คำตอบนี้อาจเสาะหาได้จากดินแดนที่ในทางวิชาการ ถือว่าเป็นแหล่งกำเนิดของบาติก “อินโดนีเซีย” เป็นพื้นที่ที่บาติกเป็นมากกว่าเครื่องแต่งกายหรือเครื่องประดับ ทว่ามีความหมายลึกซึ้งในทางวัฒนธรรมมานานกว่าร้อยปี

หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน ร่วมกับพิพิธภัณฑ์ดาร์นา ฮาร์ดี สุราการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย นำเสนอนิทรรศการชุดใหญ่เกี่ยวกับวัฒนธรรมบาติกในอินโดนีเซีย ‘โพลา – ลวดลายแห่งความหมาย’ โดยวัตถุสะสมของพิพิธภัณฑ์จำนวนมากถูกนำมาจัดแสดง ไม่ว่าจะเป็นผ้าบาติกในยุคต่างๆ โบราณวัตถุ และจดหมายเหตุ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับบาติกในแง่มุมต่างๆ ไปพร้อมกับผลงานศิลปะร่วมสมัยจากศิลปินอินโดนีเซีย ที่ได้เข้ามาค้นหา ตั้งคำถาม และแสดงทรรศนะเกี่ยวกับวัฒนธรรมบาติกในปัจจุบัน

ในส่วนแรก เป็นการจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับบทบาทของบาติกในอินโดนีเซีย มีการแบ่งเรื่องราวออกเป็น 5 หัวข้อ หลัก ได้แก่ (1) บาติกในฐานะอัตลักษณ์ (2) อิทธิพลจากสภาพแวดล้อมและต่างประเทศ (3) เพศ (4) พัฒนาการทางการเมือง และ (5) บาติกในฐานะโภคภัณฑ์ กล่าวโดยสรุปได้ว่า องค์ความรู้เหล่านี้แสดงให้เห็นความสำคัญของบาติกตั้งแต่การวางกรอบแนวคิดให้เป็นอัตลักษณ์ของชาติอย่างเป็นทางการ ก่อนที่ UNESCO จะประกาศขึ้นทะเบียนบาติกเป็นมรดกทางวัฒนธรรมโลก ในปี 2009 จนกระทั่งปัจจุบัน บาติกได้กลายมาเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่ซื้อหาได้ง่ายดาย แต่ก็ต้องแลกกับการสูญเสียความหมายดั้งเดิมที่แท้จริงไปส่วนหนึ่ง

ความหมายของบาติกในโลกร่วมสมัย จึงเป็นหัวข้อหลักที่ศิลปินและกลุ่มศิลปินอินโดนีเซียนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงาน จากการการค้นคว้าและวิจัยร่วมกับทางพิพิธภัณฑ์

Cahaya Negeri, “Significant Scenarios”, 2017

เริ่มด้วยผลงานศิลปะจัดวางขนาดใหญ่ของ จาฮายา เนเกอรี กลุ่มศิลปินที่รวมตัวกันในปี 2015 เพื่อค้นหาแนวทางการทำงานศิลปะด้วยสื่อหลากหลาย สำหรับการตีความบาติกร่วมสมัย พวกเขาให้ความสนใจในความหมายของลวดลายต่างๆ บนบาติกสมัยใหม่ ลวดลายเหล่านี้แปรเปลี่ยนไปตามบริบทสังคมที่เต็มไปด้วยคนรุ่นใหม่ ก่อร่างขึ้นเป็นลวดลายที่มีความหมายใหม่ หรืออาจไม่มีความหมายใดๆ เลยก็ได้

ศิลปินได้นำเอาลวดลายที่กลายเป็นเพียงการประดับตกแต่งพื้นผิวสถาปัตยกรรมในสถานที่หรือบนสิ่งของต่างๆ มาประทับลงบนผืนผ้าสีดำ ‘Significant Scenarios’ เป็นเขาวงกตของผ้าบาติกที่ผู้ชมสามารถเดินเข้าไป สอดส่ายสายตาไปตามลวดลายประหลาดๆ เหล่านี้ และร่วมคาดเดาความหมายของมันไปพร้อมๆ กัน ความวกวนของกลุ่มบาติกเหล่านี้ดูเป็นอะไรที่สอดคล้องอย่างยิ่งกับทรรศนะของกลุ่มศิลปินที่มีต่อความแตกต่างระหว่างลวดลายบาติกที่แท้จริงกับลวดลายบาติกประดับ

สถานะของบาติกในสังคมอินโดนีเซียถูกตั้งคำถามถึงเช่นเดียวกันในผลงานวิดีโอจัดวางของ เอลวิน ประดิปตา ศิลปินหนุ่มที่มักสร้างผลงานด้วยเครื่องฉายภาพดิจิทัล ในฐานะของสื่อกลางถ่ายทอดเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และประชานิยม หรือศิลปะชั้นล่างในอินโดนีเซีย แตกต่างจากศิลปินคนอื่นๆ ที่มีพื้นเพมาจากยอกยาร์การ์ตา เอลวินผู้อาศัยอยู่ในบันดุง นำเอาแรงบันดาลใจจากสภาพแวดล้อมของบาติกในเมืองอดีตอาณานิคมแห่งนี้ มาจัดแสดงผ่านการฉายภาพเคลื่อนไหว “บาติกแบบบันดุง” คือลวดลายบาติกที่มีความร่วมสมัยและปราศจากความหมายอันลึกซึ้งแบบบาติกดั้งเดิม การปรากฏขึ้นของลวดลายเหล่านี้ถูกมองโดยศิลปินว่าเป็นความตื้นเขินอย่างยิ่งในการนำเสนอภาพลักษณ์ของบันดุง ซึ่งไม่มีความผูกพันกับสังคมแต่อย่างใด

Eldwin Pradipta, “Shadow Stamp”, 2017

ผลงานชุด ‘Shadow Stamp/tjapBayang’ เป็นการนำประเด็นการแปรวัฒนธรรมให้เป็นสินค้า (commodification) มาทำให้เป็นรูปธรรม วิดีโอจากเครื่องฉายทั้งสามจอแบ่งออกเป็นหน้าจอเล็กๆ จำนวนมาก แสดงฉากของผู้คนและสิ่งของในชีวิตประจำวัน ซ้อนทับด้วยเงาดำที่เกิดจากตราประทับทองแดงที่ถูกใช้ในกระบวนการพิมพ์ลายบาติกสมัยใหม่ แทนการเขียนสีด้วยมือแบบเดิม ปฏิบัติการของศิลปินจึงแสดงให้เห็นสถานะของบาติกร่วมสมัยแบบบันดุงอย่างตรงไปตรงมา กล่าวคือมันเป็นการทับซ้อนเพียงผิวเผินจากเงาของตราประทับ แต่มิได้ฝังแน่นลงไปในความหมายของบาติกอย่างแท้จริงแต่อย่างใด

ในขณะที่ศิลปินกลุ่มและเดี่ยวทั้งสองเลือกตั้งคำถามกับบทบาทของบาติกในเชิงสังคม โดยเฉพาะลวดลายต่างๆ ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่เพื่อสนองความเป็นสินค้าที่ระลึกและของประดับ เอซ เฮาส์ คอลเล็กทีฟ อีกหนึ่งกลุ่มศิลปินที่เคลื่อนไหวในเรื่องวัฒนธรรมวัยรุ่นและสมัยนิยม ได้ทำการเสาะหาแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ลึกลงไปยังนิยามของบาติก

เอซ เฮาส์ คอลเล็กทีฟ เริ่มจากการตั้งคำถามกับกระบวนการผลิตบาติก โดยพวกเขาได้อ้างนิยามของบาติกที่ระบุเอาไว้ในคำประกาศขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมโลกโดย UNESCO ว่า “การใช้เทคนิคการย้อมเทียนกันสีแบบร้อนในการสร้างสีให้กับลวดลายนั้นๆ อย่างเฉพาะเจาะจง” อย่างไรก็ตาม กระบวนการทำบาติกสมัยใหม่ในภาคอุตสาหกรรมแทบไม่มีการใช้เทียนเป็นองค์ประกอบหลักในการผลิตอีกต่อไป

Ace House Collective, “Fervent Base”, 2017

สิ่งที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตนี้สื่อถึงปรากฏการณ์สองอย่าง อย่างแรกคือ มันแสดงให้เห็นว่าบาติกสมัยใหม่เป็นที่รู้จักจาก “ลวดลาย” และ “รูปลักษณ์” มากกว่ากรรมวิธีในการผลิต บาติกที่กลายมาเป็นสินค้าระลึกส่วนใหญ่ไม่ได้มีที่มาจากการเขียนด้วยเทียนแต่อย่างใด หากแต่เป็นการใช้ตราประทับทองแดงพิมพ์ลาย ซึ่งสามารถทำออกมาในปริมาณมากและรวดเร็ว (สอดคล้องกับการเลือกใช้ตราประทับในงานของเอลวิน) และอย่างที่สอง คือ กระบวนการผลิตแบบอุตสาหกรรมด้วยเครื่องจักรดังกล่าวก็ได้เข้ามาแทนที่การผลิตแบบดั้งเดิมโดยใช้แรงงานคน บาติกจำนวนมากจึงสูญเสียสถานะของการเป็นหัตถกรรมที่ประกอบไปด้วยขั้นตอนอันซับซ้อน อาทิ การร่างลายบนผ้าด้วยมือ การระบายสีสัน การต้มเอาเทียนออก เป็นต้น

กลุ่มศิลปินจึงต้องการเน้นย้ำความสำคัญของ “เทียน” ในแง่มุมดังกล่าว เครื่องทำน้ำพุจากช็อคโกแลตจึงถูกนำมาใช้ต้มและพ่นเทียนเหลวลงมาเป็นชั้นๆ ดั่งความสำคัญที่ไล่เรียงลำดับแต่ละขั้นตอนการผลิต หน้าจอและโปรเจคเตอร์ที่ฉายภาพเดียวกันคือเทียนเหลวร้อนๆ ที่คุกรุ่นเป็นฟองค่อยๆ ขยับไปตามกระแส เมื่อประกอบเข้ากับบรรยากาศที่อวบไปด้วยกลิ่นเทียน ก็ทำให้เราต้องหันมาให้ความสนใจกับบทบาทของเทียนในนิยามของความเป็นบาติกที่แท้จริงอีกครั้ง

ทว่าในผลงานชิ้นสุดท้าย กระบวนการผลิตบาติกแบบดั้งเดิมก็ได้เกิดขึ้นจริงๆ เรสตู รัตนานิงตียัส ศิลปินหญิงเพียงคนเดียวในนิทรรศการชุดนี้ ได้สร้างผลงานศิลปะจัดวางขนาดย่อมขึ้น ด้วยความสนใจในเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันของผู้คน เธอได้ขยายประเด็นเกี่ยวกับเพศสภาวะที่เกี่ยวข้องกับบาติก เพราะการผลิตบาติกดั้งเดิมนั้นเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนที่สตรีมีบทบาทอย่างมากในหลากหลายขั้นตอน

Restu Ratnaningtyas, “Regrowing: Hierachy”, 2017

บาติกสีน้ำเงินผืนยาวแขวนทอดลงมาจากผนังห้องจัดแสดง เกิดขึ้นจากกรรมวิธีแบบดั้งเดิมทั้งสิ้น ศิลปินใช้วิธีการย้อมสีจากธรรมชาติ ด้วยวัสดุอุปกรณ์ที่หาได้จากในครัวเป็นหลัก เพื่อเน้นย้ำบทบาทของสตรีในงานบาติก ซึ่งเธอมองว่าไม่ใข่เพียงบทบาทของแรงงาน “แต่ยังเป็นดั่ง ‘หัวจักร’ ที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมบาติกในครัวเรือนไปข้างหน้า” อีกด้วย โดยในส่วนของแนวคิดนั้น เรสตูได้ยกตัวอย่าง ‘บก มะเซฮ์’ ซึ่งเป็นชื่อเรียกตำแหน่งของผู้หญิงเจ้าของกิจการจำนวนหนึ่งในหมู่บ้านละเวยันที่สุราการ์ตา เพราะพวกเธอได้รับการยอมรับว่าประสบความสำเร็จในการประกอบและพัฒนาธุรกิจของตนเอง

เรสตูได้ใช้บทบาทของสตรีในงานบาติกเพื่อแทนภาพของสตรีอย่างกว้างๆ ในอินโดนีเซีย เนื่องจากบทบาททางสังคมของสตรีในหมู่บ้านดังกล่าวดูแตกต่างอย่างยิ่งกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่อื่นๆ ของอินโดนีเซีย ที่สตรียังไม่ได้รับสิทธิเทียบเท่าบุรุษ อันเป็นข้อจำกัดในศาสนาอิสลาม ภาพหญิงสาวที่ไร้ศีรษะสี่คน มีเพียงลำตัวที่ต่อซ้อนกันขึ้นไป อาจเปรียบได้กับการกระตุ้นให้เรามองหารูปแบบของ “ความสัมพันธ์ทางเพศสภาวะ” ที่มีลำดับชั้น ดังชื่อผลงาน ‘Regrowing: Hierachy’

‘POLA’ จึงเป็นนิทรรศการที่สะท้อนภาพบาติกเอาไว้หลากหลายแง่มุม ครอบคลุมเงื่อนเวลาตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบัน ผลงานของศิลปินทั้งสี่ชุดที่ตั้งรายรอบวัตถุจัดแสดงพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของบาติก นอกจากจะแสดงให้เห็นทรรศนะที่ศิลปินมีต่อบาติกร่วมสมัยแล้ว ยังเชิญชวนให้ผู้ชมร่วมกันค้นหาความหมายของบาติก ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยระบบทุนนิยม บาติกก็เป็นเช่นเดียวกันกับวัตถุทางวัฒนธรรมอื่นๆ ที่ถูกทำให้กลายเป็นสินค้า ซึ่งย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงการสูญเสียความจริงแท้ไปได้ แต่อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยเราก็อาจมั่นใจได้ว่าเมื่อมันกลายมาเป็นอัตลักษณ์ของชาติอย่างเป็นทางการ ความเป็นบาติกจะยังคงถูกเก็บรักษาเอาไว้เป็นอย่างดีในฐานะมรดกอันมีค่าของชาวอินโดนีเซีย


About the Author

anaras

นักโบราณคดีที่ชอบใช้เวลาในแกลเลอรีมากกว่าหลุมขุดค้น



Back to Top ↑