Events

Published on October 7th, 2019 | by Nina NTK

0

Resonance of Lives at 1527: “เดินเตร็ดเตร่ดูงานศิลปะกับบทเพลงชีวิตในตึกแถวสามย่าน”

          เมื่อพูดถึงตึกแถว ภาพของอาคารพาณิชย์ในย่านเก่าติดริมถนน ท่ามกลางบรรยากาศของผู้คนจอแจคือภาพหนึ่งที่ลอยเข้ามาในหัว เสียงรถยนต์ เสียงมอเตอร์ไซค์ที่กำลังแล่นผ่านหน้าอาคารไปคันแล้วคันเล่าสอดประสานกันคล้ายกับท่วงทำนองแห่งการเริ่มต้นที่เคล้าคลอไปกับกิจวัตรประจำวันในยามเช้า บ่งบอกให้รู้ว่า…นี่คือช่วงเวลาอันเร่งด่วน ‘ช่วงเวลา’ ที่เราต่างงมอยู่กับเรื่องราวของตัวเองและไม่สามารถพิจารณาโมงยามอันไพเราะและความงดงามที่อยู่รอบๆ ตัวได้

          ท่ามกลางเสียงดังระงมเป็นจังหวะจะโคน ยังมีตึกแถวหน้าตาแสนธรรมดายืนตระหง่านเคียงคู่กาลเวลา ท้าทายแดดฝนมาหลายยุคหลายสมัย อาคารเหล่านี้กลายเป็นตัวแทนจากอดีตที่กำลังบอกเล่าวิถีชีวิตของผู้คน เหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ และพื้นที่โดยรอบได้อย่างแจ่มชัดในขณะที่โลกยังคงเดินหน้าต่อไป  

          ตึกแถวที่เรามักเห็นจนชินตา แต่เราอาจไม่เคยเข้าไปสังเกตถึงรายละเอียดของมันจริงๆ ถูกปกปิดไว้ด้วยความเรียบง่าย ความสามัญของชีวิตประจำวันที่ดำเนินเคียงคู่อยู่อย่างช้าๆ ภาพที่คุ้นตาของอาคารตึกแถวอาจทำให้เราเพิกเฉย ละทิ้ง ถึงเรื่องราว และชีวิตประจำวันของผู้คนที่ซ่อนตัวอยู่ ความเรียบง่ายของอาคารได้ปิดบังความงดงามสามัญ เอาไว้ได้อย่างมิดชิด จนร่องรอยเหล่านี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพความทรงจำอันแสนปกติไปเสียแล้ว

สถาปัตยกรรมที่สัมพันธ์ไปกับชีวิตของผู้คน         

           ‘ตึกแถว’ ถูกออกแบบมาอย่างพอดิบพอดีกับการใช้สอย เป็นพื้นที่สำหรับการประกอบอาชีพและการอยู่อาศัยในคราวเดียวกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นร่องรอยจากอดีตกาลที่ผ่านพ้น จากผู้คนที่เคยเข้ามาอยู่อาศัย ถึงแม้โครงสร้างหลักๆ ของมันอาจไม่ได้สร้างมาด้วยดีไซน์โก้เก๋ แหวกแนว แต่ตึกแถวก็มีอะไรบางอย่างที่พิเศษและชวนให้น่าค้นหามากไปกว่าสิ่งที่เห็นๆ กันอยู่ภายนอก การมีพื้นที่ด้านล่างเป็นหน้าร้าน มีชายคายื่นออกมาเล็กน้อยสำหรับบังแดดบังฝน ส่วนพื้นที่ด้านบน ชั้น 2-3  ก็ใช้เป็นพื้นที่สำหรับเก็บของทั้งอุปกรณ์ วัตถุดิบ ต่างๆ หรืออาจเป็นที่อยู่อาศัยก็ได้ ด้วยความที่อาคาร ‘ตึกแถว’ รับหน้าที่ทั้งสองฟังก์ชั่น มันจึงเป็นอาคารที่ผูกพันกับผู้คนที่อยู่อาศัยโดยตรง ซึ่งมองในอีกแง่มุมหนึ่งอาคารเหล่านี้ก็สามารถสะท้อนเรื่องราวในอดีตที่เคยเกิดขึ้นได้

          ณ พื้นที่แห่งหนึ่ง ณ ช่วงเวลาหนึ่ง อาคารสถาปัตยกรรมจึงเป็นตัวกลางที่คอยเชื่อมโยงสภาพแวดล้อมภายนอก หลอมรวมเข้ากับผู้อยู่อาศัย สถานที่ และประวัติศาสตร์ด้วยตัวของมันอย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะเมื่อพื้นที่เหล่านั้นเป็นทั้งพื้นที่ทำงานและพื้นที่อยู่อาศัยก็ยิ่งทำให้เห็นภาพของการอยู่อาศัยจากครอบครัวหนึ่งไปสู่การอยู่ร่วมกันในชุมชนหนึ่งได้อย่างชัดเจน เช่นเดียวกับ The Shophouse 1527 หรือ ตึกแถว เลขที่ 1527 บริเวณสามย่านของคุณรุ่งโรจน์แห่งนี้ ซึ่งแต่เดิมเคยใช้เป็นพื้นที่ประกอบกิจการค้าเหล็กและสแตนเลสมาก่อน โดยใช้พื้นที่ด้านล่างเป็นพื้นที่หน้าร้าน ในขณะที่พื้นที่ชั้น 2-3 ใช้เป็นที่อยู่อาศัยมากว่า 50 ปี เมื่อกิจการรุ่งเรืองมากขึ้นจึงทำให้คุณรุ่งโรจน์จำเป็นต้องขยายโรงงานไปในพื้นที่อื่น ก่อนที่คุณรุ่งโรจน์จะย้ายไปพักอาศัยในตึกด้านหลังแทน พร้อมกับปล่อยเช่าอาคาร เลขที่ 1527

         ถึงแม้หน้าตาขอตึกแถวแห่งนี้อาจไม่ได้แตกต่างพิสดารไปจากตึกแถวปกติที่กระจายตัวอยู่ในย่านต่างๆ ในกรุงเทพหรือแม้แต่ตึกแถวในประเทศเพื่อนบ้าน อย่างในประเทศเวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย ฯลฯ ก็ตาม แต่สิ่งที่ทำให้อาคารแห่งนี้น่าสนใจขึ้นมาก็คือความตั้งใจในการเก็บและบันทึกร่องรอยการอยู่อาศัยของผู้คนในอดีต เพราะมันสามารถบ่งบอกบริบททางสังคมที่เกิดขึ้นในขณะนั้นได้ เช่น การจัดวางเฟอร์นิเจอร์ติดผนังในพื้นที่ต่างๆ ตัวเลขที่ถูกเขียนขึ้นบนผนังของคนที่เคยอาศัยอยู่ สิ่งเหล่านี้ก็คงเหมือนกับร่องรอยทางประวัติศาสตร์อย่างหนึ่งที่มาจากการใช้ชีวิตจริงของผู้คนในพื้นที่นั้น ซึ่งเป็นร่องรอยที่จะไม่ปรากฏที่ไหน และเกิดขึ้นเฉพาะตึกแถว เลขที่ 1527 แห่งนี้ อาคารตึกแถวหรือห้องแถวจึงเป็นเสมือนตัวแทนของความทรงจำที่ผูกพันอยู่ระหว่างชีวิตของผู้คนกับสถานที่ตั้ง ซึ่งสะท้อนมุมมองได้อย่างหลากหลาย ทั้งยังเป็นจุดเวลาแห่งประวัติศาสตร์ ที่เชื่อมต่อระหว่างอดีตและปัจจุบันในย่านเก่า และสามารถถ่ายทอดเรื่องราวของตัวมันเองได้อย่างเป็นธรมชาติ

Resonance of Lives at 1527

          The Shophouse 1527 เกิดขึ้นจากโครงการค้นหาพื้นที่ทดลองในชุมชน ด้วยความร่วมมือระหว่างสองบริษัทออกแบบที่สนใจการออกแบบเพื่อชุมชน อย่าง Cloud-floor และ IF (integrated field) ทำโครงการฟื้นฟูสภาพชุมชนเมือง ด้วยแนวคิดที่ต้องการปรับปรุงพื้นที่ในย่านเก่าต่างๆ รวมถึงอาคารที่ไม่ได้มีการใช้งานแล้วให้กลายเป็นพื้นที่ทดลองชั่วคราวสำหรับการทำกิจกรรมสร้างสรรค์หรืออาร์ตสเปซแห่งใหม่ เช่น การจัดนิทรรศการศิลปะ การจัดกิจกรรมดนตรี การสร้างพื้นที่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้วยกิจกรรมต่างๆ ภายในชุมชน เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของคนในชุมชนเป็นธีมหลัก โดยใช้ตัวอาคารเป็นสื่อกลางในการเชื่อมต่อพื้นที่กับผู้คนเข้าไว้ด้วยกัน โปรเจค The Shophouse 1527 เป็นพื้นที่ทดลองแห่งแรกของโครงการฯ อยู่ใกล้กับแยกสามย่าน บริเวณริมถนนพระราม 4 เปิดตัวพร้อมกับนิทรรศการศิลปะในชื่อ Resonance of Lives at 1527 เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของผู้คนผ่านตัวสถาปัตยกรรมและเสียงระหว่างการรีโนเวทอาคาร โดยโครงการนี้จะมีการทำกิจกรรมต่างๆ ต่อเนื่องถึง 2 ปี ก่อนที่อาคารจะหมดสัญญาและจะถูกเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง 

          ตัวอาคารด้านนอกของ The Shophouse 1527 อาจไม่ได้แตกต่างจากสภาพห้องแถวในละแวกใกล้เคียงมากนัก แต่เมื่อขยับเข้ามายังพื้นที่อาคารด้านใน ภาพบรรายากาศจากความทรงจำเกี่ยวกับ ‘ตึกแถว’ ก็สลายหายไปและถูกแทนที่ด้วยบรรยากาศการตกแต่งสไตล์ Modern Loft ในพื้นที่ชั้นล่างมีเพียงโต๊ะสีดำตัวยาวๆ ที่ทอดตัวไปตามความยาวของพื้นที่ภายในห้อง กับแสงไฟลอดผ่านด้านล่างของโต๊ะในบรรยากาศสลัว พร้อมกับโคมไฟที่ห้อยระย้าลงมาทื่อๆ ฝาผนังแต่ละด้านเต็มไปด้วยร่องรอยต่างๆ ที่เกิดจากการอยู่อาศัยมีทั้งร่องรอยจากการจดบันทึก มีทั้งตัวเลข คำ และร่องรอยอื่นๆ ซึ่งไม่จำเป็นต้องตกแต่งด้วย wallpaper หรือฉาบปูน ทาสี ให้ยุ่งยากใจ บนผนังบางแห่งด้านล่างยังใช้ชอล์กเขียนคำสั้นๆ ลงไปใหม่ ทั้งภาษาไทย จีน และภาษาอังกฤษ เพื่อให้เกิดการทับซ้อนร่องรอยใหม่ๆ ตามธีมการจัดนิทรรศการ 

          ผนังและข้อความที่ยังหลงเหลือภายในตัวอาคารจึงอาจให้ความรู้สึกแบบดิบๆ และทำให้พื้นที่แห่งนี้ยังคงมีมนต์ขลังและเสน่ห์บางอย่างที่ดึงดูดใจ ในขณะที่พื้นมีการโรยหินกรวดหยาบๆ เทปูรองพื้นแทนการเทคอนกรีตราด ยังช่วยให้เกิดความรู้สึกยืดหยุ่น สะดวกสบาย และกลมกลืนไปกับตัวพื้นที่ในอารมณ์สีเทาหม่น

ร่องรอยของการอยู่อาศัย

          ก่อนจะขึ้นไปยังพื้นที่ชั้นสอง เราเดินผ่านบันไดไม้ที่ได้มาจากขั้นบันไดเก่า บันไดนี้ทำให้เห็นถึงร่องรอยที่มาจากการใช้งานเก่า กลายเป็นสิ่งที่ยังหลงเหลือจากการใช้งานก่อนหน้า เมื่อไปถึงด้านบน พื้นที่อาคารกลับให้ความรู้สึกโปร่ง โล่ง เพราะมีการเอาคานและพื้นชั้นสามออก เพื่อแปลงโฉมพื้นที่ จากการเป็นที่อยู่อาศัยให้กลายเป็นฟังก์ชั่นการใช้งานแบบใหม่ สำหรับทำกิจกรรม และจัดแสดงงานศิลปะต่างๆ การเอาพื้นและคานออกยังส่งผลให้เห็นร่องรอยการใช้งานของตัวอาคารได้ชัดเจนมากขึ้น ในขณะที่ร่องรอยที่ปรากฏบนตัวอาคารต่างวาระต่างเวลายังถือเป็นงานศิลปะชิ้นเอก ที่ทำให้คนที่เข้ามายังอาคารแห่งนี้ได้ใช้เวลาจินตนาการถึงตำแหน่งการวางข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ในอดีต จนกลายเป็นร่องรอยซึ่งยังหลงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน จากผู้ใช้รายหนึ่งไปยังผู้ใช้อีกรายหนึ่งและส่งต่อเรื่องราวเหล่านี้ไปยังผู้เช่ารายถัดไปเรื่อยๆ ถึงแม้ร่องรอยเหล่านี้อาจไม่ได้ทำให้เราเข้าใจเรื่องราวของพวกเขาอย่างครบถ้วยสมบูรณ์ แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือการที่ผู้ชมได้เห็นร่องรอยของความงามผ่านการบอกเล่าอย่างไม่จงใจ และอาจเป็นวิธีที่นำไปสู่การมองเห็นคุณค่าจากธรรมชาติ คุณค่าในตัวเพื่อนมนุษย์ การทบทวนและพินิจพิจารณาถึงสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเราอย่างถี่ถ้วน และมีความงดงามในอีกรูปแบบหนึ่ง

การเล่าเรื่องของพื้นที่ผ่านเสียง

          นิทรรศการ Resonance of Lives at 1527 นี้เกิดขึ้นไปพร้อมๆ กับขั้นตอนการรีโนเวทอาคารโดยจะมีการบันทึก ภาพถ่าย เสียง และวิดีโอเอาไว้เพื่อเป็น archive และทำเป็น documentary ตลอดการก่อสร้าง เมื่อภายหลังจากการปรับปรุงอาคารเสร็จสิ้นลง ผู้ออกแบบจาก Clound-floor ร่วมกับ DON BOY Studio จึงจัดนิทรรศการเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวผ่าน ‘เสียง’ ระหว่างการทุบรื้อตึกแถว ด้วยการออกแบบและติดตั้งเครื่องขยายเสียงตามจุดตำแหน่งต่างๆ เพื่อจำลองบรรยากาศระหว่างการรื้อถอนก่อสร้าง ก่อนที่พื้นที่แห่งนี้จะกลายเป็นพื้นที่การใช้งานปัจจุบัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากเราเดินเข้าไปภายในบริเวณชั้นสอง แล้วจะได้ยินเสียงทุบ เสียงตี หรือเสียงเจาะ ดังก้องกังวาลประสานเสียงกันเป็นจังหวะ บางครั้งอาจมีช่วงเงียบ หรือจู่ๆ ก็มีเสียงดังลอดออกมาโดยที่ผู้ชมไม่ทันตั้งตัว เสียงที่เกิดขึ้นนี้จึงเป็นตัวแทนของรอยต่อที่แสดงถึงการเปลี่ยนผ่านระหว่างพื้นที่ในอดีตกับปัจจุบัน ด้วยการใช้พื้นที่อาคารเก่าเป็นจุดเชื่อมต่อ เพื่อบอกเล่าความสัมพันธ์ของการเปลี่ยนแปลงในตึกแถวแห่งนี้ที่ว่า ‘ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง’

การเชื่อมต่อภายในกับภายนอก

         แน่นอนว่าสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดก่อนหน้านี้คือองค์ประกอบหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่จะมีเพียงแต่การรับรู้ผ่านการมองเห็นจาก ‘ร่องรอย’ หรือจากการได้ยินผ่าน ‘เสียง’ เท่านั้น แต่การออกแบบอาคารก็ยังเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเพิ่มเติมสัมผัสทางความรู้สึก ซึ่งสามารถเชื่อมต่อพื้นที่ภายในอาคารกับพื้นที่ภายนอกได้อย่างเป็นธรรมชาติ จุดที่เป็น climax ของอาคารหลังนี้คือการเจาะช่องผนังและประตูทำให้เกิดพื้นที่เชื่อมต่อจากด้านหน้าอาคารไปยังด้านหลังอาคารได้ ส่งผลให้บ้านของคุณรุ่งโรจน์ที่อยู่ด้านหลังตึกแห่งนี้ยังสามารถเชื่อมต่อกับอาคารหลังเก่า และสามารถการเชื่อมต่อเข้ากับพื้นที่ภายนอก ด้วยการออกแบบประตูและหน้าต่างให้ทะลุหากันระหว่างพื้นที่ติดริมถนน และพื้นที่ด้านหลังอาคาร ในขณะที่ด้านบนชั้นสอง การเลือกใช้กระจกฝ้าที่หน้าต่างก็ช่วยสร้างบรรยากาศภายในให้กลายเป็นพื้นที่กึ่งปิด คือไม่ได้ตัดขาดไปจากสภาพแวดล้อมภายนอกเสียทีเดียว เพราะกระจกฝ้าช่วยทำให้แสงไม่สามารถทะลุผ่านไปได้มากนัก ช่วยสร้างพื้นที่กึ่งปิดล้อมได้ ในขณะเดียวกันแสงและสีสันจากภายนอกอาคารก็ยังสามารถผ่านเข้ามาภายในอาคาร ก่อให้เกิดสีสันที่สวยงามในช่วงเวลาที่ต่างกัน คล้ายกับภาพสะท้อนของการดำเนินชีวิตอันเร่งรีบจากโลกภายนอก 

         The Shophouse 1527 อาจเป็นเพียงร่องรอยเล็กๆ จากอดีตที่นำไปสู่การย้อนรอยถึงอาคารตึกแถวแห่งนี้  บรรยากาศภายในอาคาร จึงเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ทั้งร่องรอยต่างๆ บนผนัง การทำ sound installation รวมไปถึงการออกแบบอาคาร สิ่งเหล่านี้ช่วยทำให้บุคคลที่เดินผ่านไปมากลับมาสนใจประวัติความเป็นมาของอาคารหน้าตาธรรมดาแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นร่องรอยที่เกิดจากผู้อยู่อาศัยคนก่อนๆ ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาพักอาศัย หรือเสียงที่บันทึกไว้จากการทำงานของช่างและผู้รับเหมาก่อสร้างก็อาจก่อให้เกิดคำถามมากมายที่ยังตกค้าง “เมื่อผู้เช่ารายหนึ่งเข้ามาพักอาศัย พวกเขาก็มักจะฝากร่องรอยบางอย่างเอาไว้เสมอ” ร่องรอยต่างๆ ที่ปรากฏตามผนัง กำแพง หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอาคารจึงเป็นหลักฐานที่บอกถึงที่มาของการอยู่อาศัยแต่ละช่วงเวลาเอาไว้อย่างไม่เจตนา ในขณะที่ผู้ชมที่มาจากภายนอกก็ได้รับประสบการณ์ใหม่จาก ‘บทเพลงแห่งชีวิต’ จากตึกแถวแห่งนี้ ใน ‘สถานที่’ ซึ่งพวกเขาอาจไม่เคยสังเกตเห็นมันจากการใช้ชีวิตอันแสนปกติเสียเลยด้วยซ้ำ

นิทรรศการ Resonance of Lives at 1527  

Cloud – floor & IF / Sound installation by DON BOY Studio 

at The Shophouse 1527

17 August – 13 October 2019

ติดตามรายละเอียดได้ใน: www.facebook.com/theshophouse1527/


About the Author

Nina NTK

นัก(อยาก)เขียนที่ชอบเป็นนักอ่านมากกว่า ชอบเรื่องราวลี้ลับ นวนิยายสืบสวน และรักการตระเวนดูงานศิลปะทุกแขนง



Back to Top ↑
  • Fine Art Magazine No.132

  • จินตนาการ สืบสาน วรรณกรรมไทย ปีที่ 13

    จินตนาการ สืบสาน วรรณกรรมไทย ปีที่ 13
  • “RIFTS” Group Exhibition Interview

  • Archives