Events

Published on December 18th, 2018 | by Nina NTK

0

Shifts

Shifts

By Varsha Nair 

Curator Nim Niyomsin

WTF gallery & Bridge art space

Nov. 3 – Dec. 2, 2018 & Nov. 10, 2018 – Jan. 13, 2019.

คงกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว เมื่อเราชำเลืองมองออกไปนอกหน้าต่าง ขณะนั่งรถไฟฟ้าแล่นผ่านย่านต่างๆ ในเขตกรุงเทพมหานคร แล้วพบกับความแปลกปลอมของสิ่งก่อสร้าง อาคารเชิงพาณิชย์ ที่ตั้งตระหง่านควบคู่ไปกับชุมชนเล็กๆ ที่กระจายตัวอยู่ในบริเวณเดียวกัน การอยู่ร่วมกันของสิ่งก่อสร้างเหล่านี้จึงเสมือนกับการประกอบร่างกันไว้อย่างน่าประหลาดของทัศนียภาพที่สะท้อนไปถึงการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจ สังคม โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยที่ต้องการความเป็นส่วนตัว มีอยู่ครั้งหนึ่งผู้เขียนจำได้ว่าเคยนั่งรถไฟฟ้าผ่านห้องชุดของคอนโดมิเนียมหนึ่ง ซึ่งห้อมล้อมอยู่ท่ามกลางบ้านเดี่ยวหลังโดด ย่านฝั่งธนฯ เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้เขียนอดคิดไม่ได้ว่าหากเราต้องอาศัยอยู่ท่ามกลางความแปลกปลอมของอาคารเหล่านี้ เราจะสามารถมีชีวิตส่วนตัว โดยไม่ผ่านการรับรู้จากการรู้เห็นของคนภายนอกได้อย่างไร? ในเมื่อพื้นที่ที่อยู่อาศัยของเรากลายเป็นความสาธารณะทางสายตาไปเสียแล้ว?

นิทรรศการ Shifts เป็นการแสดงเดี่ยวของ วาช่า แนร์ (Varsha Nair) ศิลปินชาวอินเดีย ที่อาศัยอยู่ทั้งในประเทศอินเดียและไทยมากว่า 10 ปี ผลงานของเธอมีประเด็นร่วมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของมนุษย์ ชุมชน และขอบเขต ในนิทรรศการครั้งนี้ ผลงานของวาช่าจัดแสดงเป็นนิทรรศการต่อเนื่อง 2 แห่ง คือที่ WTF Gallery ตั้งอยู่ในย่านสุขุมวิทใจกลางเมือง จัดแสดงระหว่างวันที่ 3 พฤศจิกายน – 2 ธันวาคม 2018 และ Bridge Art Space พื้นที่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาใกล้กับตึกสาทรยูนีค จัดแสดงวันที่ 10 ธันวาคม 2018 – 13 มกราคม 2019 พื้นที่จัดแสดงผลงานทั้ง 2 ส่วน ยังมีประเด็นที่เชื่อมโยงไปกับการเติบโตของสังคมเมืองและระบบเศรษฐกิจจากในอดีตเและปัจจุบัน ซึ่งบ่งบอกถึงการเปลี่ยนไปทางเศรษฐกิจ ในพื้นที่ฝั่งริมแม่น้ำ และย่านสุขุมวิท ซึ่งสอดคล้องโดยตรงกับชิ้นงานที่เธอสร้างสรรค์ขึ้นจากประสบการณ์ส่วนตัว และจากการสังเกตทั้งในประเทศอินเดียและไทย นอกจากนี้ยังมีผลงานหลายชิ้นที่ยังพูดถึงขอบเขตและเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างพื้นที่ภายในและภายนอกด้วย

Shifts จะนำเราไปสู่ความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ และความทรงจำของผู้คน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ที่กำลังเติบโตเบ่งบานทางเศรษฐกิจ ในขณะที่พื้นที่ทางจิตใจของผู้คนที่อาศัยอยู่กลับหดเล็กลงเรื่อยๆ ความสุขในการครอบครองพื้นที่อันแสนสงบ และห่างไกลจากความจอแจที่ประดังเข้ามากลายเป็นเรื่องยากในยุคสมัยนี้ เพราะทุกอย่างหมุนวนและแพร่สะพัดด้วยการตีคุณค่าจากเงินตรา ในนิทรรศการนี้นอกจากที่เราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพแล้ว ในอีกมุมมองหนึ่ง ผู้ชมจะได้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่แห่งการปรับเปลี่ยนพร้อมกับความทรงจำที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงควบคู่กันไป 

แสงแดดเข้าที่ลอดเข้ามาจากหน้าต่างหน้าบ้าน หรือแม้แต่บรรยากาศของกลิ่นอับชื้นภายในห้องยังคงอบอวลไปในความนึกคิดของผู้ที่จากมาอย่างไม่เคยหายไปไหน ความทรงจำที่หวนรำลึกถึงจึงเป็นความผูกผันแนบแน่นระหว่างผู้คนและสถานที่ เพราะแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงทางด้านกายภาพจะสามารถ ทูบ รื้อ และสร้างขึ้นใหม่ได้ แต่ความเจริญนี้กลับสวนทางกับความเป็นอยู่ของผู้คนต่อสถานที่ๆ ที่พวกเขาจากมา

การปรับเปลี่ยนและการดัดแปลงพื้นที่ (Gentrification)  

ผลงาน Erasure 1-2 คือ ผลงานภาพถ่ายของห้องแถว ซึ่งถูกปิดทับด้วยกระดาษบางๆ ชิ้นเล็กจำนวนหลายชิ้น เพื่อจำลองเป็นช่องเปิดของอาคาร ในรูปของ ‘บานประตู’ และ ‘บานหน้าต่าง’ ผลงานทั้งสองชิ้นมีประเด็นโดยตรงเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนและการดัดแปลงพื้นที่ จากชื่อ Erasure ที่มีความหมายถึง ‘การลบออก’ ในที่นี้จึงหมายถึง ‘การรื้อถอน’ ของอาคาร เมื่อผู้ชมค่อยๆ แง้มแผ่นกระดาษเล็กๆ  ออก และมองไปยังภาพตัดของอาคารที่กำลังถูกรื้อถอนนี้ ผู้ชมจะเห็นถึงความสวยงามของสีสันของผนังห้องในแต่ละชั้น รวมไปถึงความเป็นระเบียบของการจัดแบ่งพื้นที่ใช้สอยภายในห้องต่างๆ ราวกับว่าองค์ประกอบแห่งความงามนี้ถูกจัดวางไว้อย่างจงใจ                      

                                                                

ในขณะเดียวกันผลงานชิ้นนี้ยังเป็นการเชื่อมโยงพื้นที่ทั้งสองส่วน คือ พื้นที่ด้านใน (ที่ซึ่งศิลปินและผู้ชมยืนอยู่) และพื้นที่ด้านนอก (ภาพตัดของอาคาร) เข้าไว้ให้กลายเป็นพื้นที่เดียวกัน ในขณะที่แผ่นกระดาษบางๆ ก็ถือเป็นการปิดกั้นและสร้างขอบเขตระหว่างพื้นที่ (ด้านในและด้านนอก) ให้แยกออกจากกันด้วย ซึ่งวาช่าได้อธิบายกระบวนการดังกล่าวออกมาเป็นรูปของสัญลักษณ์ slash ดังในผลงาน “/” space ที่จัดแสดงอยู่บนชั้นสองของห้องจัดแสดงเดียวกัน และเป็นภาพฉายของโปรเจคเตอร์ด้านนอกอาคาร วาช่าได้อธิบายและยกตัวอย่างเกี่ยวกับความหมายของสัญลักษณ์ดังกล่าวไว้ว่า เครื่องหมายทับ คือ ‘การเชื่อมโยง’ และ ‘การแบ่งแยก’ พื้นที่ เช่น “Varsha lives in India/Thailand” สามารถตีความได้ว่า วาช่า อาศัยอยู่ในประเทศอินเดียและประเทศไทย ในประโยคนี้ ‘/’ จึงทำหน้าที่เชื่อมโยงพื้นที่ทั้ง 2 เข้าไว้ให้เป็นส่วนเดียวกัน ในขณะที่ ‘/’ ยังอาจหมายถึง การแยกระหว่างประเทศอินเดียและประเทศไทยออกจากกันเพื่ออธิบายว่าทั้ง 2 สิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน 

โดยนัยนี้  ‘/’ จึงเหมือนการทำหน้าที่ทั้งสองสถานะ ซึ่งเป็นผลมาจากประสบการณ์การย้ายถิ่นฐานของศิลปิน ทั้งนี้เครื่องหมายดังกล่าวจึงถูกตีความว่ามันคือสถานะของการเปลี่ยนแปลงระหว่างอดีตและปัจจุบันซึ่งมีเวลาเป็นหัวใจหลัก เช่นเดียวกับผลงาน ‘The Gab’ (2004) ที่ Bridge Art Space ซึ่งเป็นภาพของรอยแยกระหว่างตึกสองตึกที่อยู่ติดกัน รอยแยกที่ปรากฏอาจทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าเป็นรอยแยกที่อาจเกิดขึ้นภายในตึกเดียวกันก็ได้ หรือ อาจเป็นรอยแยกระหว่างตึกสองตึกก็ได้ อย่างไรก็ตาม รอยแยกที่ปรากฏที่เหลื่อมกันนี้แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ทั้งสองมีช่วงเวลาการสร้างที่แตกต่างกัน สิ่งเหล่านี้จึงเป็นเครื่องยืนยันที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่จากอดีตและปัจจุบัน ในขณะที่ผลงาน Margins ซึ่งเป็นภาพของแผนที่ (อินเดีย/ไทย) ที่ศิลปินอาศัยอยู่ การนำแผนที่มาตัดและสานกันจึงหมายถึงการลบเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างขอบเขตออกไปพร้อมกับหลอมรวมให้กลายเป็นส่วนเดียวกัน ดังนั้น ‘/’ จึงหมายรวมไปถึงสัญลักษณ์ของการอพยพและการปรับเปลี่ยน ซึ่งยังคงเป็นตัวแทนของ ‘ความเปลี่ยนแปลง’ ตามความหมายของชื่อนิทรรศการ ‘Shifts’

นอกจากความหมายในเชิงการอุปมาอุปมัยแล้ว ภาพตัดของอาคารก็สามารถเปิดเผยความจริงบางอย่างที่ซ่อนอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องของมุมมองทางสถาปัตยกรรม เช่น โดยปกติคนส่วนใหญ่สามารถเห็นลักษณะของอาคารได้เฉพาะ 2 ส่วนเท่านั้น คือ ลักษณะด้านนอกของอาคาร และลักษณะภายในของอาคาร ในขณะที่ Erasure 1-2 กลับเป็นมุมมองของภาพตัดที่สามารถทำให้ผู้ชมเห็นถึงความเป็นอยู่ของผู้อยู่อาศัยในรายละเอียดต่างๆ เช่น สีที่ใช้ทาในแต่ละห้องหรือการประดับตกแต่ง สิ่งเหล่านี้บ่งบอกถึงความชอบของเจ้าของที่เคยอยู่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต วิธีคิด ชีวิตประจำวัน และการเติบโตของผู้คนที่ผูกพัน ณ ที่แห่งนี้ได้อย่างสมจริงที่สุด ภาพที่ปรากฏเสนอถึงความจริงที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้การเปลี่ยนแปลง มันจึงเสมือนกับความสวยงามที่ไม่ได้ตั้งใจออกแบบ และช่วยเปิดเผยถึงร่องรอยแห่งความทรงจำของผู้เคยมีความผูกพันกับสถานที่นั้น การปรับเปลี่ยนและการดัดแปลงพื้นที่หนึ่งจึงไม่ใช่เพียงแค่การทำให้พื้นที่เหล่านี้เปลี่ยนแปลงไป แต่นั่นยังหมายถึงความทรงจำและความผูกพันของผู้คนที่ยังคงระลึกถึง เช่นเดียวกับ ผลงาน Wish List. ซึ่งนำพื้นที่ย่านตลาดเก่าแห่งหนึ่งเข้ามาสู่บทสนทนาร่วมกับผู้ชมในนิทรรศการนี้

ผลงาน Wish List. Extract of Conservation from Monday 2 Monday เป็นผลงานที่ วาช่า ทำงานร่วมกับ ลีนา เอริคสัน (Lena Eriksson) จากโปรเจกต์ Monday 2 Monday ซึ่งเริ่มต้นจากบทสนนาทนาระหว่างศิลปินทั้งสองในเช้าวันจันทร์ที่ 12 มกราคม 2015 และเช้าวันจันทร์ที่ 20 มกราคม 2015 ขณะที่วาช่าได้ถ่ายรูปของพื้นที่ตลาดเก่าแห่งหนึ่งย่านนานา ตลาดเก่าแห่งนี้กำลังถูกรื้อถอน เพื่อสร้างเป็นศูนย์การค้า วาช่าจึงส่งภาพที่เธอถ่ายนี้ให้กับลีนาเพื่อพูดคุยถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ในวันจันทร์ของสัปดาห์ต่อมา ลีนา จึงส่งภาพสเก็ตช์ของพื้นที่พร้อมกับไอเดียน่ารักๆ ที่จะเปลี่ยนพื้นที่นี้ให้น่าอยู่มากขึ้น โดยที่ไม่ต้องปรับเปลี่ยนให้เป็นศูนย์การค้า และนี่คือจุดเริ่มต้นของกิจกรรม Wish List ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้มีส่วนร่วมโดยการออกแบบพื้นที่แห่งนี้ให้กลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์อื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากพื้นที่เชิงพาณิชย์ 

ผลงานนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของศิลปินที่ต้องการปรับปรุงพื้นที่ให้มีความหลากหลายมากขึ้น และยังช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างชิ้นงานกับผู้ชม สิ่งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้การพัฒนาพื้นที่ เริ่มต้นจากความต้องการของคนในสังคมได้อย่างมีคุณค่า เช่นเดียวกับ Somtam Nomads (2009) ผลงาน Video Installation ที่ Bridge Art Space ซึ่งพูดถึงการปรับเปลี่ยนพื้นที่รกร้างใจกลางกรุงฯ ให้กลายเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร อย่างหอศิลป์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ดังกล่าวจึงเป็นพื้นที่ที่ช่วยเปิดโอกาสให้เกิดการพัฒนาทรัพยากรบุคคลภายในประเทศมากกว่าการสร้างเพื่อเป็นแหล่งเก็งกำไรทางเศรษฐกิจ

ประสบการณ์ส่วนตัวของวาช่า แนร์ (Varsha Nair)

ผลงาน Point 33 คือผลงานที่มีการหยิบจับความรู้สึก ความทรงจำ และประสบการณ์ส่วนตัวโดยตรงของศิลปิน มาสร้างเป็นผลงาน Video Installation บนชั้น 3 ของแกลเลอรี ผลงานนี้สร้างขึ้นจากความผูกพันของวาช่าที่มีต่อบ้านหลังเก่าของเธอที่เคยอาศัยอยู่ ซึ่งปัจจุบันถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ ผลงานชิ้นนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวาช่ากลับไปยังบ้านที่เธอเคยอาศัยอยู่ และพบว่ามันถูกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เธอจึงใช้ปากกาเขียนถึงความทรงจำของเธอที่มีต่อบ้าน แต่ด้วยพื้นที่ที่มีอยู่อย่างจำกัดของกระดาษ จึงทำให้กระดาษแผ่นนี้ถูกเขียนและลบออกและเขียนขึ้นมาใหม่ ซึ่งอุปมาไปถึงความเปลี่ยนแปลงของถิ่นที่อยู่ของเธอ ในขณะที่ ‘มุ้ง’ ที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางห้องจัดแสดงสื่อไปถึงข้าวของเครื่องใช้ที่วาช่าคุ้นเคย และทำให้หวนรำลึกถึงความทรงจำเก่าๆ ที่เธอเคยมีประสบการณ์ร่วม ทั้งยังเป็นตัวแทนของเส้นแบ่งระหว่างพื้นที่ด้านในและพื้นที่ด้านนอก เมื่อมุ้งถูกฉายทับด้วยข้อความบนกระดาษแผ่นน้อยที่เธอเขียน จึงเป็นการกระตุ้นและย้ำเตือนถึงห้องนอนของเธอในอดีต ในขณะเดียวกันผลงานชิ้นนี้ยังเป็นสารของความคิดถึงที่บอกเล่าให้กับผู้เยี่ยมชมได้รับรู้ถึงบางสิ่งที่ไม่อาจลบ หรือจางหายไปได้ แม้จะถูกสร้างขึ้นมาใหม่กี่ครั้งก็ตาม ดังเช่น กระดาษแห่งความทรงจำแผ่นนี้

ความไม่แน่นอน

นอกจากความเปลี่ยนแปลงที่เป็นหัวข้อหลักในชิ้นงานต่างๆ แล้วยังมีผลงานอีกจำนวนไม่น้อยในห้องจัดแสดงที่พูดถึงประเด็นเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจและระบบทุนนิยม ซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญอีกประการของการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ในเขตเมืองด้วย เช่น ผลงาน Golden Sunset ที่ใช้ภาพจากแม็กกาซีนฉบับเก่าของอาคารร้างคุ้นตา ‘ตึกสาทร ยูนีค ทาวเวอร์’ มาตัดสานเข้ากับภาพของพระอาทิตย์ที่กำลังลาลับขอบฟ้า พร้อมกับที่ศิลปินวาดเส้นกราฟแสดงระดับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาลงไปบนชิ้นงาน การใช้ภาพสถาปัตยกรรมรุ่นเก่าที่ตกยุคสมัย ภาพของพระอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้า รวมถึงกราฟการขึ้นหรือลงของระดับน้ำ จึงอุปมาไปถึงความไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจ ที่มีทั้งขาขึ้นและขาลง รวมถึงการเป็นภาพสะท้อนไปยังจุดสูงสุดและการล่มสลายของระบบเศรษฐกิจในอดีตที่ยังคงความสวยงาม พร้อมกับการเป็นอุทาหรณ์ราวกับการขึ้นและการตกของดวงอาทิตย์ ผลงาน Golden Sunset จึงเป็นทั้งสัญลักษณ์ การเปรียบเปรย และตัวอย่างของ ‘การเปลี่ยนแปลง’ ในอีกรูปแบบของความไม่แน่นอนที่มาจากเศรษฐกิจฟองสบู่ ทั้งยังเชื่อมโยงไปถึงผลงานอีกชิ้นในชื่อ Spin (2014) ที่จัดแสดงด้วยการฉายภาพโปรเจคเตอร์ไปยังตึก The Ghost Tower ในตำนาน 

ประเด็นของความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจ ยังถูกเชื่อมโยงไปกับการแข่งม้า ความผันผวนของกระแสลม  และโชค ดังในภาพ Horse latitudes Wind blows และ Luck ตามลำดับ ซึ่งภาพเหล่านี้ล้วนมีการเปรียบเปรยไปถึงความไม่แน่นอนไว้อย่างชัดเจน และท้ายที่สุดสิ่งเหล่านี้ก็นำพาไปสู่การเปลี่ยนแปลงของทุกสิ่ง ในขณะที่ภาพอื่นๆ อย่าง Dissections และ Fake estates กลับมีปมของข้อเท็จริงจากหน้าหนังสือพิมพ์ที่สอดแทรกอยู่ในเนื้องาน กล่าวคือ ผลงาน Dissections เล่าถึงเหตุการณ์การโยกย้ายถิ่นฐานของกลุ่มคนที่อาศัยอยู่บริเวณทางรถไฟในประเทศอินเดีย พร้อมทั้งยังคงใช้เทคนิคการตัดสานเรื่องราวระหว่างภาพทางรถไฟกับรายชื่อของคนที่เคยอาศัยอยู่ในพื้นที่แห่งนั้น เพื่อแสดงถึงการเชื่อมโยง พื้นที่และผู้คนเข้าไว้ด้วยกัน ในขณะที่การตัดก็เสมือนการแบ่งแยกระหว่างผู้ที่เคยอยู่อาศัยและตัวสถานที่ออกไปเช่นเดียวกัน ภาพนี้ยังต่อเนื่องกับผลงาน Fake Estates ที่เป็นภาพของพื้นที่ชนบทห่างไกลของเหล่าผู้อพยพจากพื้นที่ทางรถไฟพร้อมกับการสอดประสานภาพของข้าวของเครื่องใช้จากโฆษณาในหนังสือพิมพ์ ซึ่งแสดงถึงสังคมบริโภคนิยมและวัตถุนิยมที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน จนบางครั้งเราก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า พื้นที่ในเมืองกลายเป็นที่อยู่อาศัยของคนรวย และคนจนไม่ควรอยู่ในเมืองหรือ?


About the Author

Nina NTK

นัก(อยาก)เขียนที่ชอบเป็นนักอ่านมากกว่า ชอบเรื่องราวลี้ลับ นวนิยายสืบสวน และรักการตระเวนดูงานศิลปะทุกแขนง



Back to Top ↑
  • Fine Art Magazine No.134

  • 10th UOB Painting of The Year

    10th UOB Painting of The Year

    นิทรรศการออนไลน์
    การประกวดจิตรกรรมยูโอบี ครั้งที่ 10

  • International Biennial Print 2020 R.O.C

    International Biennial Print 2020 R.O.C

    Call for Submissions 2019.12.3 – 2020.2.5
    www.ntmofa.gov.tw

  • “RIFTS” Group Exhibition Interview

  • Archives